เกิดใหม่มั่งคั่ง ทำฟาร์มกลางหุบเขาลึก [จบ]

    เล่มที่ 2 บทที่ 40 มักมีส่วนที่น่ารังเกียจ


             “เสี่ยวหมี่ ข้าอยู่ด้านนอกได้กลิ่นหอมลอยเข้ามา ข้าหิวจนทนไม่ไหว ท่านป้าข้าบอกว่าเจ้าจิตใจดีมีเมตตา ที่บ้านก็มีเงิน คงจะแบ่งโจ๊กสักถ้วยให้ข้าได้กระมัง”

             เสี่ยวหมี่อยากจะพูดยิ่งนักว่า “ข้าไม่สนิทกับเจ้าเสียหน่อย วิ่งมาขอกินอาหารบ้านคนอื่นหน้าด้านๆ แบบนี้ เจ้าหน้าไม่อายเลยหรือไร?”

             แต่ครอบครัวท่านป้าหลิวยามปกติก็ดีกับนางมาก นางเห็นแก่หน้าพวกเขา จึงไม่กล้าพูดอะไรน่าเกลียด ทำได้เพียงตักโจ๊กถ้วยใหญ่ให้ “เจ้ากินเสร็จแล้วก็รีบไปเถอะ ยามนี้เป็นเวลาอาหาร ท่านป้าหลิวคงจะตามหาเจ้าอยู่”

             “ได้ๆ”

             เจาตี้เอ๋อร์ไม่ใช้ช้อนหรือตะเกียบ         นางยืนอยู่หน้าห้องครัวยกโจ๊กในถ้วยขึ้นซด แตสายตาเอาแต่ชำเลืองไปทางเรือนพักฝั่งตะวันออก

             เสี่ยวหมี่เห็นแล้วก็รู้สึกอยากอาเจียน นางเตือนตัวเองว่าอีกประเดี๋ยวเมื่อเจาตี้เอ๋อร์ไปแล้วต้องเอาถ้วยใบนี้ไปใช้ในเล้าไก่แทน

             น่าเสียดาย เจาตี้เอ๋อร์กระเพาะไม่เล็กเลย เมื่อกินโจ๊กเสร็จ นางก็จ้องน้ำแกงไข่น้ำตาไม่กระพริบ

             เสี่ยวหมี่กลัวว่าหากไม่แบ่งน้ำแกงให้นาง น้ำแกงทั้งถ้วยจะถูกแสงจากตานางเผาจนไหม้เกรียม...

             วันนี้บนโต๊ะอาหารสกุลลู่ มีเพียงเสี่ยวหมี่ที่ไม่มีถ้วยน้ำแกงไข่น้ำวางอยู่

             เฝิงเจี่ยนขมวดคิ้ว เขานึกถึงตอนที่เดินออกจากห้องเห็นเงาร่างของคนอีกคนหนึ่ง ก็พอจะคาดเดาอะไรได้ลางๆ จึงยกถ้วยน้ำแกงของตนให้กับเสี่ยวหมี่ “ข้าท้องไส้ไม่ค่อยดี กินไม่ลง”

             อันที่จริงเสี่ยวหมี่ถูกสภาพของเจาตี้เอ๋อร์ทำเอาท้องไส้ไม่ดี กินอะไรแทบไม่ลง จึงตอบว่า “ข้าเองก็ท้องไส้ไม่ดี”

             “ถ้าพวกเจ้าไม่กิน เช่นนั้นข้ากินเอง”

             ถึงแม้ลู่อู่จะเป็นผู้ฝึกยุทธ์ ยกย่องความแข็งแกร่ง แต่เขากลับชอบกินอาหารอ่อนอย่างน้ำแกงไข่น้ำ ยามนี้จู่ๆ ก็ได้สิทธิ์กินเพิ่มอีกหนึ่งถ้วยเขาย่อมดีใจเป็นที่สุด

             เสี่ยวหมี่เห็นแล้วก็อ่อนใจ ช่วยเช็ดโต๊ะตรงหน้าเขาที่สกปรกจากการกินอย่างรีบร้อน

             กลับเป็นบิดาลู่ที่เอ่ยขึ้นว่า “เสี่ยวหมี่ แม่นางน้อยที่มาในวันนี้เป็นญาติของสกุลหลิวกระมัง? ยามปกติไม่ง่ายเลยที่เจ้าจะมีสหายรุ่นราวคราวเดียวกัน จะต้องสนิทกันไว้ให้มาก”

             เสี่ยวหมี่แทบทนไม่ไหวอยากจะกลอกตา แต่จะให้นางเล่าให้บิดาฟังว่าแม่นางคนนี้เป็นพวกหน้าไม่อาย มีนิสัยน่ารังเกียจอย่างที่สุดก็คงไม่ได้

             เพราะนางเองก็ไม่ชอบว่าร้ายผู้อื่นลับหลัง อีกอย่างยังต้องเห็นแก่หน้าของสกุลหลิวด้วย จึงตอบรับอย่างไม่ค่อยเต็มใจนัก “ข้าทราบแล้วเจ้าค่ะ ท่านพ่อ”

             เมื่อกินข้าวเสร็จ เสี่ยวหมี่จึงยกจานชามไปยังห้องครัว เกาเหรินตามหลังไปด้วย เขาแย้มยิ้มอย่างชั่วร้าย “ข้าจะช่วยเจ้าจัดการแม่นางน้อยคนนั้น ข้าต้องการเนื้อกระต่ายหม่าล่าเป็นค่าตอบแทน ตกลงหรือไม่?”

            
             “อย่าเชียว แม่นางน้อยคนนั้นก็แค่ผ่านมา จึงบังเอิญเข้ามาดูเท่านั้น วันรุ่งขึ้นเขาก็ไม่มาแล้ว เจ้าอย่าได้ลงมือซี้ซั้วเด็ดขาด” เสี่ยวหมี่รู้จักฝีมือของเกาเหรินเป็นอย่างดี พวกที่ครั้งก่อนมาสกุลลู่เพื่อข่มขู่จะแย่งชิงผักสดไป เกรงว่าตอนนี้คงจะเปลี่ยนไปคลานแทนเดินแล้วกระมัง หากให้เกาเหรินเป็นคนไปจัดการจะต้องกลายเป็นเรื่องใหญ่แน่นอน ถึงตอนนั้นก็ไม่รู้จะเข้าหน้ากับสกุลหลิวอย่างไร

             “เจ้าอยากกินเนื้อกระต่าย ข้าจะทำให้เจ้าก็แล้วกัน อย่าได้ทำอะไรโดยพลการ”


             “ก็ได้”

             เกาเหรินยังคงรู้สึกไม่ยินยอมพร้อมใจเล็กน้อย เสี่ยวหมี่กลัวว่าเขาจะรับแต่ปาก แต่แอบไปทำอะไรลับหลัง จึงงัดไม้ตายออกมา “เนื้อกระต่ายหม่าล่าไม่ว่าจะทำอย่างไรก็ยังมีกลิ่นดิน เอาอย่างนี้ พรุ่งนี้ข้าทำหมูผัดน้ำแดงให้เจ้ากินแทนก็แล้วกัน รับรองว่าเจ้าจะต้องชอบ”

             “จริงหรือ? อร่อยจริงๆ หรือ” เกาเหรินตื่นเต้นจนกระโดดไปมา

            “แน่นอนอยู่แล้ว ข้าเคยหลอกเจ้าด้วยหรือ แต่ตอนนี้เจ้าไปช่วยข้าสับเนื้อหมูหน่อย ข้าตั้งใจจะทอดลูกชิ้นเพิ่ม ดีที่วันนี้เถ้าแก่เฉินติดธุระจึงไม่ได้มา ถ้าทำตอนนี้ยังทันฝากไปให้พี่สาม”

             เมื่อมีของอร่อยเป็นตัวล่อ เกาเหรินก็ไม่แอบขี้เกียจอีก เขาช่วยสับหมูอย่างแข็งขัน เสี่ยวหมี่ยุ่งอยู่ค่อนคืนในที่สุดก็ทอดลูกชิ้นจนเสร็จ นางนำไปตั้งไว้ให้เย็นเสร็จแล้วจึงรีบใส่ลงในตะกร้าสานทันที

             จากนั้นถึงซุกตัวเข้าไปในผ้าห่ม นึกถึงว่านางตั้งใจจะแอบซ่อนลูกชิ้นจากแม่นางน้อยคนนั้นเช่นนี้ก็ดูเป็นคนใจแคบเกินไปจริงๆ พรุ่งนี้ต้องส่งของกินอย่างอื่นไปให้สกุลหลิวสักหน่อยแล้ว ถือเป็นการเตือนท่านป้าหลิวทางอ้อมด้วย อย่างไรเสียการมาเกาะแกะขอบ้านผู้อื่นกินเช่นนี้ก็ไร้มารยาทเกินไป พวกนางสกุลลู่ค่อนข้างสุขสบายจึงไม่เสียดายของกินเท่านี้ แต่บ้านอื่นกลับไม่ได้เป็นเช่นนี้ ในอนาคตเจาตี้เอ๋อร์อาจจะสร้างเรื่องทำให้สกุลหลิวต้องขายหน้าก็เป็นได้

             นางวางแผนไว้เสร็จสรรพ แต่เจาตี้เอ๋อร์คนนั้นเมื่อได้กินของอร่อยก็กลับคิดไปว่าเสี่ยวหมี่เป็นคนใจอ่อน คิดจะรังแกก็ทำได้ง่ายๆ เช้าวันรุ่งขึ้นเมื่อบิดาลู่เปิดประตูบ้าน นางก็รีบมุดเข้ามาทันทีแล้วเข้าไปรื้อหาของกินในครัว

             เสี่ยวหมี่ล้างหน้าล้างตาเรียบร้อยแล้ว กำลังเดินไปที่ห้องครัวก็เห็นนางกำลังเปิดตะกร้าแต่ละใบพลิกหาของกิน นางจึงไม่อาจทนได้อีกต่อไป ถามเสียงเย็นว่า “เจาตี้เอ๋อร์ เจ้ากำลังทำอะไร? หากข้าจำไม่ผิดละก็ นี่คือห้องครัวบ้านข้ากระมัง?”

             เจาตี้เอ๋อร์ตกใจเล็กน้อย นางเก็บมือกลับมาอย่างไม่ยินยอมนัก แล้วยังบ่นว่า “ข้าก็แค่ได้กลิ่นลูกชิ้นเนื้อทอด จึงมาพลิกหาดูว่าอยู่ตรงไหนก็เท่านั้น”

             พูดจบนางก็ไม่รู้เอาความกล้ามาจากไหน ถามอีกว่า “เช้านี้ทำอะไรกินล่ะ? โจ๊กเนื้อเมื่อวานนี้ไม่เลวเลย ข้ายังอยากกินอีก”

             เสี่ยวหมี่กลอกตา นางไม่อยากจะเหนื่อยกับคนเช่นนี้อีกต่อไปแล้ว จึงชี้ไปที่ประตูทันที “เจ้าจะออกไปเอง หรือจะให้ข้าไปเรียกท่านป้าหลิวมาพาตัวเจ้ากลับไป”

             เห็นได้ชัดว่าเจาตี้เอ๋อร์คิดไม่ถึงว่าเสี่ยวหมี่จะพูดเช่นนี้ นางอึ้งไปเล็กน้อยจากนั้นจึงตะโกนเอะอะว่า “แหม เหตุใดเจ้าถึงได้ใจแคบเช่นนี้นะ ก็แค่โจ๊กถ้วยเดียวเองไม่ใช่หรือ ถึงขั้นต้องไล่กันเลยหรือไร บ้านเจ้ามีเงินแล้วเก่งมากนักหรือ อยู่บ้านหลังใหญ่แน่มากนักหรือ”

             “ใช่ ข้าเก่งมากแน่มาก และข้ารู้สึกดูถูกเจ้ายิ่งนัก”

             ในเมื่อจะกระชากหน้ากากแล้ว เสี่ยวหมี่จึงไม่คิดยั้งมืออีก นางระบายอารมณ์โกรธที่อัดอั้นไว้ออกมาในคราวเดียว “บ้านข้ามีเงินก็เป็นเรื่องของบ้านข้า บ้านข้าใหญ่โตก็เป็นเรื่องของพวกข้า ไม่เกี่ยวอะไรกับเจ้า บ้านข้ามีโจ๊กเนื้อและข้าไม่อยากให้เจ้ากินแล้วจะทำไม? ข้าเป็นพ่อแม่เจ้าหรือ เหตุใดต้องเลี้ยงเจ้าด้วย รีบออกไปเดี๋ยวนี้เลย”

             เจาตี้เอ๋อร์สีหน้าดำคล้ำ นางเตรียมจะอ้าปากด่ากลับแต่เหมือนคิดอะไรขึ้นมาได้จึงวิ่งร้องไห้ออกจากห้องครัวไปแทน

             เสี่ยวหมี่ขมวดคิ้ว เดินตามเจาตี้เอ๋อร์ออกไป ถึงได้เห็นว่าเฝิงเจี่ยนออกมายืนนอกเรือนพักฝั่งตะวันออกตั้งแต่เมื่อใดไม่รู้ แสงสีทองจากดวงอาทิตย์ตกกระทบเขาขับให้คนดูหล่อเหลายิ่งกว่าเดิม คล้ายว่าได้ยินเสียงเอะอะทางนี้ เขาจึงขมวดคิ้วน้อยๆ ท่าทางรำคาญเป็นอย่างยิ่ง

             เจาตี้เอ๋อร์ยังคิดไปเองว่าเฝิงเจี่ยนจะช่วยเรียกร้องความยุติธรรมให้นาง จึงพุ่งไปหาเขาด้วยท่าทางสะอึกสะอื้นน้ำตาไหล

             “คุณชาย บ่าวหิวจนแทบทนไม่ไหว ได้ยินว่าแม่นางลู่เป็นคนมีจิตใจเมตตา จึงมาขออาหารกินก็เท่านั้น ใครจะคิดว่านาง...ฮือ ไม่เห็นเหมือนที่เล่าลือกันเลย...ฮือๆ บ่าวช่างน่าสงสารยิ่งนัก...”

             เสี่ยวหมี่แทบจะอาเจียนออกมา คิดไม่ถึงว่าเด็กอายุแค่นี้จะเจ้าเล่ห์เพทุบายขนาดนี้

             เมื่อครู่ยังเรียกนางว่าเจ้าด้วยน้ำเสียงรุนแรงอยู่เลย ยามนี้กลับเปลี่ยนมาเรียกว่าแม่นางลู่ แทนตัวเองว่าบ่าว เปลี่ยนไวยิ่งกว่าพลิกฝ่ามือเสียอีก ตั้งใจจะแสดงฉากวีรบุรุษช่วยสาวงาม หรืออยากจะให้เขารู้สึกสงสาร รักหยกถนอมบุปผาขึ้นมาหรือ

             น่าเสียดาย ชัดเจนว่าเฝิงเจี่ยนไม่อยากร่วมแสดงด้วย เขาตีหน้าเย็นชา พ่นวาจาออกมาประโยคเดียว “ไสหัวไป”

             เสร็จแล้วจึงเดินมาที่ห้องครัว ถามเสี่ยวหมี่ที่มีสีหน้าตกตะลึงเล็กน้อย “เช้านี้ทำอะไร เดี๋ยวข้าช่วยก่อไฟ”

             “อ้อ ได้สิ”

             ครั้นเสี่ยวหมี่กวาดสายตามองสตรีที่ถูกทิ้งไว้กลางลานถูกลมพัดจนผมเผ้ายุ่งเหยิง ท่าทางน่าสงสาร นางก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป หัวเราะออกมา

             “ฮ่าๆ วันนี้เป็นวันดี เรามาห่อเกี๊ยวน้ำกินกันเถอะ เกี๊ยวไส้หมูผสมผักชี”

             “ได้”

             เจาตี้เอ๋อร์หมุนกายที่แข็งค้างมองไปทางห้องครัว คนหนึ่งต้มน้ำคนหนึ่งนวดแป้ง ร่วมมือกันอย่างดีทั้งยังสนทนากันอย่างสนุกสนาน

             นางหน้าแดงจากนั้นก็เปลี่ยนเป็นซีดขาวจากนั้นก็เปลี่ยนเป็นดำคล้ำ แล้วจึงกระทืบเท้าวิ่งออกไป

             เฝิงเจี่ยนเลิกคิ้ว เติมฟืนเข้าไปในเตา เขาปลอบนางว่า “อย่าปล่อยให้ตัวเองต้องรู้สึกคับข้องใจเพราะคนเช่นนั้นเลย”

             เสี่ยวหมี่รู้สึกอบอุ่นในหัวใจ นางหยุดมือที่นวดแป้ง ยิ้มหวานกล่าวว่า “ได้ ข้านึกว่าท่านจะรังเกียจที่ข้าใจแคบเสียอีก”

             “ข้าเคยบอกแล้วว่าของที่เป็นของเจ้า ย่อมเป็นของเจ้า หากเจ้าไม่ยินยอม ใต้หล้านี้ไม่มีใครแย่งเอาไปได้”

             “ได้ ข้าจะจำไว้”

             สายลมแห่งฤดูใบไม้ผลิแอบได้ยินบทสนทนาในห้อง มันกลัวจะถูกความหอมหวานภายในห้องครอบงำจึงพัดหนีหายไปด้วยความริษยาและขวยเขิน...

             เกี๊ยวน้อยสีขาวทรงกลมน่ารักห่อเนื้อสับถูกจัดเรียงอย่างเรียบร้อย

             รอจนน้ำต้มกระดูกหมูเดือดเป็นฟอง แล้วจึงหย่อนเกี๊ยวลงไป จากนั้นตามด้วยสาหร่ายฝอย กุ้งแห้ง เกลือเล็กน้อย น้ำมันเล็กน้อย เพียงไม่นานเกี๊ยวน้ำหอมหวนก็พร้อมยกขึ้นโต๊ะ

             คนสกุลลู่กินกันอย่างพออกพอใจ ลู่อู่กินหมดเกลี้ยงแล้วยังเลียขอบถ้วยอย่างเสียดาย พลางบ่นว่า “วันนี้ข้าจะเดินทางไปหาเจ้าสาม ไปกลับต้องใช้เวลาถึงเจ็ดแปดวัน คงอดกินของอร่อยตั้งหลายอย่าง”

             พูดจบก็หันไปกำชับเสี่ยวหมี่ “เสี่ยวหมี่ ถ้าทำของอร่อยต้องรอข้ากลับมาด้วยนะ”

             “ได้ๆ”

             เสี่ยวหมี่รักใคร่พี่ชายจอมตะกละราวกับน้องชายตัวน้อยคนหนึ่ง จึงตามใจเขาทุกอย่าง จากนั้นก็กำชับเขาว่าระหว่างทางต้องระวังตัวให้ดี อย่าเข้าไปยุ่งเรื่องคนอื่นโดยไม่จำเป็น

             ลู่อู่ไม่รู้ว่าฟังเข้าหูไปบ้างหรือไม่ เขาจดจ่ออยู่แต่กับถ้วยของตนเอง

             เสี่ยวหมี่จึงยอมแพ้ คิดไว้ว่าอีกเดี๋ยวต้องฝากฝังกับเถ้าแก่เฉินเสียหน่อย

             นอกจากบ้านสกุลลู่ที่กำลังกินอาหารกันอย่างครึกครื้นแล้ว เรือนถัดไปอีกหลังก็กำลังมีเรื่องครึกครื้นเกิดขึ้นเช่นกัน แต่เป็นความครึกครื้นคนละแบบ

             หลายวันมานี้กุ้ยจือเอ๋อร์เรียกได้ว่าไม่อยากเห็นหน้าเจาตี้เอ๋อร์แม้แต่น้อย แต่ในฐานะพี่สะใภ้ นางจะว่าอะไรมากก็ไม่ได้ เมื่อคืนนางจึงบอกต้าหลินว่าอยากจะพาต้าจู้บุตรชายลงไปที่หมู่บ้านล่างภูเขากลับบ้านเดิมสักพัก 

             ต้าหลินเห็นว่าภรรยาท้องอยู่ ไม่อยากให้นางอารมณ์เสีย เขาจึงตัดสินใจว่าจะขอมารดาให้ในวันนี้

             แต่ยังไม่รอให้ถึงจังหวะเหมาะ ตอนที่กุ้ยจือเอ๋อร์กำลังเปิดกล่องจะหยิบเงินเตรียมว่าจะซื้ออะไรไปฝากบิดามารดาดี กลับพบว่าเงินไม่กี่สิบอีแปะที่นางเก็บไว้นั้นหายไปไม่มีแม้แต่เงา แม้แต่สินเดิมที่นางนำมาตอนแต่งงานซึ่งเป็นกำไลเงินคู่หนึ่งก็หายไปด้วยเช่นกัน

             นางร้องไห้ออกมาทันที เพื่อให้ได้กำไลคู่นี้มา ครอบครัวนางต้องขายเสบียงอาหารไปครึ่งหนึ่ง ตอนนั้นถึงกับต้องทะเลาะกับพี่สะใภ้อยู่ถึงครึ่งเดือน

             ทุกครั้งที่กลับบ้านนางจะต้องสวมใส่กลับไปให้พวกเขาเห็น เพื่อเป็นหลักฐานว่าสกุลหลิวไม่ได้ริบเอาสินเดิมของนางไป และเพื่อให้คนที่บ้านได้เห็นว่านางใช้ชีวิตอย่างมีความสุขดี

             คิดไม่ถึงว่าสมบัติล้ำค่าที่ปีหนึ่งนางมีโอกาสใส่ไม่เกินสองครั้งยามนี้กลับหายไปเสียแล้ว

             “ต้าหลิน ต้าหลิน ฮือๆ จะทำอย่างไรดี”

             กุ้ยจือเอ๋อร์ร้อนใจวิ่งออกมาจนเกือบจะสะดุดล้ม

             ต้าหลินพุ่งเข้ามาประคองภรรยาทันที ยังไม่ทันได้ถามอะไร ท่านป้าหลิวก็ด่าขึ้นมาก่อนแล้วว่า “เกิดอะไรขึ้นกันแน่ วุ่นวายตั้งแต่เช้า ในท้องยังมีเด็กอยู่คนหนึ่งนะ เจ้าจะสร้างเรื่องอะไรอีก”

     

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่มั่งคั่ง ทำฟาร์มกลางหุบเขาลึก [จบ] ที่คุณอ่าน

    สาวแกลที่มาสารภาพรักกับคนมืดมนอย่างผมเพราะเกมลงโทษ ดูยังไงก็หลงผมหัวปักหัวปำเลยครับ

    สาวแกลที่มาสารภาพรักกับคนมืดมนอย่างผมเพราะเกมลงโทษ ดูยังไงก็หลงผมหัวปักหัวปำเลยครับ

    นิยาย รัก
    85K 245
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    เจ้าสาวมือใหม่แห่งสกุลลู่

    เจ้าสาวมือใหม่แห่งสกุลลู่

    นิยาย รัก
    3.84M 3388
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    207K 185
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    ทะลุมิติไปเป็นชายาฮ่องเต้ทรราช ขนสมบัติชาติหนีไปสร้างแคว้นใหม่ [จบ]

    ทะลุมิติไปเป็นชายาฮ่องเต้ทรราช ขนสมบัติชาติหนีไปสร้างแคว้นใหม่ [จบ]

    นิยาย รัก
    671K 788
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นภรรยาเศรษฐีนีแม่ลูกสามในยุค 80 [จบ]

    เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นภรรยาเศรษฐีนีแม่ลูกสามในยุค 80 [จบ]

    นิยาย รัก
    623K 530
    [จบ] แม่ปากร้ายยุค​ 80

    [จบ] แม่ปากร้ายยุค​ 80

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    94K 1199