ั้แ่เช้าจนกระทั่งบ่ายวันนั้นฟังเยว่ฉิวมีรอยยิ้มประดับหน้าอยู่บ่อยครั้งแม้ต่อหน้าของอาซิ่น นางเขินอายที่ใจเฝ้าคิดถึงแต่เื่ค่ำนี้เผิงเซิ่งอี้จะมาหาชีวิตหญิงชาวบ้านธรรมดาคุ้นชินกับการอยู่และทำเื่ส่วนตัวคนเดียวนางจึงให้อาซิ่นไปทำงานอื่นที่ดูจะเกิดประโยชน์กว่าการมานั่งเฝ้านางเช้าจรดค่ำแต่หญิงสาวนั่งอุดอู้อยู่ในห้องได้สักพักก็เกิดความคิดอยากจะออกไปเดินเล่นนอกเหนือจากเดินจนทั่วสวนเล็กหน้าเรือน
ฟังเยว่ฉิวเดินทอดน่องมาตามทางซึ่งมุงหลังคากระเบื้องแดงมองไปทิศทางไหน จวนแม่ทัพเผิงก็ร่มรื่นชอุ่มเขียวไปด้วยต้นไม้น้อยใหญ่ เพียงอึดใจเดียวนางก็เดินมาถึงเรือนกลางของเผิงเซิ่งอี้ซุ้มก่ออิฐเบื้องหน้าสูงกว่าซุ้มประตูทางเข้าเรือนของนางบ่งบอกว่าสถานที่แห่งนี้เป็เรือนหลัก
หญิงสาวต่างเมืองมองเข้าไปยังโถงหน้าบ่าวในเรือนสองสามคนซึ่งกำลังปัดกวาดเช็ดถูละงานในมือ มองมายังสตรีแม้ไม่คุ้นตาแต่การแต่งกายที่ต่างจากบ่าวไพร่ก็รับรู้โดยปริยายว่าคือคนที่เข้ามาพักยังเรือนฝั่งขวาสายตาหลายคู่ทำให้ฟังเยว่ฉิวมิอาจหยุดยืนสำรวจได้นานนักทางเดินบนพื้นยังคงทอดไกลไปอีกฟาก ซึ่งนางรู้แก่ใจดีว่าเป็เรือนพักของฉงอวี้หลิงนางไม่ควรเหยียบย่างไปที่นั่น คิดดังนั้นแล้วจึงหันหลังกลับ
หญิงสาวเดินย้อนกลับทางเดิมแต่ก่อนจะถึงเรือนพักของตนเองก็ตัดสินใจเลี้ยวผ่านซุ้มประตูที่ประดับรูปปั้นพยัคฆ์คาบลูกโลหะไว้้าเข้าไปในสวนกลางของจวนแม่ทัพเผิงหอจันทร์กระจ่างตระหง่านโดดเด่นเป็หนึ่งเดียวอยู่กลางสระใสท่ามกลางลูกไม้สีม่วงอมแดงแซมใบเขียวของต้นหลี่ที่ผลโตใกล้เก็บรายรอบลมพัดแ่พลิ้วมา ยอดไม้กิ่งก้านใบของต้นกุ้ยฮวาลู่สะบัดขณะทอดใจหวนระลึกถึงวันซึ่งได้กลับไปอยู่ในอ้อมกอดของผู้เป็สามี ก็มีเสียงร้องของแมวตัวหนึ่งดังมาจากพุ่มเหมยกุ้ย[1]ซึ่งขึ้นเป็ดงใหญ่
เสียงร้องบ่งบอกว่าสัตว์ตัวนั้นเ็ปและร่างเล็กที่ยังพยายามดิ้นรนทำให้นางไม่อาจนิ่งนอนใจ
“อยู่นิ่งๆ นะ” หญิงสาวคุกเข่าลงกับพื้น ค่อยๆ สอดมือเข้าไปในพุ่มเหมยกุ้ยแต่เพราะแมวตัวอ้วนพียิ่งดิ้น หนามแหลมยิ่งเกี่ยวปักครูดไปตามเนื้อตัวเสียงร้องโหยหวนของมันทำให้นางใจคอไม่สู้ดี จึงเร่งมือพยายามช่วยมันออกมาให้ได้
“เ้าทำอะไรน่ะ!”
เสียงหนึ่งตวาดขึ้นเื้ั
ฉงอวี้หลิงเพิ่งกลับจากเรือนแม่สามีเดินผ่านมาเห็นเหตุการณ์ที่ฟังเยว่ฉิวกำลังออกแรงดึงแมวสีขาวซึ่งขนถูกย้อมด้วยเืออกจากพุ่มหนามแหลมคม
“เ้ากล้าทำร้ายแมวของท่านย่าหรือ!”
แมวของท่านย่า!
ฟังเยว่ฉิวหันกลับมายังเ้าของเสียงตอนนี้แมวอยู่ในอุ้งมือนางแล้ว แต่มิวายถูกแรงดิ้นรนของมันก่อนหน้านั้นทำให้นางพลอยถูกหนามเกี่ยวและถูกเล็บมันข่วนเป็ทางยาว นางเจ็บแต่ไม่มีเวลาจะปริปากโอดครวญ ได้แต่พยายามอธิบายให้ผู้กำลังเข้าใจเจตนานางผิดฟัง
“ข้าพยายามช่วยมันหาได้้าทำร้ายไม่”
เสียงเอ็ดตะโรของฉงอวี้หลิงทำให้อาซิ่นซึ่งเดินรั้งท้ายจากเรือนอุดรรีบวิ่งเข้ามาหานายสาวของตน นางเห็นแมวสีขาวตัวอ้วนใหญ่ร้องขู่ฟ่อ ขนตั้งชันส่วนขาหลังยังติดอยู่ในพุ่มเหมยกุ้ย จึงเอ่ยขึ้น
“ปล่อยเสี่ยวจื้อเถอะนะเ้าคะ”
“เห็นอยู่กับตายังมาปฏิเสธ เอาเสี่ยวจื้อออกมาจากผู้หญิงใจร้ายคนนี้” ฉงอวี้หลิงสั่ง
เหมยเหม่ยก็ตรงเข้ามาดึงแขนของฟังเยว่ฉิวทำให้แมวในมือหญิงสาวพลอยถูกกระชากตามไปด้วย เสี่ยวจื้อทั้งดิ้นและร้องแรงดิ้นของมันทำให้ถูกหนามแทงและลากแผลเป็ทางยาวกว่าเดิม กรงเล็บมันยังข่วนมือ ฟังเยว่ฉิวจนเกิดรอยแผลเพิ่มขึ้น
“เ้าทำให้แมวเจ็บ!”ฟังเยว่ฉิวตวาดใส่เหมยเหม่ยนางพยายามรั้งตัวแมวไว้กับที่เพราะเสียงร้องโหยหวนของมัน มันเสียขวัญอย่างหนักไม่ควรฉุดกระชากให้เจ็บซ้ำ แต่ยิ่งยื้อยุด เหมยเหม่ยยิ่งออกแรงดึงสุดท้ายแล้วนางจำต้องปล่อยแมวของท่านย่าให้เป็อิสระอย่างน้อยก็ช่วยลดความเจ็บให้ทั้งมันและนาง แต่เมื่อปล่อยมือเสี่ยวจื้อก็สะบัดตัววิ่งขนตั้งชันหายเข้าไปในป่าต้นกุ้ยฮวา
“เ้าตามข้าไปหาท่านแม่เดี๋ยวนี้เลยท่านย่ารักเสี่ยวจื้อมาก กับเื่ร้ายแรงที่เ้าทำ เ้าสมควรต้องได้รับโทษ”
“ข้าไม่ได้ทำอะไรผิดคนที่ทำคือสาวใช้ของเ้า”
“มาอยู่จวนสกุลเผิงได้ไม่กี่วันก็ปากเก่งเชียวนะเหมยเหม่ย อาซิ่น ลากนางไปกับข้า”
สิ้นคำสั่งของฉงอวี้หลิงเหมยเหม่ยก็เข้ามาประกบข้างกายฟังเยว่-ฉิว อาซิ่นละล้าละลังอยู่บ้างแต่ก็ทำตามคำสั่ง นางถูกพาตัวไปยังเรือนอุดรห้องพิพากษาโทษของนางคือห้องพักผ่อนของนางถังจิ่วหยินนั่นเอง
เมื่อไปถึงฉงอวี้หลิงเปิดปากเล่าเื่ฟังเยว่ฉิวกระชากเสี่ยวจื้อจากพุ่มต้นเหมยกุ้ยจนทำให้มันาเ็สุดท้ายแมวตัวนั้นก็วิ่งหนีหายไปต่อหน้าต่อตาพวกนางทั้งหมด
นางถังจิ่วหยินหน้าเขียวคล้ำด้วยความโกรธนางเดินตรงเข้ามาตบหน้าฟังเยว่ฉิวเต็มแรงมือ
“นังคนไม่มีหัวคิด!”
แรงตบอย่างไม่ทันตั้งตัวต่อหน้าฉงอวี้หลิงจ้าวนี และสาวใช้ทั้งสองนาง ทำให้ฟังเยว่ฉิวถึงกับเซ ใบหน้าสะบัดหันไปอีกทางน้ำตาเอ่อล้นกบสองตา นางปฏิเสธด้วยความเจ็บช้ำ หวังให้อีกฝ่ายเข้าใจเจตนาของนาง
“เยว่เอ๋อร์ไม่ได้ทำนะเ้าคะ”
“ยังจะมาปากแข็งอีกข้ากับเหมยเหม่ยเห็นเต็มสองตา อาซิ่นนางก็เห็น บอกมาสิอาซิ่น เ้าเห็นสิ่งใดบ้าง”
“บ่าว...เอ่อ”
อาซิ่นเพิ่งเข้ามาอยู่จวนสกุลเผิงได้เพียงสองปีเป็ครั้งแรกที่นางเห็นเผิงฟูเหรินลงมือทำร้ายคน เมื่อถูกคาดคั้นจากฉงอวี้หลิงจึงสะดุ้งเกิดความเกรงกลัวหญิงสูงวัยจนแข้งขาสั่น
“จะยอมพูดดีๆหรือจะต้องให้โบยกันก่อน!” เผิงฟูเหรินตวาดสาวใช้อายุน้อยที่อ้ำอึ้งจนลนลานตัวสั่นงันงก
“บ่าว...บ่าวเห็นนายหญิงกำลังดึงเสี่ยวจื้อมันร้องและดิ้น แต่นายหญิงก็ไม่ปล่อยมือ หนามก็เลยยิ่งแทงเสี่ยวจื้อ”
ฟังเยว่ฉิวหันมามองสาวใช้ส่วนตัวนางครางออกมาเสียงแ่ ดวงตาทอประกายผิดหวังเหตุใดอาซิ่นจึงกล่าวในทางให้ร้ายนางเช่นนั้น
“ข้าพยายามจะช่วยมันนะ”ฟังเยว่ฉิวชี้แจง
“แต่ที่พวกข้าเห็นคือเ้ากำลังรังแกเสี่ยวจื้อตาสามคู่เห็นอย่างเดียวกัน เ้ายังจะปากแข็งปฏิเสธอีกหรือ”
“ข้าถูกให้ร้าย”แววตาแข็งกร้าวของฟังเยว่ฉิวสบตากับฉงอวี้หลิงก่อนหันกลับมายังนางถังจิ่วหยิน “ฟูเหรินได้โปรดให้ความยุติธรรมกับเยว่เอ๋อร์”
“ทำไมสะใภ้ข้าจะต้องใส่ร้ายเ้าด้วยเื่ไร้สาระเช่นนั้นเ้าทำก็บอกว่าทำ โทษหนักจะได้เป็เบา”
“เยว่เอ๋อร์ไม่ได้ทำจริงๆนะเ้าคะ” นางยืนกราน ทรุดตัวลงคุกเข่าอยู่เบื้องหน้าหวังให้แม่สามียอมรับฟังนางอธิบาย
ขณะนั้นเองบ่าวหน้าห้องเข้ามารายงานว่าอันหลิวมาตามหาเสี่ยวจื้อนางถังจิ่วหยินจึงอนุญาตให้คนสนิทของแม่สามีเข้ามา
“เสี่ยวจื้อหายไปจากเรือนข้าพาเด็กมาตามหาเ้าค่ะ เมื่อกี้เพิ่งได้ยินเด็กๆข้างนอกบอกว่าพบเสี่ยวจื้อที่สวน”
“นี่อย่างไรเล่าตัวการเื่ทั้งหมด”เ้าชีวิตของคนในจวนแม่ทัพชี้นิ้วไปยังหญิงสาวซึ่งกำลังนั่งคุกเข่าดวงตาทั้งสองข้างแดงและคลอปริ่มด้วยน้ำตาที่กำลังจะหยาดหยด
อันหลิวมองหน้าฟังเยว่ฉิวแล้วไล่สายตาลงมายังรอยเืที่เลอะเปื้อนชายแขนเสื้อและบริเวณอกเสื้อของนาง
“นางคือฟังเยว่ฉิว”น้ำเสียงที่นางถังจิ่วหยินเอ่ยถึงหญิงสาวเต็มไปด้วยความรังเกียจ
อันหลิวพยักหน้าส่งสายตาไม่เป็มิตรให้หญิงสาวต่างถิ่น
ฟังเยว่ฉิวรีบปฏิเสธ“ข้าพยายามจะช่วยเสี่ยวจื้อ แต่มันดิ้นหนักจนข่วนข้าแล้ววิ่งหนีหายไป”นางยื่นแขนและมือที่มีรอยแผลจนเกิดลิ่มเืให้อีกฝ่ายดู
าแที่ฟังเยว่ฉิวได้รับค่อนข้างลึกและเป็แผลยาวจนอันหลิวต้องเบือนหน้าหนีคาดว่าหญิงสาวคงต้องข่มกลั้นความเจ็บมากมายทีเดียวที่จะไม่ร้องโอดโอยออกมา
“หายไปที่ใด”
“ข้าไม่รู้ พอเสี่ยวจื้อหลุดจากมือมันก็วิ่งเข้าไปในป่าต้นกุ้ย”
“หวังว่ามันจะยังอยู่ในจวนโชคดีที่เราไม่ได้เลี้ยงสุนัขไว้ ข้าขอตัวไปตามหาเสี่ยวจื้อต่อนะเ้าคะฟูเหริน”อันหลิวลาเ้าบ้านแล้วเดินนำบ่าวหลายคนที่รออยู่หน้าห้องออกไปติดตามหาแมวรักของเผิงไหน่ไน
“หากเสี่ยวจื้อเป็อะไรร้ายแรงหรือหาตัวไม่พบเ้ารอรับโทษก็แล้วกัน กลับห้องเ้าไปได้แล้วและอย่าริอ่านเพ่นพ่านสร้างปัญหาอะไรอีก”
ฟังเยว่ฉิวจำยอมโขกศีรษะลงกับพื้นแล้วกล่าวลาแม่สามีนางเดินกลับไปยังเรือนด้วยจิตใจที่อ่อนล้าเหลือประมาณรู้สึกหวาดระแวงต่อผู้คนรอบข้างที่ไม่รู้เมื่อไรจะยื่นมีดเข้ามาทิ่มแทงนางให้เจ็บช้ำทั้งกายและใจอีก
เมื่ออยู่กันตามลำพังกับอาซิ่นซึ่งเดินคอตกตามนางกลับมายังเรือน
“ทำไมต้องให้ร้ายข้า”
“มันเป็หน้าที่ของบ่าวบ่าวไม่กล้าขัดนายหญิง”
“ฟูเหรินใช้ให้เ้าคอยจับตาดูข้าใช่หรือไม่”
อาซิ่นหลบตานางก็แค่บ่าวรับใช้ในเรือนมีหรือจะกล้าขัดคำสั่งของนายหญิงใหญ่ที่จ่ายเงินซื้อตัวนางมาจากครอบครัวยากจนทุกความเคลื่อนไหวของฟังเยว่ฉิวและนายน้อยตระกูลเผิงต้องอยู่ในสายตานางแล้วนำไปรายงานต่อนายหญิงและเื่ที่ฟังเยว่ฉิวไม่ได้ไปกินข้าวมื้อค่ำที่เรือนอุดร ก็เพราะเป็เผิงฟูเหรินนั่นเองที่สั่งให้นางบอกกับนายท่านและนายน้อยว่าหญิงสาวไม่สบายจึงขอแยกตัวกินข้าวเพียงลำพัง
นางเป็คนนอกที่เ้าของบ้านตั้งแง่รังเกียจการคอยเฝ้าจับตาสอดส่องพฤติกรรมย่อมทำได้ ฟังเยว่ฉิวคิดแล้วถอนหายใจ
“เ้าไม่ผิดอันใดหรอกเป็ธรรมดาที่บ่าวต้องซื่อสัตย์กับนาย นับจากวันนี้ไป เพียงแค่ยกสำรับมาให้ข้าไม่ต้องอยู่รับใช้ ถือเสียว่าข้ามาขออาศัย อยู่ไม่นานแล้วก็ไป เพียงเท่านี้ข้าก็ขอบใจเ้ามากแล้ว”
“บ่าว...” ฟังเยว่ฉิวถือได้ว่าเป็นายคนแรกที่นางมารับใช้เป็การส่วนตัวหญิงสาวเป็คนมีน้ำใจ แบ่งปันอาหารและขนมดีๆ ให้กับนางบ่อยครั้งอีกทั้งอารมณ์ยังนุ่มนวล ไม่เคยถือว่าตนเป็นายนางรู้ว่าหญิงสาวจากเมืองไท่ซาเป็คนดี แต่จะทำอย่างไรได้เมื่อหน้าที่ซึ่งได้รับมอบหมายจากนายหญิงใหญ่ นางก็ไม่กล้าขัดขืนให้กล่าวยกย่องแสดงความภักดีกับฟังเยว่ฉิว มาดว่านายหญิงคงลงโทษหนักก่อนจะถึงมือนายหญิง นางอาจจะตายเพราะมือของคุณหนูฉงก่อนก็เป็ได้
“ออกไปเถอะข้าอยากอยู่คนเดียว” ฟังเยว่ฉิวตัดบทแล้วเดินหายเข้าไปยังหลังม่านแผลบนมือและแขนนางยังต้องรักษา ส่วนแผลที่ใจนั้นได้แต่ปล่อยให้มันทิ้งรอยไว้อย่างนั้นนานวันเข้าคงจะชาชินและไม่รู้สึกเจ็บกระไรอีก
[1]กุหลาบ