เสียงกลองยามเช้าดังจากหอคอยตะวันออก“ตึ้ง… ตึ้ง… ตึ้ง…” เป็จังหวะที่ทอดยาวกลางสายลมหนาวราวกับประกาศว่าอีกวันแห่งการเฝ้ามองเริ่มต้นขึ้นแล้วกลิ่นข้าวต้มจากโรงครัวลอยปะปนมากับไอหมอก เช้าของตระกูลลู่ดูเหมือนสงบแต่ใต้ความสงบกลับเต็มไปด้วยกระแสที่ขยับไม่หยุด
ลู่หานยืนอยู่ริมลานมองเส้นแดดที่เริ่มเลื้อยข้ามปลายหลังคา ความทรงจำเมื่อคืนยังชัดเจนภาพลังเสบียงที่ตราซ้อนกันสองชั้น เสียงหัวหน้าคลังที่อึกอักและสายตาของเหม่ยหลิงที่เฉียบคมดั่งคมมีด ทุกอย่างบอกเขาว่า“ของบางส่วนกำลังไหลออกไปจากคลัง”
เสียงฝีเท้าเบาๆ ดังเข้ามา อาหยินถือถังน้ำเดินมาเงียบ ๆ พอเห็นเขายืนอยู่ นางก็ชะงักรีบก้มศีรษะ
“คุณชาย…ท่านยังไม่เข้าทานข้าวหรือเ้าคะ”
ลู่หานส่ายหน้าเล็กน้อยดวงตายังจับอยู่ที่ปลายทางเดิน
“ไม่ข้ายังไม่หิว”
อาหยินลังเลก่อนจะพูดเบา ๆ
“เมื่อคืน…ข้าเห็นรถเกวียนเล็กวิ่งผ่านทางหลังโรงครัวเสียงมันแปลก เหมือนล้อมีรอยซ้อนหลายชั้น”
ลู่หานหันมองทันทีประโยคสั้นนั้นยืนยันสิ่งที่เขาสงสัยมาตลอด
“เ้าทำได้ดีอาหยิน”
เขายกมือแตะไหล่นางเบาๆ ราวกับให้กำลังใจ นางหน้าแดงแล้วรีบถอยไป เหมือนกลัวตนจะทำอะไรผิดอีก
เสียงรองเท้าลากบนหินดังใกล้เข้ามาคราวนี้เป็เหม่ยหลิง นางถือม้วนเอกสารเล็ก ๆ เดินเข้ามาอย่างสงบ
“เมื่อคืนข้าเปรียบเทียบบันทึกเวรกับรายชื่อยาม” นางส่งเอกสารให้“ผลัดเวรตะวันตกหายไปหนึ่งแถว เขียนทับใหม่อย่างรีบร้อน”
ลู่หานก้มอ่านพลางพูดเบา ๆ
“ซ่อนร่องรอยด้วยหมึกแต่ซ่อนรอยล้อไม่ได้”
เหม่ยหลิงยกคิ้วขึ้นเล็กน้อยแววตาพอใจที่เขาเห็นตรงกัน
เขาเลือกออกเดินทางั้แ่เช้าเสื้อผ้าถูกจัดเรียบง่ายแต่สะอาด รองเท้าผ้าเช็ดจนไม่เหลือฝุ่นหัวใจเขาเข้าใจแล้วว่า หากจะชนะตระกูลใหญ่ไม่ใช่การโต้เถียงต่อหน้าคณะผู้เฒ่าเท่านั้น แต่ต้อง “จับรอยเท้าที่พวกมันเหยียบ”ให้เจอ
ทางเดินด้านตะวันตกของเรือนใหญ่เงียบผิดปกติราวกับถูกปล่อยทิ้งให้เป็เพียงทางเก่า หญ้าสูงริมทางแกว่งไหวตามลมเสียงจักจั่นเช้าดังแทรกมาไม่ขาดสาย
ลู่หานก้าวช้าๆ เขาไม่เร่งรีบ แต่ทุกก้าวคือการสังเกต รอยล้อเกวียนบนดินชื้นยังใหม่อยู่สองเส้นทับกันเหมือนเพิ่งถูกลากผ่านเมื่อคืน เขาก้มลงแตะปลายนิ้วกับร่องดินเศษดินยังร่วนง่าย แสดงว่าผ่านมาไม่เกินครึ่งคืน
“ชัดเจน…”เขาพึมพำกับตนเอง
ทันใดนั้นเสียงฝีเท้าหนัก ๆ ดังจากด้านหลัง
“เ้ามาทำอะไรที่นี่”
อู่ชงและซาเหยียนยามสองคนเดิม ยืนกอดอกขวางทาง สายตาเต็มไปด้วยแววเยาะ
ลู่หานยืนนิ่งไม่ตอบทันที เขาเงยหน้ามองท้องฟ้าให้ลมหายใจคงที่ ก่อนเอ่ยสั้น ๆ
“ตรวจทาง”
ซาเหยียนหัวเราะหยัน
“ตรวจทาง?ฮึ เ้าคิดว่าตัวเองเป็หัวหน้ายามรึไง”
อู่ชงเสริมเสียงเข้ม
“ที่นี่เป็เขตรับผิดชอบของตระกูลหลักเ้าไม่มีสิทธิ์”
บรรยากาศหนักขึ้นราวกับลมเช้าหยุดพัดแต่ในใจลู่หานกลับสงบยิ่งกว่าเดิม ความทรงจำโลกเก่าบอกเขาว่า การเจอคนแบบนี้ไม่ใช่การชนกำแพง แต่คือโอกาสทดสอบ “หลักฐาน”
เขายกสมุดเล่มเล็กจากอกเสื้อออกมาเปิดหน้าที่มีลายหมึก
“ในสมุดเวรนี้ผลัดยามเมื่อคืนหายไปหนึ่งแถว หากไม่ตรวจทาง ข้าคงไม่พบรอยล้อใหม่ตรงนี้”
เขาชี้ลงไปที่ร่องล้อบนดิน
ยามทั้งสองชะงักไปเสี้ยววินาทีแววตาเปลี่ยน แต่ยังฝืนหัวเราะกลบ
“สมุดเล่มนั้นมันพิสูจน์อะไรได้”
ทันใดนั้นตัวอักษรสีทองวาบขึ้นตรงมุมสายตา
[ระบบจักรพรรดิ ทำงาน]
[ภารกิจ:ใช้ “หลักฐาน” กดดันแทนกำลัง]
[เงื่อนไข:เผชิญหน้าคู่ขัดแย้งด้วยเอกสาร/ข้อเท็จจริง โดยไม่ใช้กำลัง]
[รางวัลที่เป็ไปได้:วิธีตรวจสอบรอยทางอย่างเป็ระบบ]
แสงทองดับหายไปในพริบตาเหลือเพียงลู่หานที่ยืนนิ่ง สายตาแน่วแน่
“พิสูจน์ไม่ได้หรือ?”เขาก้าวเข้าใกล้หนึ่งก้าว น้ำเสียงเรียบแต่แน่น “หรือเพราะเ้ากลัวว่าเมื่อพิสูจน์แล้ว คนทั้งตระกูลจะรู้ว่าของหายไปตรงไหน?”
อู่ชงกัดฟันกรอดแต่ไม่พูดต่อ ซาเหยียนเบือนหน้าไปทางอื่น เงียบสนิท
ลู่หานหันหลังให้ทั้งคู่เดินตามร่องล้อต่อไป เหมือนพวกนั้นไม่มีค่าแม้แต่จะขัดทาง
ร่องล้อสองเส้นลากยาวผ่านพงหญ้าไปยังทางแคบหลังเรือนใหญ่ลู่หานก้าวไปช้า ๆ ปล่อยให้สายตากับหูจับสิ่งรอบข้างเสียงนกเช้าขับขานห่างออกไปทุกขณะ บรรยากาศเงียบลงผิดปกติราวกับสิ่งมีชีวิตอื่นหลีกทางให้ความจริงที่กำลังจะถูกเปิดออก
เขาหยุดก้าวตรงทางสามแพร่งที่ดินชื้นเป็โคลนรอยล้อแยกไปสองทาง หนึ่งไปทางตลาดนอก อีกเส้นวกไปทางทุ่งรกร้างหลังเมือง
ลู่หานก้มลงแตะปลายนิ้วกับดินใช้กิ่งไม้เล็ก ๆ วัดร่องรอย เขาพึมพำเบา ๆ
“ล้อซ้ายลึกกว่าแสดงว่าของหนักมาก… เส้นที่ไปทุ่งรกร้างมีน้ำหนักบรรทุกน้อยกว่า”
เสียงฝีเท้าเบาๆ ดังจากพุ่มไม้ อาหยินโผล่หน้าออกมา หอบหายใจแรงเล็กน้อย
“คุณชาย!ข้าแอบตามมา… ที่ตลาดนอก ข้ามีคนรู้จักในโรงนับข้าวพวกเขาเคยบ่นว่าได้ของจากคลังไม่ครบ”
ลู่หานยกคิ้วเล็กน้อยก่อนพยักหน้า
“เ้าทำดีที่ตามมาแต่ต่อจากนี้ อย่าก้าวโดยไร้สัญญาณ”
อาหยินก้มหน้ารับคำ
เขามองเส้นทางแล้วเลือกเดินไปทางตลาดนอกก้าวเท้าด้วยความมั่นใจว่าของที่หาย ต้องถูกส่งออกไปขายหรือแลกเปลี่ยน
ตลาดนอกเมืองยังไม่คึกคักมากนักแต่เสียงค้าขายเริ่มดังประปราย เสียงแม่ค้าะโเรียกลูกค้า “ผักสด! ผักสด!”ปะปนกับเสียงฆ้อนตอกตะปูของช่างไม้ ภาพโคมกระดาษเก่าแกว่งไกวตามลม
ลู่หานแทรกตัวไปท่ามกลางผู้คนเงียบแต่สังเกตทุกอย่าง กลิ่นน้ำมันเก่า กลิ่นข้าวสารชื้นและเสียงหัวเราะแฝงเลศนัยของชายแปลกหน้าที่ก้มคุยกันหลังร้านหนึ่ง
อาหยินเดินตามติดๆ นางกระซิบเบา ๆ
“ท่านดูสิ…ลังไม้ตรงนั้น มีตราสีแดง เหมือนตราคลัง”
ลู่หานหันไปมองลังไม้สามใบกองอยู่หลังร้านค้าใหญ่จริง ตราประทับซีดไปเล็กน้อยแต่หากใครเคยเห็นมาก่อนย่อมจำได้
เขาก้าวเข้าใกล้แต่ไม่ตรงเข้าหา กลับเลี้ยวไปซื้อเกลือจากแผงข้าง ๆ ใช้หางตาสอดส่องเห็นชายสองคนกำลังลากลังเข้าด้านในร้าน
“เก็บให้แน่นอย่าให้ใครเห็น” หนึ่งในนั้นกระซิบ
อาหยินเม้มปากเหมือนจะพูดแต่ลู่หานยกมือห้ามไว้ สายตาเฉียบคม
“ยังไม่ถึงเวลา”
ขณะนั้นเองเสียงหัวเราะดังจากมุมหนึ่งของตลาดกลุ่มชายหนุ่มสี่คนยืนล้อมเด็กขายผักกำลังหัวเราะเยาะ
“เ้าหนูนี่บอกว่าของข้าขาดไปสองตะกร้า ยังกล้าเรียกร้องกับข้า?”
เด็กสั่นหัวร่างเล็กสวมเสื้อผ้าขาด ๆ กอดตะกร้าแน่น
ลู่หานหยุดก้าวเขามองภาพนั้น แล้วหันไปมองอาหยิน
“เ้าว่าข้าควรทำหรือไม่”
อาหยินเบิกตากว้าง“คุณชาย…”
เขาก้าวออกไปเสียงรองเท้ากระทบพื้นหิน “ตึก…ตึก…” สายตากลุ่มชายหนุ่มหันมาพร้อมกัน
“อะไรของเ้า!”หนึ่งในนั้นะโ
ลู่หานยืนนิ่งน้ำเสียงราบเรียบ
“เด็กน้อยเพียงขายผักทำไมต้องรังแก”
ชายร่างใหญ่หัวเราะหยัน
“แล้วเ้ามีสิทธิ์อะไร”
ลู่หานไม่โต้เถียงแต่หยิบสมุดเล็กจากอกเสื้อ เปิดให้เห็นรอยจดหมึก
“นี่คือบันทึกการซื้อขายของคลังข้าเห็นว่าของหายไปมาก หากพวกเ้าซื้อจากคลังจริง ทำไมไม่ตรงกับจำนวน”
กลุ่มชายหนุ่มอึ้งไปหนึ่งอึดใจเด็กขายผักรีบก้มลงหลบ
ทันใดนั้นตัวอักษรสีทองลอยขึ้นตรงมุมสายตา
[ระบบจักรพรรดิ ทำงาน]
[ภารกิจ:ยับยั้งการรังแกโดยใช้เหตุผล]
[เงื่อนไข:ใช้ถ้อยคำและหลักฐานหยุดการกดขี่ โดยไม่ลงไม้ลงมือ]
[รางวัลที่เป็ไปได้:วิธีอ่านพฤติกรรมคนในตลาด]
แสงทองดับหายลู่หานยืนนิ่ง รอผล
ชายร่างใหญ่ขบกรามกรอดแต่เพื่อนของเขากลับรั้งแขนไว้
“พอเถอะอย่ามีเื่กับคนตระกูลรองต่อหน้าฝูงชน”
ทั้งกลุ่มถอยไปเด็กขายผักเงยหน้ามองลู่หาน ดวงตาสั่นระริก
“ขะ…ขอบคุณท่าน”
ลู่หานไม่พูดอะไรเพียงพยักหน้าแล้วหันหลังกลับ เสียงตลาดค่อยกลับสู่ปกติ
เหม่ยหลิงก้าวออกมาจากเงานางคงตามดูอยู่ั้แ่ต้น
“เ้ารู้หรือไม่ว่าเมื่อเ้าเลือกปกป้องคนเล็ก ทุกสายตาในตลาดจะมองเ้าไม่เหมือนเดิม”
ลู่หานเหลือบตามองนาง
“ข้าไม่ได้ทำเพื่อให้ใครมองเพียงแต่…หากข้าไม่หยุด ความอับอายจะเติบโต”
เหม่ยหลิงนิ่งไปหนึ่งอึดใจก่อนยิ้มบาง ๆ
“ดีเ้ากำลังเรียนรู้ว่าการควบคุมคน ไม่ได้มาจากเสียงดาบเสมอไป”
เสียงตลาดค่อยๆ เบาลงเมื่อแดดสายส่องลงแรงขึ้น ลู่หานเดินอ้อมร้านใหญ่ที่ซ่อนลังไม้ไว้สายตาสอดส่องเงียบ ๆ เหมือนคนธรรมดาเดินซื้อของ แต่ทุกก้าววัดจังหวะทุกลมหายใจเป็การเก็บข้อมูล
เขาเห็นชายสองคนกำลังยกลังเข้าไปด้านในโรงเก็บเล็กๆ ที่ประตูปิดเกือบสนิท เสียงไม้เสียดสีกับพื้นดัง “ครืด… ครืด…”เหมือนเสียงที่อาหยินเล่าเมื่อคืน
อาหยินกระซิบเบาๆ
“คุณชาย…นั่นมันตราคลังแน่ ๆ”
ลู่หานวางมือลงเบาๆ บนไหล่นาง
“เงียบอย่าให้ใครรู้ว่าเราเห็น”
เขาเลือกเดินเลี้ยวเข้าไปยังแผงผ้าใกล้ๆ สั่งซื้อผืนผ้าเล็ก ๆ เพื่อปิดบังการสังเกตหางตาเขาเห็นชัดว่าลังไม้เ่าั้ถูกซ่อนอย่างจงใจแถมยังมีสัญลักษณ์ใหม่ติดไว้ด้านมุม สัญลักษณ์ที่ไม่ใช่ของตระกูล
เหม่ยหลิงปรากฏตัวอีกครั้งคราวนี้นางยืนตรงประตูร้านชา มือถือถ้วยดินเผา จิบชาช้า ๆ พลางส่งสายตาไปทางเขาลู่หานเข้าใจทันที นางกำลังบอกว่า “อย่าเพิ่งลงมือ”
เขาก้มหน้ายอมถอยก้าวหนึ่ง แต่ใจกลับคิดเร็วราวไฟแล่น
“ตราประทับใหม่…ใช้แทนของเก่าเพื่อขายต่อสินค้าตระกูล?”
ขณะนั้นเสียงะโดังขึ้นตรงลานตลาด
“ไฟ!ไฟไหม้!”
ควันดำพวยพุ่งจากเพิงไม้ด้านข้างผู้คนแตกตื่น วิ่งหนีกันชุลมุน เสียงกรีดร้องและเสียงไม้แตกดังระงมลู่หานเหลียวกลับไปทันที ไม่ใช่ไฟใหญ่ แต่เป็ไฟจุดเล็ก ๆ ที่ลามง่าย
“อาหยินอยู่กับข้า!”
เขาคว้าข้อมือเธอแล้วลากไปยังมุมที่ปลอดภัยสายตากลับเหลือบเห็นเงาคนสามสี่คนใช้ความวุ่นวายเป็ฉากบังยกลังไม้เคลื่อนออกไปจากโรงเก็บที่เขาเล็งไว้
“เป็แผนเบี่ยงเบน…”เขาพึมพำ น้ำเสียงต่ำ
ทันใดนั้นตัวอักษรสีทองลอยขึ้นตรงหน้า
[ระบบจักรพรรดิ ทำงาน]
[ภารกิจ:แยก “เปลวลวง” ออกจาก “เป้าหมายจริง”]
[เงื่อนไข:ตัดสินใจในความวุ่นวาย เลือกสิ่งที่ควรหยุด และสิ่งที่ควรปล่อยผ่าน]
[รางวัลที่เป็ไปได้:เทคนิคการใช้สถานการณ์สร้างทางหนี]
แสงทองดับหายลู่หานใจเต้นแรง เขาเงยหน้ามองเปลวไฟเล็ก ๆ ที่คนกำลังช่วยกันดับ มันดูใหญ่แต่จริงๆ ไม่ใช่ปัญหาหลัก ขณะที่ลังไม้กำลังถูกเคลื่อนย้ายอย่างแเี
เขาตัดสินใจเด็ดขาดก้าวตรงไปทางลังไม้ ไม่ใช่กองไฟ
อาหยินเบิกตากว้าง
“คุณชาย!ไฟ ”
“ไฟดับได้ด้วยน้ำแต่ศักดิ์ศรีที่หายไป ดับไม่ง่าย”
เขาก้าวฉับเสียงรองเท้าไม้ดัง “ตึก ตึก ตึก”ฝ่าความวุ่นวายตรงไปยังเงาคนที่กำลังเข็นลังออกหลังตลาด
เขาหยุดที่มุมซอกแคบตรงหน้าเป็ลังไม้สองใบวางบนเกวียน ล้อจมลงในดินนิดหน่อยคนสองคนกำลังผลักอย่างรีบร้อน
ลู่หานพูดเสียงเรียบแต่กดหนัก
“หยุด”
คนงานทั้งสองสะดุ้งหันกลับมา ตาเบิกกว้างเมื่อเห็นว่าเป็เขา
“เ้า…!”
ลู่หานก้าวเข้าช้าๆ แต่มั่นคง สายตาไม่ไหวเอน
“ลังนี้มาจากคลังตระกูล ข้าเห็นตราซ้อนด้วยตา อย่าอ้างว่าไม่รู้”
หนึ่งในนั้นกำหมัดแน่นเหมือนจะสู้แต่อีกคนรั้งแขนไว้
“อย่า…ตอนนี้ไม่ใช่เวลา”
ทั้งสองถอยหนีทิ้งเกวียนไว้ ลู่หานยืนมองลังไม้ ดวงตาเงียบสงบเหมือนสระน้ำที่สะท้อนดวงจันทร์
เขาก้มลงตรวจมุมฝากล่องยังมีรอยดินเหนียวแตกเป็เกล็ดเล็ก ๆ ที่เขาแต้มไว้เมื่อคืน
“ใช่แล้ว…นี่คือเส้นเดียวกัน”
เสียงฝีเท้าเร่งรีบดังมาจากทางซ้ายเหม่ยหลิงโผล่มาท่ามกลางควันไฟที่ยังคลุกรุ่น
“เ้าทำได้ดีที่ไม่หลงตามไฟ”นางพูดสั้น “แต่เ้ารู้หรือไม่ ว่าเมื่อแตะต้องเกวียนนี้เ้าได้ประกาศศึกต่อคนที่อยู่เื้ัแล้ว”
ลู่หานเงยหน้าขึ้นมุมปากยกน้อย ๆ
“ศึกย่อมต้องเริ่มสักวัน”
[ภารกิจ: สำเร็จ]
[รางวัล:เทคนิคใช้สถานการณ์สร้างทางหนี]
[คำอธิบาย:ใช้ความวุ่นวายให้เป็กำบัง สามารถถอนตัวหรือเคลื่อนกำลังโดยไม่ถูกจับตา]
ความรู้ใหม่ผุดขึ้นในหัวเขาเห็นเส้นทางหลบหนีที่คนทั่วไปไม่ทันสังเกต ผ่านเพิงเก็บฟาง ข้ามคลองเล็กแล้ววกกลับเข้าประตูเมืองอีกด้านได้โดยไร้ร่องรอย
เสียงกลองจากหอเมืองดังขึ้น“ตึ้ง… ตึ้ง… ตึ้ง…” สามครั้งติดกัน แต่ครั้งนี้ไม่ใช่สัญญาณซ้อมมันคือสัญญาณเตือนว่ามีการแจ้งเหตุผิดปกติ
ผู้คนในตลาดหยุดชะงักเงยหน้ามองพร้อมกัน เหมือนรู้ว่านี่คือเื่ใหญ่กว่าการค้าขายธรรมดา
ลู่หานมองลังไม้บนเกวียนที่ถูกทิ้งไว้แล้วหันไปทางเหม่ยหลิง
“คืนนี้…คงไม่มีใครนอนหลับสบาย”
เหม่ยหลิงพยักหน้าน้อยๆ
“และศัตรูจะเริ่มเผยหน้า”