ตอนที่ 34 เข้าตำรารังแกผู้อ่อนแอหวาดเกรงผู้แข็งแกร่ง
“ท่านแม่ ข้าเป็นลูกสาวท่านนะ!”
“ข้ารู้ ด้วยเหตุนั้นจึงเข้าข้างเจ้ามาตลอด เรียกเซี่ยเหมียวเหมียวมาช่วยงานบ้าน แต่ไม่ได้เรียกใช้เจ้ามาก หากมีของอร่อยหรือเรื่องสนุกข้าก็เรียกหาเจ้าก่อน หาใช่ลูกพี่ลูกน้องเจ้า สิบนิ้วยาวต่างกัน ข้าเข้าข้างลูกสาวบังเกิดเกล้าของตน กังขาที่ใด” ไป๋เพ่ยเพ่ยเอ่ย
“ทว่าเข้าข้างก็ส่วนเข้าข้าง ในเมื่อข้าชุบเลี้ยงลูกพี่ลูกน้องเจ้ามา เซี่ยเหมียวเหมียวก็คือลูกสาวข้าอีกคน บุญคุณที่เลี้ยงมาย่อมไม่ด้อยไปกว่าที่เลี้ยงเจ้า นางย่อมต้องตอบแทน หากไม่เชื่อก็ลองถามนางดูว่ากล้าไม่ตอบแทนข้าหรือไม่”
เซี่ยเหมียวเหมียวถูกกล่าวถึงโพล่งตอบ “ไม่กล้า! ข้า... เชื่อฟังท่านแม่”
“เห็นไหม ลูกพี่ลูกน้องของเจ้าพูดเอง”
ไป๋เพ่ยเพ่ยว่าสำทับ “ลูกพี่ลูกน้องเจ้ายังรู้เรื่องนี้ มีหรือเคยตัดพ้อว่าข้าเข้าข้างเจ้า ไม่เลยไม่ใช่หรือ นางยอมลงให้เจ้า เพราะรู้ว่าข้ารักเจ้ามากกว่าและเจ้าเป็นน้องสาว คนเป็นพี่สาวจึงควรยอมลงให้น้อง... ในเมื่อนางดีกับเจ้าเพียงนี้ ทำไมเจ้าถึงคิดว่าเซี่ยเหมียวเหมียวจะทำร้ายเจ้ากัน”
“ข้าไม่ได้คิดว่านางจะทำร้ายข้า เพียง...”
“คิดว่านางพูดผิดจากความจริงใช่ไหม”
เซี่ยเสี่ยวหย่าเงียบไป
ไป๋เพ่ยเพ่ยมองอึ้งก่อนเอ่ย “เจ้าทำเช่นนี้กับพี่ชายหรือไม่ พวกเขาไม่ต่อว่าเจ้าหรือ?”
“พี่ใหญ่ใจดี พี่สามปกป้องพี่รอง ข้าสู้พี่สามไม่ได้”
ไป๋เพ่ยเพ่ยเข้าใจแล้วว่ามันคือการ ‘รังแกผู้อ่อนแอหวาดเกรงผู้แข็งแกร่ง’ ข่มเหงผู้ที่สามารถกลั่นแกล้งได้
ชวนให้ทั้งขบขันและจนใจ
“เจ้าคิดอันใดอยู่ พวกเขาเป็นญาติพี่น้อง หาใช่ศัตรู เมื่อเผชิญอันตรายหรือตกที่นั่งลำบาก มีเพียงครอบครัวเท่านั้นที่พร้อมจะช่วยเหลือเจ้าโดยไม่มีเงื่อนไข เจ้ากลับไม่รักษาความสัมพันธ์ ไม่ดูแลให้ดี แล้วยังกีดกัดออกไปอีก ภายภาคหน้าหากเกิดสิ่งใดขึ้น ใครจะปกป้องเจ้าได้”
ไป๋เพ่ยเพ่ยถามเซี่ยเสี่ยวหย่า “ตอนออกไปเที่ยวเล่นข้างนอกแล้วทะเลาะกับเด็กคนอื่น ใครเป็นคนออกหน้าปกป้อง?”
เมื่อครั้งตระกูลซุนมาระรานในวันนั้น ใครเป็นคนปกป้องนาง
ดูเอาเสีย นี่คือครอบครัว
ครอบครัวที่หยิบยื่นความช่วยเหลือยามทุกข์ร้อนอย่างไร้เงื่อนไข
หากนางทำร้ายคนเหล่านี้จนอีกฝ่ายเอาใจออกหาก ต่อไปใครจะคอยปกป้องนาง
ไป๋เพ่ยเพ่ยลูบหัวลูกสาว ไม่ได้เร่งรัดเอาคำตอบในทันที เพียงต้องการให้ครุ่นคิดรอบคอบ
เป็นมนุษย์ไม่ควรหลักลอย ควรสามารถแยกแยะนอกในได้
ระหว่างบทสนทนานี้ มันสำปะหลังพลันสุกได้ที่แล้ว ไป๋เพ่ยเพ่ยจึงเริ่มทำอาหารนำหม้อมาล้าง ก่อนสั่งให้เซี่ยเหมียวเหมียวทำน้ำแกงและกับข้าวอีกอย่าง
“นึกไม่ถึงว่ามันสำปะหลังที่ดูไม่น่ากิน เมื่อต้มแล้วจะอร่อยเพียงนี้” เซี่ยเหล่าเอ้อร์เห็นก้อนขาวสะอาดตาถูกตักให้ทุกคน ก็จำได้ทันทีว่ามันคือสิ่งที่เขากับไป๋เพ่ยเพ่ยไปขุดมาจากบนเขา
หลังปอกเปลือกแล้วแช่น้ำไว้หลายวัน เขาเกือบลืมไปแล้วว่ามีติดบ้านเอาไว้
“ลองกินดูสิ มันทั้งหวานและเหนียวนุ่ม ไม่รู้ว่าเจ้าจะเคยชินหรือไม่ หากไม่ชินก็ซดน้ำแกงตาม”
“หวาน อร่อยมาก คงถูกปากเด็กที่บ้านกัน” เขาชิมแล้วรู้สึกว่ารสสัมผัสของมันสำปะหลังเหนียวนุ่มคล้ายบัวลอย คิดว่าน่าจะถูกปากทั้งผู้ใหญ่และเด็กในบ้าน
เซี่ยต้ายานั่งลง นางยังคงต้องใช้พนักพิง เก้าอี้ของนางถูกทำขึ้นเป็นพิเศษ ผูกปล้องไผ่ให้สูงเหนือหัวเป็นพนักพิง ค้ำหมอนเอาไว้ที่เอว เพื่อให้นางสามารถนั่งกินอาหารได้เหมือนกับนอนบนเตียง
เนื่องจากกึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่ โต๊ะของนางทำขึ้นเป็นพิเศษให้เตี้ยลงเพื่อให้พอดี สะดวกต่อการขยับตัวของนาง
เซี่ยเหมียวเหมียวช่วยพี่สาวปรับที่นั่ง ก่อนยกอาหารมาวางบนโต๊ะ ส่วนเซี่ยเสี่ยวหย่านั้นลงมือกินแล้ว
เมื่ออาหารเข้าปากก็อุทาน
“อร่อย! ท่านแม่ สิ่งนี้อร่อยนัก อย่างกับใส่น้ำตาลเลย อร่อยมาก พรุ่งนี้ข้าจะกินอีก”
ไป๋เพ่ยเพ่ยเอ่ย “ได้ พรุ่งนี้เราจะทำกินอีก เรามีติดบ้านไว้มากอยู่ แต่อย่ากินทุกวัน เดี๋ยวจะเบื่อเอาได้”
“ข้าไม่เบื่อ ใครจะเบื่อกินลูกอมบ้าง” เซี่ยเสี่ยวหย่าเอ่ยด้วยสีหน้าคาดหวัง “ข้าอยากกินทุกวันเลย”
เวลานี้เซี่ยต้ายากับเซี่ยเหมียวเหมียวกินแล้วเช่นกัน พวกนางทึ่งระคนประหลาดใจ
อร่อยได้เพียงนี้เชียวหรือ!
รสชาติอย่างกับเติมน้ำตาลลงไป ไม่น่าเล่าเซี่ยเสี่ยวหย่าถึงได้ถูกใจนัก แม้แต่พวกนางเองยังชอบ
น้ำตาลแพงมาก ครอบครัวพวกนางไม่มีปัญญาได้กินเลย
สองพี่น้องจำความได้ว่าตั้งแต่เด็กไม่เคยได้กินน้ำตาลสักครั้ง ทว่ากลับพึงพอใจในมันสำปะหลังชามนี้มากทีเดียว
รสชาติของมันคงไม่ต่างกับน้ำตาล!
หวานเหลือเกิน!
พวกนางอยากกินทุกวัน ต่อให้กินทุกวันก็ไม่เบื่อ
ใช่แล้ว มีใครเบื่อกินลูกอมบ้างเล่า
ไป๋เพ่ยเพ่ย “...”
ข้าเบื่อ!
ชาติก่อนข้าอยู่ในโลกที่มีอาหารการกินอุดมสมบูรณ์ สำหรับข้าแล้ว มันไม่ต่างกับขนมเผือกที่เป็นของหวานตบท้ายหลังอาหารเท่านั้น
ทว่ายามนี้กลับกลายเป็น ‘อาหารประทังชีวิต’
เทียบกับคนอื่น ๆ บนโต๊ะ ไป๋เพ่ยเพ่ยกลับกินอย่างสบายอารมณ์ หากมีหนทางอื่น นางยอมกินข้าวแกล้มผักกาดดองและเต้าหู้ หรือผักกาดดองผัดพริกดีกว่า มันยังดูเป็นอาหารมื้อหลักมากกว่า
ระหว่างย้อนนึกถึงอาหารโอชาในชาติก่อน นางกินมันสำปะหลังในขณะที่ทุกคนเร่งกินอาหารในชามจนเกือบหมดแล้ว
หลังมื้อเย็นก็ป้อนข้าวให้ลูกชายฝาแฝดของตนเองเหมือนอย่างเคย
พวกเขาถูกวางยามาหลายปี พิษสั่งสมในอวัยวะภายในไปแล้ว อาการหนักกว่าเซี่ยต้ายาเสียอีก เซี่ยต้ายายังเดินไม่ได้ ทำได้แค่นั่งและกินอาหารด้วยตนเอง แต่แค่นั้นพวกเขายังทำไม่ได้
พวกเขาพอจะลุกนั่งได้ ทว่าไป๋เพ่ยเพ่ยรู้สึกว่ามันเปลืองกำลังพวกเขามากเกินไป สู้ให้นอนพักเฉย ๆ ผ่อนดีกว่า
รอจนกว่าร่างกายจะกลับมาใช้งานได้บ้าง ค่อยปล่อยให้พวกเขาลองขยับเนื้อตัว
ลูกชายคนรองอย่างเซี่ยหมิงเสียงผู้ว่านอนสอนง่ายทนนอนเปลี้ยแบบนี้ทุกวันไม่ไหว
วันนี้เขากลับได้กินของปริศนารสหวาน
เขาคิด...
อาหารมื้อสุดท้ายหรือ
“ท่านแม่... ข้ากำลังจะตายหรือ?”
ไป๋เพ่ยเพ่ยตกใจก่อนบอก “เปล่า ทำไมถึงพูดเช่นนั้น ไม่รู้สึกว่าร่างกายฟื้นตัวขึ้นหรือ?”
นางให้เขาลองกำมือก็รู้สึกได้ว่าเขามีเรี่ยวแรงมากขึ้นไม่ใช่หรือ
เขาพยักหน้าพลางเอ่ยด้วยความสับสน “ข้ามีแรงแล้ว แต่ว่า... นี่เป็นอาหารมื้อสุดท้ายของข้าไม่ใช่หรือ?”
“อาหารมื้อสุดท้ายหรือ หมายความว่าอย่างไร?”
“มันมีรสหวานราวกับน้ำตาล แต่น้ำตาลแพงเกินกว่าครอบครัวเราจะมีปัญญากิน...” เขาได้กินน้ำตาลแบบนี้จะไม่ใช่อาหารมื้อสุดท้ายได้อย่างไร
ทันทีที่นางเข้าใจความหมายของลูกชาย อดหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก “ไม่ได้เติมน้ำตาล เป็นรสชาติของมันสำปะหลัง หลังต้มแล้วจะมีรสแบบนี้ กินง่าย ถึงจะหวานก็หวานต่างจากน้ำตาล”
เขากินอีกคำก่อนละเลียดลิ้มรส ผ่านไปครู่หนึ่งก็พลันส่ายหน้าบอก “ข้าไม่เคยกินจึงไม่รู้รสน้ำตาล”
ไป๋เพ่ยเพ่ยรู้สึกช่วยไม่ได้ “หากเจ้าไม่เคยกิน เดี๋ยวต่อไปหากเจ้าได้กินก็จะรู้ความหวานของน้ำตาลนั้นต่างจากมันสำปะหลัง ความหวานจากมันสำปะหลังเป็นธรรมชาติกว่า รสอ่อนกว่า และเข้มข้นน้อยกว่า... เหตุที่น้ำตาลเป็นน้ำตาลก็เพราะหวานกว่า เหมือนกับยาต้ม สมุนไพรสิบถ้วยต้มลงถ้วยเดียวย่อมขมกว่า เจ้าเข้าใจคำข้าหรือไม่”
เขาคิดตามแล้วเข้าใจได้
ระหว่างนั้นเขาก็ถอนหายใจ รู้สึกผิดเล็กน้อย ที่เขากับน้องชายสามเกิดมาสุขภาพไม่แข็งแรง ทำให้ครอบครัวพลอยตกต่ำไปด้วย
กระทั่งช่วงหลังมานี้เขาแทบไม่ได้รู้สึกตัวตื่น นอกจากกินและนอน พลางคิดในใจว่าเป็นเช่นนี้อาจดีกว่า