บทที่ 12 ผมไม่ขาย
เฉินเซิงไม่สนใจผางปินที่มีสีหน้าใ เขาหันไปหาเซี่ยซินที่เพิ่งมาถึง แล้วเล่าให้เธอฟังสั้น ๆ ถึงเื่ที่ห้องเช่าของเขาถูกทำลาย และเมื่อไปแจ้งความ กลับถูกตำรวจในโรงพักกลั่นแกล้ง
เซี่ยซินแสดงสีหน้าไม่พอใจออกมาอย่างชัดเจน รู้สึกโมโหกับท่าทีที่ไม่ยุติธรรมของตำรวจ หญิงสาวเหลือบมองไปที่ผางปินแล้วพูดว่า “ไม่คิดเลยว่าที่เมืองเจียงเฉิงจะมีคนอันธพาลขนาดนี้ คุณเก่งขนาดนี้ คนที่บ้านคุณรู้เื่นี้หรือเปล่าคะ?”
ด้วยคำตำหนิของเซี่ยซินทำให้ผางปินได้แต่ถอนหายใจ เขาคิดไม่ถึงว่าสาวน้อยตัวเล็ก ๆ น่ารักคนนี้ จะโกรธได้น่ากลัวขนาดนี้
“เื่วันนี้เป็แค่เื่เข้าใจผิด พอดีว่าผมเองก็สนิทกับผู้กำกับหลี่เจิ้งของสถานีตำรวจนะครับ…” ผางปินพยายามอธิบายด้วยสีหน้าที่ประจบ หวังว่าอีกฝ่ายจะเห็นแก่หน้าตาของผู้มีอิทธิพลที่หนุนหลังเขาอยู่ และยอมปล่อยเขาไปสักครั้ง
“ถ้าคุณทำผิดกฎหมายต่อให้รู้จักใครก็ไม่มีประโยชน์ ฉันจะหาเวลาตรวจสอบบริษัทของคุณอย่างละเอียด…” เซี่ยซินพูดทิ้งท้ายไว้แล้วก็ขับรถพาเฉินเซิงออกไป
ผางปินมองตามรถตำรวจที่แล่นออกไปอย่างรวดเร็ว ร่างกายของเขาสั่นเทาอย่างเห็นได้ชัด เขาไม่คิดว่านักศึกษาต่างถิ่นคนนั้นจะมีเส้นสายจริง ๆ เขาคิดถึงสายตาที่โเี้ของเซี่ยซิน เมื่อเธอจากไป เขาก็ยิ่งหวาดกลัวและไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรกับตัวเอง
ตำรวจจากสถานีตำรวจที่กำลังจะมาทำบันทึกประจำวันเดินมาถึงหน้าสถานีตำรวจ เขาเคยไปที่สำนักงานตำรวจประจำเมืองและเคยเห็นหัวหน้าทีมสืบสวนเซี่ยซิน เมื่อเห็นเธอขับรถออกจากโรงพักไปพร้อมกับเฉินเซิงเขาก็ทรุดตัวลงกับพื้นทันที
เมื่อนึกถึงตอนที่เฉินเซิงข่มขู่เขาในระหว่างการบันทึกปากคำนั้นเขาเห็นเป็เื่ตลก แต่ตอนนี้เมื่อได้เห็นว่า เฉินเซิงสนิทสนมกับผู้บังคับบัญชาในสำนักงานตำรวจนครบาล เขาก็รู้สึกว่าอนาคตของเขาคงจบลงแล้ว
…
ตกเย็นผางปินก็มาหาเฉินเซิงที่เพิ่งย้ายเข้ามาอยู่ในห้องเช่าแห่งใหม่
“เถ้าแก่ผาง ข่าวสารไวจริง ๆ นะครับ ผมเพิ่งย้ายของเข้ามาคุณก็ตามมาจนเจอแล้ว คุณจะมาทำลายที่อยู่ของผมอีกแล้วเหรอครับ?” เฉินเซิงพูดด้วยน้ำเสียงเยาะเย้ย
“ไม่ ๆ...น้องชายเฉิน พี่มาขอโทษและขอขมาคุณโดยเฉพาะเลย” ผางปินพูดพร้อมกับยิ้มแย้ม
หลังจากเฉินเซิงเดินออกจากโรงพัก ผู้กำกับที่สนิทกับผางปินก็ถูกลงโทษสถานหนัก ส่วนตำรวจผู้ช่วยที่เขียนรายงานก็ถูกไล่ออก ทำให้ผางปินรู้สึกกดดันอย่างบอกไม่ถูก
ถึงจะเป็นักธุรกิจที่ร่ำรวยแค่ไหน ก็ยังต้องเกรงกลัวคนในระบบอยู่ดี เมื่อรู้ว่าตัวเองไม่สามารถไปยุ่งกับอีกฝ่ายได้ ผางปินจึงคิดหาโอกาสที่จะคืนดีกับเฉินเซิง
“ผางปิน คุณทำลายบ้านผมแถมยังทำให้ผมถูกขังอยู่ในสถานีตำรวจตลอดทั้งบ่าย คุณคิดว่าแค่คำขอโทษก็จะทำ” เฉินเซิงพูดด้วยน้ำเสียงขุ่นเคืองเล็กน้อย
“ผมมาวันนี้ด้วยความจริงใจ บัตรใบนี้มีเงินอยู่หนึ่งล้าน ถือเป็การชดใช้ความเสียหายให้น้องเฉิน หวังว่าหลังจากนี้เราจะลืมเื่ที่ไม่ดีและกลับมาเป็มิตรกันได้…” ผางปินรู้ตัวว่าสิ่งที่เขาทำในอดีตมันมากเกินไป จึงวางท่าทีต่ำ ไม่เพียงแต่ยอมจ่ายเงินเท่านั้น แต่ยังพูดด้วยความถ่อมตนและเคารพอีกด้วย
เฉินเซิงพยักหน้าเขาคาดไม่ถึงว่าผางปินจะยังเป็คนมีน้ำใจ แม้ว่าเขาจะมีปัญหากับอีกฝ่าย แต่ทั้งคู่ก็ไม่มีความแค้นอะไรที่ลบล้างกันไม่ได้
ผางปินก็เต็มใจจ่ายเงินหนึ่งล้านเพื่อยุติปัญหา เขาเองก็ไม่จำเป็ต้องไล่ตามเอาคืน จึงได้พูดคุยกันอย่างถ้อยทีถ้อยอาศัยสักพัก เฉินเซิงก็รับบัตรของอีกฝ่ายไป ความไม่พอใจที่เคยมีก็กลายเป็เื่ราวในอดีต
“น้องเฉิน ฉันอายุมากกว่านายนิดหน่อย ทั้งยังมีประสบการณ์มากกว่าสองสามปี จึงอยากจะพูดคุยอย่างจริงใจกับนายสักหน่อย” ขณะพูดคุยกัน ผางปินก็พูดด้วยสีหน้าจริงจัง “ตอนนี้มีบริษัทอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่หลายแห่งที่จับตามองเขตชานเมืองตงเฉิง บางบริษัทใช้วิธีการที่ไม่ต่างจากพวกอันธพาล ถ้าน้องเฉินไม่อยากพัฒนาที่ดินเอง คุณควรจะรีบขายทิ้งจะดีกว่า”
เฉินเซิงพยักหน้า คำพูดของผางปินนั้นไม่ผิด
นักธุรกิจบางคนที่ไวต่อกลิ่นเงินคงจะจับจ้องที่ดินในเขตชานเมืองตงเฉิง กันแล้ว พวกเขาน่าจะทำทุกทางเพื่อให้ได้ที่ดินของผู้อื่นมา
ในตอนนี้ เฉินเซิงยังไม่มีเงินทุนที่จะต่อสู้กับกลุ่มทุนขนาดใหญ่ และไม่มีความสามารถในการสำรองเงินทุนจำนวนมากเพื่อพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ การขายที่ดินเพื่อทำกำไรในเวลานี้ก็เป็ทางเลือกที่ดี
“ถ้าผมขายที่ดินทั้งหมดที่ผมมีให้พี่ผาง ราคาที่พี่จะให้ผมได้คือเท่าไหร่?”
ผางปินครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วพูดว่า “ฉันให้ราคาได้ไม่เกินหกเท่าของราคาประเมินที่ดิน สูงกว่านี้ฉันคงจ่ายไม่ไหว”
ที่ดินของเฉินเซิงถ้าคิดเป็หกเท่าของราคาประเมินก็จะได้ประมาณหกสิบล้าน ห้าสิบล้านในนี้ถือเป็กำไรล้วน ๆ แต่ราคานี้เขายังไม่ค่อยพอใจนัก เขาจึงจงใจเปลี่ยนเื่คุย
ผางปินเป็คนฉลาด เมื่อเห็นว่าเฉินเซิงไม่พูดเื่ที่ดินอีกเขาก็ไม่ได้พูดถึงเื่นี้ต่อ
ก่อนเข้านอนเฉินเซิงครุ่นคิดถึงคำพูดของผางปินอีกครั้ง
คนที่มีเส้นสายและภูมิหลังได้รับข่าวและเริ่มเคลื่อนไหวแล้ว ที่ดินจำนวนมากในมือของเขาคงจะกลายเป็สิ่งล่อตาล่อใจในสายตาของคนอื่นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ถ้ายังรอต่อไป ไม่ถึงสองเดือน เขาคงถูกกลุ่มทุนใหญ่ที่มีเส้นสายฉีกเป็ชิ้น ๆ ดีกว่ารอให้เป็แบบนั้น สู้โจมตีก่อนดีกว่า
เฉินเซิงหาคนเขียนบทความโปรโมตในอินเทอร์เน็ต เผยแพร่ข่าวสารที่ว่าจะมีการสร้างรถไฟความเร็วสูงระหว่าง เมืองเจียงเฉิงกับเมืองเหยียนจิง และยังจ่ายเงินเล็กน้อยเพื่อดันบทความนั้นให้ขึ้นเป็หัวข้อข่าวของเว็บไซต์
เนื่องจากเฉินเซิงระบุเส้นทางรถไฟความเร็วสูงไว้อย่างชัดเจน รัฐบาลท้องถิ่นจึงรู้ว่าเื่นี้ปิดไม่มิด จึงต้องประกาศจัดงานแถลงข่าวเื่การสร้างรถไฟความเร็วสูงล่วงหน้า
หลังจากรัฐบาลท้องถิ่นจัดงานแถลงข่าว ราคาที่ดินบริเวณชานเมืองด้านตะวันออกของเมืองก็พุ่งขึ้นหลายเท่า ที่ดินในบางพื้นที่พิเศษราคายังเพิ่มขึ้นเกือบสิบเท่า
ผางปินนั่งเฉยอยู่ไม่ได้อีกต่อไป เขารีบโทรศัพท์หาเฉินเซิงอีกครั้ง
เมื่อเห็นผางปินโทรมาหา เฉินเซิงก็รับสายแล้วก็แกล้งทำเป็ไม่รู้ไม่ชี้ว่า “พี่ผาง คิดยังไงถึงโทรมาหาผมได้ครับเนี่ย”
“น้องเฉิน ฉันเต็มใจซื้อที่ดินทั้งหมดของนายในราคาแปดเท่า…”
“เอ่อ…ตอนนี้ผมอยากจะพัฒนาที่ดินเอง ไม่ได้อยากจะขายให้คนอื่นแล้วครับ” เฉินเซิงปฏิเสธไปอย่างไม่ไยดี
การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่ไม่ใช่เื่ง่าย เฉินเซิงไม่มีเอกสารทางกฎหมายของบริษัทที่เป็ทางการ และไม่มีทีมก่อสร้างของตัวเอง ดังนั้นจึงเป็ไปไม่ได้ที่จะพัฒนาด้วยตัวเอง
ที่เขาพูดแบบนั้นก็เพราะไม่พอใจราคาที่ผางปินเสนอมาจึงหาข้ออ้างปฏิเสธไป
ผางปินเป็คนเ้าเล่ห์และเหลี่ยมจัด จึงรู้ทันเฉินเซิงทันที ที่ดินในมือของเฉินเซิงมีมากเกินไป การเสนอราคาให้เขาแปดเท่าของราคาเดิมก็เกินกว่าที่เขาตั้งใจไว้แล้ว หากอีกฝ่ายยัง้ามากกว่านี้เขาก็คงต้องล้มเลิกไป
ใน่ไม่กี่วันที่เหลือบรรดาเ้าสัวในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ก็ได้ติดต่อกับเฉินเชิงทีละคน บางคนใช้วิธีพูดจาหว่านล้อม บางคนใช้วิธีข่มขู่ แต่เฉินเชิงก็ยังไม่หวั่นไหว เขายังคงรอคอยโอกาสที่จะทำให้ที่ดินในมือของเขาได้ประโยชน์สูงสุด
‘ดอกไม้เบ่งบานเต็มหน้าหลุมศพ เป็ความงามที่เธอโหยหาเหลือเกิน มองไปทีู่เาทั้งลูก เธอยังรู้สึกโดดเดี่ยวไหม…’ เสียงเพลงที่แฝงไปด้วยความเศร้าดังขึ้นแต่เช้า
เฉินเชิงหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา เสียงเรียกเข้าของเขาเป็เพลงดังในอินเตอร์เน็ต อาจเป็เพราะได้รับอิทธิพลจากชีวิตที่น่าเศร้าในชาติที่แล้ว เขาจึงชอบเพลงนี้มาก จึงตั้งเพลงที่แฝงไปด้วยความเศร้าเล็กน้อยนี้เป็เสียงเรียกเข้าโทรศัพท์มือถือของเขา
“สาวน้อย ทำไมถึงโทรหาฉันแต่เช้าตรู่แบบนี้ มันไม่เหมือนเธอเลย หรือว่าวันนี้พระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันตกกันนะ?” ในตอนแรกเฉินเซิงนึกว่าเป็พวกนักธุรกิจโทรมากวนอีกแล้วเมื่อเขามองไปที่หมายเลขโทรศัพท์ เขาพบว่าเป็หลินเสวี่ยเอ๋อร์ที่โทรมา
“เสวี่ยเอ๋อร์ มีอะไรเหรอครับ?”
“เสี่ยวเฉิน วันนี้เป็วันเกิดครบรอบห้าสิบปีของพ่อฉัน คุณช่วยมาฉลองวันเกิดให้พ่อฉันหน่อยได้ไหมคะ?”
“แน่นอนครับ ไม่มีปัญหาอยู่แล้ว ขอแค่คุณลุงคุณป้าไม่ไล่ตะเพิดผมออกไปก่อนก็พอ”เฉินเชิงพูดด้วยน้ำเสียงหยอกล้อ
ั้แ่คบกับหลินเสวี่ยเอ๋อร์ เขาก็ไปบ้านเธออยู่บ้าง ส่วนใหญ่พ่อของหลินเสวี่ยเอ๋อร์จะทำหน้าบึ้งไม่พูด ส่วนแม่ของเธอก็มักจะเหน็บแนมเป็นัย ๆ ว่าเฉินเซิงไม่คู่ควรกับลูกสาวของเธอ และบอกให้เขาเลิกยุ่งกับหลินเสวี่ยเอ๋อร์ไปซะ
สำหรับเฉินเซิงแล้ว การไปบ้านของหลินเสวี่ยเอ๋อร์ไม่ใช่เื่ที่สนุกเลย
ครั้งนี้ที่ไปบ้านตระกูลหลิน เขากลับไม่ได้กลัวว่าจะถูกพ่อแม่ของหลิน เสวี่ยเอ๋อร์จะพูดจาเหน็บแนม แต่กลับเป็ห่วงว่าการปรากฏตัวของเขาในงานวันเกิดของพ่อหลินจะทำลายบรรยากาศต่างหาก
“เสี่ยวเฉิน ที่ฉันอยากให้นายมาด้วยก็ เพราะว่าไอ้บ้านั่นที่คอยตามตื้อฉันอยู่จะมาที่บ้านตอนเที่ยงด้วย พ่อแม่ฉันก็ดูจะชอบเขามาก และอยากให้ฉันคบกับเขา ถ้านายไม่อยากเสียฉันไปก็รีบมาช่วยฉันไล่พวกน่ารำคาญพวกนั้นไปที…”