หลายวันต่อมา... ฉิวหลง ฉิวฟง และชิงหยางเดินทางมายังลานฝึกยุทธ์ใต้ต้นไม้ใหญ่เช่นเคย ทว่าคราวนี้บรรยากาศการฝึกกลับเปลี่ยนไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง
เนื่องเพราะหลายวันก่อนหน้านั้น ชิงหยางก็สามารถผสานรวมกับจิตกระบี่ของตนได้สำเร็จแล้ว!
ในห้วงจิตของชิงหยาง... ร่างจิตจำลองของเขาควบแน่นจนสมบูรณ์แบบไม่ต่างจากร่างจริง ทันใดนั้น กระบี่เล่มน้อยสีแดงฉานพลันสั่นสะท้านอย่างเกรี้ยวกราด แผ่พุ่งรัศมีพลังทำลายล้างมหาศาล แล้วพุ่งวาบเข้าสู่กลางหน้าผากของร่างจิตชิงหยางทันที ราวกับมันได้พบเจอพันธนาการและที่อยู่ที่แท้จริง!
ชิงหยางหลับตาลงอย่างสงบนิ่ง ค่อยๆ ซึมซับและผสานรวมกับจิตกระบี่สีแดงอย่างช้าๆ จนกระทั่งกลิ่นอายทำลายล้างอันบ้าคลั่งถูกสยบและกลืนกินจนหมดสิ้น บนหน้าผากของร่างจิตปรากฏรอยสักรูปกระบี่สีแดงเล่มจิ๋วเปล่งแสงวูบวาบ ก่อนที่เขาจะถอนจิตกลับคืนสู่โลกจริง
เมื่อฉิวหลงและฉิวฟงทราบข่าว ต่างก็แสดงความยินดีและเฉลิมฉลองให้อย่างมีความสุข
ณ ลานฝึก... ฉิวหลงยืนจ้องมองเด็กหนุ่มทั้งสองด้วยสายตาสุขุมและล้ำลึก
“เวลาผ่านไปหนึ่งปีเต็มแล้ว... ในที่สุดพวกเ้าทั้งสองก็ผสานจิตกระบี่ได้สำเร็จ นับเป็จุดเริ่มต้นบนเส้นทางจอมยุทธ์อย่างแท้จริง เคล็ดวิชาฝึกจิตที่ข้าให้ไป จงหมั่นฝึกฝนอย่าได้ละเลยเป็อันขาด หากพวกเ้าขยันหมั่นเพียรมากกว่าผู้อื่น ปราณจิตกระบี่ของพวกเ้าจะเข้มแข็งและเหนือกว่าจอมยุทธ์ในระดับเดียวกันอย่างเทียบไม่ติด”
ฉิวหลงเว้นจังหวะเล็กน้อยก่อนเอ่ยต่อ “ทว่านอกจากจิตกระบี่แล้ว สิ่งสำคัญที่ไม่แพ้กันคือ ‘วิชากระบี่’ วิชากระบี่จะทรงอานุภาพสูงสุดก็ต่อเมื่อถูกใช้ออกคู่กับจิตกระบี่ที่สอดคล้องกันเท่านั้น... และในมือของข้าบัดนี้ มีคัมภีร์วิชากระบี่สองเล่ม พร้อมด้วยคัมภีร์วิชาเคลื่อนไหวอีกหนึ่งเล่มที่จะมอบให้พวกเ้า”
ฉิวหลงชูคัมภีร์ในมือขึ้นทีละเล่ม
“เล่มปกสีขาวนี้ มีนามว่า ‘กระบี่แปรผันไร้สิ้นสุด’ เหมาะสำหรับผู้ที่มีจุดเด่นด้านความเร็วและความคล่องตัว ซึ่งลูกฟงเหมาะสมที่สุด หากฝึกฝนจนบรรลุขั้นธรรมชาติ เ้าจะสามารถรับมือและพลิกแพลงตามสถานการณ์ได้ทุกรูปแบบ แม้ถูกศัตรูจำนวนมากโอบล้อม ก็สามารถออกกระบี่เบิกทางฝ่าวงล้อมออกมาได้อย่างง่ายดาย”
“ส่วนคัมภีร์ปกสีแดงเล่มนี้ มีนามว่า ‘กระบี่ดัชนีดารา’ เหมาะสำหรับผู้ที่มีพลังทำลายล้างรุนแรง ชิงหยางเหมาะกับวิชานี้ยิ่งนัก หากฝึกจนบรรลุขั้นธรรมชาติ ปราณกระบี่ของเ้าจะแหลมคมจนสามารถเจาะทะลุสิ่งกำบังที่แข็งแกร่งที่สุดในโลกได้ ทว่าวิชานี้จำเป็ต้องมีร่างกายที่แข็งแกร่งมหาศาลเพื่อรองรับปราณอันบ้าคลั่งนี้ด้วย”
“และสุดท้าย... วิชาเคลื่อนไหวที่พวกเ้าต้องฝึกร่วมกันคือ ‘วิชาเคลื่อนย้ายไร้เงา’ มีทั้งหมดห้ากระบวนท่า หากบรรลุกระบวนท่าสุดท้าย เวลาเคลื่อนไหวจะไร้ซึ่งสำเนียงเสียง ประดุจล่องหนหายตัวไปในอากาศ!”
ฉิวหลงยิ้มเล็กน้อย “วิชาทั้งสามเล่มนี้แม้จะเป็เพียงวิชาพื้นฐานสำหรับจอมยุทธ์เริ่มต้น แต่หากพวกเ้าฝึกฝนจนบรรลุขั้นเชี่ยวชาญ อานุภาพของมันจะก้าวล้ำเทียบเท่ากับวิชาชั้นสูงในยุทธภพเลยทีเดียว!... ข้าจะให้เวลาพวกเ้าฝึกฝนวิชากระบี่ประจำตัวเป็เวลาหนึ่งปี และต้องบรรลุถึงขั้นเชี่ยวชาญให้ได้ จากนั้นในปีถัดไป ข้าจะเริ่มสอนวิชาเคลื่อนย้ายไร้เงาควบคู่กันไป เพื่อดึงศักยภาพสูงสุดของพวกเ้าออกมา!”
เด็กหนุ่มทั้งสองรับคัมภีร์วิชาด้วยความตื่นเต้น แล้วแยกย้ายไปนั่งอ่านทำความเข้าใจกระบวนท่าอย่างตั้งใจ
ขณะที่ฉิวฟงกำลังเพ่งสมาธิอ่านคัมภีร์ 'กระบี่แปรผันไร้สิ้นสุด' อยู่นั้น...
วูบบบบ!
ในห้วงจิตของฉิวฟงพลันปรากฏร่างจิตขนาดเล็กกำลังกวัดแกว่งกระบี่ร่ายรำอย่างไหลลื่น ท่วงท่ารวดเร็วและเชี่ยวชาญประดุจฝึกฝนมานับสิบปี! ร่างจิตนั้นร่ายรำกระบวนท่ากระบี่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า จากช้าไปเร็ว... จากเร็วไปจนเกิดเป็ภาพเงาซ้อนทับกันกลางอากาศ!
วนเวียนเช่นนั้นจนกระทั่งครบเจ็ดรอบ... ร่างจิตถือกระบี่ก็สลายหายไป
วูบ!
ฉิวฟงได้สติคืนมา ค่อยๆ ปิดคัมภีร์ลงแล้วพึมพำกับตัวเองด้วยความทึ่ง “ข้าเข้าใจวิชากระบี่นี้แล้ว... ร่างจิตของข้าร่ายรำกระบวนท่าจนข้าจำมันได้ขึ้นใจทั้งหมดแล้ว!”
เด็กหนุ่มลุกขึ้นวิ่งไปหาผู้เป็พ่อทันที “ท่านพ่อขอรับ! ข้าเข้าใจกระบวนท่าในวิชานี้ทั้งหมดแล้วขอรับ!”
ฉิวหลงถึงกับเบิ่งตาโตด้วยความใ “น่ะ... นี่เ้าเข้าใจวิชากระบี่เล่มนี้แล้วอย่างนั้นหรือ?!”
เมื่อเห็นลูกชายพยักหน้ายืนยัน ฉิวหลงจึงตั้งสติแล้วเอ่ยขึ้น “เช่นนั้นเ้าลองแสดงให้พ่อดูหน่อยว่า เ้าเข้าใจถึงระดับใด”
ฉิวฟงยิ้มสดใส “ข้าอยากฝึกเหมือนที่ผ่านมาขอรับ! ท่านพ่อช่วยใช้ลมปราณบังคับใบไม้ให้เคลื่อนที่เร็วและทิศทางผันผวนกว่าเดิมด้วยขอรับ”
ฉิวหลงพยักหน้ารับคำ เดินไปยืนประจำตำแหน่ง โคจรลมปราณสีฟ้าครามเข้มข้นมาไว้ที่ฝ่ามือแล้วสะบัดใส่ต้นพฤกษาศิลาทันที!
ปัง!
ต้นไม้สั่นะเื ใบไม้นับร้อยร่วงกรูลงมา ทันใดนั้นกลุ่มใบไม้ประมาณยี่สิบใบกลับหมุนเวียนเปลี่ยนทิศทางไปมากลางอากาศด้วยความเร็วสูงอย่างฉับพลัน!
ฉิวฟงยืนนิ่ง หลับตาลงทำจิตให้สงบ... เพียงชั่วครู่เขาก็ลืมตาขึ้น ั์ตาทอประกายสีม่วงวูบวาบ!
“กระบวนท่าที่หนึ่ง... แปรผันไร้เสียง!”
ฟุบ! ฟั่บ! ฟั่บ! ฟั่บ!
ออร่าสีม่วงจางๆ แผ่พุ่งครอบคลุมทั่วร่าง ฉิวฟงเคลื่อนไหวด้วยความเร็วอันน่าเหลือเชื่อ ร่างของเขาพลิ้วไหวจนเกิดเป็ภาพเงาซ้อนทับกันประดุจมีร่างแยกสามร่างปรากฏขึ้นพร้อมกันในพริบตา!
ชิงหยางที่ยืนดูอยู่ถึงกับอ้าปากค้าง ตะกุกตะกักด้วยความตกตะลึง “ททำไมข้าถึงเห็นน้องฟงแยกร่างเป็สามคนได้กัน?! นี่เขาเร็วถึงขนาดนี้แล้วหรือเนี่ย!”
ฟึ่บ!
ฉิวฟงวาดกระบี่ตัดผ่านใบไม้ที่เคลื่อนไหวผันผวนได้อย่างแม่นยำทุกใบ ก่อนจะทะยานตัวกลับมายืนที่เดิมอย่างมั่นคง แม้ใบหน้าจะเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อและมีอาการหอบเหนื่อยอย่างเห็นได้ชัด แต่ั์ตากลับฉายแววปิติยินดีมหาศาล
ฉิวหลงเดินเข้ามายื่นเต้าเต้าหน้าน้ำให้ลูกชาย “แค่ใช้ออกครั้งแรก เ้าก็ทำได้ดีถึงเพียงนี้ สามารถเคลื่อนไหวจนเกิดภาพเงาแยกได้ถึงสามร่าง ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างงดงาม! แต่หากเ้าฝึกฝนจนบรรลุขั้นสูงสุด วิชานี้จะสามารถสร้างภาพเงาแยกได้มากถึงเก้าเงาร่างเลยทีเดียว!”
ชิงหยางเดินเข้ามาเสริมด้วยความเลื่อมใส “ใช้ออกครั้งแรกยังทรงพลังถึงเพียงนี้ หากบรรลุขั้นสูงสุด เ้าต้องกลายเป็เซียนกระบี่แน่นอน น้องฟง!”
ฉิวฟงยิ้มรับ “ขอบคุณพี่หยาง... แต่ข้ายังต้องฝึกอีกมากขอรับ การใช้เมื่อครู่นี้ข้ายังควบคุมปราณกระบี่ได้ไม่ดีพอ ตอนนี้ลมปราณในร่างข้าแทบจะแห้งเหือดไปหมดแล้ว... ท่านพ่อพอจะมีวิธีแก้ไขหรือไม่ขอรับ?”
ฉิวหลงพยักหน้าอธิบาย “นี่เป็เื่ปกติที่จอมยุทธ์หน้าใหม่ทุกคนต้องเจอ การควบคุมและบริหารปราณในร่างให้ใช้ออกได้อย่างต่อเนื่อง ต้องอาศัยความสัมพันธ์ระหว่าง เคล็ดวิชา จิตกระบี่ และความแข็งแกร่งของร่างกาย ทุกอย่างต้องสอดประสานกัน... เคล็ดวิชาที่ข้ามอบให้พวกเ้านั้นดีที่สุดแล้ว ห้ามเปลี่ยนเป็อันขาด! เข้าใจหรือไม่?”
“เข้าใจขอรับ!” เด็กหนุ่มทั้งสองรับคำพร้อมกัน
“การที่พวกเ้าปราณหมดเร็วในตอนนี้ เป็เพราะอายุยังน้อย และเส้นชีพจรปราณยังไม่ขยายใหญ่พอจะรองรับปริมาณลมปราณมหาศาลได้ ดังนั้นจงขยันฝึกฝนเคี่ยวกรำร่างกายและหมั่นโคจรลมปราณ เพื่อขยายเส้นชีพจรให้กว้างใหญ่ขึ้น!”
เจ็ดวันต่อมา...
ฝั่งชิงหยางเริ่มทำความเข้าใจในคัมภีร์ 'กระบี่ดัชนีดารา' ได้สำเร็จ เขาจึงขอฉิวหลงทดสอบใช้ออกดูบ้าง
ฉิวหลงชี้มือไปที่ก้อนหินใหญ่ขนาดเท่าอ่างต้มสมุนไพร “เ้าจงใช้กระบวนท่าแรกแทงเข้าที่ก้อนหินก้อนนี้... ต้องแทงให้ลึกมากกว่าสามนิ้วให้ได้!”
ชิงหยางพยักหน้ารับคำ ก้าวไปยืนห่างจากก้อนหินสามก้าว ยกกระบี่ไม้ขึ้นชี้ตรงไปข้างหน้า ั์ตาทอประกายสีแดงฉาน!
“กระบวนท่าที่หนึ่ง... ดัชนีสามกระบี่!”
ครืนนน!
ปราณกระบี่สีแดงเข้มพุ่งทะลักออกจากร่างชิงหยาง ไหลหลั่งเข้าสู่กระบี่ไม้จนส่องแสงแดงชาด ทันใดนั้น เงากระบี่ปราณสีแดงขนาดเล็กอีกสองเล่มพลันควบแน่นและลอยเด่นอยู่ข้างกระบี่ไม้!
“ย่าห์!”
เปรี้ยง! ปัง! ปัง! ปัง!
ชิงหยางทะยานตัวแทงกระบี่ไม้ออกไป เสียงกระแทกดังสนั่นหวั่นไหวติดต่อกันสามครั้งซ้อน!
เมื่อถอนกระบี่กลับคืน... บนก้อนหินปรากฏรอยแทงลึกเป็รูสามจุด ทว่าความลึกกลับมีเพียงครึ่งนิ้วเท่านั้น ชิงหยางถอนหายใจยาวอย่างท้อแท้ “เห้อ... ข้าทุ่มใช้ปราณกระบี่จนหมดตัว แต่กลับแทงได้ลึกเพียงครึ่งนิ้วเองหรือนี่...”
ฉิวหลงเดินเข้ามาตบไหล่ปลอบ “ใช้ออกครั้งแรกก็สามารถแยกปราณกระบี่เป็กระบี่เงาได้ถึงสองเล่ม ก็นับว่าประสบความสำเร็จมากแล้ว! เ้ามาถูกทางแล้วชิงหยาง จงขยันฝึกฝนต่อไป”
“ข้าเข้าใจแล้วขอรับท่านน้า นี่เป็เพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น ข้าจะต้องแข็งแกร่งขึ้นกว่านี้ให้ได้!”
“คิดได้เช่นนั้นก็ดีแล้ว... ตอนนี้นั่งลงทำสมาธิ โคจรเคล็ดวิชาเปลี่ยนลมปราณธรรมชาติให้กลายเป็ปราณกระบี่ไหลเวียนไปตามเส้นชีพจรเสีย การทำเช่นนี้จะช่วยทะลวงและขยายเส้นชีพจรปราณของเ้าให้กว้างขึ้น ครั้งต่อไปจะได้ไม่เหนื่อยง่ายเช่นนี้อีก”
ชิงหยางพยักหน้ารับ แล้วนั่งลงขัดสมาธิโคจรลมปราณทันที ผ่านไปหนึ่งชั่วโมงเขาก็ลุกขึ้นมาฝึกแทงก้อนหินซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างไม่รู้เหน็ดเหนื่อย
เวลาผ่านไปอีก 1 เดือน...
พัฒนาการของทั้งคู่ก้าวหน้าขึ้นอย่างมหาศาล! ฉิวฟงสามารถใช้วิชาแปรผันไร้เสียงกระบวนท่าที่หนึ่งได้ถึง ขั้นเชี่ยวชาญ ส่วนชิงหยางก็สามารถใช้วิชาดัชนีสามกระบี่ได้ถึง ขั้นเข้าใจระดับสูง สามารถแทงหินใหญ่จนทะลวงลึกขึ้นเรื่อยๆ
ฉิวหลงยืนมองภาพเด็กหนุ่มทั้งสองที่กำลังฝึกยุทธ์ด้วยความมุ่งมั่นและลุ่มหลง ใบหน้าที่เคยเรียบเฉยพลันปรากฏรอยยิ้มแห่งความภาคภูมิใจอยู่ลึกๆ
เขาชูกำปั้นขึ้นแน่น พลางพึมพำกับตัวเองด้วยน้ำเสียงดุดันและแฝงไปด้วยจิตแค้นล้ำลึก...
‘อีกห้าปีข้างหน้า... ข้าจะพาพวกเ้าทั้งสองคนกลับไปที่ สำนักกระบี่ะ เพื่อกอบกู้สำนักของเราให้กลับคืนสู่อันดับหนึ่งในอาณาจักรนภา์แห่งนี้ให้ได้! และข้าจะต้องลากตัวคนบงการที่บีบบังคับให้ข้าต้องหนีซมซานออกจากสำนักมาลงโทษให้จงได้... พวกเ้า จงล้างคอรอข้าไว้เถอะ!’
ฉิวหลงค่อยๆ คลายกำปั้นออก ปรับสีหน้าให้กลับมาเรียบเฉยดังเดิมเพื่อไม่ให้เด็กทั้งสองสังเกตเห็นความผิดปกติ ก่อนจะเอ่ยเรียกทั้งคู่ให้เตรียมตัวกลับบ้าน...