บทที่1: สตรีผู้ฟื้นจากความตาย
"ฮือๆ คุณหนู คุณหนู"
สาวใช้นามโม่เอ๋อร์ร้องไห้สะอึกสะอื้นไม่หยุดพรางเขย่าร่างที่ไร้ลมหายใจของคนที่นอนอยู่บนพื้นไปด้วยความเสียใจ
"เอานางไปฝังซะ" เห็นแล้วขยะแขยงยิ่งนัก "หลิวซื่อเอ่ยออกมาอย่างเดือดดาล
"ไม่ได้นะขอรับ ถึงอย่างไรนางก็ยังเป็ บุตรสาวสายตรงของตระกูลเฉิน นายหญิงท่านไม่เพียงแต่จะต้องฝังนาง แต่ยังจะต้องฝังให้ดีที่สุด มันจึงจะสามารถแสดงถึงความเมตตาของท่านออกมาให้ผู้อื่นเห็นได้นะขอรับ"พ่อบ้านอวิ๋นกระซิบแแนะนํานายหญิงของตนเอง"
กลุ่มคนเป่าแตรตีฆ้องพลางยกโลงศพสีแดงขนาดใหญ่มุ่งหน้าไปยังสุสานของตระกูลเฉินอย่างเอิกเกริกยิ่งใหญ่
"คุณหนูตระกูลเฉินอายุยังน้อยไม่น่ากินยาพิษเพื่อฆ่าตัวตายเลย เ้าดูโลงศพสีแดงนั่นสิ"
"ใช่ไหมล่ะ" ข้าได้ข่าวว่านางถูกคนร้ายบุกขืนใจในคืนวันแต่งงาน เพราะเหตุนั้นนางจึงกินยาพิษเพื่อฆ่าตัวตายอย่างไรเล่า ช่างเป็สตรีที่ใจเด็ดเสียจริง!”
"ข้าก็ได้ยินมาว่าทางตำหนักองค์ชายสามรังเกียจนางที่มีมลทิน จึงส่งศพนางมาให้ตระกูลเฉินเพื่อนำไปฝัง ช่างน่าสงสารยิ่งนัก "ผู้คนที่เดินผ่านไปมากระซิบกระซาบกันอย่างออกรสออกชาติ
โลงศพสีแดงถูกวางไว้ในสุสานที่หรูหราซึ่งเป็เกียรติที่หญิงสาวไม่เคยได้รับมาก่อนในตอนที่นางยังมีชีวิตอยู่
ในหลุมฝังศพที่เย็นยะเยียกเต็มไปด้วยหีบขนาดใหญ่หีบขนาดเล็กมากมายเต็มไปหมด
เมื่อเสียงผู้คนทั้งหมดเงียบลง หลุมฝังศพที่ปิดสนิทก็เงียบสงัดลงในทันที
"ฉันอยู่ที่ไหนกันเนี้ย”
เธอหายใจถี่ๆเพราะออกซิเจนในโลกศพนั้นมีเพียงน้อยนิดมันจึงทำให้เธอหายใจได้อย่างลำบาก
เฉินเจียวเจียวนักวิจัยทางการแพทย์ในศตวรรษที่ 21 ได้ตื่นขึ้นมาจากอาการโคม่าและพบว่าตัวเองนั้นได้นอนอยู่ในพื้นที่แคบๆที่ราวกับว่าถูกสร้างขึ้นมาโดยเฉพาะ หรือว่านี่จะเป็...
โลงศพ
นี่มันไม่ใช่เหมือนกับบทในละครเหมือนที่เธอเคยดูหรอกเหรอ
หัวใจของเธอเต็มไปด้วยความกลัว เธอจึงลองหยิกไปที่แขนตัวเองอย่างแรงหนึ่งครั้ง "โอ้ยเจ็บ" แสดงว่านี่ไม่ใช่ความฝัน
เธอจำได้แค่ว่าตอนที่เธอเดินออกจากสถาบันวิจัย เธอก็ถูกรถบรรทุกคันใหญ่พุ่งชน...จากนั้นภาพก็ตัดไปจนมาถึงตอนนี้
ไม่ว่ายังไงเฉินเจียวเจียวก็ได้เรียนแพทย์มา เธอจึงรู้ว่าในสถานการณ์แบบนี้ยิ่งต้องใจเย็นๆ และต้องปรับลมหายใจเพื่อประหยัดออกซิเจนและหาวิธีเอาชีวิตรอดแต่ในใจเธอก็ยังอดกังวลไม่ได้
ฝาโลงศพนั้นถูกตอกตะปูเหล็กเอาไว้อย่างแ่า เฉินเจียวเจียวนั้นพยายามอย่างสุดความสามารถแล้วเพื่อที่จะเปิดมันออกแต่ก็ไร้ประโยชน์
คนเป็ๆ คนหนึ่งถูกตอกตะปูใส่โลงศพ ช่างน่าเหลือเชื่อจริงๆ
เธอไม่รู้ว่าตอนนี้เป็เวลากลางวันหรือกลางคืนกันแน่
ในโลงนี้ไม่มีแม้กระทั่งน้ำซึมเข้ามารอบ ๆ หรือได้กลิ่นดิน อย่างน้อยโลงศพก็ควรจะถูกวางไว้ในหลุมศพสิ
เวลาผ่านไปอย่างช้าๆ...
"ตึง ตึง ตึง ตึง"
"ฉึก ฉึก ฉึก"
เสียงพลั่วกระทบดินดังมาจากนอกโลงศพอย่างต่อเนื่อง
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าไหร่ เสียงฝีเท้าแ่เบาก็ดังขึ้นจากนั้นก็มีชายชุดดําสองคนเดินเข้ามายังสุสานแห่งนี้
"ลูกพี่ ท่านบอกว่าสุสานแห่งนี้ถูกฝังโดยคุณหนูจากตระกูลใหญ่ใช่หรือไม่ เรากำลังจะรวยแล้วใช่หรือไม่ขอรับ"
"มาดูนี่สิ มีเครื่องประดับเงินและทองมากมายในหีบใบใหญ่ ข้ารวยแล้ว ข้ารวยแล้ว”
เฉินเจียวเจียวได้ยินเสียงจากภายนอกอย่างชัดเจนจากภายในโลงศพเธอคิดว่าจะะโขอความช่วยเหลือดีหรือไม่แต่ก็กลัวว่าถ้าหากะโออกไปจะทําให้คนอื่นกลัวจนเผ่นหนีไปซะก่อนนะสิ
หนึ่งในโจรปล้นสุสานกล่าวว่า "พี่ใหญ่ ท่านคิดว่าจะมีของดีในโลงศพของคุณหนูผู้นี้หรือไม่"”
"ย่อมมีอยู่แล้วมีสตรีคนใดบ้างเล่าที่ไม่สวมใส่เครื่องประดับ”
พูดจบทั้งสองคนก็ทําความเคารพโลงศพ "คุณหนู พวกเราไม่ได้ตั้งใจที่จะรบกวนความสงบของท่านแต่ชีวิตมันบีบบังคับพวกเราจริงๆอย่าได้โทษพวกเราสองคนเลยนะ ขอให้ิญญาของท่านขึ้น์ด้วยเถิด "พูดจบพวกเขาทั้งคู่ก็กราบโลงศพสามครั้ง
เฉินเจียวเจียวนั้นได้ยินทุกคำอย่างชัดเจน
"พวกเราต้องช่วยกันงัดฝาโลงศพออกก่อน"
ทั้งสองคนเดินมายืนตรงหน้าโลงศพ แล้วเริ่มงัดฝาโลงศพออก
เฉินเจียวเจียวหลับตาของเธอและกลั้นหายใจเพราะเธอไม่รู้ว่าสองคนนี้จะเป็อันตรายต่อเธอหรือไม่เธอจึงตัดสินใจแกล้งตายต่อไปเพื่อสังเกตสถานการณ์แล้วค่อยหาวิธีเอาตัวรอดอีกที
จากนั้นฝาโลงก็ถูกงัดออกจนทำให้ฝาไม้แดงตกลงบนพื้นจนเกิดเสียงดังลั่น
แสงไฟจากคบเพลิงส่องลงไปยังร่างกายของเฉินเจียวเจียวที่ใบหน้าถูกปกปิดด้วยหน้ากากทองคำ
โจรขุดสุสานสองคนดีใจเป็อย่างมาก แล้วเริ่มถอดเครื่องประดับบนตัวเธอออกอย่างมีความสุขหลังจากที่พวกเขาดูแล้วว่าเหลือเพียงแต่หน้ากากบนใบหน้าที่ยังไม่ได้ถอดออกเพียงชิ้นเดียวเท่านั้นก็หันมาปรึกษากัน
"ลูกพี่ ท่าน้าหน้ากากนี่หรือไม่ขอรับ"
"มันทํามาจากทองคํา มันย่อมมีค่าเ้าถอดมันออกมาซะ"
"ลูกพี่ การถอดหน้ากากศพมันเป็สิ่งต้องห้าม ข้ากลัวผีข้าไม่อยากทำขอรับ"
"รีบถอดออกเร็วเข้า ในโลกนี้มีผีที่ไหนกันเล่า"
ชายคนนั้นไม่กล้าขัดขืน เขาทำได้เพียงหลับตาและยื่นมือออกไปหมายที่จะถอดหน้ากากออกจากใบหน้าของศพ
ขณะที่มือเขากําลังจะััหน้ากาก ก็ได้มีมือที่ขาวซีดและเย็นเยียบคว้าแขนของเขาเอาไว้
แล้วจู่ๆก็ได้มีสายลมหนาวพัดมาจากปากทางเข้าสุสานทำให้คบเพลิงดับลงทำให้รอบข้างมืดสนิท
แม้แต่์ก็ยังคงช่วยเธอ
เมื่อทั้งสองเห็นศพในโลงศพเคลื่อนไหวได้ก็กลัวจนฉี่รดกางเกง "ผีหลอก ช่วยด้วยผีหลอก!”
โจรปล้นสุสานทั้งสองวิ่งหนีออกไปอย่างหัวซุกหัวซุนไม่แม้แต่จะหยิบสิ่งใดออกไปสีกชิ้น
"แค่นี้ก็ทําให้พวกเขากลัวแล้วหรอ ช่างขี้ขลาดซะจริงๆ"
หลังจากแน่ใจแล้วว่าโจรคู่นั้นได้ออกไปแล้วเฉินเจียวเจียวจึงลุกขึ้นนั่งในโลงศพ
ตระกูลเฉินนั้นเป็ตระกูลของอัครเสนาบดีแห่งราชวงศ์ต้าฉู่ สุสานตระกูลเฉินนั้นตั้งอยู่ในเขตหวงห้ามและอยู่ใกล้กับสุสานของราชวงศ์จึงทำให้ที่แห่งนี้ไม่ค่อยมีผู้ใดกล้าย่างกรายเข้ามามากนัก
ในป่าที่เงียบสงบและวังเวงได้มีหญิงสาวนางหนึ่งค่อยๆคลานออกมาจากปากทางเข้าสุสานที่พวกโจรได้ขุดเอาไว้ด้วยสภาพที่ไม่น่ามองนัก
ผมเผ้าของนางนั้นยุ่งเหยิงบนร่างกายสวมเพียงกระโปรงสีเรียบๆคล้ายสีที่ใช้ในงานไว้ทุกข์เธอไม่ชินกับรองเท้าปักลายที่คนโบราณใส่กันเธอจึงปามันทิ้งแล้วเดินด้วยเท้าเปล่าไปบนพื้นโคลนที่เต็มไปด้วยเศษใบไม้แห้ง
บางทีอาจจะเป็เพราะเธอหิวมากเพราะร่างนี้นั้นไม่ได้กินอะไรมาหลายวันหลายคืนจึงทำให้เดินได้ไปเพียงไม่กี่ก้าวเฉินเจียวเจียวก็ล้มหมดสติลงไปกับพื้นดิน
น้ำค้างบนใบหญ้าในตอนเช้าหยดลงบนริมฝีปากขาวซีดของเธอทำให้เธอนั้นเปียกโชกไปทั้งตัว
แต่แล้วก็ได้มีชายชราผมขาวที่กำลังเดินผ่านป่าส่วนนี้ไปพร้อมกับเด็กชายตัวน้อยที่ถือตระกร้าอยู่ในมือแต่ในทันใดนั้นเองเด็กชายก็สังเกตุเห็นบางอย่างนอนอยู่บนพื้น
"ท่านปู่ ดูนั่นสิขอรับดูเหมือนว่าจะมีคนอยู่ตรงนั้นด้วย” เซียวหลงเปาะโออกมาด้วยความใ
"รีบไปดูเร็วเข้า"
ชายชรากับหลงเปาเร่งฝีท้าวเข้าไปหาร่างที่นอนบนพื้นอย่างเร่งรีบ
เมื่อมาถึงชายชราก็โน้มตัวลงและรีบจับชีพจรของหญิงสาวในทันที "นางถูกวางยาพิษและหิวจนสลบไปแม่นางผู้นี้ช่างโชคดีจริงๆ ที่ยังไม่ตายเมื่อถูกพิษนี้และยิ่งเป็โชคดีของนางที่ได้เจอกับข้า”
ชายชราเเละเด็กชายได้พาหญิงสาวไปที่กระท่อมของพวกเขาที่ตั้งอยู่ตรงชายป่าเพื่อทำการรักษานาง
หลังจากที่ทำการรักษาแล้วเด็กน้อยก็นั่งยองๆ อยู่บนพื้นขณะที่กำลังต้มยาให้หญิงสาว
มันจึงทำให้กลิ่นยาเข้มข้นลอยตลบอบอวลไปทั่วทั้งห้อง
เฉินเจียวเจียวลืมตาขึ้นแล้วมองไปรอบ ๆก่อนจะเอ่ยออกมาด้วยนํ้าเสียงที่แห้งผาก
"น้ำ... น้ำ..."
เฉินเจียวเจียวเลียริมฝีปากที่แห้งผากของเธอแล้วเอ่ยออกมาอีกครั้ง"น้ำ..."
จากนั้นเด็กน้อยก็ยกชามใส่น้ำมาป้อนให้เธอ "พี่สาว ท่านตื่นแล้วหรือขอรับ”
"ที่นี่คือที่ไหนหรือ”
"นี่คือบ้านที่ข้ากับท่านปู่อาศัยอยู่ขอรับ ท่านปู่เป็คนช่วยท่านไว้" เด็กน้อยยกชามเปล่าออกไปจากห้องแล้วเอ่ยปากเรียกท่านปู่ของตนเอง
"ท่านปู่ พี่สาวตื่นแล้วขอรับ"
ชายชราวางสมุนไพรที่ตากไว้ในมือลงแล้วเดินเข้ามาในบ้าน
"แม่นาง เ้าตื่นแล้ว"
"ขอบคุณท่านผู้เฒ่าที่ช่วยข้าไว้ ข้าซาบซึ้งใจยิ่งนักเ้าค่ะ"
"เหตุใดเ้าจึงได้มาเป็ลมบนูเาที่แห้งแล้งแห่งนี้เพียงลำพังได้กัน"
จากนั้นเฉินเจียวเจียวจึงเล่าให้ชายชราฟังเกี่ยวกับการที่เธอนั้นหนีออกมาจากสุสานได้อย่างไรแต่เธอก็ไม่ได้บอกชายชราว่าเธอนั้นมาจากยุคอนาคตเื่น่าเหลือเชื่อเช่นนี้หากเธอพูดไปก็คงไม่พ้นถูกหาว่าเป็อย่างบ้าแน่นอน
"แม่นางเ้าอยู่รักษาที่นี่ก่อนเถอะ รอให้เ้าหายดีก่อนแล้วค่อยไป"