สองวันก่อน หลิ่วเย่ซีได้ไปจัดการธุระเรียบร้อยแล้ว มู่อวี่เยียนจึงไม่ต้องกังวลสิ่งใดอีก
การที่กู้หลานอยู่จวนอ่านตำรานับเป็เื่ดี เขาจะได้ไม่ต้องออกไปเผชิญเื่วุ่นวายข้างนอก และนางก็สามารถคอยปกป้องเขาได้อยู่ใกล้ ๆ
‘เอ๊ะ... เื่นี้ดูคล้ายกับเื่ 'ผู้เชี่ยวชาญส่วนตัวของดาวมหาวิทยาลัย' ที่ท่านพี่เล่าให้ฟังเมื่อวันก่อน เพียงแค่สลับบทบาทกันเท่านั้น...’
ภายนอกมู่อวี่เยียนดูนิ่งสงบ แต่ในใจกลับครุ่นคิดไปไกล
“วางใจเถอะ พี่จะไม่หักโหมกับการสอบครั้งนี้จนเกินไปแน่นอน”
กู้หลานพยักหน้าพร้อมรอยยิ้ม นิ้วเรียวยาวลูบไล้เส้นผมสีดำขลับของนาง
“ก่อนหน้านี้พี่บอกไปแล้วว่า การอ่านตำราไม่ได้ทำไปเพื่อเป็ขุนนาง เ้าลืมไปแล้วหรือ?”
“ปณิธานของท่านพี่สูงส่ง นับเป็เื่น่ายินดีเ้าค่ะ”
มู่อวี่เยียนย่อมไม่รู้ว่าเหตุผลที่เขาไม่อยากเป็ขุนนางคืออะไร แต่เมื่อได้ยินคำคมที่เปี่ยมด้วยความหมายลึกซึ้งเช่นนั้น หัวใจของนางก็สั่นไหวและเปี่ยมไปด้วยความอ่อนโยน
‘การดูดซับมุกเงือก เอาไว้เป็เื่ของวันพรุ่งนี้ก็แล้วกัน...’
หัวใจของกู้หลานเต้นระรัว เขาอดใจไม่ไหวจึงก้มลงััริมฝีปากบางของนางเบา ๆ พลางจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคู่สวย
ร่างของมู่อวี่เยียนพลันอ่อนระทวยลงทันทีเมื่อได้รับัั
“น้องหญิง...”
“เ้าคะ?”
“คืนนี้... แสงจันทร์ช่างงดงามเหลือเกิน”
......
เวลาล่วงเลยไปกว่าครึ่งเดือน
หลังจากอู๋เฟิงเอาตัวรอดจากเหตุการณ์ครั้งนั้นได้ เขาก็รีบควบม้าฝีเท้าดีมุ่งหน้าเข้าสู่เมืองหลวงทันที
เขามีความแค้นฝังลึกที่ต้องสะสาง ต่อให้รอดตายมาได้ครั้งหนึ่งก็ไม่กล้าหยุดพักนาน
เพราะได้ยินมาว่าองค์จักรพรรดินีไม่สนใจกิจการบ้านเมือง อู๋เฟิงจึงกลัวว่าพระนางจะไม่ยอมส่งกองทัพมาจัดการเื่นี้เพื่อเขาคนเดียว เขาจึงตั้งใจจะไปตีกลองร้องทุกข์ที่หน้าประตูวัง เพื่อเปิดโปงอาชญากรรมเลวทรามของสำนักฮวาเจี้ยนที่บันทึกไว้ในหินบันทึกภาพให้คนทั้งโลกได้รับรู้
เขา้าใช้วิธีรุนแรงนี้เพื่อเรียกร้องความยุติธรรมให้แก่บิดา
แต่ใครจะคาดคิด
ในคืนที่เขาเดินทางถึงเมืองหลวง ซือหม่าฉิน อัครมหาเสนาบดีแห่งราชสำนักได้มาพบเขาพร้อมพระราชโองการจากองค์จักรพรรดินี แต่งตั้งให้เขาเป็เ้าเมืองอวิ๋นโจว เพื่อให้เขากลับไปสืบทอดตำแหน่งต่อจากบิดา!
อู๋เฟิงถึงกับมึนงงไปชั่วขณะ
เมื่อได้ยินข่าวว่าจักรพรรดินีได้จัดการปะาต้วนเผยไปแล้ว และบิดาของเขาได้รับแต่งตั้งย้อนหลังเป็อันกั๋วโหว เขาถึงกับหลั่งน้ำตาออกมาด้วยความตื้นตันใจ และคุกเข่าโขกศีรษะสามครั้งเก้าคราไปทางพระราชวังด้วยความเคารพสูงสุด
“พระเมตตาของฝ่าา ตระกูลอู๋ขอถวายชีวิตเพื่อตอบแทนบุญคุณครั้งนี้!”
หลังจากเขากลับไปปกครองอวิ๋นโจว ชาวเมืองหลวงเมื่อได้ยินเื่ราวนี้ต่างก็พากันกล่าวขานไปทั่วเมือง
“ฝ่าาทรงมีสายพระเนตรเฉียบแหลม ชำระความอยุติธรรมให้ตระกูลอู๋ แคว้นต้าจิ้งเราได้ขุนนางผู้ภักดีเพิ่มขึ้นอีกคนแล้ว!”
“ต่อไปพวกปีศาจที่อวิ๋นโจวคงถูกกวาดล้างไปมาก ไม่ต้องใช้ชีวิตอย่างหวาดระแวงอีกต่อไป!”
“...”
เื่นี้จึงกลายเป็ตำนานที่ผู้คนเล่าขานกันไป
และในขณะเดียวกัน ทั้งชาวบ้านและขุนนางต่างก็เริ่มเปลี่ยนมุมมองที่มีต่อองค์จักรพรรดินีไปในทางที่ดีขึ้นเรื่อย ๆ
.....
บนถนนสายยาวในเมืองหลางโจว สายลมฤดูใบไม้ผลิพัดผ่านแ่เบา
วันนี้เป็วันลงทะเบียนสอบฤดูใบไม้ร่วง
กู้หลานเดินมาถึงที่ทำการสอบ และเห็นแถวคนยาวเหยียดคล้ายั โดยมีเ้าหน้าที่กำลังนั่งจดรายชื่ออยู่ด้านหน้า
“การทะลุมิติมานี่มีข้อเสียอยู่เื่เดียว คือไม่มีระบบลงทะเบียนออนไลน์!”
กู้หลานพึมพำเบา ๆ ก่อนจะเดินไปต่อแถวด้านหลัง
แน่นอนว่าเขาไม่มีทางทำตัวโง่เขลาด้วยการยืนรอแถวจนเมื่อยขาเป็แน่
บัณฑิตคนอื่น ๆ ที่กำลังต่อแถวอยู่ต่างเริ่มแสดงอาการไม่สู้ดีนัก หลายคนยืนไม่ไหวจนต้องคอยทุบหลังทุบขาด้วยความเมื่อยล้า
กู้หลานเดินเลี่ยงแถวออกไปหาที่นั่งในร้านค้าเล็ก ๆ สั่งน้ำสมุนไพรฤทธิ์เย็นมาดื่ม และนั่งรอดูจนกว่าคนจะบางตา
ในขณะนั้นเอง กู้หลานก็สังเกตเห็นตัวประหลาดคนหนึ่งยืนอยู่ท้ายแถว
เขาคนนั้นเป็บัณฑิตสวมผ้าโพกศีรษะสีน้ำเงิน สวมชุดยาวผ้าฝ้ายสีขาวสะอาดตา หน้าตาสะสวยดูอ่อนโยน
ที่บอกว่าเขาเป็ตัวประหลาด ก็เพราะว่าเขาเอาแต่ขยับตำแหน่งตัวเองถอยหลังตลอดเวลา!
เดิมทีเขาควรจะเป็คนสุดท้ายอยู่แล้ว แต่พอมีใครมาใหม่ เขาก็จะสละที่ให้คนอื่นแซงขึ้นไปข้างหน้าตลอด
ผ่านไปตั้งนาน เขาก็ยังคงเป็คนสุดท้ายของแถว!
คนอื่นต่างพยายามเบียดแย่งเพื่อจะได้ลงชื่อให้ทันก่อนพระอาทิตย์ตกดิน แต่เขากลับทำตรงกันข้ามเสียอย่างนั้น?
“คนคนนี้น่าสนใจดีนี่”
กู้หลานยิ้มบาง ๆ
เมื่อแสงอาทิตย์เริ่มลาลับขอบฟ้า ผู้คนบนท้องถนนก็เริ่มบางตาลง เขาวางเศษเงินไว้บนโต๊ะก่อนจะเดินตรงไปยังแถวลงทะเบียนอย่างใจเย็น
ซึ่งบัณฑิตคนนั้นก็ยังคงอยู่ที่ท้ายแถว
เมื่อเห็นกู้หลานเดินเข้ามา แม้จะดูเหนื่อยล้าแต่เขาก็ยังยิ้มและผายมือเชิญด้วยความสุภาพ
“พี่ชาย ท่านมาต่อหน้าข้าได้เลย ข้าไม่รีบ”
‘ไม่รีบแล้วจะมาั้แ่เช้า แถมยังคอยสละที่ให้คนอื่นทำไม…’ กู้หลานนึกขำในใจ พลางประสานมือคารวะ
“ขอบคุณพี่ชาย ไม่ทราบว่าท่านแซ่อะไรหรือ?”
“แซ่หลิน นามว่าลู่”
บัณฑิตตอบกลับด้วยกิริยามารยาทเรียบร้อย
‘หลินลู่…’
กู้หลานพยักหน้า ลองทบทวนชื่อตัวละครสำคัญในนิยายต้นฉบับดูแล้วไม่พบชื่อนี้ จึงรู้สึกสบายใจขึ้น
“ข้าแซ่กู้ นามว่าหลาน ยินดีที่ได้รู้จัก!”
“พี่ชายแซ่กู้ หรือว่าเป็คนของโรงน้ำชาตระกูลกู้?” หลินลู่เอ่ยถามขึ้นมาทันที
“โรงน้ำชานั่นข้าเป็คนเปิดเอง”
กู้หลานไม่ได้แปลกใจที่ถูกจำได้ เพราะั้แ่ย้ายมาที่นี่ ในเมืองนี้ก็มีแค่ครอบครัวเขาที่แซ่กู้
“อ๋อ! เช่นนั้นต้องขอขอบคุณท่านจริง ๆ !”
หลินลู่ประสานมือด้วยความซาบซึ้งใจ “เมื่อปลายปีก่อน พี่สาวข้าปลูกชาไว้สองไร่แต่ไม่มีใครรับซื้อ สุดท้ายก็ได้โรงน้ำชาของท่านนี่แหละที่ช่วยซื้อไว้ ทำให้ครอบครัวข้ารอดตายจากวิกฤตครั้งนั้นมาได้!”
เื่นี้กู้หลานยังพอจำได้ราง ๆ
เมื่อ่ต้นเดือนสิบสองปีก่อน เป็มู่อวี่เยียนที่จัดการเื่นี้ แม้จะไม่ได้กำไรอะไรมากมาย แต่ก็นับว่าเป็การสร้างวาสนาอันดีต่อพี่น้องคู่นี้ไม่น้อย
“เื่เล็กน้อย น้องหลินไม่ต้องเกรงใจไปหรอก”
กู้หลานจึงถามขึ้นว่า “เมื่อครู่ข้าเห็นเ้าคอยสละที่ให้คนอื่นตลอด แต่ตัวเองกลับไม่ยอมลงชื่อเสียที ไม่ทราบว่าเป็เพราะเหตุใด?”
หลินลู่มีท่าทางขัดเขิน เกาหัวแล้วยิ้มแห้ง ๆ "ความจริงแล้ว หลัก ๆ คือข้าไม่อยากสอบ... ที่มาลงทะเบียนที่นี่ ก็เพื่อทำตามความ้าของคนที่บ้านเท่านั้น..."
‘เอ๊ะ มีคนที่คิดเหมือนกับเราด้วย...’ แววตาของกู้หลานเป็ประกาย
‘แต่เหตุผลของเราคือไม่อยากไปเมืองหลวง ส่วนของเขาคืออะไรกัน?’
“น้องหลินไม่ได้เตรียมตัวมาหรือ?”
“แค่ก ๆ ! ย่อมไม่ใช่ ๆ !” หลินลู่สำลักเล็กน้อยก่อนจะอธิบาย “เพียงแต่ข้าไม่ได้มีใจฝักใฝ่เื่นี้ อีกอย่างไม่อยากเปลืองเงินเปล่า ๆ ด้วย”
การสอบขุนนางต้องใช้เงิน และถ้าสอบผ่านจนได้เข้ากั๋วจื่อเจี้ยนก็ยิ่งต้องใช้เงินมากขึ้นไปอีก
ซึ่งหลินลู่ไม่อยากให้พี่สาวต้องเหนื่อยกับการปลูกชาเพื่อส่งเสียให้เขาเรียน
“แล้วเ้าอยากทำอะไรล่ะ?” กู้หลานถามด้วยความอยากรู้
“ไม่ปิดบังพี่กู้ จริง ๆ แล้วข้าอยากไปเป็ทหาร!” แววตาของหลินลู่เปล่งประกาย ใบหน้าที่ดูอ่อนโยนกลับดูห้าวหาญขึ้นมาทันที “ที่นั่นไม่เพียงแต่มีเงินเดือน แต่ยังมีโอกาสได้กลายเป็ผู้ฝึกตน ซึ่งดีกว่าการมานั่งจับพู่กันพวกนี้เสียอีก!”
“...”
กู้หลานมองดูรูปร่างผอมบางของเขาด้วยความรู้สึกพูดไม่ออกบอกไม่ถูก
‘ดูเหมือนเ้าหมอนี่จะประเมินตัวเองสูงเกินไปหน่อยนะ’
‘ในสนามรบอาจจะมีโอกาสจริง แต่กลัวว่าเ้าอาจจะม่องเท่งไปก่อนที่จะได้เป็ผู้ฝึกตนน่ะสิ!’
“พี่สาวเ้าคงไม่อยากให้เ้าไปสินะ?”
“อืม นางเป็ห่วงข้า”
หลินลู่ตอบตามตรง “ที่บ้านเหลือข้าเป็ผู้ชายเพียงคนเดียว นางขาดข้าไม่ได้ แต่สิ่งที่นางไม่รู้คือครอบครัวระดับเราไม่มีปัญญาเลี้ยงขุนนางหรอก...”
เมื่อฟังจบ กู้หลานก็รู้สึกะเืใจ
เงิน...
ไม่ว่าจะอยู่ในโลกไหน มันคือสิ่งที่กำหนดชะตาชีวิตจริง ๆ
“บางที พี่สาวเ้าอาจไม่ได้...”
กู้หลานนิ่งเงียบไปนาน กำลังจะเอ่ยปากเตือนสติเขา
ทว่าในตอนนั้นเอง เสียงะโโวยวายก็ดังขึ้น ทำลายบรรยากาศเงียบสงบยามเย็นลง
“หลีกไป! หลีกไปให้หมด! พระอาทิตย์จะตกดินแล้ว วันนี้คุณชายข้าต้องได้ลงชื่อ!”
ชายหนุ่มผู้หนึ่งในชุดผ้าไหมสีม่วงหรูหราเดินกร่างเข้ามา เขาไม่ยอมไปต่อท้ายแถว แต่กลับเดินตรงดิ่งไปยังเ้าหน้าที่ที่กำลังจดบันทึกรายชื่ออยู่ด้านหน้าแทน
ท่าทางแบบนี้เห็นได้ชัดว่า้าจะแซงหน้า!
‘ให้ตายเถอะ เกลียดคนประเภทนี้ที่สุด…’
กู้หลานขมวดคิ้วถาม “นั่นใครน่ะ?”
“ก็ไอ้ก้อนขี้โคลนที่ไม่มีทางปั้นขึ้นได้ของตระกูลหลี่ หลี่หยางไงล่ะ!”
คนที่ตอบไม่ใช่หลินลู่ที่ยืนอยู่ข้าง ๆ แต่เป็เหล่าบัณฑิตที่ต่อแถวอยู่ด้านหน้า
เห็นได้ชัดว่าพวกเขาเองก็ไม่พอใจเ้าหลี่หยางนี่เต็มที!
“สอบมาแปดปีแล้วยังเป็แค่ระดับก่อเกิดอยู่เลย ภายหลังถึงได้อาศัยเส้นสายในที่ทำการซื้อตำแหน่งบัณฑิตมา”
“พวกเราเหล่าปัญญาชนรังเกียจคนแบบนี้ที่สุด!”
"ก็ใครใช้ให้เขามี 'พี่สาวแสนดี' เล่า ดันแต่งเข้าเป็อนุของท่านเ้าเมืองได้ ถึงจะเป็เพียงอนุ แต่ก็คอยเป่าหูข้างหมอน ช่วยให้ตระกูลหลี่มีหน้ามีตาขึ้นมาได้ไม่ใช่หรือ!"
“ถุย!”
“...”