Sol xx Mifa 4
หลายเดือนที่ผ่านมา หลังจากผ่านช่วงสอบที่แสนเหน็ดเหนื่อย ตอนนี้ฉันกลายเป็นนักศึกษาคณะเภสัชศาสตร์แล้วเรียบร้อย กว่าจะสอบได้ก็ยากอยู่ไม่น้อย เพราะก่อนสอบฉันทั้งอ่านทั้งติวเพิ่มในเรื่องที่อ่านไม่ทัน นับว่าโชคดีไม่น้อยที่ฉันสอบได้ ส่วนเพื่อน ๆ ก็สอบเข้าคณะที่ตัวเองสนใจได้ดังที่หวังอ้อ ยกเว้นแฟงที่กลับไปเรียนที่ประเทศจีนพร้อมกับครอบครัวที่ย้ายไปอยู่ที่นั่น ตั้งแต่ที่เพื่อนบินไปจีนเราก็คุยกันเรื่อย ๆ เนื่องจากช่วงเวลาไม่ได้ต่างกันมากเท่าไหร่ ส่วนมิลสอบเข้าคณะอักษรศาสตร์ได้ เหนือ มาร์ช เข้าคณะวิศวะ ส่วนริคและซอลเขาเข้าคณะนิเทศ เหมือนเพื่อนจะเข้าเรียนที่มหาลัยเดียวกับฉันหมดเลยนะ แต่ถึงแม้จะเรียนที่มหาลัยเดียวกันแต่เราไม่เคยจะเจอกันเลยเพราะเรียนไม่ตรงกันพร้อมทั้งยังมีกิจกรรมหลายๆ อย่างในช่วงนี้ เราผ่านช่วงรับน้องมาได้อย่างยากลำบาก แต่ดีหน่อยที่คณะฉันไม่ได้รับน้องหนักเหมือนกับคณะวิศวกรรมศาสตร์
“ฟา งานกลุ่มเอาไงดี” เข็ม เพื่อนใหม่ถามฉันพร้อมกับยื่นมือมารวบผมฉันเล่น ฉันมีเพื่อนใหม่ที่คณะสามคนที่จับกลุ่มเล่นและคุยกันคือ เข็ม คนที่เพิ่งถามฉันเกี่ยวกับงานกลุ่มเมื่อสักครู่ นอกจากนี้ก็มีสร สาวงามจากเมืองภูเก็ต ส่วนอีกคนชื่อเพลิง หนุ่มหล่อแฟนคุณหมอ อิอิ ฉันเคยเห็นเพลิงไปเที่ยวกับคุณหมอแล้วน่ารักมากเลยนะ อ้อ ทั้งสองเป็นผู้ชายนะคะ ฉันน่ะไม่ได้คิดมากเรื่องเพศหรืออะไรอยู่แล้วความรักมันห้ามกันได้ที่ไหนล่ะใช่ไหม ดังนั้นถ้ารักแล้วก็จงรักษาความรักนั้นไว้ให้ดี ๆ ก็พอ
“อ้าว เงียบเฉย” สรหลุดขำ ฉันจึงได้สติรีบตอบเพื่อน
“อ้อ ขอโทษ ๆ จับคู่ใช่ไหมล่ะ”
“ใช่ คือเราอยากจะขอคู่กับเข็มได้ไหม พอดีว่าแฟนเราขี้หึงมากเลยอะ ถ้ารู้ว่าคู่เพลิงมีหวังบินมาหาเราแน่ ๆ ” สรเล่าพร้อมกับทำท่าทางหวาดกลัว
“ฮา ๆ ๆ ได้สิ เพลิงโอเคหรือเปล่า”
“โอเค ไม่มีปัญหา งั้นหัวข้อเราจะทักบอกในไลน์ละกันนะ” เพลิงหันกลับมาบอกฉันเมื่อเราตกลงแบ่งคู่กันเสร็จ
“ได้เลย แล้วนี่จะไปไหนกันต่อ” ฉันถามสรเมื่อเห็นว่าเพื่อนกำลังรีบเก็บของใส่กระเป๋าสะพายใบสวย
“ว่าจะกลับเลยอะ อยากนอน แกไม่ง่วงเหรอเรียนตั้งแต่แปดโมงแล้วนะ” สรเบิกตาโพรงมองฉันอย่างตกใจ จะว่าง่วงก็ง่วงนะ แต่ฉันก็ไม่อยากกลับไปนอนอะ พรุ่งนี้ก็หยุดแล้วไหนจะมะรืนอีก รอนอนครั้งเดียวคืนนี้ดีกว่า
“ก็ง่วงแต่ยังไม่อยากกลับ”
“รับบทคนเหงาแล้วหนึ่ง” เข็มแซวพร้อมกับรอยยิ้มขำ
“แต่ว่าวันนี้นัดกับแฟนไว้แล้วอะ คือถ้าไม่ถือไปดูหนังด้วยกันก็ได้นะ” เข็มชวนน้ำเสียงจริงจัง ถึงจะอย่างนั้นก็เถอะ ฉันไม่กล้าไปหรอกนะ เพื่อนไปเดทกับแฟนจะให้ฉันไปได้ยังไงกัน
“ไม่เป็นไรหรอกน่า เอาไว้ว่าง ๆ เราค่อยไปเที่ยวด้วยกันได้ไหม” ท้ายประโยคเอ่ยบอกเพื่อนติดจะอ้อน ๆ ไปในที
“ได้สิ ได้อยู่แล้ว จะไปวันไหนบอกเลยนะ” เพื่อน ๆ ฉันต่างตอบรับด้วยท่าทีแข็งขัน จากนั้นไม่นานเพื่อนก็แยกย้ายกันกลับ ส่วนฉันก็เดินไปที่ลานจอดรถที่จอดรถไว้ตั้งแต่เมื่อเช้า ฉันขึ้นรถมาได้ยังไม่ทันจะได้เคลื่อนรถโทรศัพท์ก็มีสายเรียกเข้าจากคนที่เรียนคณะนิเทศ ที่พักหลังขยันโทรหาฉันเหลือเกิน
“ว่าไง”
(เรียนเสร็จแล้วไปดูหนังกันนะ) ปลายสายเอ่ยชวน
“ว่างเหรอ?” ฉันถามกลับ
(ว่าง อีกครึ่งชั่วโมงจะออกจากคณะแล้วให้ไปรับไหม)
“ไม่เป็นไร เจอกันที่ห้างเลยก็ได้ ให้ซื้อตั๋วไว้เลยไหม” ฉันเอ่ยถาม อย่างน้อยก็ยังดีที่ไม่ต้องกลับไปนั่งเหงา ๆ อยู่ห้อง จะกลับบ้านพ่อก็ไปทำงานแม่ก็มีงาน ส่วนพี่ชายกลับไปทำงานกันแล้ว ฉันไม่ติดต่อกับซอลเลยตั้งแต่เกิดเรื่องจนถึงตอนนี้เข้ามหาวิทยาลัยเดียวกันเขามีมาทานข้าวด้วยบ้าง นี่คงจะเป็นครั้งแรกที่เราจะได้ไปดูหนังด้วยกันในรอบเกือบหนึ่งปี
(ซื้อเลย เจอกันนะ)
“อื้อ เจอกัน” ซอลวางสายไปพร้อมกับหัวใจฉันที่เต้นตึกตัก นี่คงเป็นครั้งแรกหลังจากที่ฉันตีตัวห่างจากเขา ครั้งแรกในเกือบรอบปี ที่เราจะได้ไปดูหนังด้วยกัน ฉันน่ะพยายามลดความสนิทกับเขาลงมากแล้วภายนอกอาจจะเหมือนเพื่อนทั่วไป แต่หัวใจฉันยังคิดเกินเลยกับเขาไม่มีเปลี่ยน ท่าทีที่ฉันแสดงออกทั้งก่อนและหลังเกิดเรื่อง ฉันไม่รู้เลยว่าเพื่อนในกลุ่มคนอื่นจะมองออกหรือเปล่าหรือซอลจะรู้หรือเปล่าว่าฉันคิดอะไรกับเขาเกินจากคำว่าเพื่อน
18.50 น.
เกือบหนึ่งชั่วโมงคนชวนมาดูหนังยังมาไม่ถึงโรงหนังสักที ดีที่ว่าฉันจองรอบสองทุ่ม ตั้งใจจะชวนเขากินมื้อเย็นก่อนเข้าไปดูหนัง ฉันทั้งโทรหาและไลน์หาแต่เขาก็ยังไม่ตอบข้อความกลับมาหรือรับสายฉันเลยสักสาย มือกดโทรหาซอลขาก็ก้าวเดินมองหาร้านอาหารเพื่อฝากท้องเป็นมื้อเย็น ถ้าหากเขารับสายฉันจะได้ถามเขาด้วยเลยว่าเขาจะกินอะไรไหมจะได้สั่งไว้ให้ เดินวนดูอยู่นานฉันจึงตัดสินใจเลือกร้านอาหารญี่ปุ่นที่คนไม่ค่อยเยอะเท่าไหร่ เมื่อเข้าไปนั่งก็สั่งเมนูของตัวเองไปก่อน แต่รออยู่นานซอลก็ไม่ยอมรับสายเสียที จนฉันเริ่มกังวลว่าเขาเป็นอะไรหรือเปล่าทำไมไม่ยอมรับสายแบบนี้ ด้วยความเป็นห่วงฉันส่งข้อความเข้าไปในไลน์กลุ่มถามเพื่อน ๆ ว่ามีใครเจอซอลไหมเพราะฉันติดต่อเขาไม่ได้ แต่เพื่อนก็บอกว่าไม่เจอเลยตั้งแต่เมื่อวาน
“เป็นอะไรกันแน่ทำไมไม่รับสายกันเลยนะ” ฉันพึมพำกับตัวเองด้วยน้ำเสียงเป็นกังวล รับสายหน่อยนะซอลเราเป็นห่วง....
(ฮันโหล...) เสียงคุ้นเคยดังขึ้นเมื่อฉันกดโทรออกครั้งล่าสุด ใจที่เคยร้อนรุ่มด้วยความเป็นห่วงตอนนี้ทุเลาลงไปมาก
“อยู่ไหนแล้ว”
(ขอโทษนะ วันนี้ไปไม่ได้แล้วมีนัดคุยงานกับอาจารย์) คุยงานกับอาจารย์?
“งั้นเหรอ?” ฉันอยากจะเชื่อ อยากเชื่อว่าเขาคุยงานกับอาจารย์อย่างที่เขาบอกจริง ๆ ถ้าสายตาฉันไม่บังเอิญเจอร่างสูง ๆ ในชุดนักศึกษาเดินอยู่กับผู้หญิงคนหนึ่งด้วยท่าทีสนิทสนมกันแบบนั้น มือทั้งสองจับกันอย่างแนบแน่น แล้วเพื่อนอย่างฉันจะทำอะไรได้ล่ะถ้าเขาบอกว่าคุยงานกับอาจารย์
(อือ ยังไม่ได้ซื้อตั๋วใช่ไหม)
“...” แล้วฉันควรจะตอบยังไงดีล่ะ
(เราต้องวางแล้วนะ แค่นี้ก่อน...)
ไม่ต้องวาง ฉันวางเองได้!!!
=====
ก็อยากจะให้ทุกคนคิดถึงเรา โดยการไม่อัพนิยาย แต่ความจริงน่ะ เขียนไม่ได้สมองตัน5555555
เอาละทุกคน เรื่องราวมันจะเริ่มจากตอนนี้!!
start!!