“เรียนผู้โดยสารทุกท่าน รถไฟขบวน T19 มุ่งหน้าสู่ฮั่นเฉิงกำลังจะเคลื่อนขบวนแล้ว...”
บรรยากาศอันตึงเครียดระว่างคนทั้งสองถูกทำลายลงด้วยเสียงประกาศจากทางสถานี
ชีิเยว่กระแทกตัวลงนั่งบนที่นั่งด้วยความขุ่นเคืองแต่สายตายังคงจ้องเขม็งมาที่ชีชีราวกับจะกินเืกินเนื้อ
ยุวชนหญิงที่นั่งข้างเธอถึงกับขยับหนีไปทางอื่นโดยสัญชาตญาณราวกับกลัวว่าจะโดนเสนียดจัญไรติดตัวไปด้วย
สายตาแปลกๆจากคนรอบข้างยังคงทิ่มแทงมา พร้อมกับเสียงซุบซิบนินทาที่ดังแว่วมาเป็ระยะ
ชีิเยว่โกรธจนหน้าอกพะเพื่อมหล่อนแทบจะกลั้นอารมณ์ไม่อยู่จนกระดุมเสื้อเชิ้ตแทบปริ
เธออยากจะถลาเข้าไปตบหน้าชีชีสักสองฉาดใหญ่ๆแต่ก็ต้องฝืนทนเอาไว้
เมื่อจากบ้านมาแล้วก็ไม่มีใครคอยหนุนหลังเธออีกอีกฝ่ายก็มีกันอยู่สองคน หากลงไม้ลงมือกันจริงๆ เธอไม่มีทางได้เปรียบแน่
อย่างไรก็ตามเธอไม่มีวันปล่อยชีชีไปง่ายๆ แบบนี้หรอกเธอจะต้องแย่งชิงทุกอย่างที่เป็ของชีชีมาให้ได้
รวมถึงลู่เหย่และผู้ชายคนนั้นที่รักและตามใจเธอยิ่งกว่าชีวิตในชาติก่อนด้วย!
เธอจะเหยียบย่ำชีชีให้จมดินไม่ให้ได้ผุดได้เกิดไปชั่วนิรันดร์!
ชีชีเองก็นึกสงสัยอยู่ในใจเธอไม่เข้าใจว่าเหตุใดชีิเยว่ถึงได้จงเกลียดจงชังเธอนักหนา
จะว่าไปอีกฝ่ายก็แย่งชิงฐานะของร่างเดิมไปแล้วทั้งความรักจากพ่อแม่ และความโดดเด่นในทุกๆ ด้าน ชนะร่างเดิมไปเสียทุกเื่
คนที่ควรเต็มไปด้วยความเคียดแค้นน่าจะเป็ร่างเดิมมากกว่าไม่ใช่หรือ?
หรือว่าจะมีเื่อะไรที่เธอไม่รู้กันแน่?การไม่มีความทรงจำของร่างเดิมนี่มันช่างลำบากเสียจริง
ในเมื่อคิดไม่ตกเธอก็เลือกที่จะวางมันลงชั่วคราวชีชีไม่ใช่คนประเภทที่ชอบบั่นทอนสุขภาพจิตตัวเอง
เธอเชื่อเสมอว่าต่อหน้าความแข็งแกร่งที่แท้จริงแผนการชั่วร้ายทั้งหลายก็เป็เพียงเสือกระดาษเท่านั้น
ตอนนี้ชีชีควรจะเอาเวลาไปวางแผนชีวิตหลังจากติดตามสามีไปอยู่ในเขตรั้วของชาติเสียดีกว่า
เธอต้องทำให้ตัวเองเข้มแข็งขึ้นและไม่พึ่งพิงใคร
หน่วยผลิตนั้นมีการจัดการแทบจะเหมือนกับค่ายทหารคาดว่าหลังจากชีิเยว่ไปถึงที่นั่นคงไม่มีเวลามาเดินโฉบเฉี่ยวให้ชีชีรำคาญตาอีกไม่เห็นหน้าก็ไม่เสียสุขภาพจิต
ในทางกลับกันเธอเริ่มให้ความสนใจกับ ‘ยอดหฤทัย’ ในใจของลู่เหย่มากกว่า ในเมื่อไม่ได้อยู่ที่บ้านก็คงต้องอยู่ที่กองทัพแน่ๆ เธอต้องคอยสังเกตดูให้ดี
โชคดีที่ตลอดการเดินทางนอกจากชีิเยว่จะชอบหยิบซาลาเปาไส้หมูลูกใหญ่ขึ้นมาข่มแล้วก็ไม่ได้ก่อเื่วุ่นวายอะไรอีก ชีชีจึงได้อยู่อย่างสงบหูไปได้มาก
กว่าจะถึงฮั่นเฉิงด้วยความยากลำบากเวลาก็ล่วงเข้าสู่วันที่สี่แล้ว
ทางหน่วยผลิตส่งรถไถมารับพวกยุวชนผู้มีการศึกษาในขณะที่หน่วยผลิตอื่นๆ ส่งเพียงเกวียนวัวมาเท่านั้น
แววตาของชีิเยว่ฉายความลำพองใจขึ้นมาอีกครั้ง
ทว่าเมื่อทุกคนเห็นสัมภาระมากมายที่เธอขนมาด้วยต่างก็มองเธอด้วยสายตาแปลกพิกล
“ดูสิ ท่าทางเหมือนลูกคุณหนูบ้านนายทุนไม่มีผิดนี่มาทำงานจริงหรือเปล่าเนี่ย?”
“ใครจะไปรู้ล่ะ แต่งตัวท่าทางดูพิลึก”
ชีิเยว่ไม่สนใจสายตาเ่าั้จุดมุ่งหมายของเธอชัดเจนมาก คือการตามหาผู้ชายคนนั้นและแต่งงานกับเขาให้ได้
ขอแค่ทำให้ชีชีต้องทนทุกข์ได้ชีิเยว่ก็มีความสุขแล้ว
แต่ชีชีไม่ได้ล่วงรู้ถึงแผนการเล็กๆในใจของเธอเลยแม้แต่นิด และก็ไม่มีอารมณ์อยากจะรู้ด้วย
แม้ลู่เหย่จะมีสีหน้าไม่สู้ดีนักแต่เขาก็ยังช่วยแบกของขึ้นรถให้ชีิเยว่
จากนั้นเขาก็จูงมือชีชีเดินจากไปทันที
ทว่าชีิเยว่กลับวิ่งตามมา“ลู่เหย่ นายจะไม่ไปส่งฉันที่หน่วยผลิตจริงๆ เหรอ?”
“ที่หน่วยผลิตมีกฎระเบียบ คนนอกไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปสุ่มสี่สุ่มห้า”
“ถ้าอย่างนั้น ฉันไปหานายได้ไหม?”
“ไม่ได้”
“นาย...” ชีิเยว่สูดลมหายใจเข้าลึกๆหลายครั้งเพื่อระงับเปลวไฟแห่งโทสะ “นายจะส่งเงินให้ฉันทุกเดือนใช่ไหม?”
“ไม่”
“พ่อกับแม่สั่งให้นายดูแลฉันนะ!” แม้จะพยายามข่มอารมณ์แล้วแต่เสียงของชีิเยว่ก็ยังแหลมสูงขึ้นโดยไม่รู้ตัว
“ชีิเยว่ ฉันไม่ได้ติดค้างอะไรเธอฉันกับเธอไม่มีความสัมพันธ์ทางสายเื และไม่มีเหตุผลอะไรที่ต้องดูแลเธอ”
“พ่อกับแม่ลำบากเลี้ยงนายจนโต นายคิดจะเป็คนอกตัญญูงั้นเหรอ?”
“ท่านเลี้ยงฉันมา ฉันย่อมทดแทนบุญคุณ และฉันก็จะดีกับลูกสาวของพวกท่านด้วยแต่ทั้งหมดนั้นไม่เกี่ยวกับเธอ”
“นี่นาย...”
ลู่เหย่ไม่สนใจเธออีกต่อไปเขาผ่อนน้ำเสียงให้อ่อนโยนลงแล้วบอกกับชีชีว่า “พวกเราไปกันเถอะ”
“ค่ะ”
เมื่อเห็นทั้งคู่กึ่งเดินกึ่งวิ่งหนีไปราวกับเห็นเธอเป็ตัวกาลกิณีชีิเยว่ก็โกรธจนกระทืบเท้าเร่าๆ
เธอขบเขี้ยวเคี้ยวฟันสาปแช่งในใจอย่างอาฆาต‘ชีชี ลู่เหย่ คอยดูเถอะ ฉันจะไม่ยอมให้พวกแกได้เสวยสุขกันหรอก’
ชีชีและลู่เหย่เพิ่งเดินพ้นสถานีรถไฟมาได้ไม่นานก็เห็นรถจี๊ปทหารคันหนึ่งจอดอยู่ริมถนนมีทหารนายหนึ่งโบกมือเรียกพวกเขาอย่างแข็งขัน
“รองผู้บังคับกองพันลู่ ทางนี้ครับ!”
ลู่เหย่กุมมือชีชีแล้วเร่งฝีเท้าขึ้นมือเล็กๆ ที่อยู่ในอุ้งมือของเขานั้น ทั้งเนียนลื่นและบอบบางราวกับไข่ปลอกเปลือก
หัวใจของลู่เหย่สั่นไหววูบหนึ่งใบหูเริ่มแดงระเรื่อขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว
“สวัสดีครับพี่สะใภ้ ผมชื่อหลี่ต้าเฉียง เรียกผมว่าเฉียงจื่อก็ได้ครับ”
“สวัสดีจ๊ะเฉียงจื่อ” ชีชียิ้มทักทายอย่างเป็กันเอง
หลี่ต้าเฉียงหน้าแดงขึ้นมาทันที“พี่สะใภ้รีบขึ้นรถเถอะครับ”
“ได้สิ”
“ท่านรองผู้บังคับกองพันลู่ครับเรือนหอของพวกท่านจัดเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว เนื่องจากเวลากระชั้นชิดมากเลยยื่นเื่ขอได้เพียงบ้านชั้นเดียวครับส่วนพวกตึกแถวตอนนี้ยังไม่มีโควตาว่างเลย”
“อืม” ลู่เหย่ตอบรับสั้นๆ ก่อนจะหันมามองชีชี“พักบ้านชั้นเดียวไปก่อนนะ ไว้มีโอกาสค่อยขอย้าย”
“ไม่ต้องย้ายหรอกค่ะ ฉันชอบบ้านชั้นเดียวมากกว่า”
ตึกแถวในยุคนี้ไม่เหมือนกับคอนโดในอนาคตแต่มันคือ ‘ตึกถงจื่อ’ หรือแฟลตทางเดินร่วม
ชั้นหนึ่งมีคนอยู่กันตั้งสิบยี่สิบครอบครัวห้องครัวและห้องน้ำต้องใช้ร่วมกัน ทางเดินก็เต็มไปด้วยสิ่งของวางระเกะระกะแค่พูดเสียงดังนิดเดียวก็ได้ยินกันไปทั้งตึก
เธอเป็คนที่มีความลับติดตัวย่อม้าพื้นที่ส่วนตัว และไม่อยากไปวุ่นวายกับความโกลาหลแบบนั้น
บ้านชั้นเดียวเงียบสงบและปลอดภัยกว่าเยอะ
“พี่สะใภ้นี่นิสัยดีจริงๆ เลยนะครับ”
ลู่เหย่ยังไม่ทันว่าอะไรหลี่ต้าเฉียงก็ชิงเอ่ยชมขึ้นมาเสียก่อน
ชีชีทำได้เพียงยิ้มแหยด้วยความประหม่า
หลังจากการเดินทางที่แสนทุลักทุเลเกือบชั่วโมงในที่สุดก็เดินทางมาถึงเขตพำนักทหารเสียที
ลู่เหย่พาชีชีไปลงทะเบียนที่ป้อมยามโดยเฉพาะเพื่อที่วันข้างหน้าเวลาเข้าออกจะได้คุ้นหน้ากัน ไม่ต้องวุ่นวายตรวจสอบบ่อยๆ
ชีชีควานหาลูกอมรสผลไม้ในกระเป๋าสะพายคว้ามาหนึ่งกำมือแล้วยื่นให้เหล่าทหารยามหน้าประตู “พวกเรารีบร้อนมาเสียจนไม่ได้เตรียมของฝากอะไรมาเลยทานลูกอมให้ชื่นใจกันก่อนนะคะ”
“ขอบคุณครับพี่สะใภ้!”
บ้านที่จัดสรรให้ลู่เหย่อยู่ลึกที่สุดในเขตพำนักทหารติดกับเชิงเขาหลังบ้านพอดี
ในยุคสมัยนี้การจะพาครอบครัวมาอยู่ด้วยนั้นมีข้อกำหนดที่สูงมากอย่างน้อยต้องมียศระดับรองผู้บังคับกองพันขึ้นไป และต้องมีบ้านว่างพอดีด้วย
ลู่เหย่เองก็นับว่าโชคดีสหายทหารที่เคยอยู่ที่นี่เพิ่งจะโอนย้ายงานออกไปพอดีประกอบกับเขาเพิ่งได้รับเหรียญกล้าหาญชั้นสอง จึงมีโอกาสได้สิทธิ์นี้มา
ตัวบ้านไม่ใหญ่นักมีเพียงสามห้อง ภายในว่างเปล่าไม่มีเครื่องเรือนใดๆ
ทว่ามันกลับถูกปัดกวาดเช็ดถูจนสะอาดสะอ้าน
“พักผ่อนสักหน่อย เดี๋ยวเราค่อยไปซื้อเครื่องเรือนกัน”
“ตกลงค่ะ” ชีชีพยักหน้า
หลี่ต้าเฉียงส่งพวกเขาถึงหน้าบ้านแล้วก็ขอตัวไปแต่ไม่นานนักเขาก็วิ่งกระหืดกระหอบกลับมาอีกครั้ง
“รองผู้บังคับกองพันลู่ พี่สะใภ้ ผมไปเอาข้าวจากโรงอาหารมาให้ครับรีบทานตอนร้อนๆ เถอะ”
นั่งรถไฟมาสามสี่วันแทบไม่ได้ทานมื้ออาหารดีๆ เลยสักมื้อ
“ขอบคุณมากนะจ๊ะเฉียงจื่อ”
“พี่สะใภ้เกรงใจไปแล้วครับ!” เฉียงจื่อหน้าแดงอีกครั้งเขาถูมือไปมาด้วยความเขินก่อนจะวิ่งแน่บออกไป
ในบ้านไม่มีกระทั่งม้านั่งสักตัวชีชีจึงต้องวางกล่องข้าวไว้บนขอบหน้าต่างแล้วค่อยๆ ทาน
ต้องยอมรับว่ารสมือของพ่อครัวใหญ่ในโรงอาหารนั้นยอดเยี่ยมจริงๆโดยเฉพาะหมูสามชั้นตุ๋นน้ำแดงที่หอมกรุ่น รสชาติกลมกล่อม มันแต่ไม่เลี่ยน
ทั้งคู่รีบทานอาหารด้วยความรวดเร็วก่อนจะเตรียมตัวออกไปซื้อของ
อย่างไรเสียคืนนี้ก็ต้องมีที่หลับที่นอนให้ได้
ทว่าพอเดินพ้นประตูบ้านมาหลี่ต้าเฉียงก็กลับมาอีกครั้ง “รองผู้บังคับกองพันลู่ครับผู้บังคับการกรมเรียกพบด่วน มีภารกิจฉุกเฉินครับ!”
ลู่เหย่หันไปมองชีชีแววตาเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด
ชีชีเข้าใจดีอาชีพทหารก็เป็เช่นนี้ คำสั่งทหารนั้นศักดิ์สิทธิ์และเร่งด่วนเมื่อมีภารกิจเข้ามาก็ต้องละทิ้งทุกอย่าง
“คุณรีบไปเถอะค่ะ เดี๋ยวฉันไปซื้อของเองได้”
“ถ้าอย่างนั้นก็ได้ ถ้ามีอะไรไม่เข้าใจไปถาม ‘พี่สะใภ้หลี่’ที่บ้านข้างหน้าดูนะ เธอเป็คนใจดี”
“รับทราบค่ะ รีบไปเถอะ”
ลู่เหย่มองชีชีเป็ครั้งสุดท้ายก่อนจะก้าวขึ้นรถของหลี่ต้าเฉียงไปอย่างเด็ดเดี่ยว
ชีชีไม่ได้รู้สึกแย่อะไรการไปซื้อของคนเดียวทำให้เธอสามารถจัดแต่งบ้านตามใจชอบได้ซึ่งเป็เื่ที่น่าสนุกจะตายไป
แต่พอเธอเดินมาถึงหน้าประตูเขตพำนักทหารกลับถูกทหารหญิงคนหนึ่งในชุดเครื่องแบบเรียกเอาไว้ “เธอน่ะเหรอภรรยาของรองผู้บังคับกองพันลู่?”
ทหารหญิงคนนั้นทักทายเธอด้วยน้ำเสียงที่วางอำนาจและเย่อหยิ่งพร้อมกับมองสำรวจเธอั้แ่หัวจรดเท้าอย่างเสียมารยาท
โดยเฉพาะเชือกผูกผมสีแดงบนเปียของหล่อน...มันช่างทิ่มแทงสายตาของชีชีเสียเหลือเกิน