เรือนร่างงดงามในอาภรณ์สีแดงสดยาวก้าวเดินลงบันไดัด้วยท่าทางสง่างามใบหน้างามเย้ายวนถูกปกปิดด้วยผ้าแพรสีแดงพริ้วไหว เสียงเครื่องประดับล้ำค่าบนศีรษะดังกังวานตามจังหวะก้าวเดินของเ้าของร่าง เสียงเครื่องดนตรีบรรเลงด้วยความยินดีดังตลอดทางเดิน ด้านหลังคือตำหนักัใหญ่โตที่ซึ่งเป็ที่ประทับของฮ่องเต้ฝูซีหยวนแห่งแคว้นเฉียนเหลียง กลีบดอกไม้ถูกโปรยไปทั่วหน้าตำหนักั เหล่าขุนนางมากมายต่างยืนเรียงเเถวส่งเสด็จ ‘องค์หญิงิอาน’ เพื่อเข้าสู่พิธีอภิเษกสมรสกับชินอ๋องแห่งเเคว้นโจว
เบื้องหน้าเต็มไปด้วยกลิ่นอายของความยินดีและรื่นเริง หากแต่สตรีเ้าของร่างงามในชุดแดงกลับมีสีหน้าหม่นหมองภายใต้ผ้าคลุมหน้าที่ไม่อาจมีผู้ใดได้เห็นสีหน้าสงบนิ่งแฝงความเ็ปของนาง เเม้ภายในใจจะทุกข์ระทมแต่ทุกท่าทางก้าวเดินกลับเต็มไปด้วยความมั่นใจและคงความสง่างามแห่งเชื้อพระวงศ์ได้อย่างสมบูรณ์
ตึก ตึก ตึก
เสียงกลองยินดีรัวเร็วมากขึ้น เมื่อร่างบางก้าวขึ้นเกี้ยวมงคลที่ถูกตกแต่งงดงามวิจิตรเพื่อนำพาเ้าสาวผู้สูงศักดิ์เดินทางไกลนับพันลี้เข้าสู่พิธีวิวาห์แห่งแผ่นดิน
“ส่งเสด็จองค์หญิงิอาน !!!”
เสียงขันทีเฒ่าแหลมสูงดังกังวานไปทั่วเมื่อเกี้ยวขบวนเสด็จเริ่มเคลื่อนตัว หญิงสาวในเกี้ยวเหลียวมองกลับไปยังตำหนักใหญ่โตเื้ัอีกครั้ง นางไม่ได้อาลัยอาวรณ์สถานที่แห่งนี้ แต่สิ่งที่นางอาวรณ์ที่สุดคือชายวัยกลางคนในชุดข้าราชการสีแดงซึ่งยืนอยู่มุมหนึ่งข้างตำหนักั ร่างผอมสูงราวกับคนแทบจะทรงตัวไม่อยู่ใบหน้าที่ดูชรากว่าอายุจริงเนื่องจากการทำงานอย่างหนักมาตลอดชีวิตหมองคล้ำจนเเทบจะเขียวเมื่อเห็นแก้วตาดวงใจเพียงหนึ่งเดียวกำลังจากไปไกล
ในที่สุดขบวนมงคลของเ้าสาวก็เคลื่อนตัวออกจากวังหลวงแห่งแคว้นเฉียนเหลียงอย่างยิ่งใหญ่สมพระเกียรติองหญิงแห่งแว่นแคว้น ไม่นานขบวนเ้าสาวที่ยิ่งใหญ่ก็เดินทางออกจากเมืองหลวงแคว้นเฉียนเหลียง และในที่สุดใช้เวลาเกือบสามเดือนก็ออกพ้นเขตุแดนแคว้นเฉียนเหลียง มุ่งสู่งแคว้นที่ยิ่งใหญ่อย่างแคว้นโจว
“องค์หญิงเพคะด้านหน้ามีแม่น้ำใหญ่อยากจะทรงพักผ่อนซักครู่หรือไม่เพคะ” เสียงหัวหน้านางกำนัลวัยกลางคนดังขึ้น ‘องค์หญิง’ ที่อยู่ในเกี้ยวพยักหน้าเบาๆ เมื่อเห็นว่าเ้านายตกลง นางกำนัลหน้าตาน่ารักที่นั่งอยู่ข้างกายองค์หญิงจึงร้องบอกหัวหน้านางกำนัลด้านนอก
“องค์หญิง้าพักที่แม่น้ำซักครู่เ้าค่ะ”
ไม่นานขบวนเดินทางก็หยุดลงริมแม่น้ำขนาดใหญ่ ร่างบางที่ตอนนี้อยู่ในชุดสีชมพูอ่อนไม่ใช่ชุดเ้าสาวสีแดงสดดั่งเช่นคราเเรกที่ออกจากวังหลวงก้าวลงจากเกี้ยว ใบหน้างดงามเย้ายวนทรงเสน่ของสตรีวัย 17 ปี มองไปยังผืนน้ำเบื้องหน้า แล้วจึงก้าวเดินเข้าใกล้ริมน้ำมากขึ้นโดยมีนางกำนัลหน้าตาน่ารักยืนอยู่ข้างกาย
“องค์หญิงเข้าใกล้เเม่น้ำมากอันตรายนะเพคะ” ใบหน้างามหันมาทางต้นเสียงซึ่งเป็หัวหน้านางกำนัลวัยกลางคนที่มองมายังตนเองด้วยท่าทางนอบน้อม
“แค่อยากมองดูแม่น้ำให้หายอุดอู่ เ้าคงไม่คิดว่าข้าจะพลัดตกน้ำจนไปอภิเษกไม่ได้หรอกใช่ไหม” จินอี้ฟางหัวหน้านางกำนัลก้มศีรษะลงเล็กน้อยไม่ขัดสตรีตรงหน้าอีก เมื่อเห็นว่าไม่มีใครขัดตนเสียงหวานจึงเอ่ยกับคนข้างกายด้วยเสียงที่ผ่อนคลายลงหลายส่วน
“พาข้าไปที่ริมน้ำเถอะเสี่ยวซี”
“เพคะองค์หญิง”
ร่างบางขององค์หญิงิอานเดินไปหยุดยืนริมแม่น้ำใหญ่ นางทอดมองท้องฟ้าสดใสเบื้องหน้าด้วยสายตาหม่นหมอง ขบวนเสด็จที่ยิ่งใหญ่หรือ ตำแหน่งองค์หญิงหรือ แก้วแหวนเงินทองมากมายที่ขนมาเป็สินสมรสหรือ เหล่านี้ไม่มีซักนิดที่นาง้า หากเลือกได้นางไม่ขอรับซักอย่างนางอยากกลับไปเป็เพียงท่านหญิงบ้านนอกคนเดิมเท่านั้น
นางเป็ธิดาในองค์หญิงของฮ่องเต้พระองค์ก่อนกล่าวคือพระมารดาของนางองค์หญิงฝูซินหรงเป็น้องสาวของฮ่องเต้องค์ปัจจุบันที่อภิเษกกับขุนนางธรรมดา การแต่งงานที่เกิดขึ้นจากความรักของพระมารดาและบิดาโดยที่องค์หญิงฝูซินหรงไม่ได้สนใจฐานะแสนธรรมดาและหน้าที่ราชการที่ต่ำต่อยของจ้าวโม่โฉว เมื่ออภิเษกแล้วองค์หญิงฝูซินหรงจึงออกจากวังไปประทับยังเมืองติ่งอี้ที่จ้าวโม่โฉวถูกย้ายไปเป็เ้าเมืองแม้นางจะได้ชื่อว่าเป็ท่านหญิงบ้านนอกไม่ได้ร่ำรวยและอยู่สุขสบายเหมือนท่านหญิงคนอื่นในเมืองหลวง แต่จ้าวซูเซียวได้รับความรักอย่างเต็มที่จากองค์หญิงฝูซินหรงและจ้าวโม่โฉว
หน้าที่ราชการของจ้าวโม่โฉวไม่ได้ก้าวหน้ามากนักเพราะความเป็คนเถตรง คิดถึงประโยชน์ของประชาชนมาก่อนทำให้ไม่เป็ที่พอใจของขุนนางช่อโกงยศสูงหลายคน ที่จ้าวโม่โฉวยังครองตำแหน่งเ้าเมืองเล็กๆอย่างเมืองติ่งอี้ได้ก็เพราะฐานะขององค์หญิงฝูซินหรงเกื้อหนุน จ้าวซูเซียวใช้ชีวิตอย่างมีความสุขมาตลอดน่าเสียดายเมื่อนางอายุได้ 10 ขวบ พระมารดาก็จากไปด้วยร่างกายที่อ่อนแอหลังคลอดนาง แม้ว่าพระมารดาจะจากไปแต่บิดาที่รักมั่นมารดาไม่คิดแต่งงานใหม่ ยังคงถนุถนอมจ้าวซูเซียวอย่างดีสิ่งที่สตรีสูงศักดิ์ควรรู้นางก็รู้ ไม่ว่าจะเป็อักษร กลอน กวี ศาตร์ทั้ง4ของสตรีชั้นสูงจ้าวโม่โฉวก็หาอาจารย์มาสอนนางได้ ยิ่งนางเป็คนเรียนรู้เร็วความสามารถของนางจึงไม่ด้อยไปกว่าท่านหญิงในเมืองหลวงเลย
จ้าวซูเซียวถอนหายใจ วันคืนเเห่งความสุขได้สิ้นสุดลงแล้ว เมื่อยามนี้นางคือองค์หญิงิอาน คือหมากตัวหนึ่งของฝูซีหยวนฮ่องเต้ที่พร้อมจะเขี่ยทิ้งเมื่อหมดประโยชน์ ั้แ่ในท้องพระโรงครั้งนั้นนางจะต้องดื่ม ‘ยาบำรุง’ จากจินอี้ฟางทุกเดือน จากบิดาจากบ้านเกิดครั้งนี้จ้าวซูเซียวรับรู้ได้ว่านางไม่อาจกลับสู่แคว้นเฉียนเหลียงได้อีก ห่วงเพียงบิดาที่ถูกกักตัวอยู่ภายใต้กรงขังที่ถูกเรียกว่าวังหลวง
ใช้เวลาเดินทางอีกราวสี่เดือนขบวนเสด็จองค์หญิงิอานก็เข้าใกล้แคว้นโจวมากขึ้น จากตรงนี้น่าจะใช้เวลาอีกเพียงเดือนนิดๆก็ถึงเมืองหลวงแคว้นโจว เมื่อเข้าใกล้เเคว้นโจวอากาศเย็นลงอย่างชัดเจน แคว้นโจวอยู่ขึ้นไปทางเหนืออากาศหนาวกว่าเฉียนเหลียงค่อนข้างมาก เสื้อคลุมขนสัตว์หลายหีบที่เตรียมมาจึงถูกนำมาสวมใสระหว่างทางนอกจากความทุกข์ใจของตนเองแล้ว จ้าวซูเซียวยังพบชาวบ้านมากมายที่ประสบพิษของาแม้าจะสิ้นสุดแต่การฟื้นฟูยังไม่ทั่วถึง ชาวเฉียนเหลียงหลายคนอพยพขึ้นเหนือไปยังแคว้นโจวการจัดการของแคว้นโจวที่มีต่อชาวบ้านดีกว่าแคว้นเฉียนเหลียงหลายเท่านัก ไม่แปลกที่ชาวบ้านเหล่านี้เลือกเสี่ยงตายกับหนทางรอดของชีวิตที่อาจดีกว่าเดิม
ในที่สุดขบวนเสด็จขององค์หญิงิอานก็มาถึงหานตานเมืองหลวงของแคว้นโจวจ้าวซูเซียวเปิดผ้าม่านออกเล็กน้อยมองบรรยากาศคึกคักของหานตาน ถ้านับขนาดเมืองแล้วหานตานกว้างใหญ่กว่าต้าเหลียงเมืองหลวงของแคว้นเฉียนเหลียงมากนัก หานตานไม่ได้มีเพียงที่ราบลุ่มแต่มีพื้นที่ที่เป็ูเาโอบล้อมอยู่หลายจุด ประชาชนที่นี่แต่งตัวด้วยเสื้อผ้าสีสันสดใสงดงามประชาชนยิ้มแย้มจากข้างใน จ้าวซูเซียวปิดม่านลงนางลอบถอนหายใจเบาๆ ทำให้เสี่ยวซีสาวใช้ที่ติดตามข้างกายมาั้แ่เด็กมองนางด้วยสีหน้าเป็ห่วง จ้าวซูเซียวเพียงส่งยิ้มบางเบาไปให้คนสนิท
“ข้าไม่เป็อะไร การเดินทางยาวนานในที่สุดก็ถึงจุดหมายเสียทีทั้งเ้าและข้าต้องทำความคุ้นเคยกับหานตานให้มากขึ้นแล้ว”
“เพคะองค์หญิง”
ขบวนเสด็จของนางเคลื่อนตัวเข้ามาในเขตเมืองหลวงได้ซักพักจึงมีทหารม้าราวสิบนายออกมาต้อนรับ และนำทางนางสู่ตำหนักชั่วคราวที่ฮ่องเต้แห่งแคว้นโจวประทานให้ ขบวนเสด็จขององค์หญิงิอานค่อนข้างยิ่งใหญ่ เพราะนอกจากเป็ขบวนเ้าสาวแล้วนี่ยังเป็ขบวนที่ขนเครื่องบรรนาการมามอบให้แก่โอวหยางอู่ตี้
ร่างบางของจ้าวซูเซียวก้าวลงจากเกี้ยวงดงาม นางมองตำหนักชั่วคราวที่ได้รับพระราชทานด้วยสีหน้าสงบนิ่ง ป้ายด้านหน้าเขียนด้วยลายมืออ่อนช้อยงดงามว่าตำหนักมู่ตาน ทันทีที่ใบหน้างดงามเผยออกให้ผู้คนได้เห็นเหล่าทหารและองครักษ์ที่ติดตามขุนนางยศสูงมาต้อนรับนางต่างตกตะลึงในความงดงามขององค์หญิงิอาน จ้าวซูเซียวไม่ได้สนใจท่าทางเ่าั้นางก้าวเดินเข้าไปในตำหนักด้วยท่าทางสง่างาม เมื่อมาถึงห้องรับรองกงกงชั้นสูงผู้เป็ตัวแทนโอวหยางอู่ตี้อำนวยความสะดวกจ้าวซูเซียวด้วยท่าทางนอบน้อม
“ตำหนักแห่งนี้งดงามนักนะเพคะองค์หญิง”
เสี่ยวซีพูดขึ้นพร้อมกับรินชาร้อนให้จ้าวซูเซียวเมื่องนางเข้ามาอยู่ในห้องนอน ใบหน้างามพยักหน้าเบาๆ เป็จริงดั่งที่เสี่ยวซีกล่าว แคว้นโจวให้การต้อนรับนางในฐานะตัวแทนแคว้นเฉียนเหลียงอย่างดี
จ้าวซูเซียวเปิดเทียบเชิญสีทองในมือ เนื้อความข้างในคือเทียบเชิญร่วมงานเลี้ยงต้อนรับคณะฑูตจากแคว้นเฉียนเหลียงในอีก 2 วัน ความเป็จริงแล้วขบวนเสด็จของนางเดินทางมาถึงหานตานล้าช้ากว่ากำหนดถึงสิบสามวัน เมื่อมาถึงจึงใกล้กับวันงานเลี้ยงแล้วจะโทษว่าทางแคว้นโจวกลั้นแกล้งไม่ได้ ต่อให้เหน็ดเหนื่อยจากการเดินทางไกลแรมปีเพียงใดอีกสองวันนางจะต้องปรากฏตัวให้งดงามสง่าสมเกียรติเชื้อพระวงศ์เฉียนเหลียง
“องค์หญิงอยากทรงพักผ่อนหรือไม่เพคะ การเดินทางครั้งนี้ยาวนานนักพระองค์ไม่ได้บรรทมบนเตียงนอนนุ่มๆมานานแล้วนะเพคะ”
จ้าวซูเซียวหันไปมองเตียงนอนนุ่มนิ่มแล้วอมยิ้ม จริงดั่งที่เสี่ยวซีกล่าววันนี้นางต้องพักผ่อนให้หายเหนื่อยั้แ่พรุ่งนี้เป็ต้นไปคงมีเื่ยุ่งยากเข้ามาให้ปวดหัวเป็แน่
“ก็ดีเหมือนกัน เ้าเองก็พักผ่อนให้มาก พรุ่งนี้ข้ามีเื่ใช้งาน”
เสี่ยวซีประคองจ้าวซูเซียวขึ้นเตียงพร้อมกับปลดผ้าสีขาวเนื้อบางเบาที่เสาหัวเตียงออก ทันทีที่เสียงประตูปิดลงพร้อมร่างของเสี่ยวซีที่จากไป ใบหน้างดงามที่เคยหลับตาพลันลืมตาขึ้นช้าๆ หยดน้ำตาเม็ดโตไหลรินออกจากหางตา นางคิดถึงบิดาเหลือเกินั้แ่จำความได้ชีวิตนี้ยังไม่เคยจากบิดาไปไหนครั้งแรกที่จากก็เป็การจากไกลนับพันลี้ และอาจเป็การจากกันตลอดชีวิตที่เหลืออยู่ จ้าวซูเซียวรู้ดีว่าตนเป็เพียงหมากขั้นเวลาของฝูซีหยวนเท่านั้น ยามใดที่นางหมดประโยชน์นั้นหมายถึงลมหายใจที่จะหมดสิ้นลงเช่นกัน
สถานะและคำสั่งที่ได้รับมอบหมายนางไม่อาจขัดขืนเพียงแต่ชีวิตนี้นางจะตายด้วยเงือมมือของใครกัน ระหว่างเป็หมากไร้ประโยชน์หรือฐานะไส้ศึก จ้าวซูเซียวอ่อนล้าเหลือเกินนางนอนปล่อยให้น้ำตาไหลออกมาเงียบๆนี่คงเป็เพียงทางเดียวที่นางจะระบายความเ็ปในจิตใจของตนเองตอนนี้ได้