เดิมทีจ้าวจิงถิงคิดจะค้างที่บ้านสักคืนเพราะพ่อกับแม่บ่นหนัก ให้เขาโผล่หัวมาอยู่บ้านอยู่ช่องกับภรรยาบ้างมีที่ไหน่ข้าวใหม่ปลามันยังออกไปตะลอน ๆ นอกบ้าน
พ่อแม่จะไม่รู้อะไร ภรรยาน่ะตัวดีชอบไล่เขาออกมา
“คุณจะไปไหนก็ไปเถอะ มีคุณอยู่ในห้องด้วยผมทำอะไรไม่สะดวก”
เขาเลียนแบบคำพูดและน้ำเสียงถือตัวของเหรินซวงอิ๋น ดอกไม้ในใจที่หุบไปนานรู้สึกว่าผลิบานอีกครั้ง โมโหแต่ไม่รู้จะอ้างเหตุผลไหนดี
อีกอย่างคือทำตัวไม่ถูกั้แ่เห็นภรรยาดูแลแม่ไม่อาจพูดได้เต็มปากว่าไม่พอใจ ยังไงเหรินซวงอิ๋นก็ทำหน้าที่ลูกสะใภ้ได้ดี ผู้ใหญ่ในบ้านล้วนถูกเขาดูแลการอยู่ การกิน ไม่ขาดตกบกพร่อง
ถ้าเขาเอาแต่ตั้งแง่ก็จะกลายเป็คนใจแคบ ว่าแต่ทำไมต้องไม่พอใจที่ถูกไล่ออกมาด้วย
เ้าจิงถิงส่ายหน้าให้กับความสับสนที่เกิดขึ้นในใจ...
คิดเื่ภรรยายังไม่ตกก็มีเื่คนที่ช่วยตนไว้ เขาจะหาโอกาสเอาตัวมาทำงานด้วยถ้าซื่อสัตย์จะเลี้ยงดูให้ดี ไม่ให้ลำบากอีกเลยชั่วชีวิตแต่ติดที่คนนั้นอาจทำงานให้ตระกูลหง เื่นี้จะใจร้อนไม่ได้
ควรเริ่มจากตรงไหนก่อนดี....
โจดึงเสื้อลูกพี่ “พี่ดูกลับมาจากบ้านใหญ่ก็เอาแต่พูดคนเดียว คุณชายมีอะไรในใจกันแน่”
รอบนี้คังข่ายไม่ว่าเขายุ่งเื่เ้านายเพราะสงสัยเช่นกัน “ลองโทรถามหยาหยาสิ ตอนขึ้นไปบนห้องคุณนาย มีใครอยู่ด้วยอีก”
โจทำท่าตะเบ๊ะ “โทรเดี๋ยวนี้เลยครับ”คังข่ายส่ายหน้าไม่ไหวกับโหมดเล่นไปหมดของมัน
พักหนึ่งได้ลูกน้องก็กลับมารายงาน “น้องหยาหยาบอกว่ามีคุณนายเล็กกำลังดูแลคุณนายอยู่ คุณชายเราไม่ได้เข้าไปทันทีรอจนคุณนายเล็กออกมาถึงได้เปลี่ยนกะ แต่เหมือนว่าคุณนายจะตื่นพอดีคุณชายโดนว่าเื่ไม่กลับบ้าน”
“นี่ไม่แฟร์”คังข่ายเข้าข้างคุณชายเต็มที่ “ตอนแรกคุณชายจะค้าง แต่คุณนายเล็กไล่ออกมาพวกคุณท่านก็นะ”
โจพยักหน้าสนับสนุน “อยู่ยาก”
ใช่อยู่ยาก ซ้ายเจอพ่อแม่บ่นขวาเจอเมียไล่ อยู่ยังไงให้ถูกใจทุกคน
“แต่ผมว่านะ ถ้าคุณชายลองพูดดีๆกับคุณนายเล็ก อาจจะไม่เป็แบบนี้”
“อ้าวไอ้นี่ ตกลงมึงอยู่ข้างใคร”
“โหยก็ต้องฝั่งคุณชายอยู่แล้วแต่พี่คิดดูนะเวลาอยู่ด้วยกันคุณชายเรา ไม่ค่อยแสดงออกว่าชอบคุณนายเล็กเลยออกจะรำคาญด้วยซ้ำไป แบบนี้เป็ผมก็ถอดใจอ่ะ”
“ถ้าแค่เื่ต้องทนอยู่กับคนที่ไม่รักก็คงไม่มีอะไร แต่..”
“แต่อะไรเหรอ มีประเด็นไหนที่ผมมองไม่ขาดพี่ช่วยชี้แนะผมด้วย”
คังข่ายคิดเองในใจสุดท้ายก็ไม่ยอมพูดออกมา“ไม่มีอะไรหรอก ฉันอาจจะคิดมากไปเอง”
โจฮึดฮัดหน้างอ ไม่เล่าแล้วจะจั่วหัวขึ้นมาทำไมให้อยากรู้เล่น ๆ รึไงกัน ไม่ใช่ลูกพี่จะตบกะโหลกสักป๊าบ
คังข่ายไม่อาจยอมรับความคิดที่มโนไปเองว่าคุณชายอาจใจอ่อนกันภรรยา พูดไปโจมันคงหัวเราะหาว่าเขาเมากาแฟ
“พี่คัง คุณชายเรียกครับ”
ดูสิมัวแต่คุยกับไอ้โจคุณชายเรียกก็ไม่รู้ตัว ต้องให้ลูกน้องอีกคนมาสะกิดบอก คังข่ายถลึงตาใส่โจ‘เพราะมึงเลย’ แล้วรีบเดินเข้าไปหาคุณชาย ส่วนโจได้แต่ตัดพ้อ ‘ผมผิดอะไรอีกเนี่ย’
มือขวาก้าวไปหาเ้านาย“คุณชายมีอะไรจะใช้ผมครับ”
“เื่ที่ให้ตามคุณนายเอ่อ..คุณชายเหรินตอนไปฮัน...” คุณชายชะงักอีกครั้งก่อนจะพูดใหม่อีกรอบ“ตอนขึ้นฝั่ง เขาไปไหนมาบ้าง”
“ผมถามเด็กแล้วมันว่าคุณชายเหรินไม่ได้ไปไหนมากมาย แค่ไปสปาครับ”
“สปา?”
“ครับ คนของเราตามเข้าไปไม่ได้เพราะเขาให้แค่สมาชิกเข้า แต่มันยืนยันว่าเฝ้าอยู่ด้านหน้าตลอดรถของคุณชายเหรินเข้าออกตอนไหนไม่คลาดสายตาแน่นอน กลับจากสปาก็เข้าโรงแรมเป็แบบนี้ตลอดครับ”
“อืม”
ลูกน้องหมดหน้าที่ก็ถอยออกไปยืนที่เดิมประตูห้องไม่ได้ปิด โจจึงเห็นทุกปฏิกิริยาของคุณชาย
“พี่คุยอะไรกับคุณชาย ทำไมพอพี่พูดจบคุณชายก็ดูคิดไม่ตกเลย หรือว่าเื่ตะขาบ”
พี่ใหญ่ตำหนิ “คิดไม่ตกอะไรมึงไปหัดอ่านสีหน้าคนมาใหม่ นายก็แค่เรียกไปถามเื่ที่ให้ตามดูคุณนายเล็กว่าไปไหนบ้าง่ที่ขึ้นฝั่งไปฮันนีมูน”
หมายถึงฮันนีมูนปลอม ๆลูกน้องล้วนรู้กันทั่ว
สั่งสอนโจจบ ก็หันไปมองคุณชายจะว่าไปก็เป็อย่างที่ไอ้โจมันว่า...สีหน้าคุณชายดูคิดไม่ตกจริง ๆ
“ไปสปามันไม่ดียังไงวะ”
“พี่พูดกับผมเหรอ ว่า?”
“เปล่า”
โจเกาหัวอีกรอบอย่าทำให้ผมอยากรู้ได้ไหม!!
ทางคุณนายเล็กตอนนี้กำลังนั่งสมาธิอ่างน้ำในห้องน้ำล้นปรี่ด้วยน้ำเย็น เขาเปลือยเปล่าทั้งตัวซึมซับไอเย็นของน้ำที่ท่วมถึงระดับอก หลับตาโคจรปราณตามสมมุติฐานที่คิดว่าใช้ได้
ในตำราโบราณบอกว่ามีเพียงฝึกฝนบนหนทางยากลำบากเท่านั้นให้ร่างกายถึงขีดสุดที่จะรับไหว สุดท้ายจะทลายลมปราณที่ยังติดขัดให้บรรลุขั้นต่อไปได้
ใช้เวลาไม่นานน้ำเย็นในอ่างก็กลายเป็อุ่นเนื่องจากได้พลังที่เขาส่งออกมาโดยไม่รู้ตัว
สุดท้ายคือมันไม่ได้ผล เขาค่อย ๆ ลืมตานั่งไปก็ไร้ค่าลุกไปหาลูกน้องดีกว่า
เหรินซวงอิ๋นแต่งตัวขณะนั้นก็ขบคิดเื่การฝึกวิชาไปด้วยแต่คิดจนสมองด้านก็คิดไม่ออก เลยต้องพักไว้ก่อนบางเื่เมื่อถึงเวลาเราก็จะรู้เอง
หลังจากนั้นคุณนายเล็กจ้าวก็ลงเขามาลำพังระหว่างขับรถไปตามเส้นทางที่ใช้ประจำ ก็เจอกับเื่ไม่คาดฝันรถคันหนึ่งที่จอดอยู่ข้างทาง ดูเหมือนคนขับจะรีบร้อนมากไป จนลืมกระทั่งปิดประตูรถให้เรียบร้อยเลขทะเบียนคุ้นๆ
เคยเห็นที่ไหน? เขาขับเลยไปไม่ถึงร้อยเมตรก็นึกออก
เป็รถของจ้าวจ๋ายอิง
ลูกชายคนเล็กตระกูลจ้าว ไม่ผิดแน่เหรินซวงอิ๋นเหยียบเบรก หมุนพวงมาลัยวนกลับไปดู
ดีที่ถนนลงเขาเส้นนี้ไม่ค่อยมีคนอื่นใช้มันถึงมีชื่อไม่เป็ทางการว่าถนนสายคฤหาสน์จ้าวเพราะนอกจากพวกตระกูลจ้าวไม่ค่อยมีใครใช้ถนนสายนี้
เขาจอดรถลงไปดูไม่ลืมหยิบปืนติดมาด้วยเผื่อต้องใช้ มีร่องรอยการต่อสู้ที่ประตูรถหลังจากลูบดูรอยบุบก็รู้ได้เลยว่าเป็รอยใหม่
่บ่ายที่ผ่านมาจ้าวจ๋ายอิงขึ้นเขาไปพบจ้าวหลันหรูย่าไม่เจอหลานชายคนโปรดหลายวันคิดถึงก็เลยเรียกหาตอนที่ไปถึงเหรินซวงอิ๋นอยู่หน้าบ้านพอดีทันเห็นว่ารถคันนี้ไม่มีตำหนิจุดนี้แน่นอน แล้วระดับคุณชายเล็กจ้าวผู้รักหน้าตาเป็ที่สุดคงไม่ทนขับรถมีรอยไปไหนมาไหน
ต้องเกิดเื่กับน้องสามี
เขาช่างใจสักพัก ยังไงก็ต้องตามไปดูก่อนจะช่วยได้หรือไม่ช่วย ยังไงก็ค่อยว่ากันอีกที ก่อนอื่นโทรบอกจ้าวจิงถิงสักหน่อยนี่น้องชายเขานับเป็คนในครอบครัว ไม่รักไม่ห่วงก็ช่างเถอะ แต่หากเกิดเื่ก็ยากจะปัดสวะ
กดโทรออกขณะที่มองหาเบาะแสอื่นไปด้วย
/..../รับสายแล้วแต่ไม่พูด
เหรินซวงอิ๋นไม่เสียเวลาทักทายเขาถามแค่ให้มั่นใจว่าคนรับสายคือคุณชายตัวแถม เสร็จก็บอกกล่าวเขาไปสองสามประโยค
“ผมลงเขามาเจอรถจ๋ายอิง แต่ไม่เจอคนที่รถมีร่องรอยการต่อสู้ คุณติดต่อเขาดูหน่อยอาจเกิดเื่”
รออึดใจคุณชายใหญ่ก็ตอบกลับ
/ได้/
แล้วก็จบการสนทนา โดยคนโทรมาตัดสายทิ้งจ้าวจิงถิงจะบอกให้เขาระวังตัวก็บอกไม่ทัน เลยหันไปเรียกลูกน้องเตรียมรถแทนระหว่างเดินทางกดโทรหาน้องชายคนเล็ก แต่ว่าสัญญาณถูกตัดทุกรอบ
นี่คงไม่ใช่เื่ดี
กลับมาที่เหรินซวงอิ๋นเจอต่างหูเงินแบบห่วงตกอยู่ไม่ห่างจากรถเท่าไหร่เขาจำได้มันเหมือนแบบที่จ้าวจ๋ายอิงชอบใส่ จุดที่เจอเลยเข้าไปในเขตป่าหรือว่าคนพวกนั้นไม่ได้พาเขาไปไหน ไม่แน่อาจอยู่แถวนี้ก็ได้คิดแล้วก็เร่งจังหวะก้าวเท้าให้เร็วขึ้น สายตาสอดส่ายมองหาร่องรอย
อาศัยพื้นฐานการแกะรอยที่เคยเรียนมาก็พบว่าที่พื้นมีรอยล้มของต้นหญ้า รอยยังใหม่มาก เขาตามไปอย่างระมัดระวัง
จนกระทั่ง...
“ปล่อยนะ ปล่อยกูมึงไม่รู้รึไงว่ากูเป็ใคร”
เสียงนั่น...จ้าวจ๋ายอิงไม่ผิดแน่
เหรินซวงอิ๋นหยุดเดินะโขึ้นบนต้นไม้สูงมากต้นหนึ่งฝีเท้าของเขาเบามาก คนทั่วไปไม่มีใครได้ยิน จากมุมที่ซุ่มอยู่นั้นเห็นชายแปลกหน้าประมาณสี่คนล้อมคุณชายเล็กจ้าวไว้ตรงกลาง บ้างมีมีด บ้างมีปืนกำลังข่มขู่ให้เขาทำบางอย่างให้ แต่จ้าวจ๋ายอิงไม่ยินยอม เหรินซวงอิ๋นตั้งใจฟังแต่ได้ยินไม่ชัดเท่าไหร่
ด้านกลุ่มคนกำลังตึงเครียด
“คุณชายน้อย เอาของมาให้พวกเราเถอะน่าคิดว่าเป็คนตระกูลจ้าวพวกเราไม่กล้าทำอะไรคุณรึไงก็แค่คุณชายที่ไม่มีโอกาสได้เป็ประมุข ถุย”
ถูกสบประมาทเช่นนี้จ้าวจ๋ายอิงอยากจะเลาะฟันพวกมันให้หมดปากแล้วเอาไปร้อยเป็สร้อยคอให้หมาที่เลี้ยงไว้ แต่โหดได้แค่ในใจยามนี้สู้ไม่ได้ต้องสงบปากสงบคำ
“ถ้าพวกเราฆ่าคุณซะที่นี่ใครจะรู้ว่าเป็ฝีมือเรา เผลอ ๆ พวกพี่ชายของคุณคงดีใจจนอยากเลี้ยงขอบคุณเรามากกว่า”
ประโยคนี้คนแอบฟังได้ยินชัดเจนเพราะคนพูดเสียงดังเหมือนกินลำโพงเข้าไป
แต่พวกมันพูดมาก็มีเหตุผลความสัมพันธ์ของสามคุณชายบ้านจ้าวไม่กลมเกลียวเท่าไหร่ ว่าแต่ของอะไรนะที่มัน้าคงสำคัญมาก ถึงขนาดจับตัวคุณชายเล็กจ้าวมาข่มขู่กลางป่าในเขตตระกูลจ้าวก็ยังกล้าทำ
“บอกแล้วไง ของไม่อยู่ที่ฉันไปบอกนายแกว่าอีกสามวัน" คุณชายเล็กย้ำ"อีก..สามวันฉันจะเอาไปให้เขาเอง”
พวกมันปรึกษากัน ว่าเอายังไงดีเชื่อได้ไหม สุดท้ายก็ตัดสินใจไม่ได้ ต้องโทรหาเ้านาย และผลคือ
“ไม่ได้ นายบอกรอหลายวันแล้วต้องได้ของวันนี้เท่านั้น มันอยู่ไหน คุณต้องพาพวกเราไปเอาตอนนี้เลย”
จ้าวจ๋ายอิงกระสับกระส่ายของที่ว่ามีจริงหรือเปล่า แล้วมันคืออะไร เหรินซวงอิ๋นนึกอยากรู้มากขึ้นเรื่อย ๆ ถ้างั้นก็ต้องช่วยเขาออกมาก่อน
ค่อยถาม...
“ก็ได้...ได้...ได้” คุณชายเล็กจ้าวจนมุมจำต้องรับปากส่ง ๆ เขามองหาทางหนีแต่ว่าอับจนทุกทาง ไม่มีอาวุธ พวกมันก็คนเยอะกว่า มือถือก็ถูกมันยึดไปมีคนโทรมาพวกมันก็กดตัดสาย ภาวนาอย่างเดียวให้คนที่โทรมาฉุกคิดว่านี่ไม่ปรกติแล้วออกมาตามหา เพื่อจะได้ช่วยเขาออกไป ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่าตัวเองหวังมากเกินไป
แต่หนทางที่แทบไม่มีทางออก กลับสว่างจ้าเมื่อมีบางคนปรากฏกาย พวกที่ล้อมเขาอยู่ล้มลงทีละคนแต่ไวมากแทบจะในเวลาเดียวกันเลย
ใครยิง? ทั้งแม่นทั้งเร็ว จนพวกนี้ตั้งตัวไม่ทัน
“ใคร” เขาะโถาม หันรีหันขวางไปมากลัวว่านัดต่อไปจะเป็ตนเอง
บนต้นไม้ฝั่งขวามือมีความเคลื่อนไหวเขาหันไปก็เจอกับชายร่างสูงโปร่งโดดลงมา เหรินซวงลงสู่พื้นด้วยท่างอเข่าข้างหนึ่งในมือถือปืน แทบไม่ทิ้งเสียงใด เงียบมาก เบาหวิว ราวกับมีวิชาตัวเบาจ้าวจ๋ายอิงอึ้ง กว่าจะรู้ตัวและเรียก
“พี่สะใภ้”
เหรินซวงอิ๋นยิ้มให้เขาเล็กน้อย“าเ็หรือเปล่าครับ คุณชายเล็ก”
คนถูกถามส่ายหน้า “ผม...ปะ...ปลอดภัยดี”จ้าวจ๋ายอิงพุ่งไปค้นหามือถือของตน จากกระเป๋ากางเกงของหนึ่งในพวกมันจนได้คืนเมื่อได้ของมาแล้ว ก็ขอถีบสักทีให้หายแค้น
เหรินซวงอิ๋นเร่ง “รีบไปจากที่นี่เถอะ”
“แล้วศพพวกมัน”เหรินซวงอิ๋นบอกไม่ต้องห่วง “แค่ยาสลบ ไม่ตายหรอก” ว่าแล้วก็ก้มลงดึงลูกปืนที่คล้ายเข็มฉีดยาขนาดเล็กออกมาจากตัวพวกมันบรรจุคืนในรังปืนเช่นเดิมด้วยท่วงท่าเป็มืออาชีพ นี่คืออาวุธชิ้นแรกที่หน่วยสี่คิดค้นขึ้นและใช้งานได้จริง
"จริงเหรอ พี่ใหญ่ซื้อให้พี่สะใภ้เหรอเจ๋งเป็บ้า ผมขอดูหน่อยได้หรือเปล่า”
มันใช่เวลาไหม เหรินซวงอิ๋นไม่ฟังเขาอีกคว้าแขนได้ก็ลากออกมาทันที
"ทุกคนย่อมมีเื่ที่ไม่อยากให้ใครรู้ว่ามั้ยครับ"
พี่สะใภ้ใหญ่เห็นบอบบางแบบนี้แต่แรงเยอะมาก ลากเขาให้เดินตามแทบไม่ต้องออกแรง จ้าวจ๋ายอิงก้าวตามเกือบไม่ทัน
“ช้าหน่อยครับพี่ ผมตามไม่ทันแล้ว”
พี่สะใภ้เหลียวกลับมามอง คุณชายเล็กสะดุ้งหุบปากในทันทีเข้าใจแล้วที่คุณย่าบอกว่าพี่สะใภ้คนนี้เอาอยู่ทุกอย่าง คิดว่าคุณย่าอวยเฉย ๆที่ไหนได้...ของจริงนี่หว่า
พอออกมาถึงรถ พี่สะใภ้คนดีก็หันมาถาม
“ขับรถไหวหรือเปล่า”
“ครับ”
“งั้นก็ดี แยกกันตรงนี้เลย ผมขอตัวอ้อ...นี่ของคุณ” เขาส่งต่างหูข้างนั้นคืนเ้าของ เด็กหนุ่มรับมาและรั้งไว้
“เดี๋ยวครับ ขอบคุณมากที่ช่วยผม แล้วพี่ไม่ถามผมเหรอ ว่าเกิดอะไรขึ้น”
เหรินซวงอิ๋นแสร้งพูดว่าเื่นี้ไม่เกี่ยวกับตนแค่เป็คนดีช่วยคนเดือดร้อนเท่านั้น
“ถ้าคุณไม่อยากเล่าก็ไม่เป็ไร”
“ผม..” จ้าวจ๋ายอิงกำลังจะเล่าแล้วเชียวขบวนรถคุณชายใหญ่ก็มา เหรินซวงอิ๋นร่ำร้องว่าหมดกัน มาช้ากว่านี้หน่อยไม่ได้รึไงหรือมาเร็วกว่านี้ตอนเจอคนร้ายก็ได้
ถ้ารู้ว่าจะจัดการได้ง่าย ๆไม่โทรหาซะก็ดี ไอ้สามีวัชพืช
“จ๋ายอิง” จ้าวจิงถิงเรียกน้องชาย
“พี่ใหญ่ก็มาเหรอ อ๋อ..พี่สะใภ้คงจะบอก”จ้าวจิงถิงพูดน้อยแต่ไหนแต่ไร เขาแค่พยักหน้า มองสำรวจว่าน้องชายปลอดภัยไหม
“ผมไม่เป็ไร ขอบคุณพวกพี่มากงั้นผมไปนะครับ”
เหรินซวงอิ๋นยิ้มส่งไม่มีใครบอกให้เขาดูแลตัวเอง จ้าวจิงถิงคิดว่า โต ๆ กันแล้ว คงไม่ต้องให้บอกยิ่งเจอเื่มายิ่งต้องระวัง เื่แค่นี้น้องชายคงคิดได้
รถของคุณชายเล็กจากไปเหรินซวงอิ๋นก็อดเหน็บเขาสักคำไม่ได้ “ถ้าได้ยินแค่เสียงรถผมคงคิดว่าคุณเป็เ้าหน้าที่”
คนพวกนั้นชอบมาตอนท้ายเื่แบบนี้แหละ
จ้าวจิงถิงไม่ตอบโต้ ไม่โมโหแต่กลับจ้องไปที่ปืนในมือภรรยา มันเป็ปืนสั้นประเภทพกพาทั่วไปแต่เขาสงสัยว่าภรรยาใช้อาวุธเป็ั้แ่เมื่อไหร่ หรือว่าพกเอาเท่พกขู่คนอื่นเท่านั้น
เหรินซวงอิ๋นรู้ตัวรีบเหน็บปืนเก็บไว้ที่เอวด้านหลัง
“เกิดอะไรขึ้น”คุณชายใหญ่จ้าวถามออกมาได้สักที
“เมื่อครู่ทำไมไม่ถามน้องคุณล่ะผมแค่คนผ่านทาง คงบอกอะไรคุณไม่ได้”
พี่ชายอ้างว่า“ถ้าถามจ๋ายอิงมันไม่ค่อยตอบความจริง”
เหรินซวงอิ๋นกล่าวขออภัย“งั้นก็ทำให้คุณชายผิดหวังแล้วล่ะ ผมก็เพิ่งมาเหมือนกัน”
“ก่อนหน้านี้ไม่เจอคนอื่นเลยรึไง”
“เจอ”
“ใคร แล้วพวกมันอยู่ที่ไหนตอนนี้”
“ไม่รู้ครับไม่ได้ถามตอนนี้ไปถามพวกมันก็คงตอบไม่ได้”
จ้าวจิงถิงใ “ฆ่าแล้ว?”
“ผมมีธุระต้องทำ ขอตัว”
เหรินซวงอิ๋นตัดบทก้าวขาขึ้นรถแล้วก็ไปจากตรงนั้นทันที เหล่าลูกน้องมองหน้ากันแม้แต่จะกล่าวทักทายคุณนายเล็กก็ยังไม่ทัน ส่วนคุณชายของพวกตนนั้นสีหน้าไม่ดีอีกแล้ว
"ไปดูสิ"คังข่ายรู้ใจเลยสั่งลูกน้องไปสำรวจดูในป่าแถวนั้น จ้าวจิงถิงไม่พอใจออกคำสั่งอีก
“ั้แ่วันนี้เป็ต้นไปให้คนตามเขาว่าไปไหนบ้างในแต่ละวัน”
"หมายถึงคุณชายเล็กหรือว่าคุณนายเอ่อ..คุณชายเหรินครับ" ลูกน้องถามตามซื่อ โดนสายตาพิฆาตไปหนึ่งทีรีบก้มหน้าลงในทันใด
จ้าวจิงถิงเสียงดุ "ทั้งคู่"
คังข่ายรับคำสั่ง “ครับคุณชาย”แล้วเ้านายก็จ้องหน้าไม่เลิก คังข่ายต้องบอกใหม่ “ผมจะไปสั่งเดี๋ยวนี้”
คุณชายถึงวางใจเดินขึ้นรถและบอกที่หมายเป็หลี่เจี๋ย นี่ใกล้เวลานัดคุณชายเข่อแล้ว่นี้คุณชายกำลังสืบเื่ตะขาบว่าเป็ฝีมือใคร ไม่เพียงคุณชายของเขา ผู้นำที่ไปงานนั้นก็คงกำลังสืบว่าใครกันที่มันกล้าขนาดนั้นขืนรอให้ท่านเติ้งสืบเอง คิดว่าคงยากจะรู้ความจริง
ที่สนามหลี่เจี๋ยค่ำคืนนี้ก็ไม่ต่างจากคืนก่อนๆ มีคนมาดูการต่อสู้หนาตา ส่วนใหญ่หวังเงินพนันพวกเขามองนักสู้ไม่ต่างจากจิ้งหรีด หรือไก่ชนขอแค่ทำเงินได้ก็ยังมีค่าให้ส่งเสียงเชียร์
“คุณชายจ้าวคุณชายเข่อรออยู่ที่ห้องแล้วครับ เชิญตามผมมา”
มู่ถังซินเข้ามาต้อนรับและยังห้ามไม่ให้พวกบอดี้การ์ดตามมาเยอะเกินไป “ขออภัยครับ คงให้คนของคุณชายตามขึ้นไปได้แค่สองคน”
จ้าวจิงถิงหันไปส่งสายตาให้คังข่ายกับโจคังข่ายสั่งคนอื่นให้รอตรงนั้น ส่วนตนและโจจะตามเ้านายเอง
จ้าวจิงถิงมองมู่ถังซินผู้จัดการแซ่มู่รูปร่างหน้าตาเหมือนคุณชายเ้าสำราญ หน้าตาดีพกพารอยยิ้มไว้ตลอดราวกับว่าชาตินี้ไม่มีเื่ให้ทุกข์ร้อนใจ ขัดกับสายตาที่มีความนัยแอบแฝงหากเขาเป็เข่อซิงคงไม่จ้างคนแบบนี้ไว้ในตำแหน่งสำคัญเช่นนี้ไม่รู้ว่าคุณชายเล็กเข่อ คิดอะไรของเขากันแน่
สุดทางเดินเป็ประตูทำจากเหล็กกล้าพ่นสีดำสนิทโจเคยมาที่นี่ ทุกครั้งที่ต้องก้าวขาเข้าไปก็ได้บรรยากาศเหมือนกำลังเข้าคุกตลอดเลยเขาเองก็สงสัยคนที่มีห้องทำงานปิดทึบ มีแค่หน้าต่างระบายอากาศเล็กๆสภาพจิตใจเป็ยังไงกันแน่
แต่ว่าคุณชายเข่อกับผู้จัดการมู่ก็ดูปรกติอย่างน้อยก็ท่าทีที่แสดงออกมา พี่ข่ายบอกว่าคนเราจะดูแค่หน้าตาไม่ได้ต้องอ่านให้ออกถึงข้างในจิตใจ
ซับซ้อนเกินไป เกินความสามารถของโจ...
พวกคนมีเงินมีอำนาจ มักจะมีจิตใจวิปริตเทียบกับคนอื่น ๆ เ้านายของตนถึงจะเป็หุ่นยนต์แต่ก็น่ารับใช้ที่สุดแล้วคุณชายใหญ่จ้าวไม่มักมากในกาม ไม่ชอบทรมานคนแค่หาความสุขใส่ตัวไม่ลงมือกับลูกน้องหนัก ๆ เวลาทำงานพลาด แค่นี้ก็ประเสริฐเหลือเกินสำหรับโจ
“พี่ใหญ่มาแล้วเหรอ เชิญ ๆ นั่งเลย ๆดื่มอะไรดีครับ” เข่อซิงลุกจากเก้าอี้มาต้อนรับมุมห้องทำงานของเขามีโซฟายาวและโต๊ะกระจกไว้รับรองแขก
“อะไรก็ได้”จ้าวจิงถิงยังไม่ค่อยวางใจกับท่าทีเป็มิตรมากมายเช่นนี้เขากับเข่อซิงเป็พันธมิตรกันก็จริง แต่ว่าเพิ่งจะร่วมงานก่อนหน้าไม่เคยรู้จักมักจี่ แค่งานเดียวคุณชายเข่อจะนับถือตนเป็พี่เป็น้องมีความจริงใจอยู่กี่มากน้อยกัน
“นายว่าได้เื่บ้างแล้ว เป็ไงบ้าง”เขาเข้าเื่ทันที ไม่มีคุยเล่นเื่อื่นเข่อซิงสั่งลูกน้องให้เอาเหล้าชั้นดีมาเสิร์ฟ เสร็จก็เคาะโต๊ะไปเล่าไป
“่ที่ผ่านมาเลี่ยงจินแอบรับงานของตระกูลหนึ่งไว้เลี่ยงหวงไม่พอใจมาก”
“ตระกูลไหน งานอะไร”
“ผมก็อยากรู้แต่ส่งคนไปสืบแล้วติดต่อไม่ได้อีกเลย คิดว่าคงโดนเก็บไปหมดแล้ว”
จ้าวจิงถิงไม่คิดว่าเป็เื่แปลก“เกาะเจียวเมิ่งไม่ต่างจากดงอสรพิษ เื่หาข่าวคงไม่ง่าย”เข่อซิงพยักหน้าเห็นด้วย เขาเทเหล้าที่ลูกน้องยกมาใส่แก้วแล้วยื่นให้พี่ใหญ่จ้าวเองกับมือ
แขกรับไปถือแต่ไม่ได้ยกดื่มเข่อซิงโคลงศีรษะแล้วแย่งเหล้าแก้วนั้นมาดื่มซะเอง จ้าวจิงถิงถึงกับงง “ทำอะไร”
“ผมคิดว่าพี่ไม่ไว้ใจเลยแสดงความบริสุทธิ์ใจดื่มให้ดูก่อนไง”
จ้าวจิงถิงไม่ได้คิดมากขนาดนั้นเขาแค่ไม่มีอารมณ์ดื่มตอนนี้
“มีเื่อื่นต้องคิดก็เลยยังไม่อยากดื่ม”
“อ้อ..งั้นมีเื่อะไรผมพอจะช่วยได้หรือเปล่า”
จ้าวจิงถิงไม่ตอบ เข่อซิงยักไหล่“ไม่เป็ไร ผมรู้ว่าเรายังไม่สนิทกันถึงขั้นจะเล่าเื่ส่วนตัวให้กันฟัง แต่พี่ใหญ่วางใจผมเข่อซิงสาบานจะเป็พันธมิตรกับตระกูลจ้าว จนกว่า...”
“จนกว่าอะไร”
“จนกว่าพี่จะหย่าละมั้ง”
คุณชายใหญ่จ้าวและลูกน้องทั้งสองต่างขมวดคิ้วมองเข่อซิงด้วยสายตาเคลือบแคลงสงสัยคุณชายเล็กเข่อรีบโบกไม้โบกมือแก้ไขความเข้าใจผิด
“ไม่ ๆ อย่าเข้าใจผมผิดนะ ผมไม่ได้คิดไม่ซื่อกับพี่สะใภ้เพียงแต่เห็นเขาแล้ว คิดถึงพี่ชายคนรอง ก็เลยรู้สึกถูกชะตา”
เขาอธิบายต่อไปอีก
“ไม่ต้องห่วงผมมีคนที่หมายตาไว้แล้วไม่ใช่พี่สะใภ้แน่นอน”
จ้าวจิงถิงย่อมไม่อยากรู้ว่าคนที่เข่อซิงถูกใจเป็ใครขอแค่ไม่ใช่ภรรยาของเขาเป็พอ
เปล่านะเขาไม่ได้หึงหวงเพียงแต่ถ้าเข่อซิงถูกใจเหรินซวงอิ๋นเข้า มันจะเกิดเื่ยุ่งยากในอนาคตได้ต่างหากคุณชายใหญ่จ้าวเกลียดที่สุดคือเื่ยุ่งยาก
“ไม่เชื่อผมเหรอ จะบอกพี่ก็ได้นะพี่ใหญ่คนที่ผมชอบน่ะ เป็คนที่มีฝีมือการต่อสู้เป็เลิศ เคยมาที่สนามของเราแต่เสียดายเขาสวมหน้ากากเอาไว้”
“หน้ากาก?”
“ครับ หน้ากากไม้ถังซินเอาภาพมาให้พี่ใหญ่ดูหน่อย”
มู่ถังซินโค้งตัวรับคำสั่งออกไปไม่นานก็กลับมาพร้อมโน้ตบุคเครื่องหนึ่ง จ้าวจิงถิงจ้องมองภาพเคลื่อนไหวจากกล้องวงจรปิดความยาวไม่กี่นาทีจบก็เผยสีหน้าใ
“นี่มัน”
“บอดี้การ์ดของตระกูลหงผมก็คิดเหมือนพี่ตอนที่ดูภาพนี้ครั้งแรก นอกจากฝีมือที่น่าทึ่งแล้วผมว่าเขาต้องไม่ใช่ลูกน้องทั่วไป ก็เลยให้คนไปสืบพบว่าวันนั้นเขารับงานของตระกูลหงผ่านนายหน้าชื่อซีฮันกับหลี่น่าเจินสองคนนี้ใช้สนามเราเป็แหล่งหาคน เลยพอจะถามอะไรได้บ้าง"
"พวกเขาเรียกตัวเองว่า 'พยัคฆ์เร้นกาย' รับงานทั่วไปแต่เงื่อนไขและค่าจ้างเื่มากพอสมควร แถมระวังตัวด้วย ไม่เผยตัวจริงเลยสักคนวันที่นัดคุยรายละเอียดตัวแทนก็ยังสวมหน้ากาก แต่งตัวมิดชิด จับผิดอะไรไม่ได้เลย”
จ้าวจิงถิงถอนหายใจ“แต่พวกเขาทำงานให้พวกตระกูลหง ป่านนี้...”
“เขาไม่น่าจะยอมเป็คนของทางนั้นครับ”
“อะไรทำให้มั่นใจ”
คนมีฝีมือก็ต้องทำเพื่อเงินตระกูลหงไม่ขาดแคลนเงิน อาจจะหว่านล้อมให้ยอมทำงานให้แล้วก็ได้
“คืนนั้นหลังจากเขาสู้เสร็จก็มีเื่กับหงเหมิน คุณชายหงถึงขั้นทะเลาะกับแม่ที่จ้างพวกเขาหากรับเข้าไปเป็คนของตระกูลหงจริง พี่คิดเหรอว่าไอ้หงเหมินมันจะยอม”
พอพูดถึงหงเหมินเสียงเข่อซิงก็ทุ้มต่ำและแฝงความพยาบาทเอาไว้ไม่น้อย
“ลูกชั่ว พาตระกูลตกต่ำ”จ้าวจิงถิงพูดถูกใจ เข่อซิงเห็นด้วย กระดกเหล้าอีกอึกใหญ่
“พูดมาตั้งยาว ผมแค่จะบอกพี่ว่าเราจ้างพวกเขาไปสืบความจริงที่เกาะเจียวเมิ่งดีไหม”
จ้าวจิงถิงไม่เห็นด้วยนักเพราะยังไงหนึ่งในพยัคฆ์เร้นกายก็ช่วยชีวิตเขาไว้แต่นี่เป็โอกาสที่จะได้เจอตัวพวกนั้น
“นายติดต่อได้เหรอ”
“ไม่ครับ เราจะจ้างผ่านนายหน้าสุดที่รักของผม ต้องรับงานนี้แน่”
จ้าวจิงถิงถึงกับงง“นายเคยคุยกับเขาแล้วเหรอ ไปเรียกเขาว่าสุดที่รักน่ะ”
“ไม่รีบ ๆ ซ้อมไว้ก่อนไงพี่”
“งั้นนายส่งเขาไปทำงานอันตรายถึงเกาะเจียวเมิ่งไม่ห่วงเขาหรือไง”
“ห่วงทำไม มีอะไรต้องห่วงกันล่ะเขาเป็คนที่ผมชอบ ก็ต้องไม่ธรรมดา ถ้าแค่เกาะเจียวเมิ่งยังเอาตัวรอดไม่ได้ก็ไม่ควรค่าให้สนใจ”
โจคิดในใจ คุณชายเข่อไม่ปรกติจริง ๆนี่คือหาแฟนหรือหาลูกน้อง ต้องมีการทดสอบฝีมือด้วย
“ถ้างั้นก็ตกลงตามนี้จริงสิ..เื่พวกพยัคฆ์เร้นกายถ้าใช้ได้ ก็น่าจะดึงมาใช้งานนะเดิมฉันก็สนใจเหมือนกัน แต่ว่าในเมื่อนายออกปากว่าชอบพี่ใหญ่จะไม่แย่งคนกับนายแล้วกันไว้มีโอกาสจะช่วยพูดให้เขามาเป็คนของตระกูลเข่อดีหรือเปล่า”
“พี่ใหญ่ช่างใจกว้างนัก เข่อซิงนับถือ”เข่อซิงคำนับทีเล่นทีจริง แต่เขาก็รู้ดีว่าเื่นี้ต้องมีข้อแลกเปลี่ยน
“ว่ามาพี่จะให้ผมช่วยอะไร”
จ้าวจิงถิงยิ้มมุมปาก ชื่นชมเข่อซิง“คุยกับคุณชายเล็กเข่อ ไม่เหนื่อยเปล่า”
เขาพูดถึงเื่วันนี้เดิมทีจะสืบเองแต่ถ้าเป็คนของเขาน้องชายก็คงจะรู้ตัว ให้คนของเข่อซิงไปด้วยจ้าวจ๋ายอิงจะได้ไม่ทันระวังตัว
“ก่อนจะมาที่นี่ จ๋ายอิงโดนลอบทำร้ายฉันอยากรู้ว่าเป็พวกไหน และเื่อะไร”
“หื้ม มีเื่แบบนี้ด้วยเหรอใครกันกล้าทำร้ายคุณชายเล็กจ้าว แล้วเขาเป็ยังไงบ้างครับ”
“เขาปลอดภัยดี”
เข่อซิงคิดไม่นานก็รับปาก “ได้ ผมจะช่วยพี่สืบ”
เมื่อบรรลุข้อตกลงทุกอย่างก็ได้เวลาต่างคนต่างไป
เข่อซิงเดินออกไปส่งด้วยตนเองจนถึงทางออก ลับหลังจ้าวจิงถิงแล้วมู่ถังซินก็ไม่วายถามเ้านาย
“เรากับตระกูลจ้าวจะร่วมมือกันตลอดจริงเหรอครับ”
“ถามเช่นนี้คือจะบอกว่าฉันดูไม่จริงใจใช่ไหม”
“มิกล้า มิกล้า ผมไม้ได้คิดแบบนั้นครับเพียงแต่..”
“เฮ้อ..ถังซิน คุณน่ะหัดไว้ใจคนอื่นบ้างในโลกนี้ยังมีคนที่เราเป็มิตรด้วยได้”
“เช่น..คุณชายใหญ่จ้าวเหรอครับ”
เข่อซิงส่ายหน้า“หมายถึงคุณนายเล็กจ้าวต่างหาก ถ้าไม่ได้เขาป่านนี้ฉันคงเอาชีวิตไปทิ้งที่งานนั้นแล้ว จำไว้ไม่ว่ายังไงเราจะต้องอยู่ข้างพี่สะใภ้ถึงอนาคตเขาจะเลิกกับพี่ใหญ่ แล้วกลายเป็ศัตรูกัน เราก็จะอยู่ฝั่งตระกูลเหริน”
มู่ถังซินเพิ่งกระจ่างว่าทำไมเ้านายจู่ๆ ก็เป็คนดีมีน้ำใจกับใครเขาเป็ด้วย ที่แท้ก็เป็พระคุณช่วยชีวิตนี่เอง
คิดถึงเื่บุญคุณ ผู้จัดการมู่ก็มีเื่ต้องจัดการเหมือนกันเขาส่งเ้านายกลับห้องทำงานแล้วหันมาสั่งลูกน้อง “ไปตามเป้ยเป้ยมาพบฉันหน่อย”
เป้ยเป้ยคือเด็กชายอายุน้อยที่สุดในสนามต่อสู้ใต้ดินแห่งนี้ชื่อจริงคือ อี๋ฮุ้ยเป้ย เป็น้องชายอี๋นั่วเด็กคนเดียวที่เอาไว้ต่อรองและรั้งตัวเ้าั์ใหญ่ได้
ไม่นานเด็กน้อยก็เดินเข้ามาในห้องแววตาเฉลียวฉลาดต่างจากพี่ชาย เหมือนไม่ได้มีสายเืเดียวกัน พอเห็นมู่ถังซินก็ร้องทักอย่างเบิกบาน
“ลุงมู่ผมไม่เจอลุงตั้งหลายวันคิดถึงจัง”
ลุงมู่ยิ้มอ่อนโยนแล้วอุ้มเด็กชายวัยหกขวบขึ้นนั่งบนตัก
“มาแล้วเหรอเป้ยเป้ย ลุงไปทำงานสำคัญมาเลยไม่ว่างเล่นด้วย เหงาแย่เลยสิเรา อ่ะนี่ของฝาก”
“อะไรเหรอครับ”
“เปิดดูว่าชอบหรือเปล่า”
กล่องของขวัญสีแดง ถูกแกะอย่างรีบเร่งอี๋ฮุ้ยเป้ยเห็นของข้างในเป็เครื่องเล่นเพลย์สเตชัน รุ่นพอร์เทเบิลที่ตนใฝ่ฝันอยากจะเล่นก็ตาโต
“ชอบมั้ย”
“ชอบครับ ขอบคุณลุงมู่”เด็กชายกอดของขวัญไว้แนบอก ยิ้มกว้างไม่หุบ มู่ถังซินเองก็ยิ้มตอบ เขาเริ่มกล่าว
“่นี้พี่ชายเรากำลังจะเจอศึกใหญ่เป้ยเป้ยต้องเป็เด็กดีรู้หรือเปล่า”
“ครับ ผมเป็เด็กดี เชื่อฟังลุงมู่เชื่อฟังพี่ชาย”
“ถ้างั้นพวกเราไปค้างที่อื่นสักพักดีไหม”
เด็กชายเอียงคอสงสัย ไปไหนทำไมต้องไปด้วย พี่ชายเคยบอกไม่ให้เขาอยู่ห่างจากตัว บอกว่าคนที่นี่ไว้ใจใครไม่ได้ถึงลุงมู่จะใจดี แต่ว่าก็ยังไม่น่าไว้ใจ
เห็นเด็กน้อยลังเลผู้จัดการมากเล่ห์ก็หว่านล้อม “ถ้าเราไม่อยู่ พี่ชายจะได้ไม่ต้องห่วงเป้ยเป้ยคงไม่อยากให้พี่ชายเป็ห่วงหรอก ใช่หรือเปล่า”
“ครับ”
“งั้นก็ไปบอกพี่ชายว่าจะไปเที่ยวกับลุงสองสามวัน”
“ก็ได้ครับ”
มู่ถังซินมองตามหลังเด็กน้อยรอยยิ้มใจดีเลือนหายไปจากใบหน้า ท่าทีกลับมาเป็ถังซินคนโฉดดังเดิมลูกน้องไม่เข้าใจเขานัก
“คุณมู่พาไปเลยก็ได้ ทำไมต้องให้เป้ยเป้ยไปขออี๋นั่วด้วยล่ะครับยังไงเด็กคนนั้นก็คือตัวประกันของเรา ให้อี๋นั่วทำงานนั้นให้”
“มันไม่เหมือนกัน”
“ครับ?”
มู่ถังซินไม่ได้อธิบายว่าต่างกันยังไง
ความจริงก็คือถ้าเขาลักพาตัวเป้ยเป้ยไปเลยกับให้เด็กคนนั้นไปขออนุญาตพี่ชายก่อน อาจจะไม่ต่างตรงที่เขาก็พาเด็กไปเป็ตัวประกันเหมือนกันแต่ว่าแบบแรกคือการแตกหัก แบบที่สองยังพออ้างได้ว่าเขาไม่มีเจตนาร้ายถึงยังไงเ้าั์ก็ยังมีประโยชน์ ถ้ายอมทำงานให้พวกเขาด้วยความเต็มใจคงจะดีกว่า
แต่ถ้าต้องแตกหักอย่างเลี่ยงไม่ได้ก็คงต้องทำ ทว่าก่อนหน้านั้น ยังมีโอกาสก็ไม่อยากใช้ไม้แข็ง
ใครจะไปรู้ว่าหลังบานประตูมีเด็กชายที่ควรไปถึงไหนต่อไหนแล้วยังยืนอยู่ อี๋ฮุ้ยเป้ยชาญฉลาดแค่ได้ฟังไม่กี่คำก็เข้าใจทุกอย่างแจ่มแจ้ง ตนคือตัวประกันที่คนพวกนั้นทำดีก็เพราะคิดจะใช้ข่มขู่พี่ชาย บังคับให้พี่ไปทำสิ่งที่ไม่อยากทำ
มือน้อยกำเกมที่เพิ่งได้มาไว้แน่นแต่กลับไม่กอดและหวงแหนดังเดิม
อี๋ฮุ้ยเป้ยรีบวิ่งไปที่ห้องพักของตนกับพี่ชายอี๋นั่วกำลังหลับเป็ตาย เขาปลุกอยู่พักใหญ่กว่าพี่ชายจะรู้ตัว
“ตื่นได้สักทีเร็วเข้าเราต้องรีบหนีแล้ว”
อี๋นั่วใตาสว่าง “น้องว่าไงนะ”
“ลุงมู่จะให้ผมเป็ตัวประกันแล้วพี่ต้องทำงานบางอย่างให้เขา คงไม่ใช่งานดีแน่ ไม่งั้นคงไม่ต้องบังคับเร็วผมเก็บของพวกเราหมดแล้ว ไปกันเถอะ”
อี๋นั่วดึงน้องไว้ “ไม่ได้ไปตอนนี้ไม่ได้ ที่นี่มีแต่คนเฝ้าเต็มไปหมด พวกมันต้องเห็นเราแน่”เขาก็ตัวไม่ใช่เล็ก ๆ จะหลบหนียังไง
“แต่ผมไม่ยอมให้พวกมัน ใช้ผมเป็เครื่องมือบีบบังคับพี่จะฆ่าให้ตายผมก็ไม่ยอม”
พี่ชายตัวโตดึงน้องน้อยมากอดไว้ในใจเ็ปแค่ไหนคงไม่มีใครรู้ “เป้ยเป้ยจะตายไม่ได้เด็ดขาดพี่เหลือน้องแค่คนเดียว เรามีกันแค่สองคน”
“แต่ว่า”
“ไม่มีแต่บางทีเื่นี้อาจยังพอมีคนที่จะช่วยเราได้”
“ใครครับ”
อี๋นั่วคิดถึงคนพวกนั้น...ผู้มีพระคุณที่สวมหน้ากากไม้