ซ่งิเจิงโดนงานรัดตัวั้แ่เช้ากระทั่งอาหารเช้ายังไม่ได้รับประทาน ก็ต้องรีบคุมตัวคนไปเข้าเฝ้าเซวียนเหวินฮ่องเต้
ตอนที่จ้าวอวี้หร่านได้ยินเสียงเคลื่อนไหวของเขาก่อนออกไป นางกำลังดื่มน้ำเต้าหู้ร้อนๆ ไอความร้อนลอยขึ้นจนบดบังดวงตา ทว่าไม่อาจปิดซ่อนสายตาอันแหลมคมที่สะท้อนออกมาจากเบื้องลึกได้
ไม่ว่าอย่างไรนางจะต้องกอบโกยผลประโยชน์จากเื่นี้ให้ได้
เซวียนเหวินฮ่องเต้ซึ่งกำลังเสวยพระกระยาหารเช้าอยู่พระองค์เพิ่งดื่มโจ๊กร้อนๆ ได้เพียงสองคำก็ถูกขัดจังหวะจากโอรสองค์โตที่ร้องไห้คร่ำครวญด้วยความรู้สึกผิด เพิ่งซักถามได้ไม่กี่ประโยค ซ่งิเจิงที่รอเรียกอยู่ด้านนอกเอ่ยขึ้นมาว่าได้ข้อสรุปเื่องค์รัชทายาทตกจากหลังม้าแล้ว
องค์ชายใหญ่คุกเข่าลงกับพื้นก่อนหน้านี้ที่แสร้งร้องห่มร้องไห้ ยามนี้ดวงตาทั้งสองพลันแดงก่ำขึ้นมาจริงๆ เขาลอบขบกรามจนกระดูกแทบแหลก
เซวียนเหวินฮ่องเต้เห็นว่าครั้งนี้มีสองคนรีบร้อนมารายงานเื่องค์รัชทายาทตกหลังม้าั์ตาลึกล้ำยากหยั่งถึง พลางประกาศให้ซ่งิเจิงเข้ามา
ซ่งิเจิงเป็คนที่จัดการเื่ต่างๆ ได้คล่องแคล่วว่องไวเพียงแค่ไม่กี่คำก็เล่าว่าสืบเื่ความใกล้ชิดอันเกินควรของผู้ต้องสงสัยกับนักโทษที่ถูกตัดคอก่อนหน้านี้ได้อย่างไร รวมถึงคำสารภาพระหว่างการไต่สวน และค้นเจอเมล็ดสลอดที่เหลือถูกซ่อนใต้กระโจมขององค์ชายใหญ่ตามคำให้การของผู้กระทำความผิด
เมื่อองค์ชายใหญ่ได้ยินเช่นนั้นสีหน้าพลันเขียวคล้ำ ‘เ้าซ่งิเจิงงัดเอาพยานและหลักฐานออกมาได้จริงๆ’
“เสด็จพ่อลูกโดนใส่ร้ายพ่ะย่ะค่ะ คนผู้นี้ก็เป็คนที่กรมวังส่งมา ไม่ใช่คนที่ลูกพามาเขตล่าสัตว์แน่นอนเขาโดนจับั้แ่เช้า ลูกไม่อาจสงบใจได้ จึงให้คนไปสืบประวัติของเขา ถึงพบว่าเขาเคยทำงานรับใช้ในวังของฮองเฮาพ่ะย่ะค่ะ!”
“บังอาจ!”
เมื่อเซวียนเหวินฮ่องเต้ได้ยินเขาร่ำร้องว่าโดนใส่ร้ายอย่างไม่เป็ธรรมซ้ำยังสืบไปถึงฮองเฮาอีก พระองค์จึงะเิโทสะออกมาอย่างระงับไม่อยู่
เขาเข้าใจแจ่มแจ้งว่าโอรสองค์โต้าจะสื่อถึงอะไร จะบอกว่ามีคนจัดฉากอยู่เื้ัอย่างนั้นสินะ
สืบสาวไปถึงฮองเฮานั่นไม่เท่ากับว่าเ้าสามก็มีส่วนเกี่ยวข้องด้วยหรือ แต่ตอนนี้เ้าสามอยู่ในเมืองหลวงซึ่งห่างไกลออกไปนี่!
เซวียนเหวินฮ่องเต้บริภาษออกไปอย่างรุนแรงจนทรวงอกได้รับการกระทบกระเทือนรู้สึกเจ็บแปลบขึ้นมา
พระองค์ทรงอดกลั้นสุดความสามารถ ไม่ยอมเผยอาการต่อหน้าโอรสตน มือข้างหนึ่งแอบจิกขอบโต๊ะ เอ่ยเสียงขรึม“เ้าใหญ่ เ้ากลับไปก่อน เอาของทิ้งไว้ที่นี่”
องค์ชายใหญ่ลุกลี้ลุกลนคิดอยากจะพูดต่อแต่ก็โดนสายตาอันเยือกเย็นของฮ่องเต้บีบบังคับให้ต้องถอย เขาหวาดกลัวจับใจ จึงรีบก้มหัวคำนับแล้วจากไปทันที
เมื่อเขาออกไปแล้วซ่งิเจิงก็รินน้ำถวายฮ่องเต้ด้วยความกังวล “ฝ่าา ทรงระงับโทสะเถิดพ่ะย่ะค่ะ”
“ิเจิงในสายตาของพวกเขายังเห็นข้าเป็พ่ออยู่หรือไม่ หากเ้าใหญ่ไม่ได้มีใจคิดร้ายเขาคงหาหลักฐานได้ทันทีที่เกิดเื่ ฉะนั้นเขาต้องรู้อยู่เต็มอกว่าตนเองถูกโยนความผิดถึงได้ทำเื่แบบนี้ออกมา! ถึงกับสืบไปถึงเ้าสาม…”
“ฝ่าาเื่ขององค์ชายสามยังไม่อาจพูดได้แน่ชัดพ่ะย่ะค่ะ”
ซ่งิเจิงพูดต่อประโยคนั้นเซวียนเหวินฮ่องเต้จับแขนเขาเอาไว้มั่น “เ้าสามมีความสามารถ เขาทำเื่เช่นนี้ได้แน่ ก่อนหน้านี้ที่รัชทายาทได้รับความไม่เป็ธรรมก็อดกลั้นไม่ยอมแสดงท่าที แต่เพราะทนไม่ไหวแล้วจริงๆ ถึงได้เปิดโปงว่าฮองเฮาเป็ผู้บงการ รัชทายาทเองคงหมดหนทางเช่นกัน
“รัชทายาทคอยแบกรับความรู้สึกไม่ยุติธรรมถูกพี่ชายคอยกดดัน เื่พวกนี้ข้ารู้มาโดยตลอด ข้าเองก็ปวดใจที่เขาต้องเก็บงำความรู้สึกเอาไว้คนเดียวแต่เื่วันนี้เกี่ยวพันกับเ้าสาม แล้วก็เ้าใหญ่ ข้าไม่อาจลงโทษโอรสทั้งสองไล่เลี่ยกันได้มิเช่นนั้นราชสำนักต้องมีคนฉวยโอกาสก่อความวุ่นวายเป็แน่…รัชทายาทคงต้องแบกรับความอยุติธรรมอีกแล้ว!”
เมื่อเซวียนเหวินฮ่องเต้มีรีบสั่งจนถึงประโยคสุดท้ายั์ตาก็มืดมนลง “พอรัชทายาทรู้ ก็คงให้ข้าเปิดเผยเื่ตกม้าออกมาแบบนั้นรัชทายาทมักเห็นแก่ผลประโยชน์ส่วนรวมอยู่เสมอ”
ร่างของซ่งิเจิงเหยียดตรงั์ตาฉายแววเข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง
ที่จริงแล้วนี่สิถึงจะเป็ผลลัพธ์ที่จ้าวอวี้หร่าน้า
นางไม่้าจะให้พี่ชายทั้งสองต้องโดนเซวียนเหวินฮ่องเต้ลงโทษแต่นาง้าให้เสด็จพ่อระวังโอรสทั้งสองนี้ให้มากขึ้น พอนางได้สิ่งที่้า ก็ทำตัวเป็เด็กดีว่านอนสอนง่าย
เกรงว่าสิบกว่าปีมานี้นางคงใช้ชีวิตเช่นนี้มาตลอด คอยแบกรับความอยุติธรรม อดทนต่อบรรดาพี่ชายทุกรูปแบบ ซึ่งการตอบโต้นั้นยังนับว่าน้อยกว่าสิ่งที่นางต้องคอยอดกลั้น แต่ทุกครั้งที่ตอบโต้ก็สามารถทำให้เสด็จพ่อเพิ่มความเกลียดชังต่อพี่ชายได้มากขึ้น
ไม่เช่นนั้นหากนางเอาแต่ตอบโต้และแสดงท่าทีแข็งกร้าวอย่างไม่มีชั้นเชิงอยู่ท่าเดียว เกรงว่านางคงมีชีวิตอยู่ได้ไม่ถึงทุกวันนี้
ซ่งิเจิงรู้สึกหนักใจเป็อย่างมากบัดนี้เซวียนเหวินฮ่องเต้ถูกขุนนางฝ่ายบุ๋นและพระญาติฝ่ายฮองเฮาควบคุมไว้ เหมือนยืนอยู่บนขอบหน้าผาสูงมักจะทำให้จ้าวอวี้หร่านต้องตกอยู่ในอันตรายไปด้วย
ที่จริงแล้วสองพ่อลูกพยายามอย่างหนักเพื่อราชวงศ์ที่ตกต่ำลงเรื่อยๆนี้ พวกเขาทุ่มเทหยาดเหงื่อแรงกายเพื่อปกป้องและรักษาสมดุลในทุกความสัมพันธ์ไม่เช่นนั้น หากภายในมีหนอนบ่อนไส้ ภายนอกมีข้าศึกบุก ราชวงศ์นี้ก็พร้อมจะล่มสลายลงทุกเมื่อ
ก่อนหน้านี้เขาไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าจ้าวอวี้หร่านจะใช้ชีวิตอย่างไรในยามที่ยังไม่มีเขาสนับสนุนนางควรจะเป็หญิงสาวที่ถูกประคบประหงมเอาไว้แท้ๆ…ทว่าต้องมาเผชิญหน้ากับพวกคนใจบาป ทั้งที่ความจริงสิ่งที่นางยึดติดไม่ใช่อำนาจ
แต่เพราะที่ผ่านมาไม่มีทางให้นางได้ถอยกลับ ไม่ว่านางจะต้องเผชิญหน้ากับใครก็ตาม
ราวกับซ่งิเจิงได้เห็นสาวน้อยไร้ที่พึ่งพิงคนหนึ่งกัดฟันกล้ำกลืนน้ำตาก้าวเดินไปทีละก้าว จากที่อ่อนแอก็เปลี่ยนเป็แข็งกร้าวดังนั้นในใจของนางจึงมีกำแพงสูงตั้งขวางไว้เสมอ
“ฝ่าากระหม่อมจะปกป้ององค์ชายเป็อย่างดีพ่ะย่ะค่ะ” เขาคุกเข่าลงข้างหนึ่ง น้ำเสียงแหบพร่า
เซวียนเหวินฮ่องเต้ยกมือขึ้นตบบ่าเขาเบาๆแล้วดึงให้เขาลุกขึ้น “ข้าเชื่อใจเ้าถึงได้เรียกเ้ากลับมาจากเขตตะวันตกเฉียงเหนือ แต่รัชทายาทมีนิสัยดื้อรั้นทั้งยังมีความคิดเป็ของตัวเอง เกรงว่าเ้าจะต้องลำบากแล้ว”
“ไม่ลำบากกระหม่อมเลยพ่ะย่ะค่ะ”
เซวียนเหวินฮ่องเต้พยักหน้าแล้วเอ่ยขึ้น “เื่นี้จะต้องมีคำอธิบาย เ้าสามเองก็ได้รับโทษอยู่แล้ว เ้าใหญ่ก็ไม่ได้ผิดให้ประกาศออกไปว่าเ้าใหญ่ตรวจสอบผิดพลาดก็แล้วกัน เมื่อกลับเมืองหลวงให้กักบริเวณเจ็ดวันถือเป็การตักเตือนพวกที่กำเริบเสิบสานว่าข้ายังไม่ได้หูตาฝ้าฟาง”
นับเป็การเชือดไก่ให้ลิงดูเขียนเสือให้วัวกลัว ส่วนเื่ที่จ้าวอวี้หร่านตกจากม้านั้น ก็ให้ปิดฉากลงแต่เพียงเท่านี้
เมื่อไขคดีได้แล้วก็ทำให้ขุนนางรับรู้ถึงความตั้งใจของฮ่องเต้ที่คิดจะปกป้ององค์รัชทายาท ทุกคนจึงสงบเสงี่ยมท่าทีไปได้หลายวัน เท่านี้ก็เพียงพอแล้ว
ตอนที่จ้าวอวี้หร่านรู้บทสรุปของเื่นี้ ก็รู้สึกสงบสุขมาก นางมาพบเซวียนเหวินฮ่องเต้ โดยไม่พูดอะไร เพียงแค่ร่วมเสวยอาหารกลางวันเป็เพื่อนพระองค์ บางครั้งวาจาอันเปี่ยมไปด้วยไหวพริบของนางก็ทำให้ฮ่องเต้รู้สึกสุขใจขึ้นมาได้
แต่หลังจากที่นางออกไปไม่นานก็มีคำสั่งหนึ่งถูกส่งมาที่กระโจมของนาง นับจากนี้ให้ทหารองครักษ์ในวังหลวงอยู่ภายใต้การกำกับดูแลขององค์รัชทายาททั้งหมด
ทหารองครักษ์แสดงถึงอะไร ทุกคนเข้าใจเป็อย่างดี จึงพากันเสียงดังเซ็งแซ่ เมื่อกล่าวถึง ‘รัชทายาท’ เพียงสี่พยางค์อีกคราในใจพลันเกิดความยำเกรง พระราชวังต้องห้ามตกอยู่ในกำมือขององค์รัชทายาทแล้ว เมื่อได้อำนาจควบคุมพระราชวังต้องห้ามมาแล้ว จากนี้ก็ห่างจากตำแหน่งสูงสุดอีกแค่ครึ่งก้าวเท่านั้น!
นี่นับว่าจ้าวอวี้หร่านได้รับอำนาจในการควบคุมทหารองครักษ์เร็วกว่าชาติที่แล้วถึงครึ่งปีความรู้สึกนับร้อยผสมปนเปกันอยู่ภายในใจ ทั้งรู้สึกซาบซึ้งต่อเสด็จพ่อที่คอยปกป้องตัวเองอยู่ลับๆและรู้สึกละอายใจไปคราวเดียวกัน
นางเป็พระธิดา
เื่ที่จ้าวอวี้หร่านได้กุมอำนาจทหารองครักษ์ไม่ได้มีแค่ขุนนางชั้นผู้ใหญ่ในเขตล่าสัตว์ที่รับรู้ ไม่เกินบ่าย คนที่พอมีช่องทางรับรู้ข่าวสารในเมืองหลวงต่างก็รู้กันถ้วนหน้า
องค์ชายสามที่ยังถูกกักบริเวณอยู่ในตำหนักก็ได้รู้ข่าวนี้เช่นกันเขาโมโหจนชักกระบี่ออกมาฟันต้นไม้ใบหญ้าในสวนเพื่อระบายอารมณ์ ภาพทิวทัศน์ในสวนที่เคยพลิ้วไหวพลันหดหู่ขึ้นมาทันตา
ใครจะไปคิดว่าการที่รัชทายาทตกจากม้าจะทำให้เขาได้รับอำนาจอันยิ่งใหญ่ ผู้ริเริ่มแผนการอย่างองค์ชายใหญ่ยิ่งประสาทเสียหนักจนแทบหายใจไม่ออกนั่งนิ่งเป็อัมพาตอยู่บนเก้าอี้อยู่นานสองนาน
เมื่อเทียบคนอื่นที่พากันใแล้วนั้นจ้าวอวี้หร่านกลับนั่งวางแผนเื่ต่างๆ ด้วยใจที่สงบนิ่งเหนือบรรยาย
ในปีนั้นพี่ชายของนางสามารถบีบบังคับให้สละราชบัลลังก์ได้เพราะภายในกองบัญชาการปัญจทิศรักษานครเกิดปัญหา ทหารองครักษ์เองก็มีปัญหา บัดนี้นางกุมอำนาจไว้ได้เร็วกว่าเดิมก็ควรจะกำจัดเสี้ยนหนามที่ซ่อนอยู่ให้หมดสิ้น
ขณะที่นางจ้องมองบัญชีรายชื่อทหารองครักษ์พลางครุ่นคิดอยู่นั้นเซวียนเหวินฮ่องเต้ก็ทรงมีรับสั่งว่า จะมีการจัดงานเลี้ยงขึ้นอีกในคืนนี้ให้ขุนนางและภริยามาร่วมงาน พรุ่งนี้จะจัดการแข่งขันล่าสัตว์ที่ยังดำเนินการไม่เสร็จต่อ
นี่เป็่สำคัญของการล้อมล่าสัตว์ ซึ่งปกติแล้วหลังจากผ่านการแข่งขันครั้งใหญ่จะได้หยุดพักสองวันแล้วค่อยรื้อค่ายกลับเมืองหลวง
แต่ไม่รู้เพราะเหตุใดถึงมีคนบอกว่าจริงๆ แล้วฮ่องเต้ตั้งใจจะเลือกพระชายาให้กับองค์รัชทายาทในคืนนี้
ทว่าจ้าวอวี้หร่านผู้เกี่ยวข้องกับเื่นี้โดยตรงกลับไม่ทราบข่าวลือของตัวเองที่เผยแพร่ไปทั่วเลยสักนิด นางสวมมงกุฎัคู่และสวมชุดสีม่วงปักลายัทองด้วยไหมเจ็ดสี มาถึงสถานที่จัดงานเลี้ยงด้วยท่าทีสง่างาม
ตอนนี้ตรงกับ่เวลาที่ดวงอาทิตย์กำลังลาลับขอบฟ้า แสงสีส้มนวลตาอาบไล้ผืนแผ่นดินที่หนาวเหน็บใน่ใบไม้ผลิให้ดูอบอุ่นขึ้น แสงอันอบอุ่นตกกระทบลงบนร่างของจ้าวอวี้หร่าน ส่องสว่างงดงามประดุจเทพที่ประทับอยู่ในต้นอวี้[1]
นางงดงามราวกับเทพเซียนบน์เก้าชั้นฟ้า ทำให้ผู้ที่พบเห็นต้องร้องออกมาอย่างตกตะลึง รูปงามดุจหยกที่ส่องแสงทอประกาย
คุณหนูของตระกูลขุนนางจำนวนไม่น้อยต่างพากันเขินอายพวกนางไม่ยอมละสายตา แต่ใช้ชายแขนเสื้อบดบังใบหน้าตนเองเอาไว้ครึ่งหนึ่ง แล้วคอยลอบชำเลืองมองผู้สูงศักดิ์คนนั้นต่อไป
จ้าวอวี้หร่านนั่งอยู่บนที่ประทับของตนเองรอให้เสด็จพ่อมาถึง ไม่คิดว่าคนที่มาถึงก่อนจะไม่ใช่เสด็จพ่อ แต่กลับเป็เสด็จอาซู่ของนางนางชำเลืองมองซ่งิเจิงที่เดินถือกล่องสำรับอาหารเข้ามาด้วย บนกล่องเขียนไว้ว่า‘สำนักหมอหลวง’ สีหน้าของนางเปลี่ยนไปทันที
นี่คงไม่ใช่ยาที่นางจะต้องกินก่อนอาหารเย็นหรอกใช่ไหม
ั์ตาของนางดูเข้มลึกขึ้นทันทีซ่งิเจิงก้าวเท้ายาวๆ มาเบื้องหน้า พลางจดจำสายตาของบรรดาคุณหนูตระกูลขุนนางที่จดจ้องนางเอาไว้ในใจและยิ้มหยันออกมาอย่างอดไม่ได้
นางจิ้งจอกผู้นี้ช่างเย้ายวนใจผู้คนนัก!
**ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่ https://www.readawrite.com/a/479f65d0cc66d3c61f0eb371be8d3ccd
[1] ต้นอวี้คือต้นไม้บนสรวง์