ท่านเ้าเมืองชุยฉานเอียงไปทางขวาเล็กน้อย ชายสวมใส่ชุดดำปกปิดใบหน้ากำลังรายงานสิ่งที่เขาเห็นตลอดทั้งคืนให้กับท่านเ้าเมืองฟัง
“ เ้าจะบอกว่ามีใครบางคนชักนำปราณเข้าสู่ตระกูลม่อ ”
“ เป็เช่นนั้น ข้ายังไม่รู้ว่าเป็ผู้ใด ”
“ มีคนในตระกูลม่อเพิ่มขึ้นหรือไม่ ”
“ ยังคงมี 5 คนเท่าเดิม ข้าคิดว่าอาจจะเป็พ่อบ้านหรือไม่ก็ชายชราผู้ฝึกยุทธ์เดินลมปราณ ”
“ ข้าคิดว่าไม่น่าใช่ ระดับของพวกเขาต่ำเกินไป หรือว่าคุณหนูตระกูลม่อจะเปิดใช้งานค่ายกล ”
เ้าเมืองชุยฉานโบกมือไล่ชายชุดดำแล้วพูดกับตนเอง การรวมตัวกันของปราณเกิดขึ้นได้หลายสาเหตุ นอกจากผู้มีวรยุทธ์สูงส่งเดินลมปราณแล้ว การเปิดทำงานของค่ายกลคืออีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้ปราณรวมตัว
เมื่อนำเหตุการณ์ทำสัญญาของคุณหนูตระกูลม่อด้านหน้าหอการค้าตระกูลโจวมาคิดตาม โอกาสที่คุณหนูม่อเสวี่ยหรงจะเปิดใช้งานค่ายกลจึงมีสูงมาก
“ จับตาดูเอาไว้ อาจจะมีบางตระกูลทนรอไม่ไหวบุกเข้าไปในตระกูลม่อ ”
มีการเคลื่อนไหวจากเงาด้านหลังต้นเสาราวสี่ต้น จากนั้นท่านเ้าเมืองชุยฉานจึงหันกลับมาทำงานของตนเองเช่นเดิมเหมือนทุกวันที่ผ่านมา
“ คุณหนูกำลังหาสิ่งใดอยู่เช่นนั้นหรือ ” พ่อบ้านหวางถามด้วยความสงสัย ผ่านมาแล้ว 1 ชั่วยามั้แ่คุณหนูตื่นนอน เธอยังคงง่วนอยู่กับการใช้มือลูบคลำไปตามผนังและกำแพงของเรือนหลายหลัง บางครั้งลูบคลำพื้นหินบนลานกว้าง บางครั้งเคาะไปยังต้นเสาราวกับกำลังหาบางสิ่งบางอย่าง
“ ท่านไม่ต้องสนใจ ข้าเพียงแค่กำลังหาของที่ซ่อนเอาไว้เท่านั้น ”
“ คุณหนูซ่อนสิ่งใดเอาไว้เช่นนั้นหรือ ”
“ ข้าก็จำไม่ได้เช่นกัน คงจะเจอในสักวัน แต่วันนี้คงต้องพอก่อน ”
เสวี่ยหรงเช็ดมือกับชายเสื้อเล็กน้อย เช้านี้คงไม่เจอห้องลับ เธอไม่คิดว่ามันจะเจอง่ายดายขนาดนั้น หากห้องลับถูกพบได้ง่ายๆ เธอคิดว่าในนิยายคงจะมีผู้ใช้วรยุทธ์และยันต์ของตระกูลม่อเต็มไปหมด เธอยังคงมีเวลาอยู่จึงคิดว่าจะค่อยๆตามหาในทุกๆเช้าก่อนจะทำสิ่งอื่น
“ ลุงหาน วันนี้ข้าว่าจะเดินทางไปที่หนึ่ง ”
เสวี่ยหรงเดินไปยังทางออกของตระกูล เธอ้าเข้าไปในเมืองเพื่อเริ่มแผนอีกขั้น
“ คุณหนูจะไปที่ใดเช่นนั้นรึ ว่าแต่ท่านไม่ได้าเ็จากการเดินลมปราณใช่หรือไม่ ”
“ ข้าไม่เป็ไร ร่างกายยังคงปกติดี ”
วิธีโคจรลมปราณของตระกูลม่อทำงานได้ดีกว่าของลุงหานราว 10 เท่า เธอจึงสามารถชักลมปราณเข้าสู่ร่างกายได้รวดเร็ว หากไม่ง่วงนอนเธอคงจะก้าวหน้ากว่านี้
“ แล้วคุณหนูจะไปที่ใดเช่นนั้นหรือ ”
“ ข้าคิดว่าจะไปตรอกซิ่นฮวา ”
ลุงหานเลิกคิ้วขึ้นสูง ตรอกซิ่นฮวาคือสถานที่อัปมงคลของเมืองชุยฉาน มันเป็แหล่งรวบรวมขอทานและเดนตายทั้งหลายไว้ด้วยกัน ผู้ป่วยที่รักษาไม่หายและผู้ไร้หนทางไปล้วนรวมตัวอยู่ภายในตรอกแห่งนั้น
“ เหตุใดท่านคิดจะไปที่นั่น ข้ากลัวว่ามันจะไม่ปลอดภัย ” ลุงหานพูดด้วยใบหน้ากังวล เขาเองก็ไม่อยากจะเดินไปที่นั่น
“ ถ้าอยากฟื้นฟูตระกูลต้องไปตรอกนี้เท่านั้น ” เสวี่ยหรงรู้สึกกลัวเช่นเดียวกัน หากตระกูลที่้าค่ายกลตระกูลม่อวางแผนลอบสังหารเธอภายในตรอกซิ่นฮวา มันคงเป็จุดจบ เพียงแต่ว่าแผนการณ์ฟื้นฟูตระกูลบีบบังคับให้เธอไปยังสถานที่แห่งนั้น เธอจึงหวังว่าจะไม่มีการลอบสังหารเกิดขึ้น
“ ตันเถียนของคุณหนูเป็เช่นไรบ้าง ”
“ ข้าคิดว่ามันน่าจะเท่าเม็ดถั่วแล้ว ”
ลุงหานเบิกตากว้าง ขนาดของตันเถียนของคุณหนูโตเร็วเป็อย่างมาก เขาคิดว่าไม่เกินครึ่งเดือนอาจจะสร้างตันเถียนขึ้นมาได้ นับว่าเป็ความเร็วที่น่าใไม่น้อย
“ คุณหนูอย่าได้บอกใครเกี่ยวกับขนาดตันเถียนของท่านเชียว ไม่อย่างนั้นท่านอาจจะถูกสังหารก็เป็ได้ ”
“ ข้าจะจำเอาไว้ ”
“ มาแล้วเ้าค่ะ! ” ยี่ยี่รีบวิ่งมายืนด้านข้างคุณหนูหลังจากรู้ว่ากำลังจะออกไปข้างนอก จากนั้นทั้งสามจึงก้าวเท้าออกจากตระกูลพร้อมกัน การเดินในครั้งนี้เสวี่ยหรงไม่ได้เพิ่มความเร็วมากนัก เธอ้าสำรวจผู้คนระหว่างทางเช่นกัน หากพบว่ามีคนแอบสะกดรอยตามเธอจะไม่เข้าไปในตรอกซิ่นฮวา
“ คุณหนูเ้าคะ ข้าสังเกตเห็นผู้ชายหันมองข้าเยอะผิดสังเกต เรารีบกลับตระกูลดีหรือไม่เ้าคะ ” ยี่ยี่เข้ามากระซิบคุณหนู เธอรู้สึกไม่ปลอดภัย สายตาของผู้ชายที่มองมาหลากหลาย บางคนเลียริมฝีปากหลังจากมองร่างของเธอ
เสวี่ยหรงส่ายหน้า เธอรู้สาเหตุที่ผู้ชายหันมองไปที่ยี่ยี่ บนตัวของเธอมีกลิ่นน้ำหอมติดอยู่ ไม่ใช่แค่ยี่ยี่เท่านั้น ลุงหานก็เช่นเดียวกัน ทั้งสองใช้น้ำหอมที่เธอกลั่นออกมาจึงทำให้ตัวหอมกว่าคนทั่วไป การจ้องมองจากเหล่าผู้ชายจึงเป็เื่ปกติบนท้องถนน
ในระหว่างเดิน เสวี่ยหรงไม่ลืมแอบดมกลิ่นตัวของลุงหานและยี่ยี่สลับกัน เพื่อดูว่าเหงื่อของทั้งสองกลบกลิ่นน้ำหอมไปหมดแล้วหรือยัง
บนตัวของลุงหานมีกลิ่นน้ำหอมอ่อนๆ มันจางลงมากแล้วแต่ก็ยังมีกลิ่นติดทั้งที่ผ่านมาแล้ว 1 คืน
บนตัวของยี่ยี่มีกลิ่นน้ำหอมหลงเหลืออยู่ มันมากกว่าลุงหาน กลิ่นของมันราวกับว่าพึ่งผ่านการทามาไม่นาน เธอจึงยิ้มเมื่อรู้ว่าน้ำหอมที่กลั่นออกมานั้น หอมกว่าน้ำหอมตามตลาดนัด มันยังติดทนนาน แม้จะยังไม่รู้ว่าเหตุใดถึงเป็เช่นนั้น เธอกลับคิดว่ามันเป็สิ่งดีเพราะยิ่งน้ำหอมติดทนนานยิ่งเป็ของที่หญิงสาวในโลกใบนี้้า
“ คุณหนู ด้านหน้าคือตรอกซิ่นฮวา ข้าคิดว่าเราควรจะปกปิดตัวตนสักเล็กน้อย ”
การเปิดเผยใบหน้าอาจจะเป็อันตราย ด้วยใบหน้าสะสวยของคุณหนู่ม่อเสวี่ยหรงมีโอกาสที่จะถูกผู้คนในตรอกเล่นงานได้ เสวี่ยหรงทำตามคำแนะนำของลุงหานด้วยการนำหมวกขึ้นมาสวมทับศีรษะ ผ้าขาวบางที่ติดอยู่รอบๆหมวกช่วยบดบังใบหน้า สาวใช้ยี่ยี่สวมหมวกไม่ต่างกัน ลุงหานสวมใส่หมวกสีดำทำตัวลึกลับเพื่อสะกดข่มผู้ที่คิดจะเข้ามาก่อกวน
ท่านเ้าเมืองชุยฉานมองไปยังต้นเสาที่อยู่ด้านข้าง เขาััได้ถึงการเคลื่อนไหวจากเงาที่กลับมาจึงรอฟังรายงาน
“ ท่านเ้าเมือง คุณหนูตระกูลม่อเดินทางไปที่ตรอกซิ่นฮวา ”
“ นางไปทำสิ่งใดในที่เช่นนั้น ”
“ ข้ายังไม่ทราบแน่ชัด นางเดินทางไปพร้อมกับสาวใช้และผู้คุ้มกันหนึ่งคน ข้าให้คนของเราจับตามองไว้อยู่ ”
“ อย่าให้ผู้ใดฆ่านางได้เด็ดขาด ระยะเวลาที่ข้าจะต้องดูแลตระกูลม่อเหลืออีก 1 เดือน ”
เ้าเมืองชุยฉานมองไปยังเงาที่เคลื่อนตัวออกไปจากห้อง เขาได้ทำข้อตกลงกับผู้นำตระกูลม่อเอาไว้ครั้งหนึ่ง หากมีเหตุร้ายเกิดขึ้นเขาจะต้องให้ความช่วยเหลือตระกูลม่อ 1 ครั้ง
หลังจากเหตุการณ์สังหารหมู่เขาจึงประกาศให้ตระกูลต่างๆรู้ว่าจวนเ้าเมืองจะปกป้องตระกูลม่อเป็เวลา 2 เดือน ภายในเดือนสุดท้ายนี้จะต้องไม่มีใครสังหารคุณหนูตระกูลม่อ
เสวี่ยหรงมองตรงเข้าไปในตรอก กำแพงสูงคือสิ่งที่ตั้งขนาบสองข้างทางไกลสุดสายตาราวกับว่าไม่้าให้ใครปีนออกไป บ้านเรือนหลายหลังที่ตั้งอยู่ภายในล้วนแล้วทรุดโทรม
พอมองไปบนพื้นดิน สิ่งที่เธอเห็นคือผู้คนจำนวนมากกำลังเดินขวักไขว่ราวกับมด ต่ำลงไปจนติดพื้นมีร่างของคนอีกนับไม่ถ้วนจับจองพื้นที่นอนราวกับว่ามันเป็บ้านหลังหนึ่ง เพียงแต่ว่าการนอนบนพื้นดินของผู้คนส่วนใหญ่ที่เธอเห็นล้วนแล้วเป็คนที่กำลังรอคอยความตาย หากไม่เจ็บป่วยจากโรคประหลาดยากจะรักษาให้หายก็เป็อาการซูบผอมหนังติดกระดูก สภาพของที่นี่นับว่าย่ำแย่กว่าที่เธอคิดมาก
กลิ่นชื้นลอยมาแตะปลายจมูก สักพักกลิ่นเหม็นเน่าราวกับปลาตายค่อยๆแสดงตัวออกมา เธอไม่แปลกใจเลยที่ตรอกแห่งนี้ถูกผู้คนปกติภายในเมืองถอยห่าง มันเต็มไปด้วยศพและเชื้อโรคที่พร้อมจะแพร่ใส่ผู้คนที่เข้าใกล้
ของเสียจากผู้คนไม่มีการเก็บแต่อย่างใด ร่องรอยของมันทิ้งเรี่ยราดจนเห็นได้ทั่วไปราวกับก้อนกรวด
“ คุณหนูเ้าคะ เรากลับตอนนี้ก็ยังทันอยู่นะเ้าคะ ”
ยี่ยี่ไม่กล้าเดินเข้าไปในตรอก ความน่ากลัวที่ผู้คนพูดถึงยังไม่เท่าความรู้สึกขยะแขยงที่เกิดขึ้นหลังจากได้มาเห็นด้วยตาตนเอง เธอกลัวว่าจะติดเชื้อจากศพและผู้คนที่นอนทิ้งร่างตามพื้นดินจึงเสนอทางเลือกเผื่อคุณหนูจะเปลี่ยนใจ
“ เข้าไปกันเถอะ ถ้าไม่เข้าไปเราจะไม่ได้สิ่งใดเลย ”
เสวี่ยหรงก้าวเท้านำหน้าเข้าไปภายในตรอก การปรากฎตัวของเธอดึงดูดสายตาผู้คนที่อยู่ใกล้ ชุดที่สวมใส่ขาวสะอาดดูสูงศักดิ์ หมวกคลุมศีรษะปิดใบหน้าทำให้ผู้พบเห็นคาดการณ์ได้ว่าเป็ผู้ฝึกยุทธ์หรือไม่ก็เป็คนจากตระกูลสำคัญ
เสวี่ยหรงเข้ามาได้แล้วพบว่าผู้คนพยายามหลีกทาง ต่อให้ร่างกายจะเจ็บป่วยก็ตาม ทุกคนล้วนแล้วพยายามกระเสือกกระสนงัดแรงออกมาใช้เพื่อหลีกหนีจากเส้นทางที่เธอกำลังจะก้าวผ่าน เธอจึงรู้ได้ว่าผู้คนที่นี่หวาดกลัวผู้คนจากภายนอกมากเพียงใด จากท่าทางที่แสดงออกมาทำให้เธอรู้ว่าผู้คนที่เดินทางเข้ามา อาจจะลงมือสังหารคนที่ขวางทางไปแล้วหลายรายแน่นอน จนผู้คนแสดงท่าทางหวาดกลัวต่อผู้เข้ามาในตรอก.