“งานแรกคือ ‘พิธีคัดเลือกกองทัพหลวงประจำปี’ จะเริ่มต้นขึ้นในวันพรุ่งนี้หนึ่งชั่วยามหลังตะวันโผล่พ้นขอบฟ้า เป็งานที่หนึ่งปีจะมีหนึ่งครั้ง จุดประสงค์คือคัดเลือกเด็กหนุ่มสาวเปี่ยมพร์ด้านพลังปราณเข้าสู่รั้ว ‘โรงเรียนยอดนักรบแห่งกองทัพหลวง’ และปลุกปั้นพวกเขาให้กลายเป็ทหารผู้แกร่งกล้าสามารถ รับใช้จักรพรรดิเฟยหลงต่อไป ส่วนหน่วยลาดตระเวนที่ข้าจัดการไปเมื่อบ่าย พวกนั้นเป็เพียงทหารชั้นต่ำที่สมัครเข้าร่วมกองทัพด้วยความเต็มใจ แตกต่างจากบรรดาศิษย์โรงเรียนยอดนักรบแห่งกองทัพหลวงราวฟ้ากับเหว” จางเหว่ยเริ่มอธิบายเื่ราวหลังใช้ตะเกียบคีบเส้นบะหมี่เข้าปากไปแล้วหลายคำ
อเล็กซ์สายตามุ่งมั่นอยู่กับเส้นบะหมี่ในชาม ทว่าหูไม่พลาดที่จะเก็บข้อมูลทุกพยางค์ที่คู่สนทนาเอ่ย เขาไม่กล่าวตอบอันใด ชัดเจนว่าเปิดโอกาสให้จางเหว่ยสาธยาย
“ชาวจักรวรรดิเหลียนหยางขนานนามพิธีคัดเลือกกองทัพหลวงประจำปีในแบบไม่เป็ทางการว่า ‘พิธีคัดเลือกเพชรในตม’ วัยรุ่นหนุ่มสาวผู้ใดหากผ่านการคัดเลือก เส้นทางสู่ตำแหน่งใหญ่โตในกองทัพหลวงและราชสำนักย่อมโรยด้วยกลีบกุหลาบ แต่ผู้ที่อยู่ในเกณฑ์อัจฉริยะระดับนั้น ปีหนึ่งทั่วจักรวรรดิเหลียนหยาง เกรงว่าจะไม่เกินห้าร้อยคน”
คล้ายกับกลัวเส้นบะหมี่ที่เหลือในชามจะอืด จางเหว่ยหยุดวาจาครู่หนึ่ง หันมาจัดการบะหมี่จนเกลี้ยง ตบท้ายด้วยการยกสุราในจอกหยกขึ้นดื่มรวดเดียวหมด จากนั้นจึงเริ่มอธิบายต่อ
“ด้วยวิธีเช่นนี้ ผู้เปี่ยมพร์ด้านพลังปราณทั้งหมดทั่วจักรวรรดิเหลียนหยางย่อมถูกรวบรวมไว้ในกองทัพหลวงทั้งสิ้น เป็หมากการปกครองที่รอบคอบไร้จุดบอดของจักรพรรดิเฟยหลง สร้างขุมกำลังแข็งแกร่งอยู่ใต้บัญชาฝ่ามือ ในแผ่นดินที่พลังปราณคือทุกสิ่ง เพียงเท่านี้ก็ควบคุมจักรวรรดิเหลียนหยางไว้ได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด”
“จักรพรรดิเฟยหลงคือผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในจักรวรรดิแห่งนี้สินะ ฟังดูแล้วไม่น่าใช่คนดีเท่าไร” หลังจากเป็ฝ่ายฟังอยู่นาน อเล็กซ์เอ่ยถามขึ้นบ้างหลังบะหมี่เส้นสุดท้ายถูกกลืนลงท้อง สมองเริ่มปะติดปะต่อเื่ราวได้ว่าเฟยหลงคือผู้ปกครองจักรวรรดิเหลียนหยาง และน่าจะใช้อำนาจกดขี่ข่มเหงผู้คน เข้าตำราทรราชที่เขาเคยสังหารมานับไม่ถ้วน
“คนดี…เ้านั่นไม่ได้คิดว่าตัวเองเป็คนผู้หนึ่งด้วยซ้ำ ทุกการกระทำประกาศกร้าวโดยไม่ต้องอาศัยถ้อยวลีว่าตนคือเทพเ้าผู้อยู่เหนือทั้งปวง ส่วนผู้อื่นคืุ์ธรรมดาที่ต้องยอมสิโรราบอยู่ใต้ฝ่าเท้าโดยปราศจากข้อโต้แย้ง” น้ำเสียงจางเหว่ยเจือร่องรอยเพลิงโทสะเล็กน้อย แม้เ้าตัวพยายามกลบเกลื่อนแล้วก็ตาม
‘ตรงกับที่คิดเป๊ะเลย’ อเล็กซ์ตบเข่าตัวเองในใจ จากนั้นจึงฉลองด้วยการกระดกสุราด้วยอีกคน จากประโยคที่ได้ฟังเมื่อครู่ เขารู้สึกถูกชะตากับจางเหว่ยขึ้นอีกระดับ แม้ปูมหลังจะยังคลุมเครือ อีกทั้งยังมีข้อพิรุธหลายจุด แต่ความโกรธเกลียดทรราชที่แสดงออกมาคือของแท้แน่นอน และเมื่อเอ่ยถึงประเด็นนี้ ด้วยฐานะศักดิ์ศรีหัวหน้ากลุ่ม Dictator Slayer ย่อมไม่เป็รองผู้ใด
“หากอยากประจักษ์ด้วยตาตัวเอง ราตรีนี้ก็อย่าร่ำสุราหักโหมนัก แล้วพรุ่งนี้เช้าเข้าร่วมรับชมพิธีคัดเลือกกองทัพหลวงกับข้า แล้วเ้าจะกระจ่างถึงการวางหมากของเทพเ้าจอมปลอมผู้นั้น” จางเหว่ยเอ่ยคำชวนพลางรินสุราจากป้านลงจอก
“ข้าไม่ปฏิเสธ” รับคำห้วน ๆ ทว่าหนักแน่น มือเอื้อมหยิบโหลบรรจุสุรามาเทลงจอกอีกคำรบ จากนั้นอเล็กซ์เอ่ยถามต่อ “แล้วอีกงานที่เ้าว่าล่ะ?”
สดับคำถาม จางเหว่ยหัวเราะออกมาชุดหนึ่ง คล้ายกับ้าทำลายบรรยากาศตึงเครียดของบทสนทนาก่อนหน้า ก่อนกล่าวตอบยิ้ม ๆ “ช่างเป็คนที่กระหายใคร่รู้โดยแท้ งานสำคัญอีกงานหนึ่งที่จะอุบัติขึ้นในวันมะรืน เรียกได้ว่าเป็เหตุผลสำคัญที่ทำให้นักท่องเที่ยวหลั่งไหลสู่เมืองไคชุนคึกคักยิ่ง เพราะทุกคนล้วนอยากมารับชม ‘ศึกประลองหมัดมวยแห่งเมืองไคชุน’ แบบติดขอบสังเวียนสักครั้งในชีวิต”
“ศึกประลองหมัดมวยแห่งเมืองไคชุน?” ได้ยินชื่องาน อเล็กซ์ถึงกับขมวดคิ้วทวนคำถาม
“นอกจากท้องทะเลสีคราม ก็มีศึกประลองหมัดมวยนี่แหละที่เปรียบดั่งแม่เหล็กดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างถิ่นเข้าสู่เมืองไคชุนอย่างไม่ขาดสาย ต้นสายปลายเหตุเริ่มจากการที่เมืองไคชุนถือเป็หนึ่งในเมืองเลื่องชื่อด้านวิชาหมัดมวยแห่งจักรวรรดิเหลียนหยาง ตลอดทั้งปีจะมีการจัดศึกประลองหมัดมวยสังเวียนต่าง ๆ ขึ้นแทบทุกสัปดาห์ และด้วยความดุเดือดของการใช้วิชาหมัดมวยแขนงต่าง ๆ เข้าห้ำหั่นกันโดยพลังปราณคือสิ่งต้องห้าม เกิดเป็เสน่ห์น่าหลงใหล จนกลายเป็สิ่งเลื่องชื่อของเมืองไคชุน”
อีกคราที่จางเหว่ยหยุดการอธิบายกลางคัน จุดประสงค์คือรินสุราเพิ่มเฉกเช่นเดียวกับอเล็กซ์ และเมื่อความดีกรีร้อนแรงไหลลงผ่านคอลงไปจนพึงใจ จึงเริ่มกล่าวต่อ “ศึกประลองหมัดมวยที่จะเกิดขึ้นในวันมะรืนคือศึกประลองหมัดมวยยิ่งใหญ่ที่สุดประจำปี รางวัลของผู้ชนะเลิศคือห้าหมื่นชั่ง ผู้ใดคว้าไปได้ย่อมกลายเป็คหบดีข้ามคืน เหตุนี้จึงไม่ใช่เพียงแค่ในเมืองไคชุน ทว่าเหล่ายอดฝีมือหมัดมวยทั่วเขตแดนจักรวรรดิเหลียนหยางจะมารวมตัวกันเพื่อห้ำหั่นอย่างมิได้นัดหมาย และในเมื่อกฎเหล็กคือห้ามใช้พลังปราณ สิ่งที่พบเห็นเป็ประจำคือผู้ใช้พลังปราณระดับนักยุทธฝึกหัดก็สามารถพลิกชนะระดับมหาเซียนยุทธ์ได้ ทั้งที่ในยามปกติ ทั้งสองต่างกันเกินกว่าขอบฟ้ามหาสมุทร”
“ฟังดูน่าสนุก”
อเล็กซ์ตอบรับพลางใช้สมองคิดวิเคราะห์ ระหว่างติดสอยห้อยตามจางเหว่ยต่ออีกสักระยะ หรือแยกตัวไปเสียตอนนี้ หนทางใดเป็ประโยชน์ต่อการกลับบ้านของเขามากกว่ากัน และขณะที่คิดไม่ตกอยู่นั้น จางเหว่ยพลันเอ่ยขึ้น
“หากเ้ายังไม่รู้ว่าจะมุ่งหน้าไปแห่งหนตำบลใด อยู่สำราญร่ำสุรากับข้าสักสองวัน รับชมศึกประลองหมัดมวยจนจบ ข้ารับประกันความดุเดือดว่าเ้าจะไม่ผิดหวัง แล้วจากนั้นข้าจะออกเดินทางต่อไปพบปะสหายที่เมืองฉางโจว สหายข้าผู้นี้เป็ผู้รอบรู้ในศาสตร์หลายแขนง ไม่แน่อาจมีคำแนะนำดี ๆ ให้กับเ้าก็เป็ได้”
แม้เป็ประโยคเอ่ยชวนเปื้อนรอยยิ้ม น้ำเสียงไม่ได้ฉายแววน่าสงสัยอันใด ทว่าอเล็กซ์กลับตงิดใจอย่างประหลาด เหตุเพราะไม่ว่าเขากำลังครุ่นคิดหนักใจกับสิ่งใดอยู่ จางเหว่ยก็มักมีทางเลือกที่ดีให้เสมอ
อีกประการที่สะกิดใจอเล็กซ์อยู่ตลอดเวลาปานกรวดก้อนเล็กในรองเท้า นั่นคือความไว้เนื้อเชื่อใจที่จางเหว่ยมอบให้ แม้ผ่านศึกต่อสู้ร่วมกันมา ทว่ามิตรภาพนี้ก็เพิ่งยาวนานเพียงยี่สิบสี่ชั่วโมง เหตุใดจางเหว่ยจึงไม่มีท่าทีระแวงแม้เพียงนิดกับเขาที่เป็คนแปลกหน้า เหมือนกับว่าบุรุษผู้นี้ทราบมาั้แ่ต้นแล้วว่าเขาคือคนที่หลุดมาจากอีกมิติหนึ่ง และเป้าหมายคือหาหนทางกลับบ้าน
หากข้อสันนิษฐานของอเล็กซ์ถูกต้อง การติดตามจางเหว่ยต่อไปอาจนำภยันตรายมาสู่ตัว แต่ถ้าทุกอย่างพลิกกลับตาลปัตร และเื้ัปริศนาของชายผู้นี้คือกุญแจสำคัญที่จะพาเขากลับบ้านได้ การหนีออกห่างก็ย่อมเท่ากับปิดประตูแห่งโอกาสลงโดยสิ้นเชิง
การพนันคือสิ่งที่อเล็กซ์หลงใหล เช่นนั้นก็ขอลองเสี่ยงเดิมพันดูสักตั้งก็แล้วกัน!
“ข้าขอน้อมรับน้ำใจ สองวันต่อจากนี้ข้าขอติดสอยห้อยตามเ้าไปด้วย” วิเคราะห์เสร็จสิ้น อเล็กซ์กล่าวตอบ ก่อนจะยกสุราจอกสุดท้ายขึ้นกระดก
“ด้วยความยินดียิ่ง มีสหายร่วมเดินทางอย่างไรเสียก็ดีกว่าหัวเดียวกระเทียมลีบ เช่นนั้นราตรีนี้พักผ่อนให้เต็มที่ ตอนนี้ท้องก็อิ่ม สุราก็พร่องแล้ว ถึงเวลาไปจากที่นี่ ข้ามีที่บันเทิงเริงใจกว่านี้มานำเสนอ”
อีกครั้งที่อเล็กซ์พยายามใช้สัญชาตญาณจับพิรุธในน้ำเสียงลิงโลดของจางเหว่ย และก็เป็อีกคราที่เขาคว้าน้ำเหลว
แน่นอนว่าเงินดอลลาร์ที่อเล็กซ์มีติดตัวมาด้วยมีค่าน้อยเสียยิ่งกว่ากระดาษชำระในโลกยุทธภพเซี่ยงชาน จางเหว่ยจึงต้องรับอาสาเป็เ้ามือจ่ายทั้งค่าอาหารและสุรา รวมถึงค่าใช้จ่ายอื่นที่จะตามมาในอนาคตไปโดยปริยาย อย่างไรก็ตาม อเล็กซ์รับปากซ้ำแล้วซ้ำอีกว่าเขาจะหาทางใช้คืนแน่นอน แม้ตอนนี้ยังมองไม่เห็นหนทางแม้แต่น้อย
คล้อยหลังตะวันลับขอบฟ้าไม่นาน สองบุรุษสืบเท้าออกจากโรงเตี๊ยม เข้าสู่ถนนที่คลาคล่ำด้วยคลื่นมหาชนสัญจรอีกครั้ง และบัดนี้ในยามไร้ซึ่งแสงอาทิตย์ช่วยส่องสว่าง บรรยากาศในครรลองสายตาคล้ายยิ่งทวีความคึกคักกว่าเดิม โคมตะเกียงสีสันต่าง ๆ ที่ประดับประดาเต็มสองข้างทางส่องสว่างลุกโชติ่ เมื่อผสมรวมกับเสียงสรวลเสเฮฮา และเสียงชนจอกที่ดังลอดมาจากร้านรวงต่าง ๆ บรรยากาศเช่นนี้ราวกับบอกว่าราตรีเพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น
จางเหว่ยเป็ผู้นำทาง อเล็กซ์สืบเท้าก้าวตามในระยะประชิด ด้วยความวุ่นวายระดับนี้ หากคลาดสายตาแม้เพียงนิด อาจพลัดหลงได้ทันที และหลังจากเดินเลี้ยวเลาะผ่านถนนหลายเส้น เข้าสู่ย่านที่ผู้คนรอบข้างเริ่มบางตาลง อเล็กซ์จึงเริ่มละสายตาจากแผ่นหลังจางเหว่ยได้บ้าง
ชายหนุ่มจากลอสแอนเจลิสกวาดสายตาสำรวจโดยรอบราวกับเด็กมองของเล่น ก่อนจะพบว่าตรอกความยาวหลายร้อยเมตรที่เขากำลังย่างกรายผ่านอยู่ตอนนี้มีความประหลาดบางอย่าง คล้ายถนนที่ทอดเป็เส้นตรงทำหน้าที่เป็เส้นพรมแดนระหว่างสองโลกที่แตกต่างกันปานนรก์
ขณะที่ด้านขวามือเต็มไปด้วยโรงเตี๊ยม โรงสุรา และหอนางโลม เรียงรายสลับกันไปจนสุดที่มุมถนน แทบทุกร้านตกแต่งด้วยโคมตะเกียงหลากสีสัน สว่างไสวเจิดจ้าท่ามกลางความมืดยามราตรี เสริมความตระการตาซุ้มประตูเข้าร้าน บ้างประดับประดาด้วยดอกไม้นานาชนิด บ้างฉลุลวดลายวิจิตร วางเด่นตระหง่านเชิญชวนผู้คนที่สัญจรไปมาให้เข้าไปใช้บริการ
หากมองลอดช่องหน้าต่างร้านรวงเหล่านี้เข้าไป จะพบกับกลุ่มลูกค้า ที่ส่วนใหญ่เป็ชายวัยกลางคนขึ้นไป แต่งกายด้วยอาภรณ์ที่ถักทอมาอย่างประณีตบรรจง พวกกำลังล้อมวงร่ำสุราเคล้าเสียงหัวเราะอย่างผ่อนคลายสบายอารมณ์ ข้างกายบุรุษแต่ละคนประกบด้วยสตรีที่ชัดเจนว่าอ่อนเยาว์กันกว่าครึ่ง ดวงหน้าแฉล้มแสดงท่าทีออดอ้อน
แม้เพิ่งเข้าสู่โลกยุทธภพเซี่ยงชานได้ไม่นาน แต่จากบริบทที่เห็น อเล็กซ์มั่นใจว่าโรงเตี๊ยม โรงสุรา และหอนางโลม เหล่านี้คือสถานเริงรมย์หรูหราราคาแพง ส่วนนักท่องราตรีที่มาใช้บริการก็คงหนีไม่พ้นเหล่าข้าราชการ เศรษฐี คหบดี และนักท่องเที่ยวต่างถิ่นผู้มีอันจะกินทั้งหลาย
ทว่า เมื่อเหลียวไปมองฟากฝั่งขวาของถนน สิ่งที่เห็นกลับต่างออกไปโดยสิ้นเชิง ไม่มีโคมตะเกียงแม้สักดวง บรรยากาศปกคลุมด้วยความมืดมิด บ้านเรือนแทบทุกหลังเล็กซอมซ่อ คล้ายกับว่าเดิมทีเป็อาคารใหญ่หลังหนึ่ง แล้วถูกแบ่งซอยจนเหลือพื้นที่ใช้สอยจำกัดที่สุดเท่าที่มนุษย์ผู้หนึ่งจะพอใช้ชีวิตอยู่ได้ แลกกับค่าเช่าราคาถูก แม้มีผู้คนอาศัยอยู่ไม่น้อย ทว่ากลับไร้ซึ่งสุ้มเสียงหัวเราะเฮฮา แตกต่างจากฝั่งตรงข้ามสิ้นเชิง พวกเขาอาศัยกันอย่างเงียบเชียบภายใต้ความมืด ต้องเงี่ยหูฟังดี ๆ เท่านั้นจึงจะได้ยินเสียงบทสนทนา
ที่น่าใยิ่งกว่านั้นคือมีคนจำนวนไม่น้อย ที่แม้แต่ห้องพักเท่าแมวดิ้นตายก็ยังไม่สามารถจับจองได้ ดังนั้นทางเลือกเดียวของพวกเขาคือใช้พื้นริมถนนฝั่งขวามือแทนเตียง โดยมีแผ่นหนังบาง ๆ ห่มร่างไว้ แทรกกายอยู่ในความมืด หากไม่พินิจโดยละเอียด ย่อมไม่รับรู้ถึงการมีอยู่ของพวกเขา
“เพื่อแลกกับค่าเช่าราคาถูกที่พอจะกรีดโลหิตมาจ่ายได้ ผู้คนเหล่านี้ยอมแลกแม้กระทั่งสิทธิ์ในการจุดไฟส่องสว่าง ห้ามสนทนาดังเกินกว่ากำหนด รวมถึงกระทำสิ่งอื่นใดที่จะเป็การรบกวนความเริงรมย์ของร้านรวงฝั่งซ้ายของถนน ตามกฎบัญญัติของเมืองไคชุนที่เพิ่งตราขึ้นเมื่อไม่กี่ปีก่อน”
ราวกับมีตาหลังที่ส่องเห็นว่าอเล็กซ์กำลังมุ่นคิ้วสงสัยกับสิ่งที่เห็น จางเหว่ยโพล่งขึ้นโดยไม่ได้หันกลับมามอง
“สุดจะเชื่อ” สดับคำอธิบายของจางเหว่ย อเล็กซ์ถึงกับพึมพำออกมา น้ำเสียงเจือแววขุ่นเคืองชัดเจน เขาเกลียดความเหลื่อมล้ำที่สุด ซึ่งภาพที่ประจักษ์แก่สายตาตรงตามความหมายของถ้อยคำดังกล่าวทุกประการ
“นับั้แ่สิบปีก่อน ชีวิตของผู้คนในจักรวรรดิเหลียนหยางเปลี่ยนไปมหันต์ ชนชั้นแรงงาน จากที่เมื่อก่อนแม้ยากจน แต่ความเป็อยู่ก็นับว่าไม่แร้นแค้น มีบ้านหลังเล็ก ๆ ที่สภาพไม่ซอมซ่อเช่นนี้เป็ของตัวเอง ท้องไม่เคยหิว ได้นอนหลับเต็มอิ่ม แตกต่างจากยุคสมัยนี้ ที่ต่อให้โหมงานหนักแทบขาดใจ ทว่าเงินที่ได้กลับไม่พอยาไส้ ต้องอดมื้อกินมื้อ ซ้ำร้ายยังโดนจักรวรรดิเรียกเก็บภาษีในอัตราเท่ากับเหล่าคหบดี”
จางเหว่ยหยุดวาจาลงเมื่อเดินมาจนถึงสุดถนน เบื้องหน้าคือทางตัน ตัวเลือกมีเพียงสองข้อคือซ้ายและขวา ซึ่งปรากฏว่าบุรุษเ้าถิ่นมุ่งเลี้ยวไปทางขวาอย่างไม่ลังเล ราวกับชำนาญเส้นทางละแวกนี้เป็อย่างดี ส่วนอเล็กซ์ก็มีหน้าที่เพียงสืบเท้าตามไป
เมื่อเข้าสู่ทางตรงของถนนเส้นใหม่ ที่คราวนี้ทั้งสองฟากซ้ายขวาสว่างไสวอย่างเท่าเทียมกัน จางเหว่ยจึงเริ่มกล่าวต่อ “ตรงข้ามกับเหล่าเศรษฐี คหบดี ข้าราชการ นายทหาร หรือใครก็ตามที่ขึ้นชื่อว่าทำงานรับใช้จักรวรรดิ หรือมีผลประโยชน์เกื้อหนุนกันราวฟ้าเหว รอบทศวรรษที่ผ่านมา คนเหล่านี้ต่างร่ำรวยเงินทองยิ่งกว่าเดิมเป็ทวีคูณ เสพความสุขกันอย่างหน้ามืดตามัว และคงหวังว่าอยากให้เป็เช่นนี้ตลอดไป”
ประโยคที่จางเหว่ยบอกเล่า ทำให้อเล็กซ์มั่นใจประการหนึ่งว่า โลกมนุษย์ที่เขาจากมา กับโลกยุทธภพเซี่ยงชานมีหนึ่งสิ่งที่ไม่แตกต่างกันเลยแม้แต่น้อย เพราะไม่ว่าที่ไหนเหล่าผู้มีอำนาจก็ยังทะเยอทะยานแสวงหาสิ่งเติมเต็มชีวิตอย่างไม่รู้จักอิ่ม โดยไม่ได้สนใจแม้เพียงนิดว่าจะต้องเหยียบย่ำใครบ้างเพื่อให้ได้มา
ชายหนุ่มแสยะยิ้มให้เื่ราวที่ได้ยิน ราวกับเป็เื่ตลกร้ายบทหนึ่ง ก่อนที่จะออกจากห้วงความคิด เมื่อได้ยินสหายใหม่เอ่ยขึ้นว่า
“ถึงแล้ว ที่นี่แหละจุดหมายปลายทางที่ข้านำเ้ามา”
สายตากวาดสำรวจ อเล็กซ์พบว่าจางเหว่ยหยุดฝีเท้านิ่งเบื้องหน้าอาคารไม้ความสูงห้าชั้นหลังหนึ่ง ภายนอกประดับประดาด้วยโคมสีแดงสลับชมพู ส่องแสงสว่างไสวราวก้อนอัญมณีในความมืด