ภายในห้องห้องหนึ่งของจวนสกุลเซียว
เซียวตงหลิวฟื้นขึ้นนานแล้วแต่กลับมีสีหน้าซึมกะทือ ตู้อวิ๋นเย่ว์อยู่เป็เพื่อนเขามาสองชั่วยาม แต่เขาไม่พูดไม่จาสักคำราวกับถูกตรึงร่างเอาไว้
“ตงหลิวเ้าพูดอะไรสักคำสิ” ตู้อวิ๋นเย่ว์มองลูกชายด้วยความปวดใจจิตสังหารในแววตายิ่งแรงกล้าขึ้นเรื่อยๆ ลูกชายอยู่ในสภาพเช่นนี้ ทั้งหมดเป็เพราะเ้าคนชั้นต่ำคนนั้นทั้งสิ้นนางในตอนนี้อยากจะไปสังหารเซียวอวี้จนใจแทบขาด
“ตู๋หลัง!”
ตู้อวิ๋นเย่ว์แผดเสียงคำรามลั่น“ไม่ว่าจะใช้วิธีใด ข้า้าให้ไอ้ชั้นต่ำนั่นตายรวมไปถึงแม่ที่ต่ำช้าของมันด้วย ตายไปด้วยกันซะให้หมด”
ตู๋หลังจ้องมองเซียวตงหลิวที่ใบหน้าซึมกะทือเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ “ฮูหยินโปรดวางใจทางเมืองหลวงได้ส่งมือสังหารมาแล้ว เซียวอวี้จะต้องอยู่ไม่พ้นสิบวันเป็แน่”
“ตายมันต้องตายเท่านั้น!” ตู้อวิ๋นเย่ว์แผดเสียงก้องด้วยความโกรธขึงน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความคั่งแค้นดังสะท้อนอยู่ภายในห้องนางมองใบหน้าเซื่องซึมของลูกชาย น้ำตาพลันไหลอาบเต็มใบหน้า
“ท่านแม่ข้าจะฆ่าเขา ท่านต้องช่วยข้าสังหารเขานะข้าอยากไปฝึกบำเพ็ญเพียรที่สำนักกระบี่เสวียนหวงเซียวอวี้จะต้องตายก่อนที่ท่านพ่อจะกลับจวน” ใบหน้าที่แข็งทื่อของเซียวตงหลิวค่อยๆเปลี่ยนเป็เหี้ยมเกรียม พอโกรธขึ้นมาอีกครั้ง ก็กระอักเืออกมาทีหนึ่งแล้วหมดสติไป
ตู้อวิ๋นเย่ว์คั่งแค้นใจจนดวงตาแทบจะถลนโยนชามกระเบื้องในมือลงพื้นแรงๆ คำรามด้วยเสียงเย็นยะเยียบราวกับน้ำแข็ง “เซียวอวี้ ข้าจะให้เ้าตายโดยไร้แม้แต่ที่กลบฝัง”
ตู้อวิ๋นเย่ว์และเซียวตงหลิวจะล้างแค้นล้วนแต่อยู่ในความคาดหมายของเซียวอวี้ ทว่าเขาไม่ไยดีอย่างสิ้นเชิง ก่อนหน้าตั้งใจผูกมิตรกับหน่วยบังคับคดีเพื่อปูทางเอาไว้ล่วงหน้าแล้ว
เซียวอวี้กล้าเอาหัวเป็ประกันตนเองจะต้องมียอดฝีมือของหน่วยบังคับคดีคอยคุ้มกันตู้อวิ๋นเย่ว์อยากจะสังหารเขาในเมืองเหลียงโจว ย่อมไม่ใช่เื่ง่ายดายอย่างแน่นอน
ถึงแม้สกุลตู้จะมีอิทธิยิ่งใหญ่เป็ล้นพ้นแต่ภายในเมืองเหลียงโจวแล้วนั้น สกุลเซียวยังยิ่งใหญ่คับฟ้าสมชื่อแถมอีกไม่กี่วันเขาก็ต้องไปูเาหมั่งหนิวกับหวงฝู่หลิงซีนางยังมียอดฝีมือมากมายติดตามอยู่เคียงข้างยิ่งเป็ไปไม่ได้ที่จะปล่อยให้ตู้อวิ๋นเย่ว์ฉวยโอกาส
สาเหตุที่เซียวอวี้ตอบรับคำร้องขอจากยอดนารีก็เพราะมีความตั้งใจเช่นนี้ด้วยเหมือนกัน
หากว่ากันตามความลึกล้ำของแผนการแค่จวนโหวเล็กๆ ยังไม่มีใครหน้าไหนเป็คู่ต่อกรของเขาจริงๆ
เซียวอวี้กลับบังเอิญพบคนคุ้นเคยตรงหน้าประตูเรือนของตนก็คือนักพรตขั้นก่อกำเนิดที่อำนวยการประลองในตอนบ่ายผู้นั้นเขาคารวะเซียวอวี้ด้วยความนอบน้อม
“ข้าน้อยเกิ่งเปียวได้รับคำสั่งให้คุ้มครองคุณชาย”
เซียวอวี้ยิ้มแย้มอย่างอ่อนโยนโอบอ้อมอารี“ลำบากพี่เกิ่งแล้ว”
ใบหน้าเฉยเมยของเกิ่งเปียวแค่นยิ้มออกมาเล็กน้อยพลางเอ่ยขึ้น“คุณชายอย่าได้เกรงใจคุ้มครองท่านเป็ความคิดของเกิ่งจื๋อพี่ห้าของข้า”
เซียวอวี้ตบไหล่ของเขาเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ฝากขอบคุณผู้าุโเกิ่งแทนข้าด้วย”
เกิ่งเปียวพยักหน้าลงแล้วหยิบสมุดหนังสีน้ำเงินที่เย็บสันด้วยด้ายเล่มหนึ่งออกมาจากอกเสื้อกล่าวยิ้มแย้ม “คุณชายนี่เป็ตำราลับฝึกฝนท่า‘จับัไอยรา’พี่ห้าบอกว่าด้วยพร์ของท่านตอนนี้สามารถฝึกฝนได้แล้ว”
“ได้”
เซียวอวี้รับตำราวรยุทธ์ขั้นมนุษย์ระดับกลางเล่มนี้คิดใคร่ครวญสักพักถึงกล่าวว่า “เช่นนั้น่นี้ลำบากพี่เกิ่งนอนร่วมห้องกับหวังซานก็แล้วกัน” เกิ่งเปียวตอบรับด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง
ราตรีนี้ไร้เหตุเภทภัยเซียวอวี้ทำสมาธิอยู่ภายในห้องตลอดคืน ถือโอกาสพลิกอ่านท่า ‘จับัไอยรา’ไปรอบหนึ่งแล้วแก้ไขข้อบกพร่องบางอย่างของวรยุทธ์วิชานี้ ถ้าเกิดเขาใช้ออกมาอานุภาพก็จะรุนแรงขึ้นมาก
รอจนถึงรุ่งอรุณจึงฝึกกายครึ่งชั่วยามเหมือนเช่นเคย‘เคล็ดวิชากายเดียวไร้เริ่มต้นาาผาน’สร้างผลอันน่าอัศจรรย์สำหรับการฝึกกายและการกระตุ้นลมปราณภายในร่างถึงแม้จะก้าวเข้าสู่เส้นทางการฝึกบำเพ็ญเพียรแล้ว เขาก็ยังยืนหยัดฝึกฝนต่อไปทุกวัน
่เที่ยงวันของวันต่อมาเซียวอวี้มาถึงตรงหน้าประตูสมาคมหมอยา
อาคารใหญ่โตครั่นคร้ามที่สร้างโดยสมาคมหมอยาแห่งนี้เป็หอสามชั้นที่แยกเป็เอกเทศอาคารหนึ่ง แต่ละเรือนด้านหลังยังแบ่งเป็ที่พำนักของกลุ่มนักหลอมยา
เมื่อเซียวอวี้มาถึงหน้าประตูสมาคมหมอยาฉินชิงอวิ๋นก็เฝ้ารออยู่นานแล้ว
“สหายเซียวท่านพ่อรอท่านอยู่บนชั้นสอง ท่านพ่ออยากจะดูว่าเ้าจะนำความประหลาดใจอะไรมาด้วย”ฉินชิงอวิ๋นยิ้มหน้าชื่นตาบาน สุภาพอย่างมาก
“จะบังอาจปล่อยให้หัวหน้าฉินรอเด็กเมื่อวานซืนแบบข้าได้อย่างไรสหายฉินรีบนำทางไปเร็ว” เซียวอวี้รีบกล่าว
ฉินชิงอวิ๋นพูดจาแย้มยิ้ม“อันที่จริงท่านพ่อเองก็อยากพบสหายเซียวสักหนเ้าเป็เด็กหนุ่มยอดอัจฉริยะอนาคตจะต้องกลายเป็ความภาคภูมิใจของเมืองเหลียงโจวเป็แน่”
เซียวอวี้ยิ้มแย้มไม่พูดไม่จา
ในความเป็จริงแล้วผู้คนมากมายในเหลียงโจวตอนนี้ล้วนคิดกันว่า หากเซียวอวี้สามารถเติบโตต่อไปได้จะต้องกลายเป็ยอดฝีมือแห่งยุคสมัยกระทั่งเป็ไปได้ว่าอาจจะทำให้ทั่วหล้าต้องตกตะลึงพรึงเพริด
ดังนั้นไม่ว่าจะเป็เหลียงอ๋องน้อยหลี่เสินจีหรือฉินชิงอวิ๋น ต่างก็มีท่าทีสุภาพกับเซียวอวี้เป็อย่างยิ่งผูกมิตรไมตรีในตอนนี้ จะต้องมีประโยชน์อย่างใหญ่หลวงในวันหน้า
ภายในห้องหรูหราห้องหนึ่งบนชั้นสองเซียวอวี้พบกับนักหลอมยา ฉินซุ่นชัง ที่มีชื่อเสียงระบือก้องไปทั่วเมืองเหลียงโจว
ฉินซุ่นชังสวมอาภรณ์ผ้าไหมสีม่วงเรียบง่ายบุคลิกธรรมดาทั่วไป ทว่าแววตาสุขุมลุ่มลึก มองออกว่าเขาไม่ได้เป็เพียงแค่นักหลอมยาธรรมดาๆ แน่
“ขั้นครึ่งก้าวลูกกลอนนิล”เซียวอวี้ตกตะลึงอยู่ในใจแค่ปราดเดียวก็มองเห็นถึงระดับพลังยุทธ์ของฉินซุ่นชัง
นักหลอมยาขั้นสี่ระดับล่างผู้นี้ยังเป็นักพรตที่เก่งกล้าคนหนึ่ง แน่นอนว่าด้วยระดับความสามารถการหลอมยาของเขาการฝึกบำเพ็ญก็ค่อนข้างง่ายดายอยู่บ้าง
“ข้าน้อยเซียวอวี้ขอคารวะอาฉิน”เซียวอวี้ประกบสองมือขึ้นคารวะ เคร่งครัดในมารยาท
ฉินซุ่นชังหัวเราะเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “หลานเซียวอย่าได้เกรงใจข้ากับท่านโหวเป็สหายเก่ากันมาเมื่อหลายปีก่อนท่านโหวเคยเชิญข้าไปตรวจอาการให้เ้าตอนนั้นข้าจำได้แม่นยำว่าเ้าทวารทั้งเจ็ด[1]ยังไม่เปิดไม่คิดเลยว่าข้าจะดูผิดไป”
เซียวอวี้หัวเราะเบาๆรู้ว่านักหลอมยาผู้นี้นึกสงสัยที่ตนเองเปิดทวารขึ้นมาปุบปับแต่ในเมื่อเขากล้าบุกมาถึงสมาคมหมอยา ย่อมต้องเตรียมพร้อมทุกด้านไว้แล้ว
“อาฉินไม่ได้มองผิดไปหรอกคนในเมืองเหลียงโจวคิดว่าข้าอดกลั้นมาสิบกว่าปี แต่ความเป็จริงนั้นข้าเพิ่งเปิดทวาร กลายเป็คนปกติในเร็วๆ นี้เอง”
เมื่อพูดประโยคนี้ออกไปฉินซุ่นชังกับฉินชิงอวิ๋นอดตะลึงงันไม่ได้ ฉินซุ่นชังย่นคิ้วเข้าหากันมองเซียวอวี้ด้วยความเคลือบแคลงใจเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว
“สหายเซียวสรุปแล้วเกิดเื่อะไรกับร่างกายของเ้า ถึงทำให้เ้าเปลี่ยนแปลงผิดไปจากคนธรรมดาทั่วไปอย่างกะทันหันถึงขนาดใช้ความอ่อนแอสยบความแข็งแกร่ง เอาชนะเซียวตงหลิวได้” ฉินชิงอวิ๋นกลอกตาไปมา ดูเหมือนจะถามไปเรื่อยเปื่อย
ฉินซุ่นชังแสร้งกล่าวตำหนิ“ชิงอวิ๋น เื่แบบนี้ถามไปตามใจชอบได้หรือ”
เซียวอวี้แอบหัวเราะในใจสองพ่อลูกคู่นี้เล่นละครตบตาเข้าขากันเป็ปี่เป็ขลุ่ยเพียงแต่เขากำลังอยากกระพือข่าวบางส่วนออกไป โดยผ่านปากของพ่อลูกสกุลฉินคู่นี้จะได้ขจัดความสงสัยของคนมากมายได้ง่าย
“ไม่เป็ไรอาฉินกับสหายฉินก็มิใช่คนอื่นคนไกล แถมที่ข้ามาวันนี้ก็เพราะอยากจะเจรจาธุรกิจกับอาฉิน” เซียวอวี้โบกมือพลางยิ้มแย้ม
“หืม?”
ฉินซุ่งชังจิบชาไปคำหนึ่งเอ่ยด้วยรอยยิ้มละมุน “หลานว่ามาเถอะ”
“ไม่ขอปิดบังอาฉินจริงๆ แล้ว สาเหตุที่ข้าเกิดปัญญาเป็เพราะได้พบนักพรตลึกลับคนหนึ่งอภินิหารของเขามากมายเหลือประมาณรักษาโรคทางสมองของข้าให้หายได้เหมือนปอกกล้วยเข้าปากแต่กลับไม่ได้ถ่ายทอดวิชาอภินิหารใดๆ ให้ข้า เพียงแต่มอบตำรับยาเดี่ยวไม่กี่ใบตั้งใจกำชับข้าเป็พิเศษว่าตำรับยาเดี่ยวพวกนี้มีมูลค่ามหาศาลให้ข้าเก็บรักษาด้วยความระมัดระวัง” เซียวอวี้ยกถ้วยชาแล้วจิบไปหนึ่งคำเอ่ยขึ้นเชื่องช้า
พ่อลูกสกุลฉินมองหน้ากันเลิ่กลั่กดูจากสีหน้าแล้ว ไม่เชื่อสิ่งที่เซียวอวี้พูดโดยสิ้นเชิง
“ข้าเองก็รู้สึกว่าคำพูดนี้ผิดแปลกจนเกินไปแถมข้าก็ยังไม่รู้ว่าตำรับยาเดี่ยวพวกนี้มีมูลค่าเท่าใดก็เลยเขียนตำรับยาเดี่ยวใบหนึ่งมอบให้อาฉินลองดู” เซียวอวี้ทอดถอนใจแล้วกล่าวด้วยรอยยิ้มแหยๆ
ฉินซุ่นชังกล่าวขึ้นเหมือนจะยิ้มไปด้วยก็มิเชิง“เช่นนั้นข้าขอดูสักหน่อยเถอะ”
เซียวอวี้ล้วงตำรับยาเดี่ยวที่เขียนเมื่อคืนแผ่นนั้นออกมาจากสาบเสื้อแล้วส่งให้ฉินซุ่นชัง
ฉินซุ่นชังรับมาอย่างไม่ใส่ใจแต่หลังจากได้อ่านสักพัก สีหน้าแบ่งรับแบ่งสู้ในตอนแรกพลันแปรเปลี่ยนทันทีกระทั่งว่าหายใจถี่กระชั้นขึ้นด้วย
“นี่...นี่มัน?”
ฉินซุ่นชังเงยหน้ามองเซียวอวี้ด้วยความรู้สึกเหลือเชื่อและไม่อยากจะเชื่อ
ฉินชิงอวิ๋นเห็นสีหน้าของบิดาเช่นนี้แล้วก็พลอยตกตะลึงไปด้วย สรุปแล้วเป็ตำรับยาเดี่ยวอะไรถึงสามารถทำให้ท่านพ่อเสียอาการถึงเพียงนี้
“นี่คือตำรับยา‘ยาผนวกิญญากำเนิดฟ้า’ที่สูญหายไปจากโลกยาตั้งนานแล้วอย่างนั้นหรือเป็ไปได้อย่างไร ตำรับยาเดี่ยวนี่สูญหายไปนานแล้ว ไปอยู่ในมือเ้าได้อย่างไร”
มือทั้งสองของฉินซุ่นชังสั่นระรัวราวกับเสียสติสีหน้าฉายความตกตะลึงเหลือเชื่อและที่ยิ่งไปกว่านั้นคือความยินดีอย่างหาประมาณมิได้
มีตำรับยาเดี่ยวตัวนี้การเลื่อนขั้นยุทธ์ของเขาเห็นทีจะมีหวังแล้ว!
ใบหน้าของเซียวอวี้ผุดรอยยิ้มบางที่แทบจะมองไม่เห็นไถ่ถามด้วยรอยยิ้ม “อาฉินคิดว่าตำรับยาเดี่ยวนี้มีมูลค่าเท่าไรกัน”
ฉินซุ่นชังกุมตำรับยาเดี่ยวไว้ด้วยสองมือสั่นเทิ้มไปทั่วทั้งตัว ผ่านไปเนิ่นนานถึงกล่าวด้วยความยากลำบาก “ตำรับยาเดี่ยวนี้ มีมูลค่าหาที่สุดมิได้เรียกได้ว่าเป็สมบัติที่มีมูลค่ามหาศาล”
ฉินชิงอวิ๋นเบิกตาจ้องมองบิดาพูดอะไรไม่ออกแล้วมองเซียวอวี้ที่นั่งจิบชาอย่างไม่สะทกสะท้านอยู่ข้างๆ ในใจตกตะลึงเหลือประมาณ
เซียวอวี้แค่หยิบตำรับยาเดี่ยวใบหนึ่งออกมาก็สามารถทำให้ท่านพ่อเสียอาการถึงเพียงนี้หรือจะเป็อย่างที่เซียวอวี้บอก ว่าเขาเคยเจอยอดฝีมือแห่งยุคจริงๆ ?
“ข้าไม่รู้มูลค่าของตำรับยาเดี่ยวนี้เช่นกันเพียงแต่ผู้าุโท่านนั้นเคยบอกว่าตำรับยาเดี่ยวแต่ละใบที่เขามอบให้ข้าล้วนแต่สามารถทำให้ทั่วหล้าตกตะลึงได้ยาผนวกิญญากำเนิดฟ้า...เป็เพียงหนึ่งในนั้น” เซียวอวี้ยิ้มแย้มในขณะที่พูด
“อะไรนะ!”
ฉินซุ่นชังสั่นสะท้านไปทั้งตัวทันใดนั้นดวงตาฉายแววมีชีวิตชีวา ถามด้วยอาการเร่งรีบ “เ้ายังมีตำรับยาเดี่ยวอื่นๆ อีกหรือ อยู่ที่ไหนกันรีบเอามาให้ข้าดูเร็วเข้า”
[1] ทวารทั้งเจ็ด คือรูทวารทั้งเจ็ดบนส่วนศีรษะ อันได้แก่ ดวงตาทั้งสอง รูจมูกทั้งสอง ปากและใบหูทั้งสอง