ในขณะที่ฉินไฉ่หงกำลังสำรวจบ้านอยู่นั้น ที่ทุ่งนาของครอบครัวฉินก็กำลังพูดถึงเธอด้วยเช่นกัน
“แม่ไม่รู้ว่า น้องเล็กจะหายดีแล้วหรือยัง? ดูเหมือนว่าไม่สบายคราวนี้ น้องเล็กจะไม่สบายนานอยู่เหมือนกันนะ?”
ฉินเหวินได้ถามแม่ฉินขึ้น ในขณะที่เขากำลังปลูกต้นกล้าข้าวอยู่ในทุ่งนา
เมื่อแม่ฉินได้ยินลูกชายคนรองถามเธอขึ้นมาอย่างนั้น เธอก็อดที่จะเป็ห่วงลูกสาวคนเล็กของเธอที่อยู่บ้านคนเดียวในตอนนี้ไม่ได้เหมือนกัน
“เมื่อเช้า ก่อนที่แม่จะออกจากบ้านมา แม่ก็ได้เข้าไปดูน้องสาวของแกแล้วล่ะ ดูเหมือนว่าน้องสาวของแกจะดีขึ้นมากแล้วนะ ตัวไม่ร้อนแล้วด้วย เดี๋ยวกลับไปทานข้าวตอนเที่ยง ค่อยกลับไปดูอาการของไฉ่หงอีกทีก็แล้วกัน ว่าดีขึ้นบ้างแล้วหรือยัง?”
แม่ฉินก็ให้คำตอบลูกชายคนรองของเธอ เธอก็อยากจะกลับบ้านไปดูแลลูกสาวคนเล็กด้วยเหมือนกัน แต่ติดตรงที่ว่า ตอนนี้ งานในทุ่งนา ก็คงยังยุ่งวุ่นวายอยู่ เลยปลีกตัวไปอยู่ดูแลลูกสาวคนเล็กของเธอไม่ได้
“แต่เอ๊ะ! ไม่รู้ว่าน้องเล็กเรียนจบแล้วจะทำอะไรต่อนะครับ นี่หยางเฟยหลิงก็ไม่กลับบ้านมาเกือบสองปีได้แล้วมั้งครับ”
คราวนี้เป็ฉินเมิ่งพี่ใหญ่ที่พูดขึ้นมา เขาก็อดรู้สึกกังวล เกี่ยวกับเื่นี้ของน้องสาวคนเล็กไม่ได้ เพราะหลังจากที่ทั้งคู่แต่งงานกันแล้ว หยางเฟยหลิงก็ไม่เคยกลับมาบ้าน มาหาน้องสาวของพวกเขาอีกเลย
“น้องแกเรียนจบตั้งมอปลาย เดี๋ยวก็หางานทำได้เองล่ะ ถึงหาไม่ได้ก็ยังมีลูกเขยที่ส่งเงินมาให้ใช้ตลอดอยู่แล้ว อยู่บ้านเฉยๆ ไม่ต้องทำงาน ก็ไม่เป็อะไรหรอก”
แม่ฉินพูดตอบกลับลูกชายคนโตของเธอ ถึงแม้ว่าตัวเธอเองก็รู้สึกกังวลกับเื่ลูกเขยของเธอที่ไม่ได้กลับบ้านมานานมากแล้วเหมือนกัน แต่ก็ยังดีที่ว่า อย่างน้อยๆ ลูกเขยก็ยังส่งเงินมาให้ลูกสาวคนเล็กได้ใช้ตลอด เลยไม่ต้องห่วงว่าลูกสาวคนเล็กจะลำบาก แต่ถึงยังไง เธอก็ยังอยากให้ลูกเขยของเธอกลับมาเยี่ยมบ้าน และมาหาลูกสาวของเธอบ้างอยู่ดี
“ใช่ๆ ถึงน้องเล็กจะหางานไม่ได้ พวกเราตระกูลฉินก็เลี้ยงดูได้อยู่แล้ว” ฉินเหวินที่รักน้องสาวของเขามาก ก็รีบพูดขึ้นมาอย่างเห็นด้วยกับคำพูดของแม่ฉิน
“เอาล่ะๆ รีบปลูกข้าวกันให้เสร็จ แล้วจะได้รีบกลับไปดูน้องสาวของพวกแก”
เป็พ่อฉินที่พูดเร่งให้ลูกชายทั้งสองคนของเขารีบทำงานเร็วขึ้น ตัวพ่อฉินเองก็เป็ห่วงลูกสาวที่นอนป่วยอยู่ที่บ้านเหมือนกัน
พอได้ยินพ่อฉินพูดขึ้นมา ทุกคนก็หยุดคุยกัน แล้วเร่งมือกันปลูกข้าวต่อทันที
ตอนนี้ทางรัฐบาลได้มีการแบ่งที่ดินทำไร่ทำนาให้แต่ละครอบครัวได้มีที่ดินเป็ของตัวเองแล้ว ั้แ่เมื่อตอนปีใหม่ที่ผ่านมา
แล้วถ้าครอบครัวไหนมีคนเยอะก็จะได้ที่ดินเยอะด้วย โดยทางรัฐบาลจะแบ่งให้คนละ 8 หมู่
อย่างครอบครัวฉิน ก็จะมีที่ดินที่รัฐบาลแบ่งให้กับพวกเขาทั้งหมด 72 หมู่ ส่วนของฉินไฉ่หงกับสามีมี 16 หมู่
เนื่องจากสามีของฉินไฉ่หงไม่อยู่บ้าน ที่ดินของเธอหงกับสามี ก็เลยยกให้ครอบครัวฉินเป็คนจัดการที่ดินของเธอกับสามีทั้งหมดได้เลย
ส่วนผลผลิตของชาวนาที่ได้หลังจากเก็บเกี่ยวเสร็จแล้ว แล้วเนื่องจากตอนนี้ทางรัฐบาลได้แบ่งที่ดินให้เป็ของชาวนาแล้ว หลังจากที่ชาวนาได้เก็บเกี่ยวแบ่งผลผลิตที่ได้ ที่ต้องจ่ายภาษีให้กับทางรัฐบาลเพียงพอแล้ว ผลผลิตที่เหลือก็จะเป็ของชาวนาทั้งหมดเลย
ส่วนผลผลิตที่เหลือนั้น ชาวนาจะเก็บเอาไว้กินเองหรือขายให้กับทางรัฐบาลก็ได้ แต่ถ้าไม่อยากขายให้กับทางรัฐบาล แต่ว่าชาวนาอยากจะไปจัดการขายเอง ก็ได้อีกเลยเหมือนกัน แล้วแต่ใครจะสะดวกใจทำยังไงก็สามารถทำได้เลย
เพราะว่าตอนนี้ มันไม่ได้เหมือนกับเมื่อก่อนแล้ว ที่ทางรัฐบาลจะต้องมาจัดการแจกอาหารให้ตามคะแนนงานของแต่ละครอบครัวกันแล้ว
เนื่องจากตอนนี้มีการแบ่งที่ดินให้แต่ละคนไปแล้ว ถ้าใครขยันมากก็จะมีอาหารเก็บไว้กินไว้มาก ถ้าเหลือจากครอบครัวกินเพียงพอแล้ว ยังสามารถเอาไปขายได้เงินเก็บมาไว้ใช้อีกด้วย ตอนนี้ชาวนาก็เลยไม่ได้ลำบากมากเหมือนเมื่อก่อนแล้ว แต่ก็ยังลำบากมากกว่าคนในเมืองมากอยู่ดี....
**********
เมื่อครอบครัวฉินที่ทุ่งนากำลังพูดถึงฉินไฉ่หงอยู่นั้น เ้าตัวก็กำลังจะเตรียมทำอาหารกลางวันให้ครอบครัวได้ทาน เพราะเห็นว่า นี่ก็ใกล้จะเที่ยงแล้ว
‘อ่า!... นี่ก็ใกล้จะถึงเวลาที่ครอบครัวฉินจะกลับมาทำอาหารและทานข้าวเที่ยงแล้วนี่น้า ไม่รู้ว่าครอบครัวฉินจะสังเกตเห็นไหมว่า เราแตกต่างจากฉินไฉ่หงคนเดิมได้มั้ยนะ? แต่ช่างมันเถอะ..เดี๋ยวค่อยหาข้อแก้ตัวเอาก็แล้วกัน ถ้าคนในครอบครัวฉินจับผิดขึ้นมาได้จริงๆ อะนะ ตอนนี้ไปทำอาหารเที่ยงรอทุกคนก่อนดีกว่า ไหนดูสิ... มีอะไรพอจะทำทานเป็มื้อเที่ยงได้บ้าง?’
ว่าแล้วฉินไฉ่หงก็เดินจากหน้าบ้านไปที่ครัว พอมาถึงที่ห้องครัว ก็เห็นมีแป้งอยู่ในโถดิน นิดหน่อย กับธัญพืชหยาบประมาณ 2 ชั่ง ไข่ไก่ 3 ฟอง น้ำมันอีกนิดหน่อย เกลืออีกครึ่งโถดิน
‘นี่คงเป็บ้านที่ยากจนที่สุดแล้วจริงๆ ไม่มีแม้แต่เนื้อสัตว์เหลืออยู่เลย’
พอเห็นว่าในห้องครัวไม่มีผักอะไรเลย ฉินไฉ่หงจึงเดินไปที่สวนหลังบ้านเพื่อเก็บผัก แต่ผักที่ปลูกไว้ที่สวนหลังบ้าน ส่วนมากก็ยังไม่โตพอให้เก็บไปทำอาหารได้เลย
‘เฮอ! ดีนะที่เราใช่น้ำพุวิเศษทำให้ผักโตไวได้ เพราะไม่อย่างนั้น ตอนเที่ยงนี้คงไม่มีผักมาทำอาหารเป็มื้อเที่ยงให้ทุกคนได้ทานกันได้อย่างแน่นอนเลย’
หลังจากบ่นพึมพำกับตัวเองเสร็จ ฉินไฉ่หงก็ใช่น้ำพุวิเศษ ที่ไหลออกมาจากนิ้วมือของเธอ รดลงไปที่ต้นมะเขือเทศและต้นแตงกวา เธอไม่กล้าใช้น้ำพุวิเศษมากเกินไป เพราะกลัวว่าครอบครัวฉินจะสงสัยเอาได้
หลังจากที่ได้แตงกวากับมะเขือเทศที่โตพร้อมทานมาได้แล้ว เธอก็คิดว่าจะทำอะไรกินตอนเที่ยงนี้ดี..
‘มีแตงกวา มะเขือเทศและก็ไข่ งั้นก็ทำแตงกวาผัดไข่กับซุปไข่ใส่มะเขือเทศแล้วกัน กินคู่กับหมั่นโถว ก็น่าจะพอแล้วมั้ง’ พอได้เมนูที่จะทำได้แล้วฉินไฉ่หงก็เข้าครัวไปทำอาหารทันที
‘อยากกินเนื้อบ้างจัง รอพรุ่งนี้ก่อนเถอะ ถ้าขายงานได้แล้ว เธอจะซื้อเนื้อกลับมากินให้ได้เลย...’
ฉินไฉ่หงคิดว่าร่างกายนี้ต้องไม่ได้กินเนื้อมานานแล้วแน่ๆ เลย ถึงได้ผอมบางขนาดนี้ ตอนนี้เธอก็ทำอาหารเที่ยงเสร็จแล้ว เหลือแค่รอให้ครอบครัวฉินกลับมากินกันเท่านั้น
‘อืม...ถ้าขายงานได้จะลงทุนขายอะไรดีล่ะ? ขายอะไรที่ไม่ต้องใช้ทุนมากและวัตถุดิบก็หาได้ไม่ยากในยุคนี้ด้วย?’
พอนั่งคิดได้สักพัก ฉินไฉ่หงก็คิดได้ว่า เมื่อตอนไปที่สวนหลังบ้าน เธอเห็นว่ามีต้นพริกหลายต้นปลูกอยู่ที่สวนหลังบ้านของครอบครัวของเธอด้วย
‘ใช่! ทำไมไม่ลองทำน้ำพริกสับขายดูล่ะ วัตถุดิบก็หาได้ไม่ยาก มีแค่ พริก กระเทียม ขิง เกลือ ส่วนความหวานเราก็ใช้เป็ไวน์ข้าวแทนน้ำตาลได้นี่ เพราะน้ำตาลมีราคาแพงมากในยุคนี้ แล้วเธอก็จะได้ใช้น้ำพุวิเศษหมักไวน์ข้าวด้วย มันก็เลยจะช่วยทำให้ไวน์ที่เธอหมักขึ้นมาเองจะมีรสชาติออกหวานๆ ด้วย เพราะฉะนั้นถึงยังไงก็ตามน้ำพริกที่เธอทำขึ้นมา จะต้องอร่อยและขายดีได้อย่างแน่นอน’
ฉินไฉ่หงคิดว่าใช้ไวน์ข้าวใส่ลงไปในน้ำพริกด้วยก็ดี เพราะเธอจะได้มีข้ออ้างกับครอบครัวฉินได้ว่า ที่น้ำพริกที่เธอทำขึ้นมาให้อร่อยได้นั้น เป็เพราะไวน์ข้าวที่เธอใส่ลงไปด้วย
เธอคิดว่านี่เป็ข้อแก้ตัวที่ดีมากเลย เพราะมันดีกว่าที่เธอจะใส่น้ำพุวิเศษลงไปในน้ำพริกโดยตรงเลย
เพราะถ้าเกิดในอนาคตมีการขายน้ำพริกเยอะๆ ขึ้นมา คนในครอบครัวฉิน ก็จะได้มาช่วยเธอทำได้ด้วย และจะได้ไม่ต้องสงสัยว่าทำอะไร ยังไง ถึงอร่อยขึ้นมาได้อีก
‘อืม..ทำน้ำพริกสับดองไปขายดูเหมือนจะดีที่สุดในตอนนี้ ยิ่งใช้น้ำพุวิเศษด้วยแล้ว น้ำพริกสับดองที่เธอจะทำขายต้องอร่อยไม่มีใครเหมือนแน่นอน แต่ถึงในอนาคตจะใช้น้ำมันในการผัดทำเป็น้ำพริกก็เถอะ แต่ใครใช้ให้น้ำมันในยุคนี้หายาก และตอนนี้ครอบครัวของเธอก็ยากจนกันล่ะ ตอนนี้เธอก็แค่ใช้วิธีที่ยากจนทำน้ำพริกสับดองไปลองขายดูก่อนก็แค่เท่านั้นแหละ’
ดีนะตอนที่ได้น้ำพุวิเศษมาในตอนแรก ฉินไฉ่หงก็ได้ศึกษาหาข้อมูลเกี่ยวกับยุคต่างๆ ไว้ด้วย ทั้งยังหาวิธีทำอาหาร วิธีทำขนม และอื่นๆ อีกมากมายก่อนที่เธอจะทะลุมิติมาเกิดใหม่ในครั้งนี้อีกด้วย มันเลยทำให้เธอ มีสูตรอาหาร และสูตรขนมอีกหลายอย่างที่อยากจะทำขายอีกด้วย แต่ตอนนี้ เอาแค่ขายน้ำพริกสับดองไปขายดูก่อนก็แล้วกัน...