
วันเวลาเคลื่อนคล้อยดุจสายน้ำไหลที่ไม่เคยหวนกลับ...
จากวสันตฤดูอันเปียกปอน สู่วิษุวัตที่ร้อนระอุ และเหมันตฤดูที่หนาวเหน็บจนกระดูกลั่น
สิบเดือน ผันผ่านไปไวเหมือนโกหก
สำหรับชาวเมืองเฉวียนโจว มันคือสิบเดือนแห่งการทำมาหากินตามปกติสุข แต่สำหรับเด็กหนุ่มสองคนในมุมมืดของตรอกซากเรือ มันคือสิบเดือนแห่งการ "หลอมรวม" ร่างกายและจิติญญาให้กลายเป็อาวุธ
จางเหว่ย หายตัวไปขลุกอยู่ในโรงชำแหละเนื้อท้ายตลาด กินนอนอยู่กับซากสัตว์และกองเื ทุกเช้ามืด เขาจะตื่นขึ้นมาพร้อมกับมีดปังตอคู่กาย หน้าที่ของเขาคือการชำแหละสุกรวันละห้าสิบตัว... หนึ่งเดือนหนึ่งพันห้าร้อยตัว... สิบเดือนหนึ่งหมื่นห้าพันตัว
จากความขยะแขยง กลายเป็ความชินชา จากความชินชา กลายเป็สัญชาตญาณ
กล้ามเนื้อแขนของเขาขยายใหญ่ขึ้นจนเสื้อผ้าเดิมปริขาด ิัหยาบกร้านและเต็มไปด้วยรอยขีดข่วน แต่สิ่งที่น่ากลัวที่สุดมิใช่ร่างกาย... หากแต่เป็ "แววตา" แววตาของจางเหว่ยในยามนี้ ว่างเปล่าและไร้ความรู้สึก ยามเขามองสิ่งมีชีวิต
เขาไม่ได้มองเห็น "คน" หรือ "สัตว์" อีกต่อไป... เขาเห็นเพียง "ก้อนเนื้อ" ที่มีเส้นเอ็นและกระดูกยึดโยงกันอยู่ ซึ่งรอวันให้เขาตวัดมีดตัดขาดออกจากกัน
ในขณะเดียวกัน... เฉินมู่ ก็มิได้อยู่นิ่งเฉย
เขาเร้นกายหายไปในฝูงชน กลายเป็ "เงา" แห่งท่าเรือเฉวียนโจว เฉินมู่รับจ้างทำงานสารพัด ั้แ่แบกกระสอบข้าวสาร ไปจนถึงเป็เด็กวิ่งส่งข่าวให้หอนางโลม แต่เป้าหมายที่แท้จริงของเขามิใช่เศษเงินค่าจ้าง
เขาใช้เวลาทุกนาทีในการ "สังเกต" และ "จดบันทึก" เขารู้ว่า "เฮยหู่" (เสือดำ) หัวหน้าพรรคพยัคฆ์ดำ ชอบดื่มเหล้านารีแดงจากร้านใด เขารู้ว่า่เวลาเปลี่ยนเวรยามของบ่อนพนัน "โรงเตี๊ยมสกุลจิน" คือยามโฉ่ว (01.00-03.00 น.) และเขารู้ว่า บัญชีลับของแก๊งถูกซ่อนไว้ที่ใต้กระเบื้องแผ่นที่สามนับจากซ้าย ในห้องนอนของเฮยหู่
ข้อมูลเหล่านี้ถูกเฉินมู่กลั่นกรองและวางแผนอย่างละเอียดในหัวสมองอันปราดเปรื่อง ราวกับนักเดินหมากที่มองเห็นกระดานล่วงหน้าไปสิบตา
...
คืนหนึ่งในเดือนสิบเอ็ด
สายฝนกลับมาเยือนเฉวียนโจวอีกคำรบ บรรยากาศชวนให้นึกถึงคืนแห่งโศกนาฏกรรมเมื่อหนึ่งปีก่อน
ณ เพิงพักท้ายตลาดค้าสัตว์ปีก
เฒ่าถู นั่งมองลูกศิษย์คนเดียวของเขาเป็ครั้งสุดท้าย จางเหว่ยยืนอยู่หน้าเขียงไม้ มีดปังตอในมือวาววับสะท้อนแสงตะเกียง
"วันนี้ไม่มีหมูให้เ้าสับแล้ว..." เฒ่าถูเอ่ยเสียงแหบพร่า ยกไหสุราขึ้นดื่ม
"ข้าทราบ" จางเหว่ยตอบสั้นๆ เก็บมีดเข้าฝักไม้ที่ข้างเอว
"มีดของเ้าคมพอหรือยัง?"
"คมพอที่จะตัดลมหายใจ"
"ดี..." ชายชราแสยะยิ้มที่บิดเบี้ยว "ถ้าเช่นนั้นก็ไสหัวไป... ที่นี่เหม็นกลิ่นคนเป็ ข้าจะนอน"
จางเหว่ยคุกเข่าลง โขกศีรษะให้ชายชราสามครั้งด้วยความเคารพสูงสุด แม้จะไม่มีคำพูดหวานหู หรือพิธีกราบอาจารย์ที่สวยงาม แต่นี่คือความผูกพันของลูกผู้ชายที่สื่อสารถึงกัน
เขาเดินออกมาจากเพิงพัก... พบกับเงาร่างผอมบางในชุดสีดำสนิทที่ยืนรออยู่ใต้ร่มกระดาษน้ำมันเก่าๆ
เฉินมู่ ยืนสงบนิ่งท่ามกลางสายฝน ดวงตาเรียวรีจ้องมองเพื่อนรักด้วยความพึงพอใจ
"ดูเหมือนเ้าจะพร้อมแล้วนะ อาเหว่ย"
"ข้ารอเวลานี้มาสิบเดือน" จางเหว่ยตอบ น้ำเสียงของเขาหนักแน่นและเยือกเย็นดุจหินผา
เฉินมู่ล้วงมือเข้าไปในอกเสื้อ ัั เศษปิ่นไม้ ที่แนบอยู่กับหัวใจ... ความเ็ปในอดีตแล่นพล่านขึ้นมาเป็ขุมพลัง
"วันนี้เป็วันครบรอบ..." เฉินมู่เอ่ยเสียงเบา "วันที่อาเหลียนถูกพรากไป... และวันที่พวกเราถูกเหยียบย่ำเหมือนมดปลวก"
เขาเงยหน้ามองไปทางทิศตะวันตก ที่ตั้งของ "โรงเตี๊ยมสกุลจิน" ซึ่งแสงไฟยังคงสว่างไสวเย้ยฟ้าดิน
"คืนนี้... เราจะไปคิดบัญชีทบต้นทบดอก"
"ข้าเตรียม 'โลงศพ' ไว้ให้พวกมันแล้ว... ในรูปแบบของสมุดบัญชี"
เฉินมู่ยื่นมือออกไปนอกร่ม รองรับเม็ดฝนที่เย็นเฉียบ
"ไปกันเถอะ... ไปทวงคืนศักดิ์ศรีที่กินไม่ได้ แต่ฆ่าคนได้"
จางเหว่ยพยักหน้า ก้าวเท้ามายืนเคียงข้างเฉินมู่ ร่มคันเล็กๆ นั้นไม่อาจกันฝนให้คนสองคนได้มิดชิด แต่พวกเขามิได้ใส่ใจ
สองเงาร่าง... หนึ่งสมองปีศาจ หนึ่งร่างกายเพชฌฆาต... เดินฝ่าความมืดมิดและสายฝน มุ่งหน้าสู่ดงเสือด้วยจิตสังหารที่เก็บกดมานานนับปี
ปฐมบทแห่งการนองเืกำลังจะเปิดฉากขึ้น... และคราวนี้ ผู้ที่จะต้องร้องขอชีวิต มิใช่พวกเขาอีกต่อไป