บทนำ
ซูเมิ่งตื่นขึ้นมาอีกครั้งก็รู้สึกปวดหัวแทบะเิ ทุกอย่างรอบตัวดูย้อนยุคคล้ายในหนังซีรีส์ที่เคยดู
เสียงร้องกรี๊ดดังขึ้นหลังจากขยี้ตาตัวเองได้ร้อยครั้ง เสียงดังตึงตังวิ่งเข้ามาหาเธอ อ้อมกอดอันหยาบกระด้างมาจากเสื้อผ้าเก่า ๆ ผืนหนึ่ง ไม่มีกลิ่นหอม แต่ก็ไม่มีกลิ่นอับ
เธอเงยหน้าขึ้นมองใบหน้าอันซูบผอมแต่มองออกว่าเคยเป็ปัญญาชนมาก่อน ใบหน้าสวยอ่อนโยนตรงหน้าคล้ายกับใบหน้าของซูเมิ่งถึงแปดส่วน นี่คือแม่ของเธอ หลิวอี้หลัน
เมื่อหลายสิบปีก่อน หลิวอี้หลันกับพ่อของซูเมิ่งเป็นักศึกษาของมหาวิทยาลัยในเมืองปักกิ่ง ชีวิตกำลังไปได้ดี หนุ่มสาวอนาคตไกลโดนโชคชะตาเล่นตลกอย่างพลิกฟ้าะเืดิน เหล่าปัญญาชน และอาจารย์มหาวิทยาลัยถูกโยกย้ายไปยังที่ห่างไกลอย่างกะทันหันและไม่มีโอกาสได้ตั้งตัว
การปฏิวัติวัฒนธรรมจากท่านผู้นำ นำพาความฮึกเหิมมาสู่หนุ่มสาวนักปฏิวัติ หากแต่ปัญญาชนถูกลดความสำคัญลง
พ่อแม่ของซูเมิ่งถูกส่งมาใช้งานในถิ่นทุรกันดาร เศรษฐกิจของประเทศชาติหยุดชะงักไปหลายสิบปี ซูเมิ่งเกิดขึ้นจากความรักของพ่อแม่ใน่เวลาที่ยากลำบาก
“แม่คะ นี่ปีอะไรคะ” ซูเมิ่งเงยหน้าถามหลิวอี้หลัน รอยยิ้มอบอุ่นถูกส่งมา ที่มากกว่านั้นคือความแปลกใจ ลูกของเธอเคยถามเื่แบบนี้เสียที่ไหน แต่ไม่ว่าเพราะอะไร ความรักของเธอที่มีต่อซูเมิ่งมันมากมายเหลือเกิน เธอหอมศีรษะลูกสาว
“1994 น่ะสิ” เธอก้มมองลูกสาว “ลูกถามทำไม มีอะไรหรือเปล่า”
ซูเมิ่งขมวดคิ้ว เธอย้อนกลับมาใน่ที่มีการปฏิรูปเศรษฐกิจแล้ว ทำไมครอบครัวเธอยังดูเหมือนไม่มีเงินอยู่
“แม่คะ บ้านเราไม่มีเงินหรือคะ” คำถามนี้ทำให้หลิวอี้หลันชะงัก ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงแ่เบา
“ลูกลืมไปแล้วหรือไง ว่าปีที่แล้วลุงของลูกหลอกเอาเงินบ้านเราไปหมดแล้ว”
ลุงหลอกเอาเงินไปหมดแล้ว? ซูเมิ่งปวดหัวยิ่งกว่าเดิม สรุปว่าเธอย้อนเวลากลับมาในยุคเก่า แถมที่บ้านยังยากจน แม่ก็ดูเหมือนจะไม่สู้คน ส่วนพ่อก็เหมือนจะไม่ทันเล่ห์เหลี่ยมใคร ยังไม่ทันจะถอนหายใจ เสียงเด็กชายดังขึ้น พร้อมกับวิ่งชูมือมาทางเธอ
เด็กผู้ชายคนนั้นผอมมาก มือและแขนมีเนื้อหนังน้อยจนเห็นกระดูกได้อย่างชัดเจน
“พี่สาวฟื้นแล้ว พี่สาวฟื้นแล้ว” น้ำเสียงดีใจของเด็กชายเอ่ย น้ำตาเม็ดเล็กไหลอาบหน้า
ซูเมิ่งจะทนใจดำกับเด็กได้หรือ สองแขนอ่อนแรงยื่นไปกอดเด็กน้อย
“ไม่ต้องร้อง พี่ไม่เป็ไร” แม้น้ำเสียงพี่สาวจะดูไม่ดี แต่ซูอี้ฉินก็เชื่อพี่สาว
เขาพยักหน้าหงึกหงัก “ผมเชื่อฟังพี่”
“เมิ่งเมิ่งฟื้นแล้วหรือ” คราวนี้เป็เสียงผู้ใหญ่ดังมาทางประตู ร่างสูงใหญ่เดินมาพร้อมกับถุงยาในมือ ใบหน้าประดับยิ้มอันเบาบาง ความอ่อนล้าแผ่กระจายทั่วใบหน้าของเขา
“กินยาก่อนจะได้หายป่วยไว ๆ” ในความทรงจำ ผู้ชายคนนี้คือพ่อของเธอ ซูิเจี๋ย
ใบหน้าของน้องชายได้พ่อมาถึงเก้าส่วน ซูเมิ่งทำหน้าเก้อ เมื่อเื่ราวย้อนเข้ามาในหัวก่อนที่เธอจะมายังโลกนี้ เ้าของร่างเดิมะโน้ำเพราะความรักที่ไม่สมหวัง และพ่อของเธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่าลูกได้จากไปแล้ว ร่างที่ซูิเจี๋ยพาขึ้นมาจากน้ำคือซูเมิ่งผู้เดินทางมาจากที่ห่างไกล
อีกทั้งเธอยังไม่ใช่แค่สาวน้อย แต่ยังเป็นักธุรกิจสาวโสดที่ประสบความสำเร็จเป็อย่างมาก อย่างไรก็ตามแต่ ถึงเธอจะเก่งกาจเพียงใด ก็ใช่ว่าซูเมิ่งจะรับมือกับเื่ทั้งหมดได้
ทุกอย่างกะทันหัน และทำลายััทั้งสามของเธอ
“แม่คะ หนูขอนอนพักสักหน่อย ตื่นแล้วจะออกไปทานข้าวด้วยตัวเองค่ะ” เธอบอกกับหลิวอี้หลันหลังกินยาลงไป
“ลูกไม่เป็ไรอะไรแน่นะ” หลิวอี้หลันเม้มปาก ไม่ค่อยวางใจ กลัวลูกจะคิดสั้นอีก
ซูเมิ่งราวกับมองแววตาคู่นั้นได้ทะลุปรุโปร่ง เธอพยักหน้าอย่างมั่นใจ
“หนูไม่เป็ไรจริง ๆ ค่ะ”
หลิวอี้หลันเป็ห่วงลูกสาวยิ่งนัก “หากปวดหัวก็เรียกแม่ทันที อย่าทำร้ายตัวเองนะ”
“เข้าใจแล้วค่ะ” เธอรับปากแม่ ก่อนจะก้มมองเด็กชายตรงหน้า
“เมื่อพี่ตื่นขึ้นมาแล้วจะไปหาอี้ฉิน แต่ตอนนี้พี่สาวง่วงเหลือเกิน น้องชายจะโกรธพี่สาวหรือเปล่าที่ไปเล่นด้วยไม่ได้”
“ไม่โกรธครับ ผมจะไปช่วยพ่อจับปลา”
“จับปลาอะไร ไปอยู่เป็เพื่อนแม่เถอะ ฝนกำลังจะตก ไปช่วยแม่เก็บผ้า”
เด็กชายพยักหน้าหงึกหงักเชื่อฟังบิดา
“ลูกพักผ่อนเถอะ ถ้าไม่สบายให้บอกพ่อกับแม่ทันที” ซูเมิ่งพยักหน้า
“เข้าใจแล้วค่ะ ทุกคนไม่ต้องเป็ห่วงหนูนะคะ พักผ่อนอีกหน่อยก็ดีขึ้นแล้วล่ะค่ะ”
เมื่อพูดจบเธอก็ยิ้มให้บิดามารดา ไม่นานหลิวอี้หลันก็จูงมือเด็กชายออกไป แต่ยังไม่พ้นประตูหลิวอี้หลันก็ยังหันกลับมาลูกสาวของเธออีกครั้ง
ลูกสาวของเธอเหมือนมีอะไรเปลี่ยนไป...
ซูเมิ่งมองใบหน้าของมารดา สุดท้ายก็ส่งยิ้มให้หลิวอี้หลันอีกครั้ง
คนทั้งสามเดินพ้นประตูไปแล้ว ซูเมิ่งประมวลสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว
เธอย้อนกลับมาในอดีต ครอบครัวของเธอไม่ค่อยมีเงิน
แต่ที่สำคัญคนพวกนั้นเหมือนจะรักเธอมาก น้องชายของเธอน่ารักและเชื่อฟัง
ซูเมิ่งปิดเปลือกตา เส้นเืที่ขมับเต้นดัง ตุ๊บ ตุ๊บ
ทุกอย่างน่าเหลือเชื่อเกินไปแล้ว...ชาติที่แล้วใช้ชีวิตอย่างยากลำบากกว่าจะขึ้นไปอยู่บนจุดสูงสุด แล้วนี่อะไร ใครกำลังเล่นตลกกับชีวิตของเธอ อยากให้เธอฝึกฝนความอดทนไปถึงเมื่อไหร่กัน
ซูเมิ่งถอนหายใจ ทิ้งตัวลงนอนอย่างหมดแรง ดวงตาเม็ดซิ่งเหลือไปเห็นการบ้าน ม.ปลายที่วางอยู่บนโต๊ะไม้เตี้ย ๆ
ดวงตาของเธอปิดลงอย่างช้า ๆ เมื่อนึกขึ้นได้ว่าตัวเองอยู่ ม.ปลาย ปีสอง
คะแนนบนหน้ากระดาษนั้นเต็ม 120 เธอได้เพียง 10 คะแนน
นี่...เป็อีกเื่ที่เธอนึกสงสารบิดามารดา เ้าของร่างเดิมคงไม่ตั้งใจเรียนสินะ
พอรู้อย่างนี้ คนให้ความสำคัญกับการศึกษาอย่างเธอจึงอดไม่ได้ที่จะเข็นตัวเองขึ้นมาจากเตียง ซูเมิ่งหยิบกระดาษมาดู โจทย์การบ้านแต่ละข้อเหมือนจะไม่ยากเท่าไหร่ อย่างไรในชาติที่แล้วเธอก็เป็นักศึกษามหาวิทยาลัยชิงหัว
การบ้าน ม.ปลาย แค่นี้เธอจะทำไม่ได้เชียวหรือ?
ทว่าเพียงแค่เธอจรดดินสอลงบนกระดาษก็พลันรู้แล้วว่า...เธอทำงานมานานนับสิบปี เื่ราวพวกนี้ก็เริ่มลืมเลือนไปบ้างแล้ว แต่เธอไม่อาจยอมแพ้ได้ ถึงอย่างไรความเป็เด็กรักเรียนก็อยู่ในสายเืเธออย่างเข้มข้น
ซูเมิ่งเพ่งสมาธิ เธอจะต้องแก้โจทย์การบ้านนี้พวกนี้ให้ได้ ถ้าแค่นี้ยังทำไม่ได้ ก็ไม่มีหน้าไปเจออาจารย์ทุกท่านแล้ว!
แต่สุดท้ายแล้วแม้จะผ่านไปหลายนาที เธอก็ยังคิดไม่ออก แก้โจทย์ข้อนี้ไม่ได้
ซูเมิ่งฟุบลงโต๊ะไม้ กรีดร้องในใจ ว่าทำไมฉันต้องมายังที่แห่งนี้ด้วย!!!!!