Chapter 17
ทักษะการสะกดรอย
“คือก่อนหน้านี้ซักเกือบปีได้แล้วมั้ง ที่ทีมเรดเมจิกมาติดต่อให้ฉันเข้าไปร่วมทีมด้วยน่ะ”
ดานี่เริ่มต้นอธิบายขึ้นเมื่อโดนจ้องมองมานานหลังจากที่ทั้งสามคนนั้นพากันเดินออกมาจากเมืองเพื่อค้นหาตำแหน่งของอีเว้นท์บอสเงื่อนงำที่โดนทิ้งไว้เป็ปมกระตุ้นต่อมอยากรู้อยากเห็นจากโจ๊กและรินเป็อย่างยิ่งสุดท้ายก็ทนไม่ไหว ดานี่จึงทำได้แค่ถอนใจและยอมเล่าออกมาจนได้หลังจากเดินเงียบมานาน
“ตอนนั้นฉันกับเ้าจินเจอร์....คนที่เจอเมื่อกี้นี้น่ะเราสองคนจับมือกันออกล่าเควสในเกาะเริ่มต้นกันมาตลอดั้แ่เริ่มเล่นเกมใหม่ๆเลยล่ะ” ดานี่ยิ้มเล็กๆ “ตอนนั้นเราสองคนยังคงมีเป้าหมายเดียวกันก็คือต้องตามล่าฟอร์ซไลก้า ที่เกาะเริ่มต้นนี้ให้ได้ พวกเราก็เลยใช้เวลา่แรกๆในการผจญภัยในโลกอาเคเดียในการสำรวจเก็บข้อมูลและตามหาร่องรอยในของมอนสเตอร์ทุกตัวบนเกาะนี้จนละเอียดยิบไปหมด”
พูดแล้วดานี่ก็ชี้ไปในป่ามิลวูดที่อยู่ทางตะวันตกของเมืองซึ่งเป็จุดที่พอจะเป็เบาะแสเพียงหนึ่งเดียวของเควสที่ชี้เป้าให้ไปเริ่มต้นตรงนั้นทั้งสามจึงเดินตรงดิ่งเข้าไปในทันที
“่แรกๆ มันก็สนุกดีหรอกนะ ถึงมันจะเป็เกาะเริ่มต้นเท่านั้นแต่ในโลกอาเคเดียมันก็มีอะไรให้สำรวจเยอะแยะไปหมดยิ่งได้เจออะไรแปลกใหม่ยิ่งได้ศึกษามันก็ยิ่งสนุก แต่พอนานวันเข้า ทุกๆอย่างมันก็เริ่มจะซ้ำซากจำเจ เป้าหมายที่เคยวางไว้มันก็ค่อยๆ จางหายไปเรื่อยๆจนมองไม่เห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์เข้าไปทุกที”
ดานี่ถอนใจ เขาเดินนำเข้าไปในป่ากระทั่งหันกลับมายิ้มให้เพื่อนอีกสองคนอย่างเจื่อนที่สุด
“ชื่อของพวกฉันสองคนคงจะไปถึงหูพวกแมวมองของทีมเรดเมจิกเข้าน่ะ”ว่าแล้วก็ไหวไหล่วืด “ก็น่าจะอยู่หรอกนะรุกกี้หน้าใหม่ที่สำรวจแผนที่ของเกาะเริ่มต้นจนปรุไปหมดทุกส่วนแถมยังเก็บบอสตัวทุกตัวในที่นี่จนเรียบในเวลาแค่ 3 เดือนเท่านั้น เพราะงั้นล่ะพวกเขาจึงเดินทางมาเพื่อทาบทามฉันกับจินเจอร์ให้เข้าร่วมทีมด้วย”
“แล้วคุณก็ปฏิเสธสินะครับ?”
โจ๊กเอ่ยขึ้นเป็จังหวะที่ฝั่งตรงข้ามพยักหน้ารับเนือยๆ
“ส่วนจินเจอร์น่ะตัดสินใจรับแทบจะทันทีเลยหมอนั่นกับฉันเองหลังๆก็ทะเลาะกันบ่อยขึ้นเพราะว่าฉันไม่ยอมที่จะออกจากเกาะเริ่มต้นเสียทีไม่ว่ายังไงฉันก็ยังดึงดันที่จะค้นหาเ้าบอสฟอร์ซไลก้าตัวสุดท้ายของเกาะนี้ให้เจอให้ได้น่ะหมอนั่นก็คงจะเหลืออด พอได้รับข้อเสนอที่ดีๆ จากทีมระดับโลกขนาดนั้นมันก็เลยตกลงโอเคไป ส่วนฉันก็....ย่ำต๊อกอยู่ที่เกาะนี้อย่างที่เห็นนี่แหละ”
ว่าแล้วก็หัวเราะร่าเหมือนประชดประชันตัวเองทำเอารินต้องหันมาสบตากับโจ๊กก่อนจะเดินเข้ามาถามขึ้นด้วยความสงสัย
“ทำไมพี่ดานี่ถึงได้ยึดติดกับเ้าบอสฟอร์ซไลก้าขนาดนั้นด้วยเหรอคะ?”เธอถาม “คือรินไม่ได้จะอะไรหรอกนะคะ แต่พูดตรงๆ ว่าในเกาะอื่นๆน่ะมีมอนสเตอร์ที่เก่งกว่าและก็อาจจะท้าทายกว่าให้พี่ดานี่ออกไปผจญภัยล่ามันตั้งไม่รู้เท่าไรแล้วมันก็จะได้มีซัมมอนเนอร์คนอื่นๆ มาช่วยกันล่าอีกแรงด้วย ทั้งสนุกกว่าแล้วก็อาจจะสบายกว่าด้วยนะคะ”
“เื่นั้นพี่รู้นะ”ดานี่พยักหน้ารับ“สิ่งที่พี่ทำอยู่มันก็เป็ความดึงดันส่วนตัว...ไม่สิต้องเรียกว่าทิฐิก็คงจะได้นั่นแหละในเกาะรีเจี้ยนอื่นๆ น่ะมันอาจจะมีมอนสเตอร์ที่เก่งกว่า การผจญภัยที่สนุกกว่าและมีเพื่อนๆ ของสนับสนุนดีกว่าการต้องมานั่งซึมอยู่ที่นี่เพียงลำพังเป็ไหนๆแต่ว่า ...ถ้าแค่เรายอมแพ้กับอุปสรรคตรงหน้าแล้วยอมเดินไปในทางที่สบายกว่าน่ะต่อจากนี้พี่จะเป็คนยังไงกัน?”
คำย้อนด้วยน้ำเสียงที่จริงจังแตกต่างไปจากทุกทีนั้นทำให้รินต้องชะงักแววตาของดานี่นั้นดูเปล่งประกายและยังคงเต็มเปี่ยมไปด้วยความหวังเป็แววตาของมืออาชีพอย่างแท้จริง แม้ว่าตอนนี้ตัวของเขานั้นจะไร้สังกัดก็ตามที
“พี่เดินมาไกลและเสียเวลาไปปีกว่าๆสำหรับเื่นี้ หากจะตัดใจยอมแพ้แล้วล่ะก็สู้เอาเวลานั้นก้าวเดินต่อไปข้างหน้ามันไม่ดีกว่าเหรอ ....พอคิดแบบนั้นได้แล้ว พี่คงมายอมแพ้ง่ายๆอยู่ตรงนี้ไม่ได้หรอก บางทีพี่อาจจะบ้าอย่างที่จินเจอร์มันพูดก็ได้นะ”
ว่าแล้วก็หัวเราะแฮะๆออกมาเป็การใหญ่ ซึ่งนั่นกลับทำให้รินยิ้มออกมาได้ ส่วนโจ๊กน่ะเหรอเขาเดินตรงเข้ามาหาพร้อมกับวางมือไว้บนไหล่ของดานี่
“ผมเข้าใจความรู้สึกนี้ดีเลยล่ะครับคุณดานี่”
“โจ๊กเกอร์?”
“ถ้าถอดใจก็เท่ากับยอมแพ้เพราะงั้นขอสู้ต่อโดยไม่สนใจสายตาใครทั้งนั้นยังจะดีเสียกว่าไม่อย่างนั้นมันจะหงุดหงิดสุดๆ ไปเลยสินะครับโดยเฉพาะอย่างยิ่งคนรอบด้านที่คอยดูถูกพวกเราน่ะ ถ้าหากเราทำมันได้สำเร็จเมื่อไรล่ะก็นั่นล่ะเวลาเอาคืนของพวกเราครับเพราะถ้ายอมแพ้เราก็จะโดนคนพวกนี้ตราหน้าไปจนวันตายแน่ๆ”
“นายเข้าใจฉันใช่มะเพื่อนสมแล้วที่เรามันเข้าขากันสุดๆ!”
ดานี่หัวเราะร่วนขยับมือเข้าไปแท็คด้วยท่าทีที่เริงร่าคล้ายกับจะกลับมาอารมณ์ดีได้อีกครั้ง(ส่วนอีกคนแม้จะแท็คมือด้วยแต่ก็หน้านิ่งเสียยิ่งกว่ารูปปั้นเสียอีก)ทำเอาคนที่มองอยู่อย่างรินต้องหัวเราะขำออกมา เช่นเดียวกับสโนว์เบลที่ตามมาเงียบๆต้องเมินหน้าไปอีกทางด้วยรอยยิ้มมุมปากก่อนจะรำพึงบางเบาว่า “บ้า” ออกมา
“ถ้าอย่างนั้นก็ดีเลยนะคะงั้นจบจากเควสอีเว้นท์นี้เมื่อไรพวกเรามาช่วยพี่ดานี่ตามหาไอ้เ้าฟอร์ซไลก้านั้นกันดีกว่าค่ะ” รินเสนอขึ้น“แน่นอนว่าต้องควบคู่ไปกับการช่วยพี่โจ๊กทำเควสเพื่อไต่แรงค์ขึ้นไปด้วยนะคะ”
ทั้งสองหนุ่มได้ยินข้อเสนอนี้แล้วจึงหันมาสบตากันเองแน่นอนว่ามันเป็สิ่งที่พวกเขาตกลงกันไว้ั้แ่แรกแล้ว
“พวกพี่น่ะยังไงก็ได้อยู่หรอกนะแต่ว่ารินน่ะเดือนหน้าจะต้องไปแข่งทัวร์นาเม้นต์ไม่ใช้เหรอ?”
“นั่นยังอีกนานค่ะ ยังไงตอนนี้เด็คของรินเองก็สมบูรณ์พร้อมหมดแล้วที่เหลือก็แค่การฝึกใช้ให้ชำนาญเท่านั้นเองได้มาลองทดสอบเด็คใหม่ของรินในอาเคเดียก็ไม่เลวเหมือนกัน”สาวน้อยคนสวยตอบด้วยรอยยิ้มร่า“เห็นอย่างนี้นะถึงรินจะไม่ค่อยได้เข้ามาในอาเคเดียเท่าไรแต่เด็คของรินน่ะเป็เด็คเอลฟ์น่ะคะแล้วเอลฟ์น่ะขึ้นชื่อเื่การสะกดลอยมอนสเตอร์มากเลยล่ะจะบอกให้ไม่แน่นะรินอาจจะพาพี่ดานี่ไปเจอฟอร์ซไลก้าอย่างรวดเร็วเลยก็ได้”
ฟังแล้วนายดานี่ก็หัวเราะขำออกมาทันทีหากทำแบบนั้นได้ตัวเขาเองก็คงจะขอบคุณมากๆ เลยล่ะเพราะขนาดมือโปรในการสะกดรอยมอนสเตอร์อย่างเขาใช้เวลาไปตั้งปีกว่าแล้วยังไม่เจอแม้แต่เงาของเ้ามอนสเตอร์ตัวนั้นเลยแต่ยังไงซะแค่ได้รับน้ำใจมาเท่านั้นมันก็ดีมากเกินพอแล้ว
“แน่ใจนะว่าจะตามแก๊งค์สองโฉดอย่างพวกเราไปด้วยจริงๆ?”ดานี่ถาม
“สบายมากค่ะรินน่ะต้องรับมือกับผู้ชายตลอดเวลาอยู่แล้ว อย่างพี่ดานี่หรือพี่โจ๊กน่ะจัดอยู่ในหมวดเด็กดีรับมือง่ายสุดๆ ค่ะ”
ว่าแล้วก็ยิ้มแฉ่งจนนายดานี่เลิกคิ้วขึ้นและหันกลับมามองนายโจ๊กคนข้างๆก่อนจะวางแขนไว้บนไหล่ของเขา
“หมายความว่าไงวะโจ๊กเกอร์?”
“อ่า...ปกติรอบๆตัวคุณรินมักจะมีผู้ชายเป็บริวารเดินตามหลังเป็ฝูงอยู่แล้วน่ะครับ”
“ไม่ใช่ซักหน่อย!” หญิงสาวรีบค้าน “ทำไมพูดเหมือนว่ารินเป็พวกจิ๊กกี๋ขาใหญ่แบบนั้นล่ะคะพี่โจ๊ก!”
คนโดนกล่าวหารีบคัดค้านทันทีส่งให้ดานี่หัวเราะร่วนออกมาเขาพอจะนึกภาพออกอยู่แล้วว่าคนที่ทั้งน่ารักและอัธยาศัยดีแบบสาวรินคนนี้เนี่ยมันก็คงจะไม่แปลกนักหรอกที่จะมีแต่หนุ่มๆ มาตามหึ่งอยู่ตลอดเวลาแบบที่โจ๊กว่า
“เอาล่ะเื่ล้อเล่นเอาไว้เท่านี้กันก่อนนะ” ดานี่พูด“ตอนนี้เราคงต้องแข่งกับเวลาหน่อยแล้วล่ะเพราะว่าเควสอีเว้นท์น่ะมันมีเวลาจำกัดแค่ 3 วันเท่านั้นอีกอย่างตอนนี้ดูนั่นซะก่อน ซัมมอนเนอร์ทุกคนบนเกาะเริ่มต้นคงจะรู้เื่กันหมดแล้วล่ะ”
ว่าแล้วก็ชี้ตรงเข้าไปในป่าเบื้องหน้าเท่านั้นเองเมื่อโจ๊กกับรินหันไปมองจึงได้เห็นผู้เล่นจำนวนมากเดินวนเวียนอยู่ในป่ามิลวูดแห่งนี้เยอะจนทำเอามอนสเตอร์ป่าหลายตัวต้องเผ่นแน๊บกับจำนวนผู้เล่นที่อยู่ดีๆก็พร้อมใจกันมาเดินขบวนในป่านี้กันแถมยังฆ่ามอนสเตอร์ทุกตัวที่ขวางหน้าทิ้งอีกด้วย!
ซัมมอนเนอร์ทุกคนในป่าดูงุ่นง่านและจะมีฮาล์ฟหน้าตาแปลกๆ เดินตามติดหลังไปกันคนล่ะตัวพร้อมกับเดินงุ่นง่านเหมือนจะค้นหาอะไรซักอย่างรอบๆด้านจนแทบจะเหมือนคนบ้ากันเลยด้วยซ้ำ มองแค่ตาเปล่าๆ ตอนนี้ก็นับหัวได้เกือบ 50คนแล้ว โจ๊กยังไม่อยากคิดว่ายิ่งเดินลึกไปด้านในจะมีซัมมอนเนอร์รวมตัวกันมากแค่ไหน
“อ่า...อันนี้เขามาชุมนุมอนุรักษ์ป่าไม้หรือไงกันครับ?”
โจ๊กถามขึ้นด้วยสีหน้าอึ้งเล็กๆนั่นเรียกรอยยิ้มจากดานี่ได้เป็อย่างดี
“ก็ต้องมาตามหาเ้าบอสในอีเว้นท์อยู่แล้วไม่ใช่หรือไง?”พูดแล้วก็มองไปรอบๆ“ป่านนี้ซัมมอนเนอร์จากอีกสองเมืองเองก็คงจะรับเควสกันมาจนครบแล้วล่ะส่วนใหญ่ก็จะเป็ปาร์ตี้ สามถึงสี่คนทั้งนั้นเลยเห็นมั้ย?”
ว่าแล้วทุกคนก็เหลือบไปมองซัมมอนเนอร์คนอื่นๆที่ล้วนมากันเป็กลุ่มๆ ด้วยกันทั้งนั้น กระทั่งรินหันไปเห็นใครบางคนเข้าเธอจึงรีบขยับเข้าไปดึงแขนเสื้อของโจ๊กกับดานี่ทันที
“นั่นไงๆ อีตาพวกนั้นก็มาด้วยค่ะ”
รินกำลังหมายถึงพวกของนาย “จินเจอร์”กลุ่มนั้นที่มากันสี่คน ซึ่งพวกนั้นก็ยืนอยู่อีกฟากหนึ่งของป่าและกำลังเปิดหน้าต่างข้อมูลและมีฮาล์ฟอยู่ข้างกายคนล่ะตัวอีกด้วยเ้าคนที่ชื่อจินเจอร์นั้นชำเลืองสายตามาทางจุดที่พวกเขาสามคนยืนอยู่พอดีและเมื่อหมอนั่นเห็นดานี่เข้าพี่แกก็ยิ้มแบบเยาะๆ กลับมาให้
“พวกฉันจะชนะนายให้ดูไอ้บ้า”
รินเป็คนตอบโต้ไปพร้อมกับแลบลิ้นปลิ้นตาใส่ (แม้ว่าฝั่งตรงข้ามจะไม่ได้ยินก็ตามที) กระทั่งเธอหันกลับมามองสองหนุ่มอีกครั้งพร้อมกับกำหมัดขึ้นทั้งสองข้าง
“รอบนี้พวกเราต้องผ่านเควสให้ได้นะคะพี่ๆรินน่ะเกลียดพวกคนที่ชอบดูถูกชาวบ้านสุดๆ เลยค่ะถ้าพวกนั้นเอาแต่ถากถางพี่ดานี่ล่ะก็เราจะตอบโต้ด้วยการเป็คนทำเควสนี้ให้ได้เป็ทีมแรก!”
“ประเด็นคือเรามาทำเควสนี้เพื่อช่วยให้โจ๊กเกอร์แรงค์อัพไม่ใช่เหรอ?”ดานี่ถาม
“ตอนนี้อันนั้นมันเป็ประเด็นรองไปแล้วครับ”
โจ๊กเสริมขึ้นอีกคนพลางหันมาจ้องหน้าดานี่เขม็ง ดวงตาของเขากำลังส่องประกายวาวโรจน์โดยไม่ต้องบอกก็รับรู้ได้เลยว่าตานี่ก็คงเป็อีกหนึ่งคนที่ดูจะเหม็นขี้หน้าเ้าจินเจอร์ เอาเื่เลยทีเดียว คิดๆ แล้วดานี่จึงหัวเราะขำขึ้นมา
“แล้วเราจะต้องทำยังไงถึงจะแกะร่องรอยของบอสตัวนี้ได้เหรอครับ?”
โจ๊กพยายามกลับมาตั้งสมาธิกับเควสของเขาอีกครั้งแม้ตอนนี้จะรู้สึกเหม็นขี้หน้าเ้าพวก “จินเจอร์” นั้นอยู่ไม่น้อยก็ตามทีเท่าที่เขารู้มาก็คือเ้าบอสที่อยู่ในอีเว้นท์ตัวนี้มันเป็บอสประเภทที่ไม่รู้ว่ามีจุดเกิดอยู่ตรงไหนของแผนที่กันแน่และใบเควสนั้นจะให้เบาะแสมาเพียงเล็กน้อยว่า“มีคนค้นพบตำแหน่งของบอสตัวนี้ครั้งสุดท้ายตรง....” เพียงเท่านั้น
ซึ่งพื้นที่ของป่ามิลวูดนี่ล่ะคือตำแหน่งที่ว่านั่น
“วิธีการแกะร่องรอยของมอนสเตอร์น่ะมีเป็หลายร้อยวิธีแล้วแต่ความถนัดของซัมมอนเนอร์แต่ล่ะคนเลยล่ะ”ดานี่อธิบาย “นายคงจะเห็นสินะว่าข้างๆ ของซัมมอนเนอร์ทุกคนในป่าเนี่ยจะมีฮาล์ฟตามติดก้นไปด้วยตลอดเวลา นั่นล่ะคือฮาล์ฟที่มีสกิลติดตัวอย่าง แกะรอยอยู่ในตัวด้วย”
“แกะรอย?” โจ๊กเลิกคิ้วขึ้น
“มันเป็สกิลที่ไม่ได้ส่งผลลัพธ์ใดๆในการต่อสู้หรอกค่ะ แต่หน้าที่ของมันน่ะมีไว้เพื่อแกะรอยมอนสเตอร์โดยเฉพาะเท่านั้นถ้าจะเข้ามาในอาเคเดียอย่างน้อยๆ เราก็ควรจะมีฮาล์ฟที่มีความสามารถนี้ติดเด็คไว้ซักใบน่ะค่ะ...อย่างเช่นตัวนี้”
รินอธิบายพลางเรียกเอาการ์ดใบหนึ่งของเธอออกมาก่อนจะอัญเชิญเรียกฮาล์ฟตนหนึ่งออกมาอย่างรวดเร็วโจ๊กจดจำได้ทันทีว่าฮาล์ฟที่สาวน้อยคนนี้เรียกมาก็คือ “รามีน่า”เอลฟ์ที่เป็ฮาล์ฟคู่หูของรินนั่นเอง เอลฟ์สาวสะบัดเรือนผมของเธอไปด้านหลังก่อนจะหันไปสบตากับเ้านายเตรียมพร้อมรอรับคำสั่ง
“รามีน่าก็มีสกิลแกะรอยที่ว่านั่นด้วยเหรอครับ?”โจ๊กถาม
“ส่วนใหญ่เอลฟ์ทุกตัวจะมีพลังที่มีธรรมชาติเป็การเกื้อหนุนค่ะเพราะฉะนั้นเื่การแกะรอยหามอนสเตอร์น่ะเป็สิ่งที่เอลฟ์ทุกตัวสามารถทำได้อยู่แล้ว”รินยิ้มร่าเอื้อมมือไปวางไว้บนไหล่เอลฟ์คู่ใจของเธอ
“ส่วนของฉันก็เป็เ้านี่ล่ะ”
ปุ้ง!
ดานี่พูดขึ้นบ้างพลางใช้งานการ์ดของเขากระทั่งมีหุ่นยนต์ทรงกลมตัวหนึ่งลอยหวือมาอยู่ข้างๆ ไหล่ของเขา ขนาดของมันใหญ่พอๆกับลูกฟุตบอล มีแขนสองข้าง ด้านหนึ่งถือแว่นขยายขณะที่อีกด้านหนึ่งเป็แขนกลที่มีมือเป็คีมเหล็กดวงตากลมโตเพียงหนึ่งเดียวนั้นเป็สีแดงกะพริบได้ดูน่ารักดี
“เ้านี่ก็คือ อาร์ติแฟ็คแสกนเนอร์เป็ฮาล์ฟแบบไร้ธาตุที่ฉันใช้สำหรับแกะรอยมอนสเตอร์โดยเฉพาะเลยล่ะ”ว่าแล้วก็วางมือไว้บนหัวของมัน “เห็นตัวเล็กๆ ดูกวนประสาทแบบนี้นะแต่เ้านี่มันทำได้ทั้งตรวจจับความร้อน ร่องรอยคราบเปื้อนหรือรอยเท้าทุกชนิดแถมยังพิสูจน์กลิ่นได้อีกด้วย”
“อันนี้รินรู้จักค่ะ!” รินรีบขยับเข้าไปมองเ้าหุ่นจิ๋วตัวนี้ใกล้ๆ“เคยได้ยินว่าเป็ไอเท็มราคาแพงที่ขายในอาเคเดียตั้งหลายแสน G แหนะ ขนาดซื้อด้วยเงินบาทยังใบตั้งหลายพันเลยด้วย พี่ดานี่มีของดีๆใช้สมกับที่เป็ฮันเตอร์ระดับสูงเลยนะคะเนี่ย”
“ก็แค่บังเอิญเปิดได้มาจากกล่องฟรีอีเว้นท์ตอนคริสมาสต์น่า”
ว่าแล้วพ่อหนุ่มผมทองก็โบกมือหย็อยๆแบบไม่ค่อยยี่หระเท่าไร ทำเอานายโจ๊กจ้องมองฮาล์ฟทั้งสองตัวที่ดูจะมีความสามารถล้นเหลือสำหรับการแกะรอยมอนสเตอร์จริงๆเท่านั้นเองเ้าตัวจึงรีบเปิดข้อมูลของการ์ดในเด็คทั้งหมดของเขาขึ้นมาเผื่อว่าจะมีฮาล์ฟตัวไหนของเขาที่มีความสามารถนั้นบ้าง พอลองเซ็ตระบบให้ตรวจสอบดูโชคดีเหลือเกินที่มีใบหนึ่งมีความสามารถ “แกะรอย” อยู่พอดีแม้ว่ามันจะวงเล็บไว้ว่าอยู่ที่ระดับ E ก็ตามที
“นี่ล่ะ ออกมาเลย อูอูรอน!”
ด้วยความที่อยากจะมีส่วนร่วมในการแกะรอยกับเขาบ้างโจ๊กจึงรีบเรียกฮาล์ฟของเขาออกมาทันที
และเ้าตัวที่โผล่ขึ้นมานั้นก็คือั ตัวเตี้ยป้อมอ้วนหางสั้น หน้าตากลมๆ ตาโตสีฟ้าใสแจ๋วซ้ำยังกระดิกหางดุ๊กดิ๊กั้แ่แวบแรกที่ปรากฏตัวขึ้นมาก่อนจะแลบลิ้นและจ้องมองเ้านายด้วยสีหน้าที่ตื่นเต้นสุดๆอีกด้วย
แทนที่จะดีใจแต่โจ๊กกลับนิ่งงันไปกับเ้าตัวกลมตรงหน้านี้....
“เ้านี่มันจะสามารถแกะรอยบอสได้จริงๆน่ะเหรอครับ?” โจ๊กหันมาถามหน้านิ่งๆ
คือพอลองเทียบกับฮาล์ฟของเพื่อนทั้งสองแล้วเ้านี่มันดูไม่ค่อยจะมีประโยชน์เสียเท่าไรซึ่งพอรินขยับเข้ามาเพื่อจะขอดูข้อมูลของเ้าฮาล์ฟัตัวกลมนี้แล้ว.....
อูอูรอน LV1(ดิน)
♦♦
เผ่า : ั
*สามารถค้นหาตำแหน่งของสมุนไพรได้ในระยะ 50 เมตร*
โจมตี-1 ป้องกัน-1
พลังชีวิต 900 (DP-0)
ความสามารถที่ต่ำเตี้ยเรี่ยดินนั้นก็ดูจะสมดุลกับหน้าตาของมันดีเห็นดังนั้นแล้วรินจึงยิ้มอ่อน วางมือไว้บนไหล่ของโจ๊กราวกับจะเป็การปลอบไปในที
“เ้าตัวนี้คงทำได้แค่แกะรอยหาสมุนไพรน่ะค่ะพี่โจ๊กมันคงช่วยอะไรพวกเราไม่ได้มากนักหรอก ยังไงซะมันก็เป็สตาร์ทเตอร์เด็คมันก็คงจะมีแค่การ์ดบางใบที่ใส่เอาไว้เพื่อให้มันครบๆ 50 ใบไปก่อนบ้างน่ะค่ะ....ตรงนี้ปล่อยไว้เป็หน้าที่ของรินกับพี่ดานี่ก็แล้วกันค่ะ”
คำอธิบายที่แฝงคำปลอบโยนอันแสนจะน่าอัปยศนั้นทำเอาโจ๊กได้แต่ก้มลงมองัตัวป้อมเลเวล1 ของเขาด้วยท่าทางอ่อนใจ เขาก็กะจะไม่หงุดหงิดกับเื่นี้หรอกถ้าหากตอนนี้มันไม่มีเสียงหัวเราะชอบใจดังออกมาจากทางด้านหลัง หรือก็คือแม่สโนว์เบลที่เดินชมนกชมไม้ตามมาเงียบๆตลอดทางนั่นเอง
“คิดจะเอาเ้านั่นไปแกะรอยหาบอสงั้นเหรอก็เหมาะสมกับเ้าดีนี่โจ๊กเกอร์”
เสียงเล็กเสียงน้อยพูดประชดอย่างจงใจนั่นทำให้โจ๊กต้องทอดถอนใจออกมายาวเหยียด
“เอาล่ะถ้างั้นเราคงต้องเร่งมือหน่อย”ดานี่พูดขึ้น “ไม่รู้ว่าป่านนี้แล้วเ้าพวกนั้นจะแกะรอยกันไปถึงไหนแล้วโชคยังดีอย่างว่าส่วนมากแล้วซัมมอนเนอร์ที่ทำเควสนี้จะเป็พวกมือใหม่ที่มีระดับแรงค์ไม่เกินคอปเปอร์ด้วยกันทั้งนั้นถ้าจะให้ระวังจริงๆ ก็คงจะมีแค่กลุ่มของเ้าพวกจินเจอร์เท่านั้นล่ะ”
ดานี่พูดพลางเปิดหน้าต่างข้อมูลของเขาขึ้นมาเพื่อตั้งเป็แผนที่ของป่าแห่งนี้
“เราจะสำรวจยังจุดต่างๆที่คิดว่าน่าจะเป็ไปได้ที่จะมีเบาะแสของบอสอยู่ โดนจะใช้ระบบสำรวจแผนที่นี้ไปด้วยจะได้ทำให้รู้ว่าเราตรวจจุดไหนไปแล้วบ้าง ดูทรงแล้วตอนนี้ยังไม่มีใครเจอเบาะแสอะไรหรอกไม่อย่างนั้นป่านนี้พวกนี้คงจะวิ่งกรูกันไปที่จุดหมายกันเป็ทางเดียวแล้วเพราะงั้นเราแยกกันเป็สองทางดีกว่าจมูกของเอลฟ์น่าจะช่วยค้นหากลิ่นอะไรที่แปลกปลอมแถวนี้ได้ส่วนระบบแสกนหาสิ่งแปลกปลอมเดี๋ยวพี่จะใช้อาร์ติแฟ็คแสกนเนอร์จัดการเอง”
ทั้งสองคนนั้นตกลงกันเองเสร็จสรรพเหลือเพียงนายโจ๊กที่ได้แต่มองหน้าของทั้งคู่ตาปริบๆว่าช่วยแบ่งงานอะไรก็ได้มาให้เขาทำบ้างที ก่อนที่ตัวเองจะรู้สึกไร้ค่ามากไปกว่านี้
“อ่า....เื่แกะรอยนายอาจจะทำอะไรตอนนี้ไม่ได้หรอกโจ๊กเกอร์เอาไว้เดี๋ยวนายไปหาซื้อการ์ดฮาล์ฟที่มีความสามารถนี้จริงๆมาแล้วเดี๋ยวฉันจะสอนนายอีกทีก็แล้วกัน ตรงนี้ปล่อยเป็หน้าที่ฉันสองคนดีกว่านายเก็บแรงไว้ตอนสู้กับเ้าบอสตัวนั้นก็พอ”
“แล้วตรงนี้จะให้ผมทำอะไรล่ะครับ?”โจ๊กถาม
“ก็ลองสำรวจอะไรไปพลางๆ ดูแล้วกันไม่แน่นายอาจจะเจออะไรที่เป็เบาะแสเองก็ได้นะ” ว่าแล้วก็ยิ้มเจื่อน “ถ้ามีอะไรเราก็ติดต่อกันผ่านระบบสื่อสารในปาร์ตี้ก็แล้วกันนะเพื่อน....โอเค เวลาไม่คอยท่าแล้ว แยกย้ายกันเลยเถอะ”
สิ้นคำกล่าวนี้แล้วทั้งดานี่และรินก็รีบแยกย้ายกันไปคนล่ะทางเพื่อแกะร่องรอยตามหาเ้าบอสตัวดังกล่าวที่ชื่อว่า“เมจิกแฟเรต” ในทันที ปล่อยทิ้งให้นายโจ๊กได้แต่ยืนจ๋องอยู่กับที่โดยมีเ้าัตัวป้อมกระดิกหางสั้นๆของมันรอรับคำสั่งอยู่ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งมียัยัปากร้ายอีกคนยืนอยู่ด้วย
“แบบนี้เขาเรียกว่าตัวถ่วงใช่มั้ยน้า?”
“จุ้นน่า!” โจ๊กหันมาเบ้ปากใส่“เดี๋ยวฉันจะตามหาไอ้เบาะแสของบอสนั่นให้ดูเอง”
ว่าแล้วเขาก็ชี้นิ้วสั่งให้เ้าอูอูรอน ัร่างป้อมเตี้ยตรงหน้าวิ่งไปค้นอะไร (อะไรซักอย่าง) ในทันทีมันถึงกับะโตัวลอยตะกุยขาสั้นๆ ทั้งสองข้างของมันวิ่งหายเข้าไปในพงหญ้าทันทีเป็ภาพที่เห็นแล้วชวนให้นึกถึงการโยนกิ่งไม้ให้หมาวิ่งไปคาบอย่างไรชอบกล!
หายไปเพียงไม่นานเ้าัตัวป้อมนั้นก็ตะกุยเท้าวิ่งกลับมาด้วยท่าทางดีอกดีใจยกใหญ่
“อ๊ะ? หาอะไรเจอแล้วงั้นเหรอ ไหนๆ?”
โจ๊กเริ่มจะยิ้มออกเมื่อัของเขาสร้างผลงานได้ร่างสูงจึงก้มลงไปดูว่ามันคาบอะไรติดมาด้วย ซึ่งพอหรี่ตามองดูดีๆแล้วจึงได้เห็นว่าสิ่งที่เ้าั (หรือหมา หรือหมู)ตัวนี้มันคาบมาด้วยก็คือ....ใบสมุนไพรโง่ๆ สีม่วงหนึ่งใบซึ่งทันทีที่โจ๊กเอื้อมมือไปจับ มันก็เปลี่ยนเป็การ์ดทันควัน
สมุนไพรสีม่วง ระดับ E
ใช้เป็ส่วนผสมในการทำยาพิษ
*อันตรายหากกินเข้าไปจะติดพิษ*
แค่ได้เห็นข้อมูลการ์ดนั้นสโนว์เบลก็ส่งเสียงหัวเราะชอบใจออกมาอีกยกใหญ่ส่วนโจ๊กก็ทำได้เพียงแค่ถอนใจออกมาเฮือกใหญ่จ้องมองเ้าัป้อมตรงหน้าที่ยังคงกระดิกหางราวกับเฝ้ารอคำชมจากเ้านายอย่างมีความหวังเห็นแล้วก็ยิ่งอ่อนใจชอบกล ชายหนุ่มจึงทำได้เพียงแค่โยนการ์ดนั้นลงไปในหน้าต่างไอเท็มและลูบหัวเ้าอูอูรอนไปเบาๆ
“เออ เก่งมาก ....ในหลายๆความหมายน่ะนะ” พูดแล้วก็กลอกตาไปมา
“ดี ดีมากๆ...ช่างเป็ฮาล์ฟที่เหมาะกับเ้าเสียนี่กระไร!”
สโนว์เบลพูดขึ้นมาด้วยท่าทางที่รื่นเริงสุดๆ
ปล่อยทิ้งให้นายโจ๊กลุกกลับขึ้นมายืนหลังตรงอีกครั้งพลางสอดส่องสายตามองเพื่อนทั้งสองของเขาที่ตอนนี้เริ่มเดินห่างออกไปพลางใช้ความสามารถในการ “แกะรอย” นั้นตรวจสอบหาร่องรอยของบอสกันอย่างขะมักเขม้นในรายของเอล์ฟสาวรามีน่านั้นเริ่มเอานิ้วไปแตะพื้นดินและนำขึ้นมาดมเพื่อพิสูจน์หากลิ่นที่แปลกปลอมส่วนเ้าหุ่นยนต์ตัวเล็กของดานี่เองก็ใช้ดวงตาของมันแสกนหาสิ่งแปลกปลอมจำพวกรอยเท้าตรงพื้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ทั้งคู่ต่างค่อยๆแยกไปคนล่ะทางอย่างมีความหวังส่วนนายโจ๊กก็ทำได้แค่ก้มลงมองเ้าัที่ยังคงกระดิกหางสั้นๆ ของมันอย่างมีความหวัง(เช่นกัน)
“อยู่ตรงนี้ต่อไปยิ่งไร้ค่ายังไงก็ไม่รู้ลองๆ เดินดูให้ทั่วๆ น่าจะดีกว่าแฮะ”
โจ๊กพูดอย่างอ่อนใจก่อนจะกวักมือเรียกให้เ้าัป้อมของเขาวิ่งกระดิกหางตามมาด้วย
ตลอดทางเขาคอยสังเกตซัมมอนเนอร์คนอื่นๆถึงวิธีในการแกะรอยตามหาบอสนั้นดูจะมีลักษณะที่แตกต่างไปในแต่ล่ะเด็คโดยสิ้นเชิงบ้างก็จะใช้เหมือนสุนัขตำรวจคอยดมหากลิ่นที่เป็เบาะแสได้บ้างก็จะใช้แมลงที่ยิงสารเมือกน่าขยะแขยงไปเกาะตามจุดต่างๆเพื่อดูหาสารที่เปลี่ยนสีไปจนเป็เบาะแสบ้างก็จะใช้นักเวทร่ายคาถาเพื่อตรวจสอบละอองเวทมนตร์ดูหาอะไรที่มันแปลกปลอมได้
แต่ล่ะวิธีก็ดูจะมีความอลังการและเท่อยู่ไม่น้อย
อย่างของนายดานี่ก็จะใช้หุ่นยนต์ตัวจิ๋วนั้นยิงแสงแสกนหาร่องรอยตามพื้นหรือต้นไม้และดูจะได้อะไรที่คืบหน้ากว่าชาวบ้านเขามากเลยด้วยเพราะทันทีที่พี่แกลงสนามไปแกะรอยด้วยแล้วเขาก็ดูจะวิ่งเร็วกว่าใครๆ สำรวจรอบด้านอย่างชำนาญจนแตกต่างจากมือใหม่คนอื่นๆได้ชัดเจนนัก
ส่วนในรายของรินเองก็ไม่เลวนักเอลฟ์สาวของเขาใช้วิธีการดมกลิ่นและใช้สายลมจากธรรมชาติช่วยค้นหามอนสเตอร์ที่แปลกถิ่นเข้ามาจนตอนนี้ร่างบางนั้นปีนต้นไม้ขึ้นไปสูงปิดตาและเฝ้าฟังเสียงจากสายลมที่กำลังหาคำตอบให้เธออยู่
พอเห็นพวกซัมมอนเนอร์กลุ่มนั้นใช้วิธีแกะรอยพวกนี้แล้ว....
ทำไมเขารู้สึกสมเพชตัวเองยังไงก็ไม่รู้
อ๋อง! อ๋อง!
ไม่ทันไรเ้าัอูอูรอนนั่นก็ส่งเสียงร้องออกมาก่อนจะวิ่งมากระดิกหางอยู่ตรงหน้าของเขาอีกครั้งพร้อมกับผลงานชิ้นโบว์แดงของมันซึ่งก็คือใบสมุนไพรที่รอบนี้เป็สีแดงเข้ม
“ตัวเป็ัแต่ร้องเป็แมวน้ำเลยนะ”โจ๊กพูดอย่างอ่อนใจก่อนจะก้มลงไปหยิบสมุนไพรนั้นจนกลายเป็การ์ดและไม่ลืมที่จะลูบหัวเพื่อชื่นชมผลงาน(เด็ด)ของเ้าัป้อมตัวนี้“เ้าัแฝดเรดบลูนั่นก็ดี สรุปว่าเด็คฉันมันเป็เด็คัหรือสัตว์น้อยน่ารักกันแน่ฟะไม่ได้มีความน่าเกรงขามเลยซักนิด”
“มันก็เหมาะกับเ้าดีอยู่แล้วนี่โจ๊กเกอร์”
มีคนเอ่ยขึ้นสนับสนุนอยู่ทางด้านหลัง กระทั่งหันไปจึงได้เห็นว่าสโนว์เบลนั้นเดินตามหลังเขามาตลอดทางจนชวนให้อ่อนใจชอบกล
“แล้วตามฉันมาทำไมล่ะนั่นน่ะปกติพอเข้าป่าได้เธอจะเดินหายไปชมนกชมไม้คนเดียวตลอดเลยไม่ใช่หรือไง?”
“เราจะเดินไปตรงไหนมันก็เื่ของเราอีกอย่างอยู่ตรงนี้มีอะไรสนุกๆ ให้เราดูด้วยดีจะตายไป”
ว่าแล้วก็ยิ้มเป็เชิงเยาะกลับมาจนโจ๊กได้แต่ส่ายหน้าอยู่อย่างนั้นเอง
จนถึงตอนนี้เขาเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะเริ่มต้นแกะรอยมันตรงไหนก่อนดีนอกจากจะไม่เคยทำมาก่อนไอ้เ้าฮาล์ฟเพียงหนึ่งเดียวของเขาที่มีสกิลนี้ก็ดูจะไม่ได้ช่วยอะไรได้มากมายเอาเสียเลย
อ๋อง! อ๋อง!
ไม่ทันขาดคำมันก็วิ่งกลับมาหาอีกรอบพร้อมกับสมุนไพรชิ้นใหม่ที่รอบนี้เป็สีเขียวอ่อน
สุดท้ายเ้าัป้อมนั้นก็วิ่งนำหน้าหายเข้าไปในป่าอีกครั้งปล่อยให้โจ๊กได้แต่ก้าวเดินตามไปทั้งอย่างนั้นโดยไม่ได้คาดหวังเสียเท่าไรว่าเ้าตัวป้อมนั่นจะช่วยทำให้เขาค้นหาบอสที่ชื่อเมจิกแฟเรตที่ว่านี้เจอได้เลย
“เออ ขอเตือนก่อนนะสโนว์เบล”โจ๊กนึกขึ้นมาได้ “ตอนที่พวกฉันสู้กับบอสตัวนี้น่ะ เธอห้ามเข้ามายุ่งด้วยเด็ดขาดเลยเข้าใจมั้ย”
“โอ้ย กะอีแค่มอนสเตอร์เลเวล 40 น่ะเราไม่ลงไปสู้ด้วยให้เสียเวลาหรอก” ว่าแล้วก็ยิ้มแฉ่ง “สู้หาที่นั่งเหมาะๆดูเ้าหนีเอาตัวรอดอย่างเอาเป็เอาตายน่ะมันสนุกกว่ากันเป็ไหนๆ”
ฟังแล้วก็ได้แต่เบ้ปากนึกอยากรู้จริงๆ ว่ายัยนี่จะมีบ้างมั้ยที่รู้จักบุญคุณข้าวแดงแกงร้อนที่เขา(โดนบังคับ) หาให้กินอย่างสิ้นเปลืองทุกมื้อน่ะ!
“ว่าแต่เ้าน่ะคิดจะอยู่ที่นี่ไปอีกนานแค่ไหนกัน?”
สโนว์เบลถามขึ้นขณะที่เดินตามหลังชายหนุ่มไปติดๆโดยที่นายโจ๊กเองก็เดินตามเ้าัป้อมของเขาไปอีกทอดหนึ่งดวงตาสีสนิมเหล็กนั้นชำเลืองกลับมามองหญิงสาวด้านหลังคล้ายประหลาดใจที่โดนถามเื่แบบนี้
“ถามทำไมอย่าบอกนะว่าเบื่อเกาะเริ่มต้นแล้ว?”
“จะว่าเบื่อก็ไม่เชิง”สโนว์เบลตอบพลางไหวไหล่“แต่อยู่ที่เกาะเริ่มต้นแบบนี้มันไม่มีมอนสเตอร์ตัวไหนที่คู่ควรจะให้เราได้ออกไปต่อสู้อย่างสุดกำลังเลยต้องมาอยู่ในร่างมนุษย์นานๆ ถึงมันจะไม่กินพลังเวทของเราเท่าไรแต่มันก็รู้สึกเหมือนไม่มีอะไรทำยังไงก็ไม่รู้”
“สรุปก็คือเบื่อนั่นสินะ”โจ๊กหัวเราะหึ“ก็ไหนเธอเป็คนพูดเองไม่ใช่หรือไงว่าไม่มีทางยอมรับว่าฉันเป็เ้านายของเธอน่ะแล้วจู่ๆ จะเกิดอยากคะยั้นคะยอให้พาออกไปสู้กับศัตรูที่คู่ควรเนี่ยนะ?”
ได้ยินแบบนั้นแล้วสโนว์เบลก็ทำได้แค่เพียงถอนใจออกมายาวเหยียดเท่านั้นเอง
“เ้านี่มันไม่รู้คุณค่าของสิ่งที่ตนเองมีอยู่เลยเสียจริงๆให้ตายสิ” ว่าแล้วก็ส่ายหน้า“จริงอยู่ที่เราบอกว่าตัวเ้านั้นมันไม่คู่ควรที่จะเป็มาสเตอร์ของเราเลยซักนิดแต่ก็ไม่ได้บอกซักหน่อยว่าจะไม่มีทางยอมรับตัวเ้าน่ะ”
ได้ยินดังนั้นร่างสูงก็ชะงักและหันมาสบตากับสโนว์เบลให้ชัดๆสีหน้าของหญิงสาวนั้นไม่ยิ้มแต่ก็ไม่บึ้ง เธอยังคงจ้องมองกลับมาเขม็งราวกับเป็สายตาที่เหมือนกับกำลังพินิจทดสอบอะไรบางอย่างอยู่
“นี่เธอกำลังทดสอบฉันอยู่งั้นเหรอ?”โจ๊กถาม
ได้ยินแล้วสโนว์เบลจึงหัวเราะหึขึ้นมาทันควัน
“ทำไมเราต้องทดสอบเ้าด้วย?”เธอย้อนถาม “การมีตัวตนของเราซึ่งเป็หนึ่งในเซเว่นดราก้อนนั้นได้ถูกกำหนดเอาไว้แล้วว่าจะเป็หนึ่งในสุดยอดของโลก AOS อย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้ หากผู้ที่ถือครองเราอยู่นั้นมีฝีมือที่ไม่คู่ควรหรือไม่รู้คุณค่าของเรานั้นสุดท้ายแล้วโชคชะตาจะนำพาให้เราเปลี่ยนไปหามาสเตอร์คนใหม่ที่คู่ควรกว่าคนเก่าอย่างแน่นอนที่สุดเพียงทว่า ...เราแค่อยากจะรู้เหลือเกินว่ามาสเตอร์คนแรกของเรานั้นจะสามารถไขว่คว้าโชคชะตาที่นำพาเราให้มาพบกับเขาได้ดีแค่ไหนมันก็เท่านั้นเอง”
คำพูดพร้อมกับรอยยิ้มละไมนั้นส่งให้ร่างบางเป็ฝ่ายเดินก้าวเท้าฉับๆเดินนำหน้าชายหนุ่มไปโดยที่ปล่อยให้เขาทำได้เพียงแค่ขมวดคิ้วจ้องมองัสาวคนนี้เขม็ง
“เธออยากจะพูดอะไรกันแน่สโนว์เบล?”เขาถามขึ้น
“ก็ถ้าหากเ้ามีแรงค์ที่สูงขึ้นกว่านี้บางทีเ้าอาจจะเข้าใจอะไรมากขึ้นก็ได้ล่ะนะ”ว่าแล้วเธอก็หัวเราะหึอีกครั้ง “จนกว่าจะถึงตอนนั้นเราจะขออยู่เงียบๆสนุกไปกับการเฝ้ามองโลกอาเดเดียที่เพิ่งจะได้เคยเข้ามาเป็ครั้งแรกต่อไปเรื่อยๆก็แล้วกัน ...อีกอย่างเราเองก็รู้สึกได้ว่า เ้ามีอะไรบางอย่างที่น่าสนใจอยู่บ้างหรอกนะอย่างน้อยๆ เ้าก็เป็ซัมมอนเนอร์ที่ดีและไม่เห็นฮาล์ฟเป็เพียงเครื่องมือเอาไว้ใช้งานน่ะ”
“หา?”
ยังไม่ทันจะได้พูดอะไรต่อเ้าัตัวป้อมนั้นก็วิ่งดุ่ยๆ ผ่านร่างของสโนว์เบลที่ต้องยกขาหลบให้ตรงดิ่งเข้ามาหาเ้านายของมันพร้อมกับการคาบเอาสมุนไพรชิ้นใหม่ติดตัวมาด้วยโจ๊กเพียงเลิกคิ้วขึ้นนิดๆก่อนจะหยิบเอาสมุนไพรที่เปลี่ยนเป็การ์ดนั้นขึ้นมาถือไว้ลูบหัวเ้าัตัวนั้นไปเบาๆ มันก็ตรงเอาหลังเข้ามาถูกับขาของเขาเหมือนจะอ้อนๆก่อนจะวิ่งจู๊ดหายเข้าไปในป่าเพื่อทำหน้าที่สำรวจหาเบาะแส(?) ตามที่เ้านาย้าอีกครั้ง
เป็ภาพที่สโนว์เบลมองแล้วก็ต้องเผยรอยยิ้มขึ้นมา
“ัน่ะเป็คลาสที่ไม่ได้เชื่อฟังคำสั่งใครง่ายๆหรอกนะ ต่อให้เป็ัระดับต่ำๆ ก็ใช่ว่าใครจะสามารถควบคุมมันได้ดังใจนึกแบบนี้ ....หรือไม่เคยมีใครบอกเ้าหรือไงว่ามือใหม่น่ะไม่ควรจะจับเด็คเผ่าัมาก่อน?”
คำพูดของสโนว์เบลส่งให้โจ๊กต้องกะพริบตาปริบๆนึกย้อนไปถึงคำเตือนของเจ๊ฝนที่บอกเขาั้แ่ตอนแรกที่จะขอซื้อเด็คสายัขึ้นมาได้เขารู้สึกได้ว่าสโนว์เบลเหมือนกับจะเอ่ยชื่นชมในส่วนนี้แต่ทำไมเขาไม่ยักกะรู้สึกดีใจนักก็ไม่รู้
“มันจะใช่อย่างนั้นเหรอฉันไม่เห็นเธอไม่เห็นเคยจะเชื่อฟังฉันซักครั้งนึงเลยด้วยซ้ำ?” โจ๊กถาม
ได้ยินแล้วก็หัวเราะพรืดก่อนจะยกมือขึ้นกอดอกด้วยสีหน้าที่ถือดีขึ้นนิดๆ
“ต้องให้เราย้ำอีกซักกี่ครั้งว่าอย่าเอาตัวเราไปเทียบกับฮาล์ฟระดับต่ำๆ ที่เ้าใช้งานอยู่น่ะ?”
ทิ้งคำพูดไว้เท่านั้นแล้วคุณนายัร่างบางจึงเดินอาดๆ นำหน้าไปยังตำแหน่งที่เ้าัป้อม อูอูรอนวิ่งแจ้นไปในที่สุด ปล่อยทิ้งให้โจ๊กได้แต่มองตามหลังของคุณเธอไป นึกอึ้งนิดๆที่คำพูดอะไรหลายๆ อย่างของสโนว์เบลนั้นมันทำให้เธอดูเป็ AI ที่ไม่ธรรมดาเอาเสียเลย
แต่ถึงกระนั้นเขาก็รู้สึกได้ว่าคุณเธอดูจะอ่อนโยนขึ้นมาบ้าง...
“นี่แล้วจะยืนทำหน้าโง่ไปอีกนานแค่ไหนรีบเดินมาเข้าสิ ไอ้หางกุดนั่นมันวิ่งไปไหนแล้วก็ไม่รู้นะ!”
หรือไม่....เขาก็อาจจะคิดไปเองก็ได้
สุดท้ายเ้าตัวจึงทำได้เพียงแค่เดินตามหลังฮาล์ฟทั้งสองตัวของเขาไปทั้งอย่างนั้นเองขณะเดียวกันก็คอยตรวจสอบแผนที่ของป่ามิลวูดแห่งนี้ไปด้วยเพื่อกันไม่ให้ตัวเขานั้นหลงทางไปโดยเฉพาะอย่างยิ่งว่าต้องคอยดูว่าเพื่อนทั้งสองคนของเขานั้นไปอยู่ตรงส่วนไหนของป่านี้แล้วบ้าง
ทว่ายิ่งเดินตามหลังัทั้งสองตัวของเขาไปเรื่อยๆแล้ว ระยะของเขาก็ยิ่งออกห่างจากจุดที่ดานี่กับรินยืนอยู่เข้าไปทุกทีแน่นอนว่าตอนนี้คงไม่ต้องห่วงเื่ที่จะโดนมอนสเตอร์ตัวไหนลอบโจมตีหรอกตราบใดที่มียัยโหด(?) บางคนเดินนำหน้าเขาอยู่ในตอนนี้
“แล้วไอ้เ้าหางกุดนั่นมันจะวิ่งไปถึงไหนกันเนี่ย?”โจ๊กพูดอย่างอ่อนใจ “กระตือรือร้นจะทำผลงานเหลือเกินนะ”
“ก็เ้าเป็คนบอกให้มันค้นหาเบาะแสของมอนสเตอร์ให้ไม่ใช่หรือยังไงล่ะเ้าหางกุดนั่นก็พยายามเต็มที่ในแบบของมันแล้วนะ”
สโนว์เบลหันมายิ้มกว้างเหมือนจะเยาะเย้ยอะไรบางอย่างซึ่งนั่นก็ทำให้โจ๊กต้องถอนใจ
“ฉันก็ไม่เห็นว่ามันจะช่วยอะไรได้เลยนอกจากไปหาสมุนไพรโง่ๆ ที่ไม่มีค่าอะไรเอาซะเลย”
“ใครบอกเ้าว่ามันทำได้แค่นั้นกันล่ะ?”
สโนว์เบลพูดแล้วก็ยิ้มอย่างมีเลศนัยจนทำเอาฝั่งตรงข้ามเลิกคิ้วขึ้น
“หมายความว่าไง?ก็เ้าหางกุดเนี่ยมันมีสกิลแกะรอยได้แค่สมุนไพรไม่ใช่หรือไงกัน?”
“ก็คงใช่น่ะ”ว่าแล้วก็หันกลับไปเดินนำหน้าอีกครั้ง “แต่อย่างน้อยๆเ้านั่นก็พาเ้าเดินมาจนถูกทางได้ไม่ใช่หรือไงถึงมันจะเป็เื่บังเอิญหรือโชคดีสุดๆ ก็เถอะ”
“ถูกทาง?”
“เ้าพวกนั้นน่ะให้หาให้ตายยังไงก็คงไม่มีทางแกะรอยของเ้ามอนสเตอร์ตัวนี้ได้หรอกเพราะว่ามันเป็มอนสเตอร์แบบพิเศษที่ลบตัวตนของมันได้ในระดับหนึ่งเลยล่ะทั้งรอยเท้าหรือกลิ่นตัวน่ะแทบจะไม่มีอะไรทิ้งไว้ให้หรอกถ้าจะให้ััถึงตัวตนของมันได้ล่ะก็ คงต้องพึ่งพวกฮาล์ฟที่มีพลังเวทในการแกะรอยระดับสูงเพื่อตรวจหาคลื่นเวทมนตร์ที่มันปล่อยทิ้งไว้ระหว่างทางอย่างที่เรากำลังััถึงมันได้ชัดเจนขนาดนี้ยังไงล่ะ”
สิ้นคำกล่าวนั้นแล้วสโนว์เบลจึงหันมาเอียงศีรษะให้ราวกับจะสื่ออะไรบางอย่างซึ่งนั่นก็ทำให้โจ๊กรับรู้ได้ทันทีเลยว่ายัยัสาวคนนี้ดูจะมีความสามารถบางอย่างแฝงอยู่ในตัวด้วย
“นี่เธอมีความสามารถแกะรอยด้วยงั้นเหรอสโนว์เบล?”
“ก็บอกแล้วไงว่าอย่าเอาเราไปเทียบกับฮาล์ฟระดับต่ำๆ ของเ้าน่ะ”
พูดจบประโยคนี้ได้เท่านั้นเองเ้าัป้อมหางกุดตัวนั้นก็วิ่งดุกๆ ออกมาจากพงหญ้าด้านหน้า จนทำเอาโจ๊กเป็อันต้องชะงักไปรอบนี้อูอูรอนเหมือนกับจะไม่ได้คาบเอาสมุนไพรใดๆ ติดตัวมาให้เ้านายเหมือนทุกครั้งแต่ท่าทางของมันก็ดูจะร้อนรนผิดปกติพอมันวิ่งมาถึงตัวของโจ๊กได้เท่านั้นเองมันก็จัดแจงงับเข้าไปที่ขากางเกงเขาเขาและออกแรงดึงให้เดินไปด้านหน้า
“หะ? อะไรของแกเ้าหางกุด?”โจ๊กถามขึ้น
อ๋อง! อ๋อง! อ๋อง!
เ้าัร่างป้อมส่งเสียงร้องคล้ายแมวน้ำของมันออกมาอีกครั้งซ้ำยังพยายามจะดึงเ้านายให้รีบวิ่งตามมันไปโดยเร็วที่สุดอีกด้วยเห็นดังนั้นแล้วสโนว์เบลจึงยิ้มกว้างออกมาในที่สุด
“ดูเหมือนเ้านี่จะพบอะไรบางอย่างที่น่าสนใจเข้าแล้วนะเ้าลองตามมันไปดูหน่อยซี่ อาจจะเจออะไรดีๆ ก็ได้”
ได้ยินดังนั้นแล้วโจ๊กก็ได้แต่หรี่ตามองกระทั่งเห็นท่าทางร้อนรนของฮาล์ฟตรงหน้าแล้วก็พอจะเดาได้ว่ามันคงไปสำรวจพบอะไรซักอย่างเข้าแน่ๆสุดท้ายเ้าตัวจึงตัดสินใจเดินตามเ้าัหางกุดตัวนั้นไปมันจึงรีบวิ่งนำหน้าไปพร้อมกับหางสั้นๆ ที่กระดิกรัวเร็ว
โจ๊กพยายามเดินไปพร้อมกับตรวจสอบแผนที่ไปด้วยเพื่อไม่ให้หลงทางดูเหมือนยิ่งเดินลึกเข้าไปทิศทางของเขาก็จะออกห่างจากจุดที่เพื่อนๆทั้งสองคนปักหลักอยู่ห่างออกไปเรื่อยๆ กระทั่งเดินมาได้อีกสักระยะหนึ่งเท่านั้นเองโจ๊กก็ได้ยินเสียงของน้ำตกที่ดังแว่วขึ้นมาตรงด้านหน้ากระทั่งเขาแหวกกิ่งไม้ขนาดใหญ่กิ่งหนึ่งออกไปได้เท่านั้นเองยามนี้ร่างสูงจึงมายืนอยู่ตรงใจกลางป่าที่เป็ธารน้ำตกขนาดย่อมๆส่งเสียงดังเสนาะหูอยู่ไม่หยอก
แสงแดงระเรื่อๆสาดส่องผ่านแมกไม้้าลงมาดูสวยงามแบบที่หาชมกันไม่ได้ง่ายๆขณะที่ธารน้ำตรงหน้าก็ดูจะใสแจ๋วเสียจนเห็นตัวปลาได้เลยด้วยซ้ำ
“ในป่าก็มีที่สวยๆ แบบนี้ด้วยแฮะ”
โจ๊กพูดพลางสูดอากาศบริสุทธิ์เข้าไปเต็มปอดพื้นที่โดยรอบนั้นดูสงบและปราศจากมอนสเตอร์ตัวใดๆ โดยสิ้นเชิงแต่ดูเหมือนเ้าัหางกุดตัวนี้จะไม่คิดแบบนั้น พอพามาถึงตรงจุดนี้ได้มันก็ยังคงดังขากางเกงของโจ๊กไม่เลิก พยายามเหมือนจะชี้ชวนให้เขามองอะไรซักอย่าง
“อะไรของแกอีกเล่าฉันก็ตามมาถึงตรงนี้แล้วไง ไหนแกหาอะไรพบว่ามาซิ?”
อ๋อง! อ๋อง! อ๋อง!
เ้าหางกุดร้องขึ้นมาเสียงแหลมก่อนจะวิ่งไปอีกด้านะโไปมาและใช้ขาทั้งสองข้างของมันตะกุยชี้ชวนไปทางนั้นกระทั่งโจ๊กลองหรี่ตามองไปตรงโขดหินก้อนหนึ่งตรงใกล้ๆ น้ำตกนั่นเองเขาจึงได้เห็นตัวอะไรซักอย่างเกาะอยู่ตรงโขดหินนั้นพลันขยับแว่นเพื่อที่จะได้มองชัดๆ จึงยิ่งรู้สึกได้ว่ามันน่าจะเป็สิ่งมีชีวิตอะไรซักอย่าง
“นั่นมันตัวอะไรน่ะ...กระรอกเหรอ?”
เห็นดังนั้นจึงหรี่ตาลงและเปิดหน้าต่างข้อมูลเพื่อที่จะตรวจสอบว่าเ้านั่นใช่มอนสเตอร์ที่ตามหารึเปล่าเพราะดูให้ชัดๆ แล้วมันมีลักษณะคล้ายกับกระรอก จนปุยสีน้ำตาลหางพองยาว ตัวเล็กพอๆกับฝ่ามือเห็นจะได้กระทั่งเ้ากระรอกตัวนั้นมันเหมือนกับจะรู้ตัวว่าเขายืนอยู่ตรงนี้มันจึงตวัดสายตาหันมามอง แทบจะพร้อมๆ กับหน้าต่างข้อมูลของเขาที่เด้งขึ้นมาตรงหน้า
โจ๊กเหลือบตาไปอ่านข้อมูลดังกล่าวตามที่คาดเ้ากระรอกนั่นเป็มอนสเตอร์ชนิดหนึ่ง
และชื่อของมันก็ทำให้โจ๊กต้องเปิดตากว้างขึ้น....
“โอ๊ะโอ๋....”
“เป็นยังไงบ้างคะพี่ดานี่เจออะไรบ้างรึเปล่า?”
ขณะเดียวกันอีกด้านหนึ่งตรงกลุ่มของซัมมอนเนอร์หลายคนที่เริ่มจะหนักใจไปตามๆกัน เพราะว่าั้แ่เข้ามาเริ่มการแกะรอยในป่านี้ตามข้อมูลที่ได้รับมาจากเควสนั้นพวกเขายังไม่เจออะไรที่จะสามารถสาวต่อไปจนถึงตัวของบอสเ้าปัญหาตัวนั้นได้เลยเช่นเดียวกับดานี่และริน ทั้งคู่เองตอนนี้ก็จนแต้มจนต้องกลับมารวมตัวกันอีกครั้ง
“ไม่เจออะไรเตะตาเลย”ดานี่ยกมือขึ้นเกาหัวแกรกๆ “พี่ลองพยายามใช้หลายๆ วิธีแกะรอยดูแล้วนะ แต่ยังตรวจสอบอะไรไม่ได้เลย”
“ถ้าขนาดมือโปรอย่างพี่ยังหาไม่เจอของรินก็คงไม่ต้องพูดถึงแล้วล่ะค่ะ”
รินเองก็ยิ้มเจื่อนขึ้นมาอีกคนเช่นเดียวกับเอลฟ์สาวรามีน่าคู่หูของเธอที่ดูจะทำหน้ามุ่ยกับความล้มเหลวที่เกิดขึ้นซึ่งดานี่เองก็ต้องยกมือขึ้นจับใต้ริมฝีปากราวกับจะครุ่นคิด
“พี่ว่าเรายังใช้วิธีสำรวจกันไม่ถูกจุดนะบางทีเ้าบอสตัวนี้มันอาจจะมีวิธีการลบร่องรอยของตัวเองได้เพราะฉะนั้นการแกะรอยแบบปกติอาจจะไม่ได้ผล เราน่าจะลองทำอะไรที่มันแตกต่างออกไป”
“มันยังมีวิธีไหนอีกเหรอคะ?” รินถาม“เอลฟ์ของรินเองก็ถนัดแค่วิธีการของพวกนายพรานเท่านั้นด้วยสิคะแล้วรินก็ลองทดสอบมันไปทุกวิธีแล้ว ยังแกะรอยอะไรเพิ่มเติมไม่ได้เลย”
“ถ้าเป็การใช้เวทมนตร์ล่ะก็ยังไม่แน่หรอกนะ”ดานี่เสนอขึ้น
“เวทมนตร์เหรอคะ?”
“อื้อก่อนหน้านี้พี่เห็นพวกซัมมอนเนอร์ที่มีฮาล์ฟสายนักเวทที่มีสกิลแกะรอยลองใช้เวทมนตร์ตรวจสอบดูแล้วเหมือนกับจะเห็นอะไรบ้างนิดหน่อยแต่ฮาล์ฟตัวนั้นมันระดับต่ำเกินไปก็เลยยังตรวจสอบอะไรไม่ได้ถ้าพี่ลองใช้ฮาล์ฟของพี่กับสกิลพิเศษของสายฮันเตอร์ดู...บางทีมันอาจจะได้ผลก็ได้นะ”
พูดแล้วดานี่จึงเปิดหน้าต่างข้อมูลการ์ดของเขาขึ้นมาดูพลางใช้สายตาสำรวจการ์ดจำนวนกว่าหนึ่งร้อยใบที่พร้อมจะใช้งานตรงหน้าประสบการณ์ที่เคยล่าบอสที่เกี่ยวข้องกับเวทมนตร์ก็เลยผุดวิธีบางอย่างขึ้นมาได้
“ยังไงก็ต้องลองดูล่ะนะ”
“ค่ะ” รินพยักหน้ารับก่อนจะเหลือบมองไปอีกด้าน“ดูเหมือนตอนนี้กลุ่มของอีตาจินเจอร์นั่นก็ยังหาเบาะแสอะไรไม่ได้เหมือนกันค่ะรินว่าถ้าหากเราจะลองทำอะไรที่มันพิเศษๆ กว่าเดิมเราน่าจะหาจุดที่มันลับสายตากว่านี้หน่อยไม่อย่างนั้นอีตานั่นคงจะเลียนแบบวิธีของเราแน่”
ได้ยินดังนั้นแล้วดานี่ก็ทำได้แค่หัวเราะเฝื่อนๆก่อนจะเหลือบมองไปรอบๆ ด้านแลเห็นว่าซัมมอนเนอร์หลายคนนั้นเริ่มจะนั่งพักกันไปหลายกลุ่มแล้วเช่นเดียวกับกลุ่มของจินเจอร์ที่อยู่ห่างออกไปแม้จะเป็ซัมมอนเนอร์ระดับซิลเวอร์ก็ตามทีแต่ดูเหมือนว่าทางนั้นก็ยังหาเบาะแสของบอสไม่เจอเช่นกัน
“ว่าแต่พี่โจ๊กล่ะคะหายไปไหนแล้ว?”
รินนึกขึ้นได้ว่าพ่อหนุ่มอีกคนหนึ่งในทีมนั้นไม่ได้มารวมตัวกันตรงนี้ด้วยดานี่จึงเหลือบมองไปรอบๆ อีกคน
“เออ นั่นสิหายไปไหนของเขาล่ะนั่นน่ะ?”
พูดแล้วดานี่จึงเปิดหน้าต่างแผนที่ขึ้นมาเพื่อตรวจสอบตำแหน่งของเพื่อนในปาร์ตี้ดวงตาสีฟ้าจึงหรี่มองแผนที่ตรงหน้าเขม็งเป็ที่ชัดเจนว่าจุดตำแหน่งของเขากับรินนั้นอยู่ใกล้กันซึ่งก็คือจุดที่พวกเขายืนอยู่ตรงนี้กระทั่งเหลือบมองหาอีกจุดหนึ่งเขาจึงเห็นว่ามันกำลังกระพริบและขยับตรงเข้ามาหาพวกเขาพอดี
“อ๋อนี่ไงหมอนั่นกำลังกลับมาหาพวกเราพอดี”
ดานี่ชี้ให้รินเห็น เธอจึงพยักหน้าอย่างโล่งใจที่อีตามือใหม่คนนั้นไม่ได้ไปหลงป่าอยู่ที่ไหน
“งั้นรินว่าเราติดต่อให้พี่โจ๊กรีบกลับมาก่อนดีมั้ยคะเผื่อว่าเราจะได้ทดลองวิธีการของพี่ดานี่ด้วย?”
“นั่นสินะ” พ่อหนุ่มผมทองพยักหน้ารับก่อนจะเปิดหน้าต่างสื่อสารในปาร์ตี้ขึ้นมา“โจ๊กเกอร์ นายอยู่ตรงไหนเนี่ยกลับมารวมตัวกับพวกเราสองคนก่อนพวกฉันมีแผนที่จะใช้แกะรอยหาเ้าบอสตัวนี้ได้แล้ว”
ว่าแล้วก็ติดต่อไปในทันทีทว่ามันกลับเป็เพียงความเงียบที่ก่อตัวขึ้นจนดานี่กับรินได้แต่มองหน้ากันเอง
“โจ๊กเกอร์ได้ยินเสียงของฉันรึเปล่าช่วยตอบหน่อย”
“....ไป....อัน.....บอส.....”
กระทั่งมีเสียงดังแว่วกลับมาแบบขาดห้วงยังไงชอบกลดูเหมือนระบบสื่อสารมันก็ไม่ได้เสียอะไรเพียงแต่เสียงของโจ๊กที่ดังกลับมานั้นมันจะแปลกๆ เท่านั้นเอง
“นายพูดอะไรนะ ฉันได้ยินไม่ค่อยถนัดเลยโจ๊กเกอร์?”
“หนี.....นั้น....”
“หะ?พูดอะไรคะพี่โจ๊กฟังไม่รู้เื่เลยค่ะ?”
รอบนี้รินเองก็ขยับเข้ามาพูดด้วยอีกคนกระทั่งเหลือบมองไปยังตำแหน่งของนายโจ๊กในแผนที่แล้วจึงได้รู้ว่าอีตานี่กำลังขยับเข้ามาหาใกล้เข้าไปทุกทีและดูจะมาด้วยความเร็วในระดับที่มากกว่าปกติเสียด้วย
“ผมบอกว่าให้หนีไปจากตรงนี้เร็วเข้ายังไงล่ะครับ!”
ไม่ทันไรร่างของนายโจ๊กก็โผล่พรวดออกมาจากด้านหลังของต้นไม้ใหญ่พร้อมกับเสียงะโดังลั่นที่เรียกสายตาของซัมมอนเนอร์ทุกคนในละแวกนั้นให้หันมามองกันเป็ทางเดียวทั้งรินและดานี่ต่างชะงักไปตามๆ กัน กระทั่งมองตามร่างของนายโจ๊กที่วิ่งห่างออกไปพอเพ่งดีๆแล้วอีตานั่นเหมือนกับจะอุ้มัหางกุดอูอูรอนนั้นเอาไว้ด้วยมือข้างเดียวอีกด้วย
“เฮ้ย!? เป็อะไรไปโจ๊กเกอร์ นายหนีอะไรมา?!”
ดานี่ะโถามออกไปซึ่งโจ๊กไม่ได้ตอบเป็คำพูดเขาเพียงชี้ไปทางด้านหลังให้เพื่อนทั้งสองหันไปดูด้วยตัวเอง
โครม!!!
เท่านั้นเองต้นไม้ใหญ่ที่อยู่ด้านหลังของทั้งคู่ก็หักสะบั้นลงอย่างหนักหน่วงพร้อมกันนั้นมันก็เหมือนกับมีเสียงฝีเท้าหนักๆ ของตัวอะไรซักอย่างที่วิ่งตะลุยตรงดิ่งเข้ามาสร้างแรงะเืจนทำให้ร่างของทั้งคู่เกือบจะพยุงตัวเอาไว้ไม่ได้และในเสี้ยวพริบตานั้นเอง คำตอบก็ปรากฏขึ้นมาว่านายโจ๊กนั้นหนีอะไรมา
ฮูมมมมมมมมมมม!
เสียงร้องในแบบโทนต่ำดังขึ้นพร้อมกับร่างของวัตถุขนาดใหญ่ั์เกือบ5 เมตร ที่ตรงดิ่งเข้ามาลักษระของมันออกจะคล้ายกับก้อนหินแต่ก็เป็สีฟ้าใสเหมือนกับก้อนน้ำอย่างไรชอบกลแต่นั่นไม่ใช่ประเด็น สิ่งที่ดานี่และรินควรจะสนใจก่อนเป็อันดับแรกน่าจะเป็ขนาดตัวของมันที่ใหญ่เบิ้มซ้ำยังมีแขนขนาดใหญ่น่าเกรงขามกวาดทุกสิ่งทุกอย่างที่ขวางหน้าจนกระจายไปคนล่ะทิศล่ะทางหักต้นไม้ขนาดใหญ่ทิ้งเป็ชิ้นๆ เหมือนเด็กใช้มือปัดของเล่นไม่มีผิด
ดวงตาของทั้งสองหรืออาจจะรวมไปถึงซัมมอนเนอร์ทุกคนนั้นเปิดกว้างขึ้นแต่ล่ะคนต่างพร้อมใจกันลุกขึ้นยืนอย่างตื่นตระหนก หากเป็รถก็คงสตาร์ทเครื่องและเตรียมจะใส่เกียร์หมากันแทบจะทั้งนั้น
เพราะว่าเ้าสิ่งมีชีวิตสุดอันตรายที่กำลังวิ่งตกมันมาทางพวกเขาก็คือ....
โกเลม!
“เชดเข้!?” ดานี่สบถดังลั่น