ประตูเหล็กของเมือง Eden ค่อย ๆ เปิดออกช้า ๆ ท่ามกลางสายตาระแวดระวังของผู้คนบนกำแพง แม้เมื่อคืนทุกคนจะเพิ่งร่วมกันผ่านามาด้วยกัน แต่ในโลกที่ล่มสลายแบบนี้ ไม่มีใครสามารถเชื่อใจคนแปลกหน้าได้ง่ายอีกแล้ว โดยเฉพาะกลุ่มตรงหน้าที่มีทั้งอาวุธปืน มีผู้ชายรูปร่างแข็งแรงหลายคน และบางคนยังมองเข้ามาในเมืองด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก
กลุ่มผู้รอดชีวิตทั้งยี่สิบสามคน รีบเดินเข้ามาด้านในทันทีที่ประตูเปิด หลายคนถึงกับทรุดลงนั่งกับพื้นด้วยความเหนื่อยล้า ราวกับเพิ่งปล่อยความตึงเครียดที่แบกไว้ทั้งคืนออกมาได้เสียที เด็กเล็กสองสามคนเริ่มร้องไห้ออกมาอีกครั้ง ขณะที่ผู้หญิงบางคนถึงกับยกมือไหว้คนบนกำแพงด้วยความโล่งใจ
“ขอบคุณ… ขอบคุณจริง ๆ…”
ชายวัยกลางคนที่ดูเหมือนหัวหน้ากลุ่มพูดเสียงแหบ เขามีหนวดเครารุงรัง เสื้อเกราะตำรวจสีดำเปื้อนเืหลายจุด และที่เอวมีปืนพกติดอยู่หนึ่งกระบอก แม้จะดูอ่อนล้า แต่แววตากลับยังเฉียบคมแบบคนที่ผ่านสถานการณ์อันตรายมามาก
ธีร์มองอีกฝ่ายเงียบ ๆ ก่อนถามออกไปตรง ๆ
“พวกคุณมาจากไหน”
ชายคนนั้นถอนหายใจยาวเล็กน้อย ก่อนตอบกลับช้า ๆ
“พวกเราเป็ตำรวจ กับเ้าหน้าที่กู้ภัยจากฝั่งลาดพร้าว… ตอนแรกเราพยายามช่วยอพยพคน แต่สุดท้ายสถานีโดนมอนสเตอร์บุก”
น้ำเสียงของเขาหนักขึ้นเล็กน้อยขณะพูดต่อ
“คนตายเยอะมาก… มากจนช่วยไม่ทัน”
บรรยากาศรอบด้านเงียบลงทันที เพราะแม้ไม่มีใครถามรายละเอียด แต่ทุกคนก็จินตนาการภาพออกว่าเกิดอะไรขึ้นในเมืองข้างนอก และยิ่งเห็นสีหน้าของกลุ่มผู้รอดชีวิตตรงหน้า หลายคนก็ยิ่งรู้ว่า โลกภายนอกตอนนี้เลวร้ายแค่ไหน
“ผมชื่อ ผู้กองภาส” เขาพูดต่อ “แล้วก็… ขอบคุณที่ยังเปิดประตูรับพวกเรา”
ธีร์พยักหน้าเบา ๆ ก่อนหันไปมองกองกำลังเมืองด้านหลัง ซึ่งหลายคนยังจับอาวุธแน่นอย่างระวังตัว เพราะแม้จะรับคนพวกนี้เข้ามาแล้ว แต่ความไว้ใจยังไม่เกิดขึ้นง่าย ๆ แน่นอน
โดยเฉพาะ “ปืน” ในมือของพวกเขา
ในโลกที่คนส่วนใหญ่ยังมีแค่ท่อเหล็กหรือมีด ปืนจริงหลายกระบอกถือว่าอันตรายมากพอจะเปลี่ยนสมดุลในเมืองได้ทันที
ลูเซียนเองก็กำลังมองกลุ่มผู้มาใหม่เงียบ ๆ ดวงตาสีฟ้าของเขานิ่งสงบเหมือนเดิม แต่แรงกดดันบางอย่างกลับทำให้ตำรวจหลายคนเริ่มเหงื่อออกโดยไม่รู้ตัว เพราะแม้ไม่เข้าใจว่าเขาเป็ใคร แต่สัญชาตญาณกลับร้องเตือนอย่างรุนแรงว่า ชายผมสีเงินตรงหน้า อันตรายกว่ามอนสเตอร์ส่วนใหญ่ที่พวกเขาเคยเจอเสียอีก
“ขอเก็บอาวุธปืนไว้ชั่วคราว” ธีร์พูดด้วยน้ำเสียงเรียบ “จนกว่าพวกเราจะรู้จักกันมากกว่านี้”
ทันทีที่พูดจบ บรรยากาศก็เริ่มตึงขึ้นเล็กน้อย
ตำรวจบางคนเริ่มมองหน้ากัน เพราะปืนเ่าั้คือสิ่งที่ช่วยให้พวกเขารอดชีวิตมาจนถึงตอนนี้ การต้องส่งมอบให้อีกฝ่าย ไม่ต่างจากฝากชีวิตไว้ในมือคนอื่น
แต่สุดท้าย ผู้กองภาสกลับเป็คนถอดปืนออกก่อน
เขาวางปืนลงบนโต๊ะเหล็กด้านหน้าอย่างช้า ๆ ก่อนพูดเสียงหนักแน่น
“ถ้าเมืองนี้ยังมีกฎ ยังมีระเบียบ… มันก็ยังดีกว่าโลกข้างนอก”
คำพูดนั้น ทำให้หลายคนในเมืองเริ่มมองเขาเปลี่ยนไปเล็กน้อย เพราะในสถานการณ์แบบนี้ คนที่ยอมลดอาวุธลงก่อน ต้องใช้ความกล้าพอสมควร
ตำรวจคนอื่นเริ่มทยอยวางปืนตามกันทีละกระบอก แม้บางคนจะยังลังเลอยู่บ้าง แต่สุดท้ายก็ยอมทำตามเงียบ ๆ
ติ๊ง!
[ผู้รอดชีวิตเริ่มยอมรับกฎของเมือง]
[ค่าศรัทธา +8]
[ปลดล็อกระบบ : ระเบียบเมือง]
หน้าต่างระบบใหม่ปรากฏขึ้นทันที
[สามารถกำหนดกฎพื้นฐานของเมืองได้]
[สามารถแต่งตั้งตำแหน่งผู้ดูแลได้]
ธีร์มองข้อความนั้นครู่หนึ่ง ก่อนเริ่มเข้าใจว่า เมืองของเขากำลังค่อย ๆ เปลี่ยนจาก “ที่หลบภัย” ไปเป็ “สังคมขนาดเล็ก” อย่างแท้จริงแล้ว
และนั่นหมายความว่า ปัญหาต่อจากนี้ จะไม่ได้มีแค่มอนสเตอร์อีกต่อไป
แต่รวมถึง “ผู้คน” ด้วยเช่นกัน
ใน่บ่ายของวันเดียวกัน ผู้รอดชีวิตกลุ่มใหม่เริ่มเข้ามาเพิ่มอีกเรื่อย ๆ บางคนมาเป็ครอบครัว บางคนมาเพียงลำพัง และบางคนถึงขั้นเดินเข้ามาทั้งที่มีเืเต็มตัวราวกับหนีตายมาได้หวุดหวิด
จำนวนประชากรของเมืองเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
[ประชากร : 97/200]
ขณะเดียวกัน ปัญหาเื่อาหารก็เริ่มหนักขึ้นทันที โรงอาหารของมหาวิทยาลัยที่เคยมีเสบียงสำรอง ตอนนี้เริ่มเหลือไม่มากแล้ว และถึงระบบจะสามารถซื้ออาหารได้ผ่านร้านค้าเมือง แต่เหรียญเมืองก็ไม่ใช่สิ่งที่ใช้ได้แบบไม่มีวันหมด
“ถ้ายังมีคนเข้ามาเรื่อย ๆ แบบนี้ อีกไม่กี่วันอาหารเราจะไม่พอแน่” มินพูดด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ขณะกำลังดูรายการเสบียงในคลัง
“ด้านนอกยังมีร้านสะดวกซื้ออีกหลายแห่ง” ผู้กองภาสพูดขึ้น “แต่ปัญหาคือ ตอนนี้กรุงเทพเต็มไปด้วยมอนสเตอร์”
ธีร์เงียบไปทันที
เพราะเขาเองก็รู้ว่า ต่อให้เมืองจะพัฒนาเร็วแค่ไหน แต่ตอนนี้ Eden ก็ยังพึ่งพาทรัพยากรจากโลกเก่าอยู่มาก หากปล่อยไว้แบบนี้ สุดท้ายเมืองจะติดอยู่กับปัญหาขาดแคลนแน่นอน
และในวินาทีนั้นเอง
ติ๊ง!
[ภารกิจใหม่]
[สร้าง “หน่วยออกสำรวจ”]
[สำรวจพื้นที่โดยรอบเมือง]
[รางวัล : แผนที่ทรัพยากรเบื้องต้น]
สายตาของธีร์ค่อย ๆ เปลี่ยนไปช้า ๆ
เพราะเขารู้แล้วว่า…
ต่อจากนี้ พวกเขาไม่สามารถแค่ “ตั้งรับ” อยู่ในเมืองได้อีกแล้ว
หากอยากอยู่รอดในโลกใบใหม่
พวกเขาจำเป็ต้องออกไปเผชิญหน้ากับมันด้วยตัวเอง