วันนี้เป็วันที่อากาศแจ่มใสยิ่งนัก ท้องฟ้าปลอดโปร่ง ลมพัดเย็นสบาย ผู้คนมากมายเดินกันขวักไขว่ บางคนทำการค้าขาย บางคนจับจ่ายใช้สอยหรือการกระทำสิ่งที่แตกต่างกันไป ทำให้บรรยากาศในตลาดคลึกคลัก
อวี่ซีซวนเดินเล่นอย่างรื่นเริง กวาดสายตาสดใสไปทั่วบริเวณอย่างเพลินตา สองมือน้อยจับจ่ายใช้สอยสิ่งของจนจินถิงต้องถือเต็มไม้เต็มมือ
‘นานเท่าใดแล้วนะที่ข้าไม่ได้ออกมาัับรรยากาศที่อิสระเช่นนี้’
อวี่ซีซวนครุนคิดอย่างเพลิดเพลินถึง่เวลาอันยาวนานที่ไม่ได้ออกมาเดินเล่นได้อย่างอิสระข้างนอกแบบนี้ ั้แ่นางขึ้นเกี้ยวเ้าสาวเข้าตำหนักขององค์ชายห้าหลงเหยียนไป
ช่างน่าขันนัก ทุก่วันเวลาการใช้ชีวิตในวันหลวงที่เหล่าสตรีมากมายฝันถึงล้วนเต็มไปด้วยกฎระเบียบ เปรียบได้ไม่ต่างจากการเป็นกน้อยในกรงทอง สวยงาม แต่ไร้ซึ่งอิสรเสรี
กรี้ดดดดด
เสียงกรีดร้องเอะอะดังขึ้นด้านหลัง เหล่าผู้คนรีบแหวกทางวุ่นวายหลบรถม้าสวยงามคนหนึ่งวิ่งผ่ากลางมาตามถนนที่ผู้คนเคยเพ่นพ่านให้หลบหลีก
ณ ทางเดินบริเวณติดถนนเบื่องหน้าอวี่ซีซวน นางเห็นเด็กชายตัวน้อย อายุประมาณสามถึงสี่ขวบคนหนึ่งใเดินพรวดพราดทรุดตัวลงบนกลางถนน นางกระโจนเข้าไปหาเด็กชายจนล้มกลิ้ง นอนคุดคู้ข้างกลางทาง
“ว้าย...คุณหนู” จินถิงและเจียหน่ายใกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกะทันหัน เห็นคุณหนูล้มลุกคลุกคลานลงพร้อมเด็กชายตัวน้อยรีบวิ่งเข้าไปดู พร้อมกับแม่ของเด็กชาย
“เ้าตัวน้อยเจ็บที่ใดหรือไม่”
อวี่ซีซวนรีบลุกขึ้นจับตัวเด็กชายมาดูรอบ ๆ ตัวด้วยความเป็ห่วง ประหนึ่งผู้เป็มารดาเห็นบุตรในอุทราเ็ นางยกมือขึ้นลูบหัวและส่งยิ้มอ่อนโยนให้เ้าตัวน้อยที่น้ำตาคลอ ร้องไห้โฮอย่างปลอบโยน แล้วส่งตัวเด็กให้ผู้เป็แม่ เจียหน่ายค่อย ๆ ประคองคุณหนูของตนลุกขึ้นยืน
อวี่ซีซวนเดินมาเผชิญหน้าผู้คุมรถม้าร่างใหญ่และสาวรับใช้นางหนึ่งที่ลงมายืนด้านข้างรถม้ากำลังมองมาที่พวกนางอย่างเฉยชาไร้ซึ่งความรู้สำนึกผิด ทั้งยังวางท่าอวดกล่าววาจาด้วยน้ำเสียงกระโชก
“หลบไป!”
“พวกเ้าวิ่งรถเร็วบนทางเดินตลาดเช่นนี้ได้เยี่ยงไร มิเห็นหรือคนเดินเต็มตลาด”
“แล้วพวกเ้าขวางทางรถเช่นนี้ พวกเ้าอยากโดนลงโทษหรือ”
“เกิดสิ่งใดขึ้น” เสียงหวานดังออกมาจากในรถม้า
ผ้าม่านสวยตรงหน้าต่างของรถม้าค่อย ๆ เปิดออก สตรีใบหน้าเกลี้ยงเกลาเยาว์วัยอ่อนหวาน แต่งกายประณีตชะโงกหน้าออกไปมองสตรีกลุ่มหนึ่งที่ขวางทางหน้ารถม้าของตน
“คนเหล่าพวกนี้ขวางทางไม่ยอมหลบเ้าค่ะ คุณหนู” สาวรับใช้กล่าวรายงานนายของตน
สตรีบนรถม้ามองตรงไปที่อวี่ซีซวนที่มีหน้าตราตรึงจนสร้างความอิจฉาริษยาแก่สตรีได้ แต่กลับแต่งกายด้วยชุดสีขาวเรียบง่าย ใส่ประดับน้อยชิ้น บนตัวนางมีเพียงปิ่นและกำไลหยกดูธรรมดา แม้จะมีคนบ่าวคอยรับใช้ คาดว่าคงเป็พวกคุณหนูปลายแถวไม่มีทรัพย์สินมากมายแม้แต่จะแต่งกายงดงาม นางคิดอย่างดูถูก
“เป็ข้าผิดเองที่รีบร้อนเดินทางเกินไป เช่นนั้นพวกหลบทางให้ข้าได้ไม่” คุณหนูบนรถม้ากล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน บนใบหน้ารอยยิ้มหวานจ๋อยส่งให้
“ท่านควรระวัง อาจทำให้มีผู้ได้รับาเ็ เพราะความประมาทของพวกท่าน”
“เช่นนั้นท่านรับเงินนี้ไปถือเป็ความรับผิดชอบจากข้า” นางยื่นถุงเงินให้สาวรับใช้ของตนเอามาให้อวี่ซีซวน
อวี่ซีซวนรับถุงเงินนั้น แค่นยิ้มมุมปาก พูดเสียงเรียบกลับไป “สกุลเ้าสอนมารยาทเช่นนี้หรือ ท่านไม่รู้แม้กระทั่งว่าควรขอโทษผู้ที่ท่านทำให้าเ็”
สตรีบนรถได้ยินราวกับว่าสกุลไม่สั่งสอนก็มีอาการโมโห สองมือกำขอบรถม้าแน่น แต่ยังคงประดับยิ้มไว้บนใบหน้างาม
“เงินนั้นน้อยไป? เ้าแค่คุณหนูปลายแถว กล้าทำกริยาเช่นนี้ เ้ามิรู้หรือว่านี่รถผู้ใด”
อวี่ซีซวนเลิกทำเพียงเลิกคิ้วขึ้นด้วยความประหลาดใจกลับไปไม่ใจคำดูถูกของอีกฝ่าย สาวใช้ของอีกฝ่ายจึงพูดด้วยท่าทางหยิ่งยโย
“นี่คือคุณหนูโจวซินหรู หลานสาวของพระสนมเอกโจวถงเย่า หากเ้ารู้แล้วหลบทางไปซะ ถ้าไม่อยากมีปัญหา”
อวี่ซีซวนจึงยิ้มยียวนให้ เมื่อได้ยินความอวดอ้างของอีกฝ่ายว่า เป็คุณหนูที่เป็เพียงหลานสาวของพระสนม แต่กล้าทำท่าอวดเบ่งถึงเพียงนี้ ทั้งนายทั้งบ่าว จึงพูดกลับไป
“ข้าเข้าใจแล้ว ท่านเป็หลานสาวพระสนม แต่ยิ่งใหญ่กว่ากฎบ้านเมือง ประชาชนย่อมไร้ค่าสินะ” โจวซินหรูเบิกตากว้างกับคำกล่าวหา นั่นเท่ากับว่าไม่เห็นกฎของฮ่องเต้ในสายตาเลยนะ
“เ้าพูดเหลวไหล”
“เป็เพียงนกยูง แต่กล้าทำตัวเป็สุนัขจิ้งจอกอวดอ้างบารมีเสือ[1] ท่านควรระวังกิริยาหน่อย มิเช่นนั้นจะถูกว่าได้ถึงสกุล นิสัยของท่านหากดึงบังเหียนม้าเมื่อถึงหน้าผาชัน ยังไม่สายเกินการณ์[2]” อวี่ซีซวนตอกกลับด้วยสีหน้าสงบนิ่ง
“เ้า! ออกรถ” โจวซินหรูทำตาแข็งจ้องหน้าอวี่ซีซวน ชี้หน้าอวี่ซีซวน ไม่พอใจที่ตนเองเหมือนถูกสตรีปากร้ายตรงหน้าสั่งสอน จึงออกคำสั่งไปด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด
รถม้าตั้งท่าออกเดิน กลุ่มของอวี่ซีซวนรีบเดินหลบไปข้างทาง
“คุณหนูท่านนั้นนิสัยแย่จังเ้าค่ะ คุณหนูเจ็บตรงไหนไหมเ้าคะ” เจียหน่ายและจินถิงมองตัวคุณหนูอย่างสำรวจ
“ข้าไม่เป็ไร ท่านเอาเงินนี้ไปเถิด พาบุตรชายท่านไปให้ท่านหมอตรวจดูสักหน่อย มิรู้มีอาการาเ็หรือไม่” อวี่ซีซวนส่งถุงเงินที่ได้มาให้แก่แม่ของเด็กชายที่ตนเองช่วยไว้
“ขอบคุณเ้าค่ะ คุณหนู แต่เงินนี้...” แม่เด็กยิ้มบาง ๆ กลับไปให้ มองถุงเงินท่าท่าลังเล
“ท่านรับไปเถิด” นางจึงรับถุงเงินนั้นมาจากอวี่ซีซวน แล้วจากไป
ข้างบนขั้นสองของโรงเตี้ยมบริเวณที่นั่งส่วนตัวติดริมหน้าต่าง ตั้งอยู่เยื้องออกไปไม่ไกลจากบริเวณที่เกิดเหตุ
หลงหยางเฉินมองทอดสายตาออกไปข้างนอกดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น การทะเลาะกันของคุณหนูรองสกุลอวี่กับคุณหนูสกุลโจวข้างล่างกลางตลาด เขามองดูเหตุการณ์ทั้งหมดั้แ่ต้นด้วยความสนใจ
“เ้าแน่ใจนะว่าข้อมูลที่ได้มาบุตรีท่านราชครูถูกต้อง” หลงหยางเฉินเลิกคิ้วถามจุนเฟิงกับห้าวอี้ที่นั่งอยู่ในห้อง
“แน่นอนที่สุดขอรับ คุณหนูรองอวี่ซีซวน เป็บุตรีเกิดจากท่านราชครูอวี่และอวี่ฮูหยิน เป็กุลสตรีเพียบพร้อมตามหลักสตรีที่ดีครบทุกประการ เป็คนเก็บตัวพูดน้อย มักเก็บตัวไม่ค่อยชอบเข้าสังคม เมื่อตอนงานชมบุปผาแห่งฤดูใบไม้ผลิ คุณหนูอวี่ตกน้ำจากอุบัติเหตุเรือพุ่งเข้าชม หลับไปถึงสองสัปดาห์ พึ่งฟื้นขึ้นมาไม่นานขอรับ” จุนเฟิงรายงาน
“จุนเฟิง ข้าว่าข้อมูลเ้าไม่ครบนะ นอกจากเก็บตัว พูดน้อย ข้าว่านางยังมีฝีปากกล้าอีกด้วย”
เสียงเข้มเอ๋ยอย่างหยอกล้อองครักษ์ดังขึ้นของบุรุษร่างสูงใหญ่แบบชายชาติทหาร แต่กลับมีใบหน้าที่ออกหวาน ตาคมราวกับสตรี บุคลิกมักมีความขี้เล่น มุมยิ้มแย้ม ดวงตาแพรวพราว แตกต่างหลงหยางเฉินที่มักทำหน้านิ่ง เ็า เข้าถึงยากอย่างชัดเจน
เขาคือลี่หลี่หมิน เพื่อนสนิทและกุนซือคู่กายท่านแม่ทัพหลงหยางเฉิน คุณชายใหญ่ท่านเสนาบดีลี่ซูเซินและฮูหยินเอกเฉินเฟยหย่า พี่ชายร่วมมารดาของพระชาเอกลี่หลินหลานผู้ล่วงลับ
หลงหยางเฉินรู้จักกับลี่หลี่หมินั้แ่ยามเด็ก ด้วยหลงหยางเฉินมีพระบิดาเป็น้องชายร่วมมารดาของจักพรรดิหลงซวนเหว่ย เป็พยัคฆ์ผู้ ปกปักบัลลังก์เสมือนเงาเบื่องหลังให้พี่ชายนั่งอย่างสงบ ไร้ความสนใจในอำนาจวังหลวง
หากแต่ในยามบ้านเมืองสงบมักชอบหนีไปปลีกวิเวกท่องยุทธภพกับพระชายาของตนเอง จึงมักฝากลูกชายไว้กับมารดาและพี่ชายผู้เป็ใหญ่ในแผ่นดิน ซึ่งทั้งสองกลับชื่นชอบเป็อย่างมาก หากกล่าวว่าหลงหยางเฉินเป็หลานที่รักยิ่งกว่าผู้ใดมักไม่เกินจริง อบรมเลี้ยงดูมาด้วยตนเองอย่างดี
ในยามนั้นลี่หลี่หมิน เป็บุตรชายของหนึ่งขุนนางผู้เป็ที่ไว้วางใจให้บุตรหลานมาเป็เพื่อนร่วมเรียนกับเหล่าเชื่อพระวงศ์ คนหนึ่งเ็ากับอีกคนหนึ่งร่าเริงจริงใจ จึงทำให้ทั้งสองเป็เพื่อนสนิทกันั้แ่ยังเด็ก เข้านอกออกในวังหลวงและบ้านสกุลลี่อย่างสนิทสนมประดุจพี่น้อง
เมื่อหลงหยางเฉินเติบโตมาก็รับหน้าที่ปกปักษ์บัลลังก์แทนผู้เป็บิดาผู้ปลีกวิเวกอย่างด้วยการเข้ากองทัพทหาร
หลงหยางเฉินและลี่หลี่หมินเป็คู่หูร่วมทัพจับศึกั้แ่เข้าสู่วัยหนุ่มฝ่าามากสนาม จนสร้างตำนานอันเลื่องลือ สร้างความน่าเกรงขามแก่ชาวประชา
“เ้าสนใจนาง?” เขานั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามหลงหยางเฉินถามขึ้น ขณะที่มือกำลังยกถ้วยน้ำชาขึ้นมาจิบ ยกสายตามองหน้าเพื่อนของตัวเองอย่างแปลกใจ
“ไม่มีอะไร”
“แน่ใจ”
“ใช่ พวกกระผมก็แปลกใจขอรับ ตอนนายน้อยสั่ง กระผมนึกว่าตนเองหูฝาดเสียแล้ว” จุนเฟิงพูดขึ้นมา หลงหยางเฉินส่งสายตาดุไปมอง จุนเฟิงจนต้องรีบเก็บปาก รอยยิ้มมุมปากลี่หลี่หมินยกขึ้น
“หากบุรุษสนใจสาวงามย่อมเป็เื่ปกติ”
“เ้าหยุดไว้ตรงนั้นเลย ข้าเจอนางที่วัดเมื่อก่อนหน้านี้น่ะ แค่อยากรู้บางอย่าง แล้วเื่ที่สืบมาได้เื่ยังบ้าง” หลงหยางเฉินเห็นสีหน้าเ้าเลห์ของเพื่อนจึงอธิบายเสียงเรียบนิ่งและเปลี่ยนเื่ทันที
“เอาเื่ไหนก่อนดีล่ะ” บรรยากาศภายในห้องเปลี่ยนเป็จริงจังขึ้นมาทันที
“ตามข้อมูลที่ข้าได้จากหน่วยสืบมา ่นี้มีการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนหนึ่งจำนวนหนึ่งมาทางชายแดนตะวันออกแบบลักษณะคล้ายพวกชนกลุ่มน้อย ชาวบ้านอพยพ พยายามสร้างตัวค้าขาย”
“สถานการณ์ยามนี้ดูสงบเกินไป”
“ใช้ ข้ากลัวว่านี่จะเป็วันสงบก่อนจะเกิดพายุเสียมากกว่า”
“ส่งคนไปจับตาดูให้ดี โดยเฉพาะคนพวกคนอพยพ”
“อืม เราคงต้องต้องเตรียมตัว อาจมีเื่ให้ต้องลงแรงอีกเร็ว ๆ นี้เป็แน่”
[1] จิ้งจอกอวดอ้างบารมีเสือ หมายถึง คนที่ใช้อำนาจของผู้อื่นหรือใช้ตำแหน่งหน้าที่มากดขี่ข่มเหงหรือเอาเปรียบผู้อื่น
[2] ดึงบังเหียนม้าเมื่อถึงหน้าผาชัน ยังไม่สายเกินการณ์ หมายถึง กลีบเนื้อกลับตัว ยับยั้งการทำความเลว ก่อนจะสายเกินไป