ใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มของทุกคน กลายเป็ความทรงจำที่ติดตรึงในใจของหยุนซี
แล้วเวลาก็ผ่านไปอีกวันแบบเรียบง่ายแต่อบอุ่น
ในยุคที่ข้าวยากหมากแพง คนเราจะ้าอะไรมากไปกว่าได้กินอิ่มนอนอุ่น
หยุนซียิ้มกว้างเมื่อนึกถึงสีหน้าอิ่มเอมของทุกคน จากนั้นก็ครุ่นคิดอะไรเงียบ ๆ
ตอนที่ออกไปจับปลา เธอได้ยินอาเล็กสอนให้พี่ชายทั้งสามคนหัดเขียนอักษรบนพื้นดิน ค่าเล่าเรียนในสำนักศึกษายุคนี้มีราคาแพง ด้วยฐานะทางบ้านที่ยากจน ทำให้อาเล็กต้องหยุดเรียนกลางคัน พี่ชายสามคนที่ถึงวัยต้องเล่าเรียนก็ไม่มีโอกาสได้เรียน พอคิดขึ้นมาก็รู้สึกปวดใจจนอารมณ์ดี ๆ หายวับไปในพริบตา
“อาเล็กเ้าคะ ข้าอยากเรียนหนังสือ สอนข้าได้มั้ยเ้าคะ?”
“หืมม… ทำไมเ้าถึงคิดอยากจะเรียนล่ะซีซี?”
“ข้าได้ยินอาเล็กสอนพวกพี่ชาย เลยอยากจะเรียนบ้างเ้าค่ะ”
หยุนซีเคยเห็นหนังสือหลายเล่มที่ถูกเก็บไว้เป็อย่างดีในห้องอาเล็ก เลยแอบหยิบมาเปิดอ่านลวก ๆ เป็หนังสือเล่มบางทำจากกระดาษคุณภาพต่ำ อัดแน่นไปด้วยตัวอักษรเล็กใหญ่ มองดูแล้วตาลายไปหมด
ยุคนี้หนังสือถือเป็ของมีค่าและมีราคาแพง คนที่อ่านออกเขียนได้จึงมีน้อย ท่านอาผู้นี้ก็เป็หนอนหนังสือคนหนึ่ง มักจะชอบแอบอ่านทบทวนตำราเรียนตอนที่ทุกคนไม่เห็น จะได้ไม่ทำให้ทุกคนรู้สึกผิดและเสียใจที่ไม่มีเงินส่งเสียเขาเรียนต่อ
“ท่านอาชอบเรียนหนังสือมั้ยเ้าคะ?”
“ชอบสิ เรียนหนังสือจะได้มีความรู้ เมื่อมีความรู้ก็เอามาพัฒนาได้หลายอย่าง และไม่โดนคนหลอกง่าย ๆ”
แม้ทางบ้านจะไม่มีเงินทองส่งเสียให้ร่ำเรียน แต่อาเล็กกับพี่ ๆ ก็ไม่เคยปริปากตัดพ้อต่อว่า ไม่เคยเอ่ยปากรบเร้าร้องขอไปเรียน เห็นผู้ใหญ่ในบ้านดูเหมือนเฉย ๆ แต่พวกเขากลับซ่อนความรู้สึกผิดและขมขื่นเอาไว้ในใจ ต่างคิดว่าพวกตนนั้นช่างไร้ความสามารถ
‘คงต้องรีบหาเงินส่งเด็กน้อยทั้งสามไปเข้าเรียน ก่อนอายุจะเกินเกณฑ์ และให้อาเล็กได้เรียนต่อ’
หลังจากตรึกตรอง ตอนนี้สิ่งที่จะทำให้หาเงินได้ง่ายและเร็วก็คือปลาและกุ้ง เพียงแต่คนในครอบครัวจะเห็นด้วยกับความคิดนี้หรือเปล่า เพราะมันเป็เื่ค่อนข้างยากและละเอียดอ่อนในการเปลี่ยนวิธีคิดของผู้คน
การลงมือทำเลยย่อมดีกว่าการกระตุ้นให้ทำตาม อาจจะฟังดูง่ายแต่กลับทำยาก
“ท่านปู่ ท่านพ่อ อารอง, กุ้งกับปลาอร่อยมั้ยเ้าคะ?” ตากลมโตแหงนมองพร้อมคำถาม
“อร่อยมาก” ทั้งสามคนตอบพร้อมกัน
“มันอร่อยจริง ๆ ถ้าเ้าอยากกินอีกก็พาอาเล็กไปจับเพิ่มเถอะ” ปู่หลี่ลูบหัวหลานสาวด้วยความรัก
“ใช่ ๆ พรุ่งนี้หลังเสร็จจากงานพ่อจะไปช่วยจับด้วย เอามาให้อาเล็กของเ้าทำอาหารอร่อยให้กินอีก ดีรึไม่?” จิ้งชางผู้เป็พ่ออยากเอาใจลูกสาว เผื่อจะได้เป็คนโปรดบ้าง
จิ้งเหอก็พยักหน้าหงึก ๆ เห็นด้วยเพื่อเอาใจหลานสาว
จิ้งชูยิ้มน้อย ๆ พูดเสียงอ่อนโยน “พรุ่งนี้อาเล็กจะทำอาหารอร่อยให้เ้ากินอีกเยอะ ๆ เลยนะหลานรัก”
ส่วนเด็กชายสามคนที่นั่งอยู่ข้างกันได้แต่มองด้วยความรู้สึกอิจฉา อิจฉาที่ไม่อาจเสนอตัวแข่งกับพวกผู้ใหญ่เพื่อเอาใจน้องสาวผู้เป็ที่รักได้ แต่ละคนจึงทำหน้ามุ่ย เป็ฉากขำขันประจำวันที่คุ้นเคย เพียงแต่วันนี้หยุนซีรู้สึกจิตใจห่อเหี่ยว แสบตาแน่นอกจนอยากร้องไห้ เธอชูมือขึ้นให้ปู่อุ้ม จากนั้นก็โอบแขนกอดคอปู่หลี่ไว้แน่น
“ท่านปู่ เช่นนั้นเราจับปลาจับกุ้งไปขายกันดีมั้ยเ้าคะ?” หยุนซีถามด้วยแววตาไร้เดียงสา หันหน้าไปมองคนอื่น ๆ แล้วหัวเราะคิกคัก
ส่วนผู้ใหญ่อีกสี่คนที่นั่งฟังอยู่ต่างตะลึงกันไปหมดแล้ว
จับไปขาย?
จับไปขายแล้วจะมีคนซื้อเหรอ?
ทุกคนต่างไร้คำพูด ตกอยู่ในภวังค์ความคิดของตัวเอง
…………………………………………………..
“อาเล็กทำอาหารอร่อยมากเ้าค่ะ กลิ่นอาหารก็หอมจนข้าน้ำลายไหล พอได้กินก็แทบจะกลืนลิ้นตาม อยากกินอีก” พูดไปก็เลียริมฝีปากไปด้วย ราวกับกำลังคิดถึงรสชาติที่ยังตราตรึง
ต้องสุมไฟเพิ่มแบบนี้ล่ะ ยังไงเื่นี้ก็ต้องให้ผู้ใหญ่ออกหน้า เธอยังเป็แค่เพียงเด็กน้อย
“ท่านปู่ปล่อยข้าลงเ้าค่ะ ข้าจะไปเล่นกับพวกท่านพี่”
หลังจากเท้าแตะถึงพื้น ก็ออกไปวิ่งเล่นทันที แม้จะรู้สึกเหนื่อยใจอยู่บ้างแต่ก็ยังมีความสุขดี
พวกผู้ใหญ่ที่พากันนั่งอึ้งก็เริ่มรู้สึกตัว ต่างพากันมองไปที่เด็กหญิงตัวน้อยด้วยความรู้สึกที่บอกไม่ถูก
จิ้งชูที่คิดได้เร็วกว่าใครเพื่อนเอ่ยปากออกมาเป็คนแรก “ท่านพ่อ, ท่านกลัวว่าจะขายไม่ได้ ใช่หรือไม่?”
ก่อนหน้าที่หลานสาวจะเปิดโลกทัศน์ให้รู้จักกับวิธีกินกุ้งกินปลา พวกเขาก็คงไม่รู้หรอกว่ามันกินได้จริงและอร่อยขนาดนี้ นี่ยังไม่มีเหตุผลเพียงพอให้ลองเสี่ยงดูอีกหรือ แม้จะไม่มีคนซื้อก็ยังเก็บกลับเอามากินเองได้นี่นา
ยิ่งคิดว่าอาหารที่ทำออกมามีรสชาติอร่อย ทำไมไม่ลองให้คนอื่นชิมดูล่ะ? จิ้งชูรู้สึกมั่นใจมากขึ้นว่ามันจะต้องไปได้สวย
“กุ้งกับปลาที่เราทำกินกันเองในบ้านอร่อยก็จริงอยู่ แต่คนในเมืองและคนอื่น ๆ ไม่เคยกินพวกมันมาก่อน ข้ากลัวว่าจะไม่มีคนซื้อ” ปู่หลี่ถอนใจ มีทางหาเงิน ทำไมจะไม่ยินดี เพียงแต่……
ไม่แปลกที่ปู่หลี่จะกังวล ในชนบทนี้มีใครไม่รู้จักปลากับหนอนน้ำบ้าง เพียงแต่ไม่มีใครกินมันก็เท่านั้นเอง
“ท่านพ่อ เช่นนั้นเราก็ทำอาหารให้ลองชิมก่อนสิขอรับ” จิ้งชูเข้าใจดีว่าทุกคนกังวลเื่อะไร จิ้งชางและจิ้งเหอพร้อมใจหรี่ตาลงอย่างใช้ความคิด
ถูกต้อง อาหารที่เ้าสามทำ ไม่ว่ารูป รส กลิ่น สี ล้วนไร้ที่ติ ทำให้ชิมก่อนเป็การประเดิม ได้ชิมแล้วมีหรือจะขายวัตถุดิบหลักไม่ได้
“ตกลง เช่นนั้นหลังเสร็จจากการเก็บเกี่ยว พวกเราจับปลาจับกุ้งไปขายกัน”
“เฮ้!!!” ลูกชายทั้งสามประสานเสียง ปู้หลี่ได้แต่ยิ้มแล้วส่ายหัวกับเ้าพวกไม่รู้จักโต
เริ่มมืดแล้ว เด็ก ๆ อาบน้ำแล้วเข้านอนแต่หัวค่ำ พวกผู้ใหญ่ก็เช่นกัน ต่างเข้านอนด้วยความตื่นเต้นและมีความหวัง
ภายในสามวัน ครอบครัวหลี่เร่งเก็บเกี่ยว ไถพรวนที่นาเตรียมพื้นที่ เพาะปลูกข้าวโพดให้เสร็จทันก่อนฝนฤดูร้อนจะมา คั่นเวลาก่อนจะปลูกข้าวฤดูกาลใหม่ ในขณะเดียวกันก็จับปลากับกุ้งเก็บสะสมไว้ทุกวัน รอเสร็จงานทุกอย่างแล้วจะได้เข้าเมืองเอาไปขาย
เพื่อจะจับปลาให้ได้เยอะขึ้น จิ้งชูและจิ้งเหอไปตัดไม้ไผ่ในป่าเอามาสานตะกร้าเตรียมไว้มากมายในตอนบ่าย พอเช้าตรู่ก็พากันยกโขยงไปจับปลาจับกุ้ง ใช้เวลาสองวันก็จับมาขังเตรียมไว้ขายได้มากมาย
หยุนซีตามพวกผู้ใหญ่ไปจับปลาทุกวัน แต่ระหว่างรอก็เดินเล่นสำรวจไปรอบ ๆ บริเวณนั้น จนบังเอิญเจอกอต้นหอมป่า จึงบอกพวกพี่ชายขุดจนเต็มหลายตะกร้า นอกจากนั้นยังโชคดีเจอต้นโป๊ยกั๊กอีกด้วย ‘เก็บสิจ๊ะ จะรออะไร’ เธอเก็บลูกที่หล่นใต้ต้นไปมากมาย เอาไปตากแห้งเก็บไว้เป็เครื่องเทศปรุงอาหาร
พอกลับถึงบ้านก็เอาต้นหอมออกมาล้างทำความสะอาดหนึ่งตะกร้าใหญ่ บอกให้อาเล็กทำผัดต้นหอมใส่กุ้ง และหั่นใส่น้ำแกงปลา ต้นหอมมีกลิ่นที่เป็เอกลักษณ์ พอเอามาทำกับข้าวกลิ่นเลยหอมเป็พิเศษ
ส่วนต้นหอมที่เหลือ เธอให้บรรดาพี่ชายแยกไปปลูกหลังบ้านส่วนหนึ่ง อีกส่วนล้างทำความสะอาดแล้วตากแดดแค่พอเหี่ยวเล็กน้อย เก็บใส่ไหไว้ทำต้นหอมดอง
หยิบเอากุ้งแห้งที่ตากเก็บไว้ในกระบอกมาขออาเล็กคั่วไฟอ่อน ๆ ให้จนกรอบ จากนั้นก็ขอให้หั่นกระเทียม ขิงเป็แผ่นบางเอาไปคั่วไฟอ่อน ๆ จนแห้ง โป๊ยกั๊กก็คั่วเช่นกัน
หยุนซีถามหาครก ซึ่งย่าเถียนก็ไปค้นหาจนเจอเอามาให้หลานสาว เธอใส่กุ้งแห้ง ขิง กระเทียม โป๊ยกั๊กคั่วลงไปในครก โรยเกลือลงไปคลุกเคล้าเล็กน้อย แล้วขอแรงท่านพ่อมาโขลกละเอียดให้ พอโดนโขลกพวกน้ำมันหอมในขิง กระเทียม โป๊ยกั๊กก็ะเิออกมาจนหอมฟุ้ง ได้กุ้งป่นปรุงรสมาหนึ่งชามใหญ่ เทใส่กระบอกเก็บไว้ทำอาหาร
“หอมจริง ๆ กลิ่นอะไรน่ะ หอมมาก” ตอนแรกพวกเขาคิดว่าเด็กน้อยอยากเล่นขายของ แม้จะเสียเวลาแต่ทุกคนก็ยังตามใจ
จนกระทั่งได้กินผัดปวยเล้งใส่กุ้งป่นปรุงรสมื้อเย็นเท่านั้นล่ะ ความคิดของทุกคนก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
กุ้งป่นปรุงรสมีรสชาติเข้มข้น หอมเครื่องเทศที่มีกลิ่นไหม้จาง ๆ จากการคั่ว พอเอาไปปรุงอาหารแล้วอร่อยอย่าบอกใคร
“ไม่นึกว่าเ้าหนอนน้ำนี่เอามาทำของอร่อยได้มากมาย น่าอัศจรรย์จริงเชียว” ย่าเถียนรำพึง
“ใช่ ๆ ถ้ารู้เร็วกว่านี้เราคงมีอาหารอร่อยกินทุกวันตั้งนานแล้ว” จิ้งเหอตัวตะกละเลียปากเบา ๆ
“พรุ่งนี้เรากินผัดผักใส่กุ้งป่นอีกนะขอรับ” เด็กชายสามคนพร้อมใจร้องขอ พวกผู้ใหญ่เลยหัวเราะกันครืนเพราะอยากกินเช่นกัน
ทั้งครอบครัวต่างหลงใหลในรสชาติของกุ้ง มั่นใจยิ่งขึ้นว่าพวกมันจะขายได้แน่นอน