ตอนที่ 74 สงครามแย่งชิงคนเก่ง
เพราะรอยยิ้มของผู้นำชุมชน หานชีเยวี่ยก็เลยรู้สึกมั่นใจขึ้นมากทีเดียว เป็นในตอนนั้นเองที่ผู้นำชุมชนเองก็เห็นหานชีเยวี่ยแล้วเช่นกัน “ชีเยวี่ยกลับมาแล้วเหรอ? ” เขาเอ่ยถามด้วยความกระตือรือร้น รอยยิ้มบนใบหน้าที่เหี่ยวย่นนั้นแทบจะปิดไม่มิดอยู่แล้ว
“ผู้นำชุมชน มาหาหนูเหรอคะ? ” หานชีเยวี่ยจอดจักรยานไว้ในที่ร่มตรงมุมข้างกำแพง ก่อนจะเดินเข้าไปหาผู้นำชุมชน
“มาหาสิ วันนี้ไปในเมืองเป็นยังไงบ้าง?” ผู้นำชุมชนมองหานชีเยวี่ยด้วยแววตาคาดหวัง
สายตานั้นทำให้หานชีเยวี่ยรู้สึกกระดากอายเล็กน้อย ตอนเช้าที่เธอออกจากบ้าน เธออ้างว่าจะไปที่โรงงานทอฝ้าย ทว่าความจริงแล้ว เธอแค่ต้องการยืมจักรยานเพื่อความสะดวก ตอนนี้พอถูกถามขึ้นมา เธอก็รู้สึกผิดอยู่บ้างในใจ
“ผู้นำชุมชน ทุกอย่างเป็นปกติดีค่ะ ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ผู้นำชุมชนสบายใจได้เลยค่ะ” หานชีเยวี่ยตอบอย่างคลุมเครือ
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ผู้นำชุมชนก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก เพราะท้ายที่สุดแล้ว เรื่องนี้ก็เหมือนกับการยิงธนูที่ส่งออกไปแล้วไร้หนทางย้อนกลับ [1] สองวันที่ผ่านมา ผู้นำชุมชนเอาแต่เป็นห่วงอยู่ตลอด ว่าหากมีอะไรเปลี่ยนแปลงขึ้นมาจะทำอย่างไร โดยเฉพาะหลังจากการประชุมของสหคามวันนี้ เขาได้คุยโวโอ้อวดไว้มากมาย เกิดมีอะไรผิดพลาดขึ้นมา เขาคงเสียหน้าเป็นแน่
อีกทั้งไม่ใช่แค่เสียหน้าเท่านั้น หากรอจนกระทั่งรวบรวมเสบียงเรียบร้อยแล้ว แต่อีกฝ่ายกลับผิดสัญญาคืนคำขึ้นมาก็คงไม่มีแม้กระทั่งที่ให้เขาร้องไห้ด้วยซ้ำ ทรัพย์สินทั้งหมดของชุมชนถวนเจี๋ยคงไม่พอชดใช้แน่ๆ หลังจากที่ได้ฟังคำรับรองจากหานชีเยวี่ย ผู้นำชุมชนก็รู้สึกอุ่นใจขึ้นมาไม่น้อย สีหน้าที่เปี่ยมไปด้วยความพอใจก็ยิ่งเด่นชัดขึ้น
“มาๆๆ ฉันจะแนะนำทุกคนให้รู้จัก สหายคนนี้เป็นผู้มีพระคุณอย่างยิ่งของชุมชนเรา” ผู้นำชุมชนดึงแขนของหานชีเยวี่ยไปอย่างไม่เคอะเขิน แล้วแนะนำเธอให้กับทุกคนที่อยู่ในที่นั้น
จากนั้นก็แนะนำชื่อแซ่และตำแหน่งของผู้นำชุมชนคนอื่นๆ ให้หานชีเยวี่ยได้รู้จัก สำหรับเรื่องนี้ กู้อวิ๋นฉีมีแผนการของตัวเองอยู่ อีกไม่นานชีเยวี่ยก็จะต้องไปทำงานที่สหคามแล้ว ต่อไปต้องได้ติดต่อกับคนพวกนี้แน่ๆ
ต้องรู้ก่อนว่า ถึงแม้คนเหล่านี้จะเป็นแค่ผู้นำของชุมชนอื่น แต่ก็ล้วนเป็นมือเก๋าที่ผ่านโลกมาอย่างโชกโชน การสร้างสัมพันธ์อันดีไว้ล่วงหน้าจึงเป็นสิ่งจำเป็นยิ่ง ไม่เช่นนั้น หากชีเยวี่ยเด็กสาวที่บอบบางอ่อนแอถูกผู้อาวุโสพวกนี้กลั่นแกล้งจะทำอย่างไร? ลูกหลานของชุมชน อย่างไรเสียก็ต้องให้การสนับสนุนบ้างสิ
เมื่อผู้นำชุมชนแนะนำมาเช่นนี้ ผู้นำชุมชนอื่นๆ ที่อยู่ที่นั่นต่างก็เข้าใจได้ทันทีว่า คนผู้นี้คงเป็นสหายที่ผู้อำนวยการไช่กล่าวชื่นชมไม่หยุดปากในการประชุมวันนี้ ต้องยอมรับว่าเธอดูอายุน้อยมากจริงๆ สหายที่อายุน้อยเช่นนี้ แต่กลับมีความสามารถมากขนาดนี้ ช่างน่าเหลือเชื่อจริงๆ บางคนคิดในใจว่า เหตุใดถึงไม่ใช่สหายจากชุมชนของตนเองนะ? คนที่มีความสามารถแบบนี้ ทำไมถึงมาอยู่ที่ชุมชนถวนเจี๋ย ได้ ทำให้ตาแก่กู้อวิ๋นฉีได้หน้าไปเต็มๆ
พวกเขามองหานชีเยวี่ยด้วยสายตาที่ร้อนรุ่ม หากไม่รู้มาก่อน คงคิดว่าพวกเขากำลังจะแย่งคนจากมือของกู้อวิ๋นฉี ซึ่งจริงๆ แล้ว คนพวกนี้ดีดลูกคิดในใจว่าจะทำอย่างไร ถึงจะดึงหานชีเยวี่ยจากชุมชนถวนเจี๋ย มาอยู่ที่ชุมชนของตนเองได้
วิธีที่ตรงไปตรงมาที่สุดย่อมเป็นการแต่งงาน แม้ว่าคนตรงหน้าจะมีความสามารถ แต่ก็เป็นผู้หญิงอยู่ดี หากชายหนุ่มในชุมชนของตนเองมีความสามารถ ก็อาจจะแย่งเธอมาก็เป็นได้ กู้อวิ๋นฉีมองท่าทางที่จ้องมองหานชีเยวี่ยอย่างหิวกระหายของทุกคน วินาทีนั้นเขาก็รู้สึกถึงอันตรายขึ้นมา เหตุใดถึงได้รู้สึกถึงอันตรายน่ะหรือ? เพราะสิ่งที่ผู้นำชุมชนอื่นๆ คิดได้ กู้อวิ๋นฉีก็คิดได้เช่นกัน
หานชีเยวี่ยเป็นผู้หญิง แถมยังเป็นผู้หญิงที่ใกล้จะอายุสิบแปดปีแล้ว ถึงวัยที่จะหมั้นหมายได้แล้ว หากมีคนไร้ยางอายสักคนหมายตาหานชีเยวี่ยขึ้นมา เช่นนั้นมิใช่ว่าเขาก็คงเสียเปรียบแล้วหรือ? หรือว่าจะหาคนในชุมชนถวนเจี๋ยมาแนะนำให้ชีเยวี่ยดี? แต่ความคิดนี้ก็เกิดขึ้นเพียงชั่วครู่เท่านั้น ชีเยวี่ยกำลังจะได้เป็นเจ้าหน้าที่ของสหคาม ต่อให้ค้นทั้งชุมชนถวนเจี๋ยก็ไม่มีใครคู่ควรกับเธอ
อย่างไรก็ตาม เขาก็ยังคงต้องคิดให้ดีอยู่ดี หากรั้งชีเยวี่ยให้อยู่ที่ชุมชนถวนเจี๋ยได้ก็คงจะเป็นการดีที่สุด กู้อวิ๋นฉีคิดในใจ ทว่าก็ไม่สามารถพูดออกมาได้อยู่ดี เขาหัวเราะหึๆ ก่อนพูดกับทุกคนว่า “ชีเยวี่ย เด็กคนนี้มีทั้งความรู้และความสามารถ เธอจบการศึกษาระดับชั้นมัธยมปลายเชียวนะ”
เมื่อเขาพูดจบ ก็มีบางคนที่ฟังแล้วไม่พอใจทันที
ผู้นำชุมชนหงฉี๋รีบโต้แย้งทันที “ชุมชนถวนเจี๋ยของพวกคุณมีคนจบมัธยมปลาย แล้วชุมชนหงฉี๋ของเราจะไม่มีได้อย่างไร?”
เมื่อได้ยินคำพูดของคู่ปรับเก่า กู้อวิ๋นฉีก็ยิ่งรู้สึกภาคภูมิใจมากขึ้น “พวกคุณมีคนจบมัธยมปลายแล้วอย่าไงร? ชีเยวี่ยของเราก็มีความสามารถ พวกคุณอย่ามาอิจฉาได้ไหม”
หานชีเยวี่ยฟังแล้วก็ได้แต่รู้สึกอับจนคำพูด ตาเฒ่านี่ช่างสรรหาเรื่องมาให้คนเกลียดจริงๆ
ในขณะที่หานชีเยวี่ยกำลังคิดว่าจะแก้ไขสถานการณ์ตรงหน้าอย่างไร เธอก็ได้ยินกู้อวิ๋นฉีพูดต่อว่า “แต่ว่านะ พูดก็พูด พวกคุณก็มีคนจบมัธยมปลาย ทำไมมีแค่ชีเยวี่ยของชุมชนเราที่เก่งขนาดนี้อยู่คนเดียว?”
เหล่าผู้นำชุมชนฟังคำพูดของเขาแล้วต่างก็จมอยู่ในความคิดห้วงลึก ใช่แล้ว คนจบมัธยมปลายมีอยู่ทุกที่ แม้ในชุมชนของตนเองจะไม่มี แต่กลุ่มยุวชนที่มาทำงานในชนบทก็ไม่น้อย ทว่า ทำไมมีแค่หานชีเยวี่ยคนเดียวที่เก่งขนาดนี้?
“ชิ! แกจะภูมิใจไปทำไม มิใช่ว่าเด็กคนนี้เก่งมาตั้งแต่เกิดหรือ?” ผู้นำชุมชนหงฉี๋ยังคงไม่ยอมแพ้
เด็กสาวที่เก่งขนาดนี้ ถือเป็นบุญของชุมชนถวนเจี๋ย กู้อวิ๋นฉีก็แค่โชคดีเท่านั้น
กู้อวิ๋นฉีจ้องมองคู่ปรับเก่าด้วยความไม่พอใจ “บอกว่าแกมันไม่ได้เรื่อง แกยังไม่ยอมรับอีก!”
ผู้นำชุมชนหงฉี๋โกรธจนแทบจะกระโดดเตะคน “แกพูดอย่างนั้นได้ยังไง? ฉันมีตรงไหนที่ไม่ได้เรื่องกัน?”
“บอกว่าแกไม่ได้เรื่อง แกก็ไม่ยอมรับ ด้วยระดับสติปัญญาอย่างแก ฉันก็ไม่มีอะไรจะพูดด้วยแล้ว!” น้ำเสียงรังเกียจของกู้อวิ๋นฉีแทบจะปิดเอาไว้ไม่มิดด้วยซ้ำ
ผู้นำชุมชนหงฉีโกรธจนแทบจะพูดไม่ออกแล้ว ไอ้แก่กู้อวิ๋นฉีนี่ ครั้นยังหนุ่มก็ชอบหาเรื่องกับเขา ทั้งแย่งหญิงที่เขาหมายปอง แล้วยังชอบมาอวดเบ่งใส่เขาอยู่เรื่อย
“นั่นเป็นเพราะบรรยากาศในชุมชนของเราดี ชุมชนเราให้การสนับสนุนชีเยวี่ยอย่างเต็มที่ พูดแบบนี้แล้วกัน เพื่อให้เยวี่ยสามารถเดินทางเข้าเมืองได้ทุกวัน ฉันถึงกับยอมเสียสละจักรยานให้เธอเลยด้วยซ้ำ”
กู้อวิ๋นฉีเริ่มโอ้อวดความเสียสละของตัวเองออกมาเป็นครั้งแรก
หานชีเยวี่ยได้ยินแล้วก็ไม่รู้จะพูดอะไรต่อ ไอ้ตาเฒ่า พูดออกมาแล้วไม่รู้สึกผิดบ้างหรือไง? เธอพนันได้เลยว่า ถ้าเมื่อเช้าเธอไม่ได้มอบผ้าให้ ตาเฒ่านี่คงไม่ยอมให้เธอยืมจักรยานแน่ๆ ผู้นำชุมชนคนอื่นๆ ต่างก็รู้ดีว่ากู้อวิ๋นฉีหวงจักรยานคันนั้นมากแค่ไหน เมื่อเห็นจักรยานที่หานชีเยวี่ยเพิ่งจอดไว้ที่มุมข้างกำแพง ก็รู้ทันทีว่าเป็นของกู้อวิ๋นฉี
สายตาที่พวกเขาใช้มองกู้อวิ๋นฉีพลันเปลี่ยนไป รวมถึงผู้นำชุมชนชุมชนหงฉี๋ที่ก่อนหน้านี้โกรธจนหน้าแดงก่ำด้วย
“อีกอย่าง สหายชีเยวี่ยออกไปข้างนอกทุกวัน ไม่ว่าจะมีความคืบหน้าหรือไม่ ก็จะได้ค่าแรงสิบคะแนนทุกวัน ซึ่งเป็นค่าแรงที่ผู้ชายที่โตเต็มวัยแล้วถึงจะได้”
เมื่อพูดจบ กู้อวิ๋นฉีก็ยิ่งรู้สึกภาคภูมิใจมากขึ้น เขารู้สึกว่าตัวเองนั้นช่างฉลาดเฉลียวเหลือเกิน เดิมทีเรื่องนี้เป็นความสำเร็จของหานชีเยวี่ย แต่เพราะเขาคอยสนับสนุนอยู่ ตอนนี้เขาก็เลยมีส่วนร่วมในความสำเร็จนี้ด้วย เหล่าผู้นำชุมชนต่างๆ เมื่อได้ยินคำพูดของกู้อวิ๋นฉี จู่ๆ ก็รู้สึกว่าเรื่องราวเป็นแบบนั้นจริงๆ
หานชีเยวี่ยเก่งก็จริง แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าในชุมชนของพวกเขาจะไม่มีคนเก่งนี่นา
กู้อวิ๋นฉีพยายามรักษาหานชีเยวี่ยเอาไว้ ก็เท่ากับเป็นการเตือนพวกเขาทางอ้อมว่า แทนที่จะจ้องมองคนอื่น มิสู้มองหาคนเก่งในชุมชนของตนเองดีกว่า
เชิงอรรถ
[1] 开弓没有回头箭开弓没有回头箭 การยิงธนูที่ส่งออกไปแล้วไร้หนทางย้อนกลับ หมายความว่า เมื่อทำสิ่งใดไปแล้วจะต้องทำอย่างต่อเนื่อง