หลังจากที่ลู่เฟิงได้ใช้เวลาหลายสัปดาห์ในการวางรากฐานตัวตนใหม่ในฐานะ "ท่านตาหลี่" คนสวนผู้ใจดีและรอบรู้เื่สมุนไพร เขาก็เริ่มรู้สึกว่าถึงเวลาแล้วที่จะต้องหาความสนุกให้กับชีวิตอันแสนน่าเบื่อหน่ายนี้เสียที คฤหาสน์ตระกูลเว่ยที่ภายนอกดูสงบสุข แท้จริงแล้วกลับซุกซ่อนความลับและความปรารถนาอันดำมืดเอาไว้มากมาย และสำหรับจอมโจรเฒ่าผู้ช่ำชองโลกอย่างเขาแล้ว มันไม่ต่างอะไรกับสนามเด็กเล่นขนาดใหญ่ที่รอให้เขาเข้าไปสำรวจ
การสังเกตการณ์ที่ต่อเนื่องมาหลายสัปดาห์ทำให้ลู่เฟิงมองเห็นภาพรวมของคฤหาสน์แห่งนี้ได้อย่างชัดเจน เขาเห็นว่าทุกคนในที่นี้ต่างมีความลับและความปรารถนาที่ซ่อนเร้นไว้ ไม่ว่าจะเป็ความรักต้องห้าม ความริษยา หรือแม้กระทั่งความโดดเดี่ยวที่ไม่มีใครเข้าใจ สำหรับจอมโจรผู้เชี่ยวชาญในการเล่นกับจิตใจคนเช่นเขาแล้ว สิ่งเหล่านี้คือวัตถุดิบชั้นดีที่รอให้เขานำมาปรุงแต่งเป็ยาพิษแห่งความวุ่นวาย
ใน่เวลาที่เขาใช้ชีวิตอย่างสงบเสงี่ยมในคฤหาสน์ ลู่เฟิงได้สร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับทุกคนจนกลายเป็ที่รักและเคารพนับถือ บ่าวไพร่ต่างมองเขาเป็ปู่ตาผู้ใจดีที่พร้อมจะให้คำปรึกษาและช่วยเหลือเมื่อใดก็ตามที่พวกเขา้า ความไว้วางใจที่เขาได้รับนี้เปรียบเสมือนกุญแจดอกสำคัญที่เปิดประตูสู่ความลับทุกบานในคฤหาสน์
เป้าหมายแรกที่เขาเลือกคือคู่หนุ่มสาวผู้ไร้เดียงสา อาซาน ยามหนุ่มผู้ซื่อสัตย์และแข็งแรง กับหลิงเอ๋อร์ สาวใช้หน้าตาน่ารักผู้มีจิตใจอ่อนโยน ลู่เฟิงสังเกตเห็นสายตาที่อาซานมักจะแอบมองหลิงเอ๋อร์อยู่เสมอ และรอยยิ้มเขินอายที่หลิงเอ๋อร์มักจะมอบให้กับอาซาน มันเป็ความรู้สึกใสซื่อบริสุทธิ์ที่หาได้ยากในโลกที่เต็มไปด้วยการหลอกลวง แต่สำหรับลู่เฟิงแล้ว ความบริสุทธิ์นั้นคือสิ่งที่ยั่วยวนใจเขามากที่สุด
อาซานเป็ชายหนุ่มวัยยี่สิบต้นๆ ที่มีรูปร่างสูงใหญ่และแข็งแรง ใบหน้าของเขาดูซื่อสัตย์และมีความมั่นคงที่ทำให้คนอื่นรู้สึกไว้วางใจได้ เขาทำงานเป็ยามรักษาความปลอดภัยของคฤหาสน์มาเป็เวลาสามปีแล้ว และได้รับความไว้วางใจจากคหบดีเว่ยเป็อย่างมาก ความซื่อสัตย์และความขยันขันแข็งของเขาทำให้เขาเป็ที่รักของทุกคนในคฤหาสน์ แม้กระทั่งฮูหยินรองและฮูหยินสามที่มักจะไม่ค่อยให้ความสนใจกับบ่าวไพร่ก็ยังชื่นชมในตัวเขา
ส่วนหลิงเอ๋อร์นั้นเป็หญิงสาววัยสิบแปดปี มีใบหน้าที่อ่อนหวานและดวงตาที่ใสซื่อ เธอมีผมยาวสีดำที่เปล่งประกายและรอยยิ้มที่อบอุ่น เธอทำงานในครัวและเป็สาวใช้ส่วนตัวของฮูหยินน้อย ความอ่อนโยนและความเอาใจใส่ของเธอทำให้เธอเป็ที่รักของทุกคนในคฤหาสน์ โดยเฉพาะฮูหยินน้อยที่มักจะพูดถึงเธอด้วยความชื่นชม
ความรักระหว่างอาซานและหลิงเอ๋อร์เริ่มต้นขึ้นอย่างเรียบง่าย เมื่อหลิงเอ๋อร์ได้รับมอบหมายให้นำอาหารไปให้ยามที่กำลังเฝ้าประตู ความเอาใจใส่เล็กๆ น้อยๆ เช่นการนำน้ำร้อนไปให้ในวันที่อากาศหนาว หรือการเอาขนมที่เหลือจากมื้อเย็นไปแบ่งปัน ค่อยๆ พัฒนาเป็ความรู้สึกที่ลึกซึ้งขึ้น
ลู่เฟิงสังเกตเห็นว่าทั้งสองคนพยายามปกปิดความรู้สึกของตนเองอย่างดีที่สุด แต่สายตาที่มองกันเมื่อคิดว่าไม่มีใครเห็น การััมือกันเมื่อส่งของ และรอยยิ้มที่แสดงออกมาเมื่อได้เจอกัน ล้วนเป็สัญญาณที่ชัดเจนสำหรับผู้ที่มีประสบการณ์ในการอ่านใจคนเช่นเขา เขาเห็นว่าอาซานมักจะหาข้ออ้างต่างๆ เพื่อเดินผ่านครัวในเวลาที่หลิงเอ๋อร์ทำงานอยู่ และหลิงเอ๋อร์ก็มักจะหาเหตุผลเพื่อออกไปข้างนอกในเวลาที่อาซานเฝ้ายาม
ความรักของทั้งสองเป็ความรักที่บริสุทธิ์และไร้เดียงสา ไม่มีความซับซ้อนหรือเล่ห์เหลี่ยมใดๆ ซ่อนอยู่ พวกเขาไม่เคยคิดจะทำร้ายใครหรือใช้ความรักของตนเองเป็เครื่องมือในการได้มาซึ่งสิ่งใด มันเป็เพียงความรู้สึกที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติและเติบโตขึ้นอย่างช้าๆ ด้วยความเอาใจใส่และความห่วงใยซึ่งกันและกัน
สำหรับลู่เฟิงแล้ว ความบริสุทธิ์นี้เองที่ทำให้เขารู้สึกตื่นเต้น เขาเห็นว่าความรักของทั้งสองคนเป็เป้าหมายที่สมบูรณ์แบบสำหรับการทดลองครั้งแรกของเขา หากแผนการของเขาสำเร็จกับคู่รักคู่นี้ เขาก็จะมั่นใจได้ว่าสามารถใช้วิธีการเดียวกันกับเป้าหมายที่สำคัญกว่าได้ และหากแผนการล้มเหลว เขาก็สามารถปรับปรุงและแก้ไขได้โดยไม่ต้องเสี่ยงกับเป้าหมายหลัก
วันหนึ่ง ขณะที่ลู่เฟิงกำลังดูแลสวนสมุนไพรของเขาอยู่ อาซานก็เดินเข้ามาหาด้วยท่าทีที่ดูประหม่าและไม่มั่นใจ เขายืนอ้ำๆ อึ้งๆ อยู่ครู่หนึ่งก่อนที่จะรวบรวมความกล้าเอ่ยปากขึ้น ลู่เฟิงสังเกตเห็นว่าใบหน้าของอาซานแดงก่ำไปหมด และมือของเขาสั่นเล็กน้อยด้วยความตื่นเต้น
"ท่านตาหลี่ ข้า... ข้ามีเื่อยากจะปรึกษาท่านหน่อยขอรับ" อาซานพูดด้วยเสียงที่แ่เบาและไม่มั่นใจ
ลู่เฟิงหันมายิ้มให้อย่างใจดี ในใจของเขากำลังเต้นระบำด้วยความตื่นเต้น เหยื่อรายแรกกำลังเข้ามาติดกับด้วยตัวเอง "มีอะไรหรือเ้าหนุ่ม ไม่ต้องเกรงใจ ข้าก็เหมือนญาติผู้ใหญ่ของเ้าคนหนึ่ง"
อาซานเกาหัวแกรกๆ ก่อนจะมองไปรอบๆ เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีใครอยู่ใกล้ "คือ... คือข้าแอบชอบแม่นางหลิงเอ๋อร์มานานแล้วขอรับ แต่ข้าไม่กล้าบอกความในใจกับนาง ข้ากลัวว่านางจะปฏิเสธและมองข้าในแง่ไม่ดี"
ลู่เฟิงหัวเราะเบาๆ ในใจ 'เหยื่อมาติดกับแล้ว' เขาแสร้งทำเป็ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตบบ่าอาซานเบาๆ ด้วยท่าทีของผู้ใหญ่ที่เข้าใจ "เื่ความรักมันเป็เื่ของคนสองคนนะเ้าหนุ่ม ถ้าเ้าไม่กล้าแสดงออกแล้วนางจะรู้ได้อย่างไรว่าเ้ารู้สึกอย่างไรกับนาง"
อาซานก้มหน้าลงด้วยความอับอาย ใบหน้าของเขาแดงก่ำจนถึงหู "แต่ข้าเป็แค่ยามต่ำต้อย ส่วนนางเป็สาวใช้คนสนิทของฮูหยินน้อย ข้าไม่คู่ควรกับนางเลยขอรับ" เขาพูดด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ เต็มไปด้วยความรู้สึกด้อยค่าที่ฝังลึกอยู่ในใจ
ลู่เฟิงมองดูอาซานด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเห็นใจ แต่ในใจกลับคิดถึงวิธีการที่จะใช้ความรู้สึกนี้เป็ประโยชน์ต่อแผนการของตนเอง "เื่ฐานะมันไม่สำคัญเท่ากับความจริงใจหรอก" เขาพูดพลางจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของอาซาน "ข้าสังเกตเห็นว่าหลิงเอ๋อร์เองก็มีใจให้เ้าเหมือนกันนะ นางมักจะแอบมองเ้าอยู่บ่อยๆ และรอยยิ้มที่นางมอบให้เ้ามันก็ดูพิเศษกว่าคนอื่น"
คำพูดของลู่เฟิงทำให้อาซานเบิกตากว้างด้วยความดีใจ หัวใจของเขาเต้นแรงจนเกือบจะะโออกจากอก "จริงหรือขอรับท่านตา นางจริงๆ แล้วมีใจให้ข้าหรือ"
"แน่นอนสิ ข้าแก่แล้ว ผ่านโลกมาเยอะ เื่แค่นี้ข้าดูออก" ลู่เฟิงพูดพลางยิ้มอย่างมีเลศนัย ในใจของเขากำลังวางแผนขั้นตอนต่อไปอย่างรอบคอบ "เ้าลองรวบรวมความกล้าเข้าไปคุยกับนางดูสิ ชวนนางไปเดินเล่นในสวน หรือหาของขวัญเล็กๆ น้อยๆ ไปให้ นางจะต้องดีใจมากแน่ๆ"
อาซานฟังคำแนะนำของลู่เฟิงด้วยความตั้งใจ ดวงตาของเขาเปล่งประกายด้วยความหวัง "แต่ข้าจะหาของขวัญอะไรให้นางดีล่ะขอรับ ข้าไม่มีเงินมากพอที่จะซื้อของแพงๆ"
ลู่เฟิงคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะชี้ไปยังดอกไม้ที่บานสะพรั่งในสวน "ของขวัญที่ดีที่สุดไม่จำเป็ต้องแพงเสมอไป เ้าลองเด็ดดอกไม้สวยๆ ไปให้นางดูสิ หรือจะหาใบไผ่อ่อนๆ มาสานเป็ของเล่นเล็กๆ ก็ได้ ความจริงใจและความตั้งใจนั้นสำคัญกว่าราคาของของขวัญ"
"ท่านตาพูดถูกขอรับ" อาซานพยักหน้าอย่างเข้าใจ "แล้วข้าควรจะพูดอะไรกับนางดีล่ะ ข้ากลัวจะพูดผิดแล้วทำให้นางไม่พอใจ"
ลู่เฟิงหัวเราะเบาๆ "เ้าแค่พูดตามใจจริงก็พอแล้ว บอกนางว่าเ้าชื่นชมในความอ่อนโยนและความใจดีของนาง ชมว่านางทำให้วันของเ้าสดใสขึ้นเมื่อได้เห็นรอยยิ้มของนาง คำพูดที่ออกมาจากใจจริงย่อมมีพลังมากกว่าคำหวานที่ท่องจำมา"
อาซานจดจำคำแนะนำทุกคำของลู่เฟิงอย่างตั้งใจ เขารู้สึกขอบคุณและประทับใจในความใจดีของชายชราคนนี้มาก "ขอบคุณท่านตามากขอรับ ข้าไม่รู้ว่าจะตอบแทนความกรุณาของท่านอย่างไรดี"
"ไม่ต้องตอบแทนอะไรหรอก" ลู่เฟิงโบกมือปฏิเสธ "เ้าแค่มีความสุขกับความรักของเ้าก็พอแล้ว นั่นคือสิ่งที่ข้าอยากเห็นมากที่สุด"
อาซานโค้งคำนับขอบคุณลู่เฟิงครั้งแล้วครั้งเล่าก่อนจะเดินจากไปด้วยใบหน้าที่เปี่ยมไปด้วยความหวังและความมุ่งมั่น ลู่เฟิงมองตามหลังเขาไปพลางหัวเราะในใจ 'เ้าหนุ่มเอ๋ย เ้ามันก็แค่หมากตัวหนึ่งในเกมของข้าเท่านั้นแหละ'
ลู่เฟิงรู้ดีว่าการให้คำแนะนำแก่อาซานเป็เพียงขั้นตอนแรกของแผนการที่ซับซ้อนกว่านั้นมาก เขา้าให้ทั้งสองคนเกิดความรู้สึกที่ลึกซึ้งขึ้น เพื่อที่เมื่อเขาเริ่มขั้นตอนต่อไป ความเ็ปและความสับสนที่จะเกิดขึ้นจะมีความรุนแรงมากขึ้น เขาไม่ได้้าแค่ทำลายความรักของพวกเขา แต่เขา้าเล่นกับมันอย่างช้าๆ เหมือนกับแมวที่เล่นกับหนูก่อนจะฆ่า
สองวันต่อมา ขณะที่ลู่เฟิงกำลังนั่งจิบชาอยู่ในศาลากลางสวน เขาสังเกตเห็นอาซานเดินผ่านไปมาหน้าครัวหลายครั้ง ดูเหมือนว่าเขากำลังรวบรวมความกล้าที่จะเข้าไปคุยกับหลิงเอ๋อร์ ลู่เฟิงยิ้มในใจ แผนการของเขากำลังเริ่มต้นขึ้นแล้ว
ไม่นานนัก หลิงเอ๋อร์ก็เดินเข้ามาหาเขาด้วยท่าทีที่ดูเขินอายไม่ต่างจากอาซาน นางยกถาดขนมมาให้เขาพลางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงแ่เบา ใบหน้าของนางแดงก่ำเล็กน้อย และดวงตาของนางดูกระวนกระวายใจ
"ท่านตาหลี่เ้าคะ ข้า... ข้ามีเื่กลุ้มใจอยากจะปรึกษาท่านหน่อยเ้าค่ะ" หลิงเอ๋อร์พูดพลางมองลงที่พื้น ไม่กล้าสบตากับลู่เฟิง
ลู่เฟิงยิ้มรับอย่างอบอุ่น ในใจของเขาเต็มไปด้วยความพึงพอใจ เหยื่อตัวที่สองกำลังเข้ามาติดกับเองโดยไม่รู้ตัว "ว่ามาสิหลิงเอ๋อร์ มีอะไรให้ข้าช่วยหรือ ไม่ต้องอายเลย ข้าเป็เหมือนปู่ตาของเ้าคนหนึ่ง"
หลิงเอ๋อร์ก้มหน้างุดลงต่ำ มือของนางบิดเบี้ยวชายเสื้อด้วยความประหม่า "คือ... คือข้ารู้สึกสับสนในใจเหลือเกินเ้าค่ะ ข้ารู้สึกว่าข้า... ข้าอาจจะชอบพี่อาซาน แต่ข้าไม่แน่ใจว่ามันเป็ความรู้สึกที่ถูกต้องหรือไม่"
ลู่เฟิงแสร้งทำเป็แปลกใจ แม้ว่าเขาจะรู้มาั้แ่แรกแล้วว่าหลิงเอ๋อร์มีความรู้สึกต่อยามหนุ่ม "ทำไมถึงคิดว่ามันไม่ถูกต้องล่ะ ความรักเป็สิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ ไม่มีอะไรผิดในการที่เ้ารู้สึกดีกับใครสักคน"
หลิงเอ๋อร์ยกมือขึ้นเช็ดน้ำตาที่เริ่มคลอเบา "ก็... ก็ข้าเป็แค่สาวใช้ ส่วนพี่อาซานก็เป็แค่ยาม เราสองคนต่างก็มีหน้าที่การงานที่ต้องทำ ข้ากลัวว่าถ้าเื่นี้รู้ไปถึงหูฮูหยินใหญ่แล้วมันจะไม่ดีเ้าค่ะ นอกจากนั้นข้ายังกลัวว่าพี่อาซานจะไม่รู้สึกเหมือนกับข้า"
ลู่เฟิงส่ายหัวช้าๆ ด้วยท่าทีของผู้ใหญ่ที่เข้าใจโลก "ความรักเป็สิ่งที่สวยงามนะหลิงเอ๋อร์ มันไม่เกี่ยวกับเื่ฐานะหรือหน้าที่การงานหรอก ถ้าเ้ารู้สึกดีกับใครสักคนก็ควรจะซื่อสัตย์กับความรู้สึกของตัวเอง อย่าให้ความกลัวมาบดบังความสุขที่เ้าควรจะได้รับ"
"แต่ข้ากลัวเ้าค่ะ" หลิงเอ๋อร์พูดพลางน้ำตาคลอ "ข้ากลัวว่าถ้าข้าบอกความรู้สึกแล้วพี่อาซานจะปฏิเสธ หรือแย่กว่านั้นคือเขาจะรู้สึกอึดอัดและหลีกเลี่ยงข้า ข้าไม่อยากเสียแม้แต่มิตรภาพที่มีอยู่ตอนนี้"
ลู่เฟิงลุกขึ้นจากที่นั่งแล้วเดินไปนั่งข้างๆ หลิงเอ๋อร์ เขายื่นมือไปลูบหัวนางเบาๆ ด้วยท่าทีของปู่ตาที่เอ็นดู "ไม่ต้องกลัวหรอก ข้าเชื่อว่าอาซานเองก็รู้สึกดีกับเ้าเหมือนกัน ข้าเห็นสายตาที่เขามองเ้ามันไม่ธรรมดาเลย ถ้าเ้ากล้าที่จะเปิดใจ บางทีเ้าอาจจะได้พบกับความสุขที่เ้าตามหาก็ได้"
คำพูดของลู่เฟิงทำให้หลิงเอ๋อร์รู้สึกใจชื้นขึ้นมาบ้าง นางเช็ดน้ำตาแล้วยิ้มให้เขาบางๆ "จริงหรือเ้าคะ พี่อาซานจริงๆ แล้วมีใจให้ข้าด้วยหรือ"
"ข้ามั่นใจ" ลู่เฟิงพูดด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความมั่นใจ "เ้าลองสังเกตดูสิ เวลาที่เขาเดินผ่านครัว เขามักจะชะลอฝีเท้าและมองหาเ้าเสมอ และเมื่อเ้าส่งอาหารไปให้เขา เขาจะยิ้มแบบที่ไม่เคยยิ้มให้ใครเลย"
หลิงเอ๋อร์พยักหน้าช้าๆ เมื่อนึกถึงพฤติกรรมของอาซานที่นางสังเกตเห็น "ข้าก็สังเกตเห็นเหมือนกันเ้าค่ะ แต่ข้าไม่แน่ใจว่ามันหมายความว่าอย่างไร"
"นั่นแหละคือสัญญาณของความรัก" ลู่เฟิงพูดพลางยิ้ม "เ้าลองเข้าไปคุยกับเขาดูสิ เริ่มจากเื่เล็กๆ น้อยๆ ก่อน ถามเขาว่าเหนื่อยไหม หรือ้าอะไรเพิ่มไหม ค่อยๆ เปิดใจให้เขาได้รู้จักเ้ามากขึ้น"
"ขอบคุณท่านตามากนะเ้าคะ ข้ารู้สึกดีขึ้นเยอะเลย" หลิงเอ๋อร์พูดด้วยน้ำเสียงที่เบิกบานขึ้น "ข้าจะลองทำตามที่ท่านแนะนำดู"
หลังจากที่หลิงเอ๋อร์เดินจากไปแล้ว ลู่เฟิงก็ยกชาขึ้นมาจิบอย่างสบายอารมณ์ เขารู้สึกพอใจกับผลงานของตัวเองที่สามารถปั่นหัวหนุ่มสาวผู้ไร้เดียงสาทั้งสองคนได้อย่างง่ายดาย ตอนนี้ทั้งอาซานและหลิงเอ๋อร์ต่างก็กำลังตกอยู่ในภวังค์แห่งความหวังที่เขาเป็คนสร้างขึ้น และมันก็ถึงเวลาแล้วที่เขาจะเริ่มขั้นตอนต่อไปของเกม
ในใจของเขากำลังวางแผนอย่างละเอียดถี่ถ้วน เขาจะต้องสร้างสถานการณ์ที่ทำให้ทั้งสองคนได้มีโอกาสใกล้ชิดกันมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกันเขาก็ต้องเตรียมเครื่องมือที่จะใช้ในการทำลายความสุขที่เขาเป็คนสร้างขึ้นนี้ เขาคิดถึงยาพิษต่างๆ ที่เขาสามารถปรุงขึ้นได้ ยาที่ทำให้เกิดอาการหลงผิด ยาที่ทำให้ความทรงจำเลือนราง หรือยาที่ทำให้เกิดความปรารถนาอันไม่สมควร
'เอาล่ะ... ในเมื่อเหยื่อทั้งสองพร้อมแล้ว ก็ถึงเวลาจัดฉากให้พวกมันได้ลิ้มรสความหวานของความรักเสียที' ลู่เฟิงคิดในใจพลางแสยะยิ้มออกมาอย่างชั่วร้าย เขาวางแผนที่จะจัดฉากให้อาซานและหลิงเอ๋อร์ได้พบกันในสถานที่ที่เป็ส่วนตัว เพื่อให้พวกเขาได้มีโอกาสแสดงความรู้สึกต่อกันอย่างเต็มที่ และแน่นอนว่าเขาจะต้องเป็ผู้ควบคุมเกมทั้งหมดอยู่เื้ั เพื่อให้ทุกอย่างเป็ไปตามที่เขา้า