บทที่14 เ้าขาว
ภายในบ้านไม้ไผ่ขนาดกลางในหมู่บ้านมวลพฤกษา คนสองคนนั่งคุยกันตรงโต๊ะกลางห้องโถงรับแขกโดยมีชายสวมหน้ากากปิดบังใบหน้ายืนอยู่ข้างหลังชายชรา
“เ้าไปทำอะไรมาเล่าให้ปู่ฟังสิเดน”
“เื่มันคือยังงี้ปู่”
เดนเล่าให้ชายชราฟังทั้งหมดแต่เขาปรับเปลี่ยนเื่ที่พวกภูติต้องคอยเสริมพลังกักขังเ้าัเป็เฝ้าอารักษ์ทรัพย์สมบัติเทพแทน
“งั้นเ้าก็ได้สมบัติแห่งเทพมานะสินะเดน”
“ใช่แล้วท่านปู่แถมยังได้มามากพอดูเลยละ”
จากนั้นเดนได้เอาเหล่าบรรดาขวดยาและอาวุธเทพออกมา
“ท่านปู่เหล่าขวดยานี้ สามารถเพิ่มพูนพลังธาตุให้ท่านได้และยังมีพอสำหรับทุกคนในป้อมสายฟ้าและคนของเกาะอัคคีอีกด้วย”
“อาวุธพวกนี้ท่านช่วยนำไปมอบให้เหล่าผู้คนป้อมสายฟ้าและเกาะอัคคีด้วย”
ปู่ของเดนตกตะลึงอย่างมากเมื่อเห็นสิ่งของต่างๆที่เดนนำออกมา
“เ้าจะเอาสมบัติพวกนี้ให้กับป้อมสายฟ้าและเกาะอัคคีอย่างนั้นเหรอ”
“ใช่แล้วท่านปู่คราวนี้ป้อมสายฟ้าและเกาะอัคคีคงไร้ผู้ต่อต้านละ ข้าจะได้สบายใจขึ้นเมื่อมีศัตรูที่ร้ายกาจปรากฏตัวออกมา ทำให้พวกเราจะสามารถรับมือได้”
“อืมๆดี ถ้าเกิดมีศัตรูอย่างเ้าปีศาจโผล่มาอีก ถ้าทางเราไม่สามารถเพิ่มพลังฝีมือขึ้น อาจต้องสูญเสียอย่างมากแน่”
“ไม่แค่นั้นนะท่านปู่ข้ายังได้ม้วนจารึกเหล่าวิชาของพวกเทพมาอีกมากเลยละ แต่ปัญหามันอยู่ที่ภาษาที่พวกท่านไม่อาจเข้าใจได้นี่แหละ”
“อืม คงไม่อาจทำอันใดได้กับม้วนจารึกพวกนั้นละนะมีแค่อาวุธกับเหล่ายาพวกนี้คงพอละ”
“แต่ข้ามีวิธีที่จะให้พวกท่านได้ฝึกมันนะ”
ชายชราหน้าแตกตื่นขึ้นทันที
“เ้าสามารถทำอย่างเ้าว่าได้จริงๆอย่าง
งั้นรึ”
“แน่นอน”
เดนเอามือกอดอกทำหน้ายิ้มทะเล้นไปยังปู่ของเขา เมื่อปู่ของเขาเห็นดังนั้นจึงหยิบไม้เรียวข้างๆตัวขึ้นมาเมื่อเดนเห็นเข้า
“เดี๋ยวๆไปท่านปู่ข้ากำลังจะบอกท่านนี้ไง”
“ถึงเ้าจะเก่งขึ้นยังไงข้าก็ยังสามารถฟาดเ้าได้นะไอ้เด็กบ้านิ ทำหน้าตาหยอกเย้าผู้ใหญ่ได้ยังไงกัน ขืนผู้อื่นเห็นจะหาว่าข้าไม่อบรบสั่งสอน”
“แหะ แหะ ข้าขอโทษเอาละข้าจะบอกวิธีให้ท่านได้ฟัง”
“ข้าจะบันทึกเนื้อหาทั้งหมดที่ท่านสามารถเข้าใจได้แบบง่ายๆเข้าไปในหัวของท่านโดยตรงเลย”
“นี่เ้าสามารถทำได้ถึงขนาดนั้นเลยรึ”
“ขอรับท่านปู่เอาละนะ ข้าจะมอบวิชาเกี่ยวกับธาตุสายฟ้าและธาตุอื่นๆให้ท่าน ท่านช่วยส่งต่อให้ท่านปู่ฟูม่าด้วย”
“อืม มาเริ่มกันเลย”
เดนนำม้วนจารึกออกมาและถือไว้ในมือ ปรากฏดวงแสงสีขาวคลุมม้วนจารึกไว้ทั้งหมดแล้วผลักม้วนจารึกไปตรงหน้าผากของเฒ่ามู ดวงแสงสีขาวได้หายเข้าไปในหัวของเฒ่ามูอย่างนุ่มนวล ผู้เฒ่าที่นั่งอยู่กลับดวงตาสว่างวาปขึ้นท่านที
“ขะ..ข้าเข้าใจเนื้อหาทั้งหมดของมัน นี้มันจะง่ายเกินไปแล้ว”
“ช่างเป็วิชาที่หน้ากลัวอะไรอย่างนี้”
เดนยิ้มขึ้น ที่เห็นสีหน้าของปู่เขา
“ที่นี้ท่านก็สามารถฝึกและสั่งสอนคนของป้อมอัสนีได้แล้วละ”
“อืมช่างน่าอัศจรรย์ยิ่งนักเ้านี่ทำให้ตาเฒ่าคนนี้ใได้อย่างไม่รู้จบเลยนะเดน”
ขณะเฒ่ามูพูดอยู่นั้นเดนนำกำไลมิติสี่อันและกระดาษที่พับไว้ขึ้นมาวางไว้บนโต๊ะ
“นี่มันอะไรอีกละ”
“ข้าอยากวานท่านอัสนีม่วงส่งกำไลมิติให้ถึงมือท่านปู่ฟูม่า ลู ไอลีนและไป่เป่าโดยตรงให้กับข้าสักหน่อยนะ”
“ข้างในมีเคล็ดวิชาที่ข้าแปลงเป็ดวงแสงไว้ให้แต่ละคนและอาวุธกับยาเพิ่มพลังให้พวกเขานะ”
อัสนีม่วงคุกเข่ารับกำไลทั้งสี่และจดหมายมา
“ข้าจะปฏิบัติตามคำสั่งนายน้อยอย่างเคร่งครัด”
จากนั้นอัสนีม่วงก็หายตัวไปไม่เหลือร่องรอยใดไม่
“อืมไม่มีคำถามอะไรเลยแหะ”
“พวกเขานะเชื่อใจเ้าอย่างถึงที่สุดแล้งยังไงละถึงได้ปฏิบัติตามได้ทันที”
“งั้นยาพวกนี้และเหล่าอาวุธข้าฝากให้ท่านจัดการด้วยนะท่านปู่”
“จากนี้ไปข้าจะเข้าญาณฝึกฝนอีกสักหน่อย”
“อืมเ้าอย่าห่วงข้าจะจัดการเื่ทั้งหมดเอง”
จากนั้นเดนก็หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยอีกคนหนึ่ง
“เฮ้อ..เ้าหลานคนนี้นับวันยิ่งน่ากลัวแหะ”
เดนมาปรากฏตัวในห้องแห่งการกำเนิดของเขา เขาขึ้นนั้งบนแท่นนำหยดแก่นพลังมหาเอกภพออกมา
“เอาละทีนี้ก็ถึงเวลาดูดซับพลังจากแก่นพลังมหาเอกภพละ”
เดนประสานมือโดยมีหยดหพลังมหาเอกภพอยู่ระหว่างฝ่ามือ เขายกขึ้นจรดหน้าผากระหว่างคิ้วทั้งสองของเขา หยดแก่นพลังหายเข้าไปภายในหน้าผาก แสงต่างสีมากมายปะทุออกจากร่างของเขาอย่างรุนแรงและค่อยๆไหลอย่างนุ่มนวลรอบๆตัวของเดน ความร้อนปะทุขึ้นภายในอกของเดนแสงสีสันต่างๆหายเข้าไปภายในตัวของเดนปรากฏแสงสีครามเกิดขึ้นมาแทน ดวงตาที่เป็สีดำสนิทกลับกลายเป็สีครามสว่างจ้า เ้าัที่อยู่ที่ข้อมือของเขาสั่นสะท้านขึ้น
“นะ..นี่มันพลังอะไรกันแน่เนี่ยช่างน่ากลัวยิ่งนัก”
แล้วแสงสีครามก็ค่อยไปจางหายไปดวงตาของเขากลับมาเป็สีดำ
“ทีนี้ก็คงพอใช้พลังศิลาได้อย่างสบายและ”
“เ้าัเ้าเป็อะไรทำไมถึงสั่นอย่างนั้นกัน รึว่าเ้าเกิดป่วยขึ้นมากันละ”
“มะ..ไม่เป็อะไรนายท่านที่นี้หนาวเกินไปนะ แหะ แหะ”
“หนาวอย่างนั้นรึข้าไม่เห็นจะรู้สึก”
“จริงสิข้าเพิ่งนึกออกว่าจะตั้งชื่อให้เ้า”
“โธ่นายท่านชื่อข้าก็ หลงเทียนไงท่านจำไม่ได้รึ”
“ไม่เอาเรียกยากชื่อของเ้าข้าจะตั้งใหม่เป็เ้า ขาว”
เ้าันิ่งเงียบไป
“อะไรเ้าไม่ชอบชื่อที่ข้าตั้งให้งั้นรึ”
“ปะ..เปล่าชื่อที่ท่านตั้งช่างไพเราะยิ่งนัก”
เ้าัคิดในใจ เซ้นการตั้งชื่อท่านนี้ช่างห่วยบรรลัยเลย
“ดีงั้นต่อไปนี้เ้าชื่อเ้าขาว”
“ขะ..ขอรับ”
“เอาละข้าว่าพวกเราออกสำรวจทวีปแห่งนี้ก่อนจะออกเดินทางในสองเดือนข้างหน้าในทวีปอื่นกันก่อนเถอะ”
ว่าแล้วเดนก็หายตัวออกไปด้านนอกยืนอยู่บนฟากฟ้าเหนือเขาบรรจงเมฆ
“เริ่มจากทิศไหนก่อนดีนะ”
“นายท่านทางทิศใต้ประมาณสามแสนกิโลเมตรข้าััถึงพลังงานบางอย่างคล้ายๆกับข้าอยู่ขอรับ”
“งั้นก็ไปกันเลย”
อาณาจักรพฤกษา์อัสนีม่วงยืนรอไอลีนในห้องโถงหอคอยผู้พิทักษ์พฤกษา
“ท่านอัสนีม่วงขอโทษด้วยที่ต้องให้ท่านรอนาน”
หญิงสาวในชุดสีขาวทั้งสองเดินมาพร้อมกับชายวัยกลางคนและชายชรา
“ไม่เป็ไรข้ามาตามคำสั่งท่านมูนะว่าให้นำสิ่งของมาให้แม่นางทั้งสอง”
จากนั้นอัสนีม่วงก็นำกำไลมิติพร้อมแผ่นกระดาษที่พับไว้ให้ทั้งสอง
“เมื่อส่งถึงมือแม่นางทั้งสองข้าขอตัวก่อน”
“ช้าก่อนท่าน มาดื่มน้ำชากันชะหน่อยเถอะ”
ชายวัยกลางคนร้องทักทันทีที่อัสนีม่วงหันหลังจะจากไป
“ข้าต้องขอโทษท่านด้วย ท่านคาลพอดีข้าต้องไปส่งของอีกที่หนึ่งนะโปรดท่านช่วยเข้าใจ”
“งั้นข้าก็ไม่ขอรั้งท่านไว้ขอให้ท่านโชคดี”
“ข้าขอลา”
อัสนีม่วงหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยทันที
“ท่านมูนำอะไรมาให้พวกเ้ากันนะ”
เฒ่าอลันถามไอลีนและไป่เป่าขึ้น ไอลีนเปิดกระดาษออกอ่าน
“ท่านมูได้สมบัติมาจากเขาเมฆและส่งมาให้พวกข้ารวมถึงวิชาทรงพลังบางอย่างนะท่านพ่อท่านอาจารย์”
“วิชาทรงพลังงั้นรึ”
ไอลีนนำของออกมาจากกำไลแขนที่ได้รับมาจากอัสนีม่วง ปรากฏดวงแสงสีขาวสองดวงและขวดยานับสิบ สนับมือสีทองลวดลายัอีกอันนึงที่ส่งรัสมีพลังน่ากลัวออกมา ส่วนของไปเป่าได้ดวงแสงหนึ่งดวง ขวดยาเหมือนกับไอลีนและกระบี่สีขาวทั้งด้ามลวดลายัที่ส่งรัสมีพลังที่เหมือนกับไอลีนออกมา เมื่อดวงแสงที่ออกจากกำไลมิติมันก็ลอยหายไปในหัวของทั้งสองนางทันที ดวงตาของไอลีนและไป่เป่าสว่างวาป
ออกมา
“นะ...นะ..นี้มันอะไรกันช่างเป็วิชาที่น่าเกรงขามอย่างมาก”
ไอลีนและไป่เป่าอุทานออกมาในทันที
คาลและอลันรีบถามขึ้น
“มีอะไรเกิดขึ้นอย่างนั้นรึทั้งสองคน”
“อยู่ๆข้าก็เข้าใจในวิชาบางอย่างที่ทรงพลังอย่างมากนะท่านพ่อท่านอาจารย์”
“ท่านพี่หญิงท่านเป็เหมือนกันกับข้ารึไม่”
ไป่เป่าพยักหน้าตอบกลับไอลีน
“นี้เป็วิชาที่คล้ายในทวีปข้ายิ่งนักแต่รู้สึกจะทรงพลังกว่ามาก”
คาลและอลันทำหน้า งงงวย
“นั้นขวดยาอะไรละนั้นแถมอ่อร่าที่ออกมาจากอาวุธทั้งสองนั้นน่ากลัวอย่างมากเลยนะ”
อลันชี้นิ้วไปทางขวดยาและอาวุธในมือของทั้งสอง
“ท่านมูเขียนมาบอกว่าเป็ยาเพิ่มพลังธาตุนะเขาให้มาแบ่งกับพวกท่านด้วยท่านเขียนไว้อย่างนั้นนะ”
“ยาเพิ่มพลังยังงั้นเหรอขอข้าดูหน่อย”
ไอลีนนำเม็ดยาออกมายื่นให้เฒ่าอลัน เม็ดยาส่องแสงสีทองลูกกลมอยู่บนฝ่ามือผู้เฒ่าทำให้เขาต้องตกตะลึงในมวลพลังงานที่เม็ดยาส่งออกมา
“ช่างเป็ยาที่วิเศษอะไรเช่นนี้ถ้าได้กินเข้าไปพลังพวกเราเพิ่มพูนขึ้นมหาศาลอย่างแน่นอน”
“ท่านมูถึงกับนำยาที่วิเศษขนาดนี้มามอบให้พวกเราเลยรึ คงได้ทดแทนบุญคุณเขาได้ไม่หมดแน่ในชาตินี้”
“เอาละพวกเ้าเก็บอาวุธนั้นชะอย่าให้ใครรู้ใครเห็นและกลับไปยังห้องฝึกได้แล้วเมื่อไปถึงก็กินเม็ดยานั้นชะ พวกข้าก็จะกินมันเช่นกัน”
“ค่ะท่านอาจารย์”
ทั้งสองกลับไปยังห้องฝึกทันที
“เอาละท่านคาลเราก็ไปเก็บตัวฝึกกันเถอะนี้เม็ดยาของท่าน”
ทั้งสองแยกตัวออกไปยังห้องของตัวเองทันที
เดนที่บินมาถึงสามแสนกว่ากิโลเมตรหยุดยืนบนฟากฟ้าได้เอ่ยขึ้น
“ไหนละพลังที่เ้าว่านะเ้าขาว”
“รู้สึกว่าอยู่ในหุบเขาที่มีหมอกลงหนาแน่นนั้นละนายท่าน”
“งั้นก็ลงเดินสำรวจละกัน”
เดนร่อนลงตรงชายป่าที่มีถนนตัดผ่าน
“เ้าแปลงเป็กำไลอยู่คงเมื่อยละสิออกมาเดินกับข้าสิ แต่ต้องในร่างมนุษย์นะ”
“ขอรับ”
ลำแสงออกจากข้อมือเดนลอยมาหยุดอยู่ข้างกายเดนปรากฏชายหนุ่มผมยาวสีดำสวมชุดขาวทั้งตัว
“เอาละไปกันเถอะ”
เดนออกเดินนำหน้าเ้าัไป เดนเดินตามเส้นทางที่เป็ถนนตัดผ่านชายป่าอย่างสบายอารมณ์เขาเดินชมนกชมไม้ไปเรื่อยๆ แต่ในตอนนั้นเองเขาได้ยินเสียงผู้คนตรงหน้าที่ไม่ห่างมากนัก อยู่ๆเ้าัก็เอ่ยขึ้น
“กลิ่นคาวเืนี่นายท่าน ข้างหน้ามีคนสู้รบกันอยู่
“หือ พวกเราไปดูกันเถอะ”
เมื่อมาถึงพวกเขาก็พบรถม้าคันนึงที่ได้รับความเสียหายที่ล้อ ม้าที่ลากมาตายหมด มีกลุ่มคนชุดสีดำที่ปิดบังใบหน้าล้อมรถม้านับสิบคนในมือถืออาวุธ
เบื้องหน้าปะตูรถม้ามีชายหนุ่มห้าคนสวมเกราะสีเงินยืนคุ้มกันให้กับคนข้างใน
“นายท่านพวกเราคงแย่แน่พวกของเราเสียท่ามันแล้วละ”
ชายหนุ่มที่ยืนใกล้ปะตูที่สุดเอ่ยออกมา
“หึพวกเ้าหนีไม่พ้นแล้วละยอมตายกันชะที่นี้เถอะ”
หนึ่งในชายชุดดำที่ล้อมรถม้าเอ่ยขึ้น
“พวกเราฆ่ามันให้หมดอย่าให้มีใครรอด”
พวกชุดดำทั้งหมดกระโจนเข้าใส่ผู้คุ้มกัน
“เ้าขาวเ้าออกไปจัดการพวกมันทีสิ”
“ขอรับนายท่าน”
กล่าวเสร็จเ้าัก็กลายเป็แสงสีขาวเข้าโจมตีเหล่าคนชุดดำในทันที พวกมันกระเด็นออกไปคนละทิศคนละทางเืซึมไหลออกจากผ้าที่ปิดหน้าพวกมัน
“อั๊คค เกิดอะไรขึ้นกัน”
เหล่าคนชุดดำที่นอนอยู่บนพื้นพูดขึ้นมา
เหล่าผู้คุ้มกันรถม้าล้วนทำหน้า งงงวยกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตรงหน้า แล้วพวกเขาก็เห็นชายหนุ่มในชุดขาวยืนอยู่บนหลังคารถม้า
“จะ..เ้าเป็ใครกัน”
คนชุดดำคนหนึ่งถามขึ้น
“เฮอะ คนใกล้ตายจะรู้นามข้าไปทำไมกัน”
“พวกเราฆ่ามัน”
พวกคนชุดดำลุกขึ้นและกระโจนเข้าโจมตีไปยังเ้าัที่ยืนบนหลังคารถม้า
“ตายไปชะให้หมดๆข้ายิ่งอารมณ์ไม่ดีเื่ชื่อของข้าอยู่ด้วย”
เ้าัสบัดมือเป็วงกลมรอบตัวของเขา เกิดลำแสงสีขาวจำนวนสิบเส้นเข้าทะลวงร่างเหล่าคนชุดดำ ร่างไร้ิญญาของคนทั้งสิบกระเด็นออกไปคนละทิศละทางอย่างหน้าอนาท ตกลงบนพื้นเืไหลนองออกจากทรวงอกของคนทั้งสิบคน
เหล่าผู้คุ้มกันรถม้ายืนตะลึงงันเมื่อเห็นฉากการฆ่าที่รวดเร็วอย่างมาก
เ้าัะโลงจากหลังคารถม้ามายืนเบื้องหน้าพวกเขา
ทั้งห้าคนที่ยืนนิ่งเงียบมาสักพักรีบถามไปยังเ้าั
“ทะ..ท่านมาดีรึร้ายกัน”
ทั้งห้ายืนตัวสั่นถามไปยังเ้าัที่ทำหน้าขึงขังอยู่เบื้องหน้าพวกเขา แต่แล้วจู่ก็มีก้อนหินลอยมาเข้ากระทบที่หัวเ้าัเสียงดังโป้ก
“โอ้ยย..”
เ้าันั่งย่อตัวเอามือขึ้นลูปหัวตัวเองแล้วะโออกไปทันที
“ใครกล้าลอบทำร้ายข้าหาที่ตาย”
มีเสียงตอบกลับมาเบาๆ
“ข้าเองแหละ”
“นะ..นายท่าน ท่านขว้างหินใส่ข้าทำไมกันข้าเจ็บนะ”
“เ้าจะบ้ารึไงไปยืนทำท่าทางน่ากลัวมองไปยังพวกเขาแบบนั้นนะ”
“ทำตัวเป็คนดีไม่เป็รึไงเ้าบ้า”
“ก็ข้าไม่รู้ต้องทำยังไงนี่นา”
“เฮ้อออ ช่างมันวันหลังช่วยคนเสร็จก็ยิ้มไว้ด้วยละ”
“ขอรับ”
เ้าัยังลูปหัวตัวเองอยู่และมองไปยิ้มให้ทั้งห้าคนแบบฝืนๆ เดนส่ายหัวหันกลับไปยังทั้งห้า
“พวกท่านเป็อะไรรึไม่”
ทั้งห้ามองอย่างทึ่งๆไปยังชายหนุ่มที่ดุชายชุดขาวที่มีฝีมืออันน่ากลัวคนนั้น
“นี่ พวกท่านได้ยินข้ารึไม่ที่ข้าถามนะ”
“พะ..พวกเราไม่เป็ไรขอรับ”
พวกเข้ารีบตอบกลับในทันทีที่เดนถามมาอีกรอบ
“แต่คณะติดตามของพวกข้าล้มตายจำนวนมากแถมเ้านายของเรายังาเ็อยู่ภายในรถม้าขอรับ”
“ขอข้าเข้าไปดูอาการหน่อย”
“อะ..เอ่ออ”
ชายที่คุ้มกันไม่รู้จะตัดสินใจยังไง แต่ตอนนั้นเองมีเสียงภายในรถม้าดังออกมา
“ให้เขาเข้ามา”
“เชิญขอรับท่าน”
เมื่อเดนเข้ามาภายในรถม้าก็พบกับหญิงสาวหน้าตาสะสวยสวยมีคราบน้ำตาไหลอยู่บนใบหน้าสวมชุดกระโปรงสีฟ้า คนหนึ่งนั่งกดผ้าที่ชุ่มไปด้วยเืที่บริเวณท้องชายชราสวมสุดสีดำที่มีคราบเืนอนอยู่
“คะ..คุณหนูอย่าพยายามเลยผู้เฒ่าคนนี้คงไม่รอดแล้วละ”
“อย่าพูดเช่นนั้นนะท่านปู่”
เมื่อเดนได้ฟังจึงเอ่ยขึ้น
“มาข้าช่วยเอง”
เดนวาดวงเวทย์ขึ้นเหนือท้องชายชราที่นอนอยู่วงเวทย์ที่ส่องสว่างสีเขียวลอยลงประทับเข้ากับท้องของเขา ทันใดนั่นชายชราก็ลุกขึ้นนั่ง
“ขะ..ข้าหายแล้ว”
“อะ..เอ๋”
หญิงสาวสีหน้าตื่นตะลึงในขณะที่มือยังกุมท้องของชายชราไว้
“เป็ไปได้ยังไงท่านปู่าแของท่านสาหัสมากเลยนะ”
“ข้าหายแล้วจริงคุณหนู ดูสิ”
ชายชราเปิดท้องให้หญิงสาวดูาแที่เคยมีหายไปไม่เหลือร่องรอยใดๆ หญิงสาวและชายชราจ้องมองชายหนุ่มอย่างไม่วางตาและหญิงสาวได้เอ่ยขึ้น
“ทะ..ท่านเป็ใครกันแน่”
“พวกเ้าทำไม่ได้รึไงก็แค่ใช้พลังธาตุรักษาเอง”
“พวกเรารู้จักแต่ธาตุอัคคีเท่านั้นแหละ”
“อ้าวทำไมเป็งั้นกันละ”
“พวกเราเหล่าผู้คนแห่งเมืองอัคคีนิรันดร์ใช้ได้แต่ธาตุอัคคีนะ”
“เมืองอัคคีนิรันดร์ยังงั้นเหรอ”
“ท่านผู้มีพระคุณยังงั้นข้าขอเชิญท่านไปเยือนยังเมืองพวกเราเถอะข้าอยากตอบแทนท่านที่ช่วยท่านปู่และได้เล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้ท่านได้รับรู้”
“อืมงั้นตกลงข้าก็ยังไม่รู้ว่าจะไปไหนต่องั้นไปดูเมืองของพวกเ้าชะหน่อยละกัน”
เดนออกมาจากรถม้าพร้อมกับหญิงสาวและชายชรา เมื่อเหล่าผู้คุ้มกันเห็นชายชราต่างวิ่งเข้าไปหาและถามไถ่ถึงอาการของเขาเมื่อพวกเขาทราบเื่ต่างหันมามองชายหนุ่ม และพูดคุยกันถึงที่มาของชายหนุ่ม
เดนกล่าวไปยังเ้าัที่นั่งใต้ต้นไม้อย่างสบายอารมณ์
“เฮ้ เ้าขาวเราจะไปยังเมืองของพวกเขากัน”
เ้าัพึมพำขณะเดินมาหาเดน
“โธ่นายท่านจะเรียกชื่อต่อหน้าผู้คนทำไมกัน”
“เอาละพวกท่านพวกเราไปกันเถอะ”
เดนกล่าวไปยังกลุ่มคนที่กำลังคุยกันอยู่ พวกเขาจึงเดินมารวมกลุ่มกับเดนและพูดคุยกันระหว่างทางกลับไปยังเมืองอัคคีนิรันดร์