โชกระพริบตา เหมือนไม่เคยได้ยินคำถามแบบนี้มาก่อน
จริงๆผมหลุดปากถามไปแบบนั้นโดยไม่ได้คิด เพราะตีมของโลกมันเป็แนวเอเชียๆ ไม่ใช่ยุโรป จึงนึกว่าจะได้ยินเื่ผีป่าผีเขามากกว่า แบบนี้เหมือนสวนสนุกตีมฮัลโลวีนที่มีมาสคอตเป็ซานตาครอส มันชวนให้รู้สึกว่าประหลาดใช่มั้ยล่ะ
“ถ้าไม่มีพระเ้าแล้วเ้าจะเกิดมาได้ยังไงล่ะ” โชถามกลับ
“ก็... พ่อกับแม่”
“หา?… ข้ารู้น่า! แต่พ่อกับแม่เ้าต้องทำพิธีขอลูกจากพระเ้าไม่ใช่เหรอ”
“เดี๋ยว... พิธีอะไรนะ”
“ก็... ถ้าเ้า ตะ... แต่งงาน แล้วทั้งสองคนก็ทำพิธีขอลูกกับพระเ้า แล้วหลังจากนั้น พอครบเก้าเดือน ก็พระเ้าก็จะส่งนกกระสาคาบเด็กมาให้จาก์ไงล่ะ”
“ใครบอกเธอแบบนั้นน่ะ”
“ใครๆ เขาก็รู้กันทั้งนั่นแหละย่ะ!”
“แล้วพิธีที่ว่านั้นทำยังไงนะ”
“ร… เื่นั้น ก็... อยู่ในห้องกันสองคนแล้วท่องคาถา”
“เหรอ งั้นช่วยบอกหน่อยได้มั้ยว่าคาถาคืออะไร”
“ม…”
“อะไรนะ”
“ข้าไม่รู้หรอก ก… ก็คาถานั้น เขาบอกแต่ผู้ชายไม่ใช่หรือไง! เ้าต้องเป็ฝ่ายรู้ไม่ใช่เหรอ! ทำมาแกล้งถามข้าทั้งๆที่ตัวเองรู้อยู่แล้ว”
อืมมมมมม แบบนี้นี่เอง
ผมพยักหน้า
ในยุคกลางเขาสอนลูกสาวขุนนางกันแบบนี้สินะ
“โช เราไม่ได้เกิดมาจากการที่นกกระสาคาบมาจาก์หรอกนะ”
“หา?” โชทำท่าไม่พอใจ ทุบแก้วไม้ใส่เหล้าลงกับพื้นอย่างแรง
ผมไม่ห่วงแก้วเหล้าเท่ากับเสื้อของเธอที่หลุดรุ่ยออกมาจากการเคลื่อนไหวแรงๆแบบนี้
“เ้าหาว่าข้าโง่งั้นเหรอ”
“เดี๋ยว... ไปตรงนั้นได้ยังไง”
“ก็เ้าบอกว่าความรู้ที่ข้ามีไม่ถูก ก็เท่ากับหาว่าข้าโง่ไม่ใช่เหรอ นี่ยังคิดว่าข้าโง่ที่ไม่เข้าใจว่าเ้าหลอกด่าข้าว่าโง่อีกเหรอ ข้าเป็ราชครูเชียวนะ เป็ผู้สอนความรู้แก่ขุนนางและเชื้อพระวงศ์ทั้งวัง”
โอย เพราะแบบนี้แหละเลยไม่ชอบคนเมา ปวดหัวแทนพวกลูกหลานขุนนางที่จะต้องเรียนวิชากับคนแบบนี้จริงๆ
“ก็มันไม่ถูกจริงๆ”
“เหรอ” เธอถามอย่างไม่เชื่อใจ “เ้าจะบอกว่ารู้มากกว่าข้างั้นสิ”
“ไม่ได้หมายความว่าแบบนั้น”
“งั้นไหนลองบอกหน่อยซิ ว่าถ้าเด็กไม่ได้เกิดจากนกกระสา์ แล้วเด็กเกิดได้ยังไง”
“ก็…”
ผมเอ่ยขึ้นมา แล้วก็รู้สึกว่าพลาดแล้ว
ไม่น่าเริ่มเลย เป็เพราะนิสัยชอบเถียงของตัวเองกำเริบแท้ๆ
ผมมองหน้าของโช แล้วเข้าใจความรู้สึกของคนที่พูดเื่นกกระสาขึ้นมา
เอายังไงดี จะว่าไปอีกฝ่ายก็เป็เด็กสาว การมานั่งอธิบายเื่นี้เป็เื่ไม่เหมาะสมหรือเปล่านะ
จะอธิบายยังไงให้มันฟังดูดี
มนุษย์โลกนี้คงไม่เข้าใจเื่ทางชีววิทยาด้วย
“ไงล่ะ ไงล่ะ” เธอยื่นหน้าเข้ามา จนมองลอดเข้าไปในช่องตรงคอได้ “ถ้าเ้าคิดว่าเด็กไม่ได้เกิดจากนกกระสา แน่จริงก็ทำให้ดูหน่อยดิ”
“…”
“ฮ่าๆๆ เ้าไพร่เอ้ย แค่คนเราเกิดมาได้ยังไงยังไม่รู้เลย พวกไพร่นี่มันโง่จริงๆ”
ยัยนี่เนี่ย...
“เอาล่ะ เราออกนอกเื่ไปนานแล้ว กลับเข้าเื่ดีกว่า ว่าไพร่กับขุนนางต่างกันยังไง”
ผมตัดสินใจเฉไฉเปลี่ยนเื่ดื้อๆ
โชทำเสียงฮึ และยิ้มเยาะแบบคนชนะ แต่เธอก็ยอมเล่าเื่ต่อไป
“นานแสนนานมาแล้ว ตอนที่พระเ้าสร้างโลก ตอนนั้นทุกๆคนเป็ชาว์ที่ใช้เวทมนตร์ได้เหมือนกันหมด พระเ้าคิดว่าทุกเผ่าจะอยู่กันอย่างมีความสุข แต่แล้วกลับไม่เป็แบบนั้น พวกปีศาจไม่พอใจในสิ่งที่ตนมีและเริ่มทำา พวกมันเข่นฆ่า ปล้นชิง พวกปีศาจทำแบบนั้นอยู่ตามใจ จนพระเ้ามาพบก็โกรธมาก”
ดังนั้น พระเ้าจึงปรากฎขึ้นและต่อว่าทุกคน พระเ้าบอกปีศาจว่า “เพราะพวกเ้าชอบที่จะแย่งชิง ดังนั้นข้าจะให้พวกเ้าเป็ผู้ที่ถูกแย่งชิง จากนี้เ้าจะไม่มีเวทมนตร์อีก เ้าจะถูกไล่ออกจาก์ ต้องทำงานด้วยแรงกาย ตากแดดั้แ่เช้าจรดเย็น”
และบอกแก่เหล่าเทวดาที่อยู่รอบๆนั้นว่า “ส่วนพวกเ้า พวกเ้าก็มีความผิดที่ไม่ห้ามปรามพี่น้องของเ้า ดังนั้น ข้าจะให้เ้าลงไปยังโลกด้วย เพื่อปกครองพวกปีศาจไม่ให้ทำผิดได้อีก”
พวกไพร่คือพวกที่สืบสายเืมาจากปีศาจ ส่วนขุนนางคือผู้ที่สืบสายเืมาจากเทวดาไงล่ะ คนที่ทำหน้าที่ของตัวเองได้ดี เมื่อตายก็จะได้รับการยกโทษแล้วกลับไปอยู่บน์ได้ ส่วนพวกไพร่ที่ไม่รู้จักเจียมตัวนี้ ควรจะโดนเฆี่ยนเสียก่อนที่พวกมันจะได้รับโทษในนรกนะ”
โชทำท่าเฆี่ยนตีคนอื่น นั่นทำให้เสื้อผ้าของเธอหลุดรุ่ยเพิ่มขึ้นอีก
ผมไม่รู้ว่าจะพูดอะไรดี นี่น่าจะเป็สิ่งที่เรียกว่าความเชื่อทางศาสนาได้ ความเชื่อพวกนี้กำหนดวิธีคิดของคนในสังคม ซึ่งส่งผลต่อรูปแบบสังคมอีกที
กับศาสนาของโลกนี้ ช่างเป็ตัวอย่างของการใช้ศาสนาควบคุมสังคมได้ดีจริงๆ มันกล่อมเกลาให้ไพร่อยู่ในการปกครองของขุนนางโดยไม่ต้องตั้งคำถามว่า ทำไมถึงเกิดมาต่ำกว่า และในอีกทางหนึ่งก็คอยบอกให้ขุนนางที่เกิดมามีอำนาจมากกว่าคอยควบคุมระเบียบของสังคมไม่ได้มีหน้าที่ในการขูดรีดฝ่ายเดียว เป็ระบบสังคมแบบยุคกลาง
“ใครเป็คนบอกเธอแบบนั้นนะ?”
“ใครๆก็รู้ทั้งนั้นแหละ”
“ขอโทษ ผมต้องถามว่าใครเป็คนเริ่มสอนเื่นี้กับคนอื่นคนแรก”
“ก็ท่านเทวดาไง”
“เทวดา?”
“ใช่ เมืุ่์อยู่บนโลกก็ลืมคำสั่งของพระเ้าไปแล้ว ดังนั้นในอดีตหลายร้อยปีก่อน โลกจึงเกิดทุกข์เข็ญขึ้น บรรพบุรุษของเราจึงใช้มนตรามอัญเชิญเทวดามาจาก์เพื่อดับทุกข์เข็ญนั้น ท่านเทวดามาจุติในร่างของเผ่าลิง และนำสารนี้จาก์ที่บรรพบุุรุษของเราลืมไปแล้วมาบอกเรา ถ้าเราปฏิบัติตามที่ท่านบอกก็จะไม่เกิดทุกข์เข็ญอีก”
“เทวดา? นี่เป็ตำนานเื่เหล่า หรือประวัติศาสตร์?” ถ้าเล่าในโลกเราผมคงคิดว่าเป็เื่แต่ง แต่เพราะเป็โลกนี้ผมจึงถามแบบนั้น
“เื่จริงสิ ใครๆเขาก็รู้กันทั้งนั่นแหละ”
“มีหลักฐานมั้ย”
“โอ้ย เ้าไม่เคยเห็นกำแพงใหญ่หรือไง”
“กำแพงใหญ่?”
“ก็ในสมัยนั้น มีภัยจากพวกคนเถื่อนทางเหนือด้วย ท่านเทวดาเลยสร้างกำแพงกั้นพวกเราจากคนเถื่อนทางเหนือ และสอนเื่ราวมากมายให้กับเราไง”
“เดี๋ยวนะ... หมายถึงพิธี อัญเชิญนี้เป็แบบเดียวกับที่เธออัญเชิญผมมาหรือเปล่า?”
ถ้าเป็แบบนั้น หรือว่าคนที่ถูกอัญเชิญมาคราวที่แล้วจะเป็คนของโลกเรา และเขาเป็คนสร้างศาสนาที่มีพระเ้ากับตำนานพวกนี้ขึ้น?
ถ้าเป็คนที่ถูกอัญเชิญมาจากโลกตะวันตกก็เป็ไปได้ที่จะแต่งเื่แบบนั้น และถ้าเวลาของโลกของผมกับโลกนี้เคลื่อนไปพร้อมๆกันล่ะก็ คนที่มาเมื่อหลายร้อยปีก่อนอาจจะเชื่อเื่พระเ้าจริงๆก็เป็ไปได้
ผมคิดอย่างจริงจัง แต่โชกลับหัวเราะกับคำถามนั้นของผม
“ไม่หรอกๆ พิธีที่ทำวันนี้เป็แค่ที่เขียนในตำราเก่าๆ ของพวกนักต้นตุ๋น จะเป็เื่จริงไปได้ยังไง”
“หา? เธอทำพิธีจากตำราของนักต้มตุ๋นเหรอ”
“ช่ายยย ท่านพ่อของข้าไปได้คำภีร์นี้มาจากพวกพ่อค้าตามตลาดนัด เห็นชัดๆว่าของเก๊ แต่ท่านก็เที่ยวไปอำชาวบ้านว่าของจริงั้แ่หลายปีมาแล้ว”
“หมายความว่า…”
“พอขุนหลวงป่วย จู่ๆพระยาเขี้ยวเงินก็มาหาหน้าตาจริงจังมาหาข้า ขอให้ใช้คำภีร์นั้นทำพิธีหน่อย ข้าจะบอกไปตรงๆว่าท่านพ่อโกหกก็จะเสียเกียรติ ก็เลยทำตามตำราไปแบบมั่วๆ... อ้อ เ้าก็อย่าเอาเื่นี้ไปบอกคนอื่นล่ะ...”
นี่ผมถูกอัญเชิญมาเพราะพิธีแบบมั่วๆจากตำราที่ขายอยู่ตามตลาดนัดเรอะ!