“จริง ๆแล้วลูกพลับมีของเล่นที่อยากจะได้มากกว่าของเล่นพวกนี้อยู่ด้วยครับ”
เด็กชายพูดเสียงอ้อมแอ้ม
เมื่อเห็นแล้วว่าพ่อภาคหลังบวชดูเหมือนจะยอมรับฟังในสิ่งที่ลูกพลับพูดบ้างแล้วโดยไม่มีอารมณ์เกรี้ยวกราดเ้าตัวน้อยก็พยายามหาเื่มาพูดคุยเล่าถึงความคิดของตนเองกับพ่อคนใหม่มากยิ่งขึ้น
“แต่ลูกพลับดูราคาแล้วมันแพงมากเป็หลายร้อยกว่าบาทก็เลยตั้งใจว่าจะเอาเงินที่เหลือหยอดกระปุกไว้ก่อนถ้าไปรับจ้างล้างจานแล้วได้เงินมาเพิ่มก็จะหยอดกระปุกอีกถ้าพ่อไม่เอาเงินไปซื้อเหล้าลูกพลับก็จะมีเงินเก็บถึงร้อยก็จะซื้อของเล่นที่อยากได้ครับ”
เดี๋ยวนะ!
รับจ้างล้างจาน?
พ่อเอาเงินไปซื้อเหล้า?
เื่พวกนี้ไม่ได้อยู่ในความทรงจำของไอ้เดชพ่อชั่วนั่นเลยนี่หว่า
อ๊ะ!แต่ก็พอจำได้อยู่บ้างว่ามีหลายครั้งที่ลูกพลับเอาเงินมาให้ไอ้เดชตอนนั้นพ่อชั่วนั่นนึกว่าลูกชายไปขอทานเขามาแต่แทนที่จะตักเตือนสั่งสอนก็กลับเอาเงินที่ลูกให้มาไปซื้อเหล้าเสียอย่างนั้น
อย่าบอกเชียวนะว่าตอนที่ไอ้พ่อชั่วนั่นนอนเมาเป็ขยะเ้าเด็กตัวเล็กแค่นี้กลับวิ่งออกไปทำงาน หาเงินมาให้พ่อเศษสวะนั่นเอาไปลงขวดเหล้า?
ว้อยยยย! ก็รู้อยู่แล้วล่ะว่ามันเลวแต่นี่มันจะเลวเป็ขยะจนเหนือความคาดหมายเกินไปหน่อยแล้วทำไมคนที่ดีงามอย่างเขาถึงจะต้องมาเกิดใหม่ในร่างของเศษสวะแบบนี้ด้วยวะเนี่ยโคตรตราบาปฉิบเป๋ง!
“ลูกพลับไปรับจ้างล้างจานที่ไหน ล้างนานเท่าไหร่หนึ่งวันหรือครึ่งวัน แล้วได้เงินค่าล้างจานมากี่บาทเหรอครับ” ไตเติ้ลซัก
ในฐานะของป๊ะป๋าฝึกหัดเขาก็อยากจะรู้ว่าคนที่จ้างให้ลูกพลับล้างจานนั้นทำไปด้วยความเมตตาหรือคิดจะเอาเปรียบเด็กก็ดูเอาเถอะ เด็กอายุเจ็ดขวบแค่นี้ก็ยังมีคนกล้าจ้างให้ทำงานด้วยไม่กลัวเจอข้อหาใช้แรงงานเด็กหรือยังไงกัน
….
……
อ่า… แต่ตอนนี้เป็ยุคปี 2538 นี่เนาะยุคสมัยของการสื่อสารด้วยระบบเพจเจอร์ ผู้คนในประเทศนี้ยังไม่ค่อยสนใจและให้ความสำคัญในเื่ของสิทธิเด็กกันสักเท่าไรนักเด็กที่เกิดก่อนโลกพัฒนาบางทีก็จะมีความโชคร้ายแบบนี้นี่แหละ
“ลูกพลับไปช่วยล้างจานที่ร้านก๋วยเตี๋ยวเจ๊ง้อครับเจ๊ง้อบอกว่าลูกพลับล้างจานเก่ง ให้ไปทำงานได้ทุกวันทุกครั้งที่ไปเจ๊ง้อก็จะให้ลูกพลับกินก๋วยเตี๋ยวหนึ่งชาม อิ่มแล้วถึงเริ่มล้างจานจานที่ร้านก็มีไม่เยอะ ลูกพลับล้างไม่ถึงชั่วโมงก็เสร็จแล้ว ได้ค่าแรงมาวันละยี่สิบบาทเจ๊ง้อบอกว่าลูกพลับยังเด็กเลยให้แค่นี้ แต่พี่สาวที่เป็คนพม่าโตแล้วอยู่ช่วยเฝ้าร้านทั้งวันด้วยเจ๊ง้อก็เลยให้พี่สาววันละร้อยห้าสิบบาทถ้าป๊ะป๋าไปทำงานกับเจ๊ง้อ ป๊ะป๋าโตแล้วก็จะได้วันละร้อยห้าสิบบาทเหมือนกับพี่สาวคนพม่าครับ”
เด็กชายตอบโดยร่ายรายละเอียดยาวยืด เ้าตัวเล็กรู้ว่าหลังจากสึกออกมาแล้วป๊ะป๋าจะออกหางานทำจึงเข้าใจไปว่าที่ป๊ะป๋าถามถึงงานล้างจานของเขานั้นเป็เพราะว่าอยากจะไปทำงานที่ร้านเจ๊ง้อด้วยกัน
ไตเติ้ลฟังที่เด็กชายเล่าจนครบถ้วนกระบวนความถ้าจำไม่ผิดเจ๊ง้อขายก๋วยเตี๋ยวเนี่ย เหมือนจะเป็ยัยป้าปากร้าย พูดมาก ขี้บ่นด่าลูกจ้างเก่ง ๆ คนที่ออกมาใส่บาตรทุกเช้าคนนั้น…
ทำงานไม่ถึงชั่วโมงก็ให้ยี่สิบบาทแถมยังมีก๋วยเตี๋ยวให้กินอีก แค่ราคาก๋วยเตี๋ยวก็ชามละยี่สิบแล้ว ยังจะให้เงินอีกยี่สิบบาทกับการล้างจานที่ไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง
แบบนี้สินะที่เรียกว่าปากร้ายใจดี เป็คนดีชัด ๆเลยนี่นา ต่อไปหากมีโอกาสจะต้องไปแสดงความขอบคุณที่เมตตาเอ็นดูคอยช่วยเหลือเ้าลูกพลับบ้างแล้วสินี่
“ลูกพลับใจดีจัง แนะนำงานดี ๆ ให้ป๊ะป๋าด้วย เสียแต่ว่าป๊ะป๋าไม่ชอบทำงานล้างจานนี่น่า”
ไตเติ้ลถอนหายใจ
ถึงเวลาที่เขาจะต้องออกหางานแล้วสินะทั้งที่มีความรู้จากโลกเดิมมาท่วมหัว ร่ำเรียนจนจบปริญญาโทมาแล้วแท้ ๆแต่ดันมาโผล่อยู่ในร่างที่ไร้วุฒิการศึกษา ไร้คอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตจะให้ทำงานตามความเชี่ยวชาญเดิมของตนได้แบบนี้เท่ากับว่าเขามาตัวเปล่า ๆ ไม่มีความสามารถอะไรเลยในสถานการณ์อย่างนี้เขาควรจะทำงานอะไรดีล่ะเนี่ย
“หลวงตาบอกว่าไม่เลือกงานไม่ยากจนนะครับ”
ลูกพลับจำคำสอนของหลวงตาแช่มมาสั่งสอนพ่อของตนเองอีกที
ก็ใช่ที่ว่าไม่เลือกงานไม่ยากจนแต่ถ้าทำงานไม่เลือกมันก็จะไม่ร่ำรวยแถมไม่พอกินไม่พอเลี้ยงลูกเอาด้วยนี่สิและโดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเป็งานที่ไม่ชอบด้วยแล้ว สมองมันจะพาลเครียดพาให้เป็โรคซึมเศร้า ไมเกรนพุ่งปรี๊ดต้องเสียเงินเข้าพบกับจิตแพทย์อีกด้วยต่างหาก
"อ้าว ทิดเดช… ไม่ใช่สิ ทิดวัฒน์กำลังหางานทำอยู่เหรอ" เสียงเถ้าแก่ฮั้ว เ้าของโรงพิมพ์ที่อยู่ตรงหน้าตลาดะโทัก
สองพ่อลูกต่างหันมองก็เห็นชายร่างท้วมหน้าผากกว้างใสแจ๋ว สวมใส่สร้อยคอทองคำเส้นเบ้อเริ่มมายืนเลือกซื้อกับข้าวอยู่ที่หน้าร้านขายข้าวแกงพอดี
ทุกทีที่บ้านของเฮียฮั้วคุณวิภาภรรยาจะเป็คนทำอาหารเองทุกครั้งหากแต่วันนี้ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น อยู่ ๆ วิภาก็หน้ามืด เป็ลมจนต้องนอนซมด้วยความเป็ห่วงเฮียฮั้วจึงสั่งให้ภรรยาหยุดงาน และให้แม่บ้านคอยดูแลอย่างใกล้ชิดส่วนตัวเองก็เดินข้ามถนนมาซื้อกับข้าวคิดไม่ถึงเลยว่าจะมาบังเอิญเจอทิดวัฒน์เข้าอย่างนี้ ช่างโชคดีเสียนี่กระไร
ไตเติ้ลยิ้มให้กับชายวัยกลางคนแต่เขาไม่ใช่คนที่ชอบะโพูดคุยกับคนอื่น จึงลุกขึ้นจากโต๊ะแล้วเดินไปสนทนากับเ้าของโรงพิมพ์ในระยะใกล้ ลูกพลับพอเห็นว่าพ่อลุกจากโต๊ะแล้วก็รีบหอบของเล่นวิ่งตามไปติดๆ
"ผมกำลังดู ๆ งานอยู่ครับคนไม่มีวุฒิการศึกษาอย่างผมก็ไม่รู้ว่าควรจะไปหางานอะไรที่ไหนดี"
ไตเติ้ลตอบด้วยท่าทางสุภาพเกรงอกเกรงใจ
"มาทำงานที่โรงพิมพ์ไหมล่ะ เฮียกำลังอยากได้แรงงานหนุ่มๆ มาช่วยยกช่วยขนหนังสืออยู่พอดี"
'แหงะ… งานใช้แรงงาน'
ไตเติ้ลสะอึก ถึงกับแอบหลั่งน้ำตาอยู่ในใจ
ไอ้จะปฏิเสธอีกฝ่ายก็ชวนด้วยความหวังดีเสียจนยากจะบอกผ่านแต่งานประเภทใช้แรงงานรายวัน กระดูกพังแทบตายแต่ได้รับค่าจ้างวันละร้อยกว่าบาทแบบนี้มันโคตรจะไม่คุ้มทุนที่สุดเลย ให้ไปยืนล้างจานร้านเจ๊ง้อยังจะดีเสียกว่าอีก
แต่เอ๊ะ…?
เดี๋ยวนะ เฮียฮั้วเป็เ้าของโรงพิมพ์นี่นา แล้วปี2538 ระบบการพิมพ์ก็ยังเป็แบบออฟเซทที่ต้องใช้เพลทอะลูมิเนียมแผ่นใหญ่ๆ ด้วยสินะ
"งานที่ต้องอยู่โยงทั้งวันผมขอผ่านดีกว่าครับเกรงจะไม่มีเวลาดูแลลูกพลับ แต่มีเื่อยากจะรบกวนเถ้าแก่ไม่ทราบว่าเถ้าแก่พอจะมีเพลทอะลูมิเนียมเหลือโละทิ้งบ้างไหมครับ"
"หือ? คิดว่าเฮียเป็ใครกันพวกหนังสืองานศพ งานแซยิดที่พิมพ์ครั้งเดียวเนี่ยทุกโรงพิมพ์ต่างก็มีเพลทของหนังสือพวกนี้เหลือทิ้งเยอะแยะตาแปะไก่[1]เลยเชียวแหละ ล่าสุดนี่…เพิ่งพิมพ์ไปเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว 800 เล่ม หนังสืองานศพ 8หน้ายกสี่สี 308 หน้า โอ๊ยยยเพลทตัดเต็มแผ่นใหญ่แผ่นโต เ้าของงานก็ทิ้งไม่เอาเพลทไปด้วยอีกเยอะแยะกองเกะกะไปหมด"
"ผมขอซื้อได้ไหมครับ โลละห้าบาทสิบบาทแต่ขอเชื่อเงินไว้ก่อน เอาเพลทไปขายได้เงินแล้วจะเอาที่เชื่อไว้มาจ่ายคืนครับ"ไตเติ้ลเสนอ
"หืออออ? ทิดนี่มีความรู้นะรู้ได้ยังไงว่าเพลทพิมพ์หนังสือพวกนี้เอาไปขายโรงแยกแล้วจะได้ราคาดี?"
เฮียฮั้วฉีกยิ้มกว้างคิดไม่ถึงว่าคนที่แต่ก่อนเอาแต่เมาเหล้าไปวัน ๆจะมีความรู้เื่ราคาขยะของโรงแยกเสียด้วย
ถึงแม้ว่าแต่เดิมเดชาจะเก็บขยะขายมาก่อนก็เถอะแต่ส่วนมากคนระดับนี้มักรู้จักขายกันแค่ขวดพลาสติกกับกระดาษหนังสือพิมพ์เท่านั้น
ของพวกนั้นราคาถูกจะตายเศษกระดาษตัดขอบขาวในโรงพิมพ์เอาไปขายโรงแยกยังได้ราคาแพงกว่าหนังสือพิมพ์เก่า ๆที่รับซื้อตามบ้านพวกนั้นอีกเถอะ
"ก็มันเป็อะลูมิเนียมบริสุทธิ์นี่ครับ ราคาดีมากผมเคยเห็นคนเอาไปขายที่โรงแยกได้มาตั้งหลายกะตังค์"
ภานุวัฒน์ยกมือขึ้นลูบท้ายทอย
เขาไม่ได้ขยายความให้อีกฝ่ายรู้ด้วยว่าที่เคยเห็นคนเอาเพลทไปขายนั่นน่ะเป็ไตเติ้ลในโลกเก่าต่างหาก ไม่ใช่ไอ้เ้าสวะขี้เมาเดชานั่นเสียหน่อย
"มีรถขนไหม?" เฮียฮั้วซัก
"เยอะมากเลยเหรอครับ" ไตเติ้ลเลิกคิ้วขึ้น
"เยอะ! รกโรงพิมพ์ไปหมดแล้วเฮียกำลังคิดจะเอาไปโยนทิ้งอยู่พอดี" เถ้าแก่เ้าของโรงพิมพ์ว่า
เฮียฮั้วรู้อยู่ว่าเพลทหนังสือนั้นขายโรงแยกแล้วจะได้ราคาดีมากแต่เงินพวกนั้นสำหรับเถ้าแก่รวย ๆ แล้วก็เป็เพียงแค่เศษเงินไม่คุ้มค่าน้ำมันรถและค่าจ้างคนงานต้องขนเอาของพวกนี้ไปขายบ่อย ๆไม่สู้เอามาบริจาคให้ทิดวัฒน์ฟรี ๆ ยังจะได้ประโยชน์เสียกว่าเป็การช่วยเหลือให้โอกาสคนที่คิดจะกลับตัวกลับใจได้โดยไม่ต้องลงทุนแม้แต่บาทเดียวทั้งยังมีคนขนขยะไปทิ้งให้อีกด้วย
"เป็ซาเล้งของวัดพอจะขนได้ไหมครับผมจะได้ไปขอยืมหลวงตาท่านมาใช้ก่อน" ไตเติ้ลซักเสียงสุภาพ
"ซาเล้งมันจะหนักมากเลยนะ ทิดจะถีบไม่ไหวเอาน่ะซี่"
"ถ้าไม่ไหวผมถีบสองรอบได้ครับถ้ายังไม่หมดก็เป็สามเป็สี่รอบ คิดถึงรายได้แล้วยังน่าจะมีแรงถีบได้หลายรอบอยู่แต่ถ้าถึงรอบสุดท้ายแล้วแรงยังเหลือผมก็ขอเศษกระดาษตัดขอบไปด้วยได้ไหมครับกระดาษขาวที่ไม่เคลือบสี ไม่เคลือบน้ำยาราคาดีมากเลยครับ”
ทิดวัฒน์พูดติดตลก แล้วก็นึกถึงเศษกระดาษเจียขอบหนังสือขึ้นมาได้จึงฉวยโอกาสเจรจาไถขยะต่อเสียเลย
“หือ? กระดาษขอบพวกนั้นมันตัดเจียรวมปกนะมันจะมีเศษกระดาษพิมพ์สีเคลือบปกปนอยู่ด้วย ปนกันอย่างนี้ทิดจะถูกกดราคาเอานะ”
เถ้าแก่ฮั้วไม่เคยไปขายขยะที่โรงแยกเองแต่จำได้ว่าพวกซาเล้งที่เคยมารับซื้อขยะบอกเอาไว้แบบนั้น
ตอนที่เถ้าแก่เ้าของโรงพิมพ์ให้คนขนกระดาษเหลือ ๆพวกนี้มาขายซาเล้งก็ปฏิเสธเสียงแข็งบอกว่าี้เีแยกสี และปกที่เคลือบฟิล์ม[2]แล้วก็ขายไม่ได้ ราคาไม่ดีถ้ามีเศษกระดาษปกติดปนอยู่ด้วย
“คนว่างงานอย่างผมมีเวลาเหลือเฟือจะแยกกระดาษสีออกจากกระดาษขาวอยู่แล้วครับกระดาษเจือปนจะได้แค่โลละห้าสิบตังค์ถึงหนึ่งบาทแต่ถ้าเป็กระดาษขาวบริสุทธิ์จะได้โลละสามถึงห้าบาทกระดาษขอบสีปกเทียบกับเนื้อในสีขาวมีอยู่ไม่มาก ใช้เวลาแยกสักคืนก็น่าจะเสร็จเอาไปขายก็นับว่าได้ราคา คุ้มค่าอยู่ครับ”
"เออดี ๆทิดรู้จักคิดอย่างที่หลวงตาท่านบอกไว้จริง ๆ ด้วย” เฮียฮั้วพยักหน้ายอมรับ
หนังสือหนึ่งเล่มที่จะต้องตัดขอบให้เท่ากันเอาจริง ๆ แล้วเศษกระดาษขอบปกนับต่อเล่มจะมีอยู่แค่สองเส้นส่วนที่เป็สีนั้นมีไม่เยอะจริง ๆ หากเทียบกับกระดาษขอบขาวตอนนั้นเขายังเสียดายเลยที่ซาเล้งปฏิเสธไม่ยอมเอากระดาษตัดขอบไปขายแค่เพราะความี้เีแยกกระดาษสีออกจากกระดาษขาวเท่านั้น
แต่หากเถ้าแก่จะให้ลูกจ้างมาแยกกระดาษก่อนขายต่อให้ซาเล้งอันนั้นมันก็จะเสียเวลาทำเงินทำทองมากเกินไปหน่อย ให้ลูกจ้างมายกเครื่องขึ้นแท่นพิมพ์หนังสือเล่มใหม่ยังจะได้เงินเต็มเม็ดเต็มหน่วยเสียมากกว่าแต่ถ้าหากไม่มีงานทำและมีเวลาเหลือเฟืออย่างทิดวัฒน์แบบนี้ ได้ไปขายฟรี ๆก็มีแต่คุ้มกับคุ้มเท่านั้น
“รถพร้อมเมื่อไหร่ก็มาขนไปได้วันนี้พรุ่งนี้เลยเอาไปฟรี ๆ เถอะนะ ทิดก็ช่วยเฮียไว้มากแล้ว แถมของพวกนี้ยังมีแต่ขยะทั้งนั้นถือว่าเป็ค่าจ้างทิดมาช่วยจัดการขยะให้โรงพิมพ์ก็แล้วกัน"
เถ้าแก่เ้าของโรงพิมพ์ว่านอกจากเขาจะได้คนมาช่วยกำจัดขยะให้แล้วเฮียฮั้วก็ยังใจกว้างมากพอที่จะยกขยะให้ผู้มีพระคุณที่ช่วยเหลือโรงพิมพ์ไว้ให้รอดพ้นจากไฟไหม้ได้เอาไปใช้เป็ทุนรอนตั้งตัวด้วย
วันที่ลาสิกขาเฮียฮั้วจะให้เงินทองท่านผู้มีบุญเอาไว้ตั้งตัวถึงห้าหมื่นแต่อีกฝ่ายก็ไม่ยอมเอายืนกรานปฏิเสธหนักแน่น คิดไม่ถึงเลยว่าจริง ๆ แล้วทิดวัฒน์จะอยากได้แค่ขยะดี ๆนี่เอง นึกไม่ถึงเลยว่าการทำบุญช่วยเหลือคนดี ๆ นี่มันจะง่ายขนาดนี้เลยหรือนี่
ค่าขายขยะพวกนั้นสำหรับเถ้าแก่อย่างเขาก็เป็ได้แค่เศษเงินแต่สำหรับคนที่ไม่มีทุนรอนชีวิตอย่างทิดวัฒน์ หากรู้จักใช้งานผันประโยชน์จากรายได้พวกนั้นให้ดีแล้ว มันก็จะมีค่ามหาศาลได้ในกาลต่อไป
ดูความคิดและไหวพริบของทิดวัฒน์แล้วก็มั่นใจได้ว่าต่อไปในภายภาคหน้าหากยังเป็แบบนี้ต่อไปคนคนนี้จะ
ไม่มีทางตกที่นั่งลำบากอีกอย่างแน่นอน.
[1] เยอะแยะตาแป๊ะไก่เป็สำนวนไทยที่ใช้กันในชีวิตประจำวันเพื่อบอกว่ามี มากมาย, หลากหลาย, หรือมีอยู่เยอะแยะ สำนวนนี้มีที่มาจากเทศกาลตรุษจีนซึ่งจะมีการซื้อขาย ไก่ เป็จำนวนมหาศาลทำให้ผู้คนเห็นไก่ที่วางกองกันอยู่เป็จำนวนมากจึงนำภาพนั้นมาเปรียบเทียบกับสิ่งของหรือเื่ราวต่างๆ ที่มีจำนวนมากเช่นกัน
[2] การเคลือบฟิล์มบางลงบนกระดาษพิมพ์สีช่วยเพิ่มมูลค่าของงานพิมพ์ให้ดูสวยหรู ทั้งยังเพิ่มค่าความกันน้ำ กันเปื้อนให้งานพิมพ์ทำความสะอาดได้ง่าย การเคลือบฟิล์มหลัก ๆ จะมีสองแบบคือเคลือบ UVเงาและเคลือบด้านลามิเนต