ในระหว่างที่ทางด้านริมแม่น้ำกำลังเตรียมความพร้อม และตรวจสอบสถานการณ์โดยรอบไปด้วยนั้น ทางฟากของหลานชายทั้ง 4 คนของเหนี่ยวเหนี่ยวก็ได้ตามผู้คนในหมู่บ้านที่เติบโตมาด้วยกันั้แ่รุ่นบรรพบุรุษกันมาให้รวมตัวมาช่วยกันที่แม่น้ำท้ายหมู่บ้านและติดกับชายป่าของป่าไร้ฤดู ไร้ห้วงเวลา
คนในหมู่บ้านแห่งนี้ได้อาศัยและเติบโตผ่านทุกข์และความเศร้าโศกมาไม่รู้ต่อกี่ครั้งแล้ว
ด้วยความมีน้ำใจ และความสามัคคีที่มีให้ต่อกันและกันเสมอมาจึงผ่านสถานการณ์เลวร้าย่นั้นมากันได้ แม้ในตอนนี้สถานะแต่ละครอบครัวก็แสนจะแร้นแค้นก็ตามที แต่พวกเขาทุกๆคนก็อยู่กันอย่างมีความสุขกันตามแต่พอดี
และคนในหมู่บ้านกลุ่มแรกเลยที่ตระกูลหวังจะขอความร่วมมือ หรือขอความช่วยเหลือก็คือบ้านตระกูลอี้ และบ้านตระกูลฉือที่ทั้งหมดนั้นเติบโตมาท่ามกลางมิตรภาพที่แน่นแฟ้น ท่านพ่อ ท่านแม่ของพวกเขาก็ได้ตายจากไปพร้อมๆกับเหตุการณ์ใหญ่ ณ ตอนนั้นเช่นกับท่านพ่อ ท่านแม่ของเหนี่ยวเหนี่ยว
พวกเขาเป็เด็กกำพร้าที่เติบโตช่วยเหลือซึ่งกันและกันมาโดยตลอด พวกท่านทั้ง 6 คนจากเป็เพื่อนพอโตมาก็สะสมเป็ความรักซึ่งกันและกัน เลยได้เป็คู่รักถึง 3 คู่ลงตัวกันพอดิบพอดีเลย
ที่สำคัญไปกว่านั้นวันแต่งงานของพวกท่านก็มีในวันเดียวกันอีกด้วยเพราะด้วยความที่ไม่ได้มีเงินอะไรมากมายจัดการกันแบบง่ายๆเลยตัดสินใจที่จะแต่งรวมกันไปเลยของที่ทำและจัดเลี้ยงแบบง่ายๆกันเองก็เป็ของที่เข้าป่าไปหามาด้วยกันมีเพียงเท่านั้น
ยิ่งพวกลูกๆหลานๆก็มีอายุไล่ๆกันหรือเท่ากันอีกทำให้ทั้ง 3 ตระกูล หวัง อี้ ฉือ ยิ่งสนิทกันมากขึ้นไปอีกเท่าตัวในแต่ละรุ่นจะถือว่าเป็ครอบครัวเดียวกันเลยก็ว่าได้
ลูกๆหลานๆก็ช่วยกันเลี้ยง ช่วยกันดูแลในยามที่อีกฝ่ายไม่มีคนดูแล เป็แบบนี้เรื่อยมาั้แ่พวกท่านพ่อ ท่านแม่เป็กำพร้าพวกเขาทั้ง 6 คนมีกันและกันเสมอไม่เคยทิ้งกันเลย พอมีลูกมีหลานออกมาก็สอนสั่งให้รัก สามัคคี มีน้ำใจต่อกันและกันประดุจคนสายเืเดียวกันเลย
บ้านและที่ดินทำมาหากินก็จัดสรรปลูกละแวกใกล้กันทั้งหมด 3 ตระกูลอีกด้วย คอยเป็หูเป็ตาระแวดระวังภัยให้กันมาโดยตลอดเวลา คนในหมู่บ้านก็ใช่ว่าจะทอดทิ้งพวกท่านก็ช่วยกันดูแลเท่าที่จะพอทำได้ถึงแม้พวกท่านจะลำบากอยู่แล้วก็ตามที
เรียกได้ว่าจนแต่ไม่จนน้ำใจต่อเพื่อนมนุษย์ซึ่งกันและกัน นั่นคือเื่ที่ดีอย่างหนึ่งที่ตระกูลหวังมาอยู่ ณ จุดนี้ที่หมู่บ้านนอกเมืองหนิงหวง
“ท่านปู่อี้ขอรับ”
“ท่านปู่ฉือขอรับ”
หลานชายทั้ง 4 คนซึ่งก็มี สงสง หม่าหม่า หลางหลาง เมาเมา ได้มาตามเพื่อนร่วมสาบานของท่านปู่ของพวกเขาหรือก็คือท่านพ่อของเหนี่ยวเหนี่ยวนั่นเอง
“อ้าว เ้าพวกตระกูลสารพัดสัตว์นั่นเอง”ท่านปู่อี้
“หน้าตาตื่นกันมาทีเดียวนะ มีอะไรเกิดขึ้นกับเ้าเหวินจึหรือเปล่าน่ะ”ท่านปู่ฉือ ที่เห็นท่าทางและน้ำเสียงของหลานชายเหนี่ยวเหนี่ยวแปลกไป
“จริงด้วยสิ หรือว่าเกิดเื่เข้าจริงๆ”ท่านปู่อี้ รีบลุกขึ้นเพื่อเดินไปหาพวกหลานชายของเหนี่ยวเหนี่ยวทันทีเช่นเดียวกันกับปู่ฉือ
“ท่านปู่ทั้งสองขอรับ”หลานชายคนโตสงสง
“เกิดอะไรขึ้น!!”ท่านปู่อี้ ท่านปู่ฉือรีบสอบถามพร้อมกันกับความวิตกกังวลบนใบหน้าที่เห็นได้ชัดเจนเลย
“ท่านปู่ของพวกข้าให้มาตามพวกท่านไปที่ริมแม่น้ำทางฟากด้านโน้น ทิศตะวันออกน่ะขอรับเร็วที่สุดด้วยขอรับ”หลานชายคนโตสงสง
“มันมีอะไรเกิดขึ้นที่แม่น้ำ 7 ธาตุอย่างนั้นเหรอ??”ท่านปู่อี้
“เอ่อ…..”หลานชายของเหนี่ยวเหนี่ยวยังไม่ทันได้พูดอะไรออกมาท่านปู่ฉือก็พูดขึ้นมาก่อนว่า….
“เอาไว้ค่อยสอบถามหารือกันระหว่างเดินทางกันไปด้วย อย่ารอช้าเลยถ้าเ้าเหวินจึมันบอกให้หลานๆมันมาเร่งรีบขนาดนี้มันต้องเป็เื่สำคัญมากๆ พวกเ้าอย่ารอช้าเลยรีบนำทางไปเลย ส่วนพวกเ้าที่เหลือไปเรียกพวกท่านแม่ พวกลูกสะใภ้ และลูกๆหลานๆตามพวกข้าไปทั้งหมดเดี๋ยวนี้ด้วย”ท่านปู่ฉือ
“ส่วนพวกเ้าสักตัวหนึ่งรออยู่ที่นี่นำทางคนที่เหลือติดตามพวกข้าไปทีหลัง”ท่านปู่อี้
“สักผู้หนึ่งขอรับ..........!!!”หลานของเหนี่ยวเหนี่ยว ประสานเสียงพร้อมเพรียงกันพร้อมกับที่ทำสีหน้าเบื่อหน่ายออกมาอีกครั้งกับพวกเพื่อนสนิทของท่านปู่ที่มักจะหยอกล้อเรียกพวกเขาแบบนี้เสมอๆ
“ฮิ…ฮิ….”ลูกๆของท่านปู่ทั้งสองแอบหัวเราะคิกคักที่เพื่อนๆของพวกเขาโดนท่านปู่หยอกเย้าอีกแล้ว
“เออน่าจะตัวหรือจะผู้คนก็เหมือนกันและพวกเ้าเป็ลูกหลานสารพัดสัตว์นี่หน่าหรือจะเถียงกัน??พวกเ้ามันเื่มากเื่เยอะเหมือนกับปู่ของพวกเ้าไม่มีผิดเลยจริงๆให้ตายเหอะ”ท่านปู่อี้
“เฮ้อ……..”หลานชายของเหนี่ยวเหนี่ยว ทอดถอนหายใจแบบปลงๆพากันส่ายหน้าน้อยๆ
“เอาล่ะแยกย้ายกันตามนี้นะเร็วเข้า..”ท่านปู่ฉือ
“ขอรับ”หลานชายของเหนี่ยวเหนี่ยว
“ขอรับ”ลูกชายของท่านปู่ฉือ กับท่านปู่อี้ ที่เดินตามมาสมทบทีหลังรับคำสั่งและวิ่งไปตามแม่ๆ พี่ๆน้องๆ ลูกหลาน และภรรยาอย่างรวดเร็ว
“ทางนี้เลยขอรับท่านปู่อี้ ท่านปู่ฉือ”หลานชายรองหม่าหม่า
“ไปกัน”ท่านปู่อี้
หลานชายตัวที่สี่ เฮ้ย!!ไม่ใช่ คนที่สี่ก็อยู่รั้งรอคนอื่นๆจากตระกูลอี้ และตระกูลฉือ ส่วนหลานชายอีกสามคนได้นำทางท่านปู่ทั้งสองที่เป็เพื่อนสนิทของท่านปู่ยุงไปที่แม่น้ำทางต้นเื่อย่างไม่รีรอใดๆ
“เอาล่ะทีนี้ค่อยๆเล่าเื่ราวทั้งหมดให้พวกข้าได้ฟังหน่อย ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่”ท่านปู่ฉือ
“ใช่”ท่านปู่อี้
“จริงๆแล้วพวกข้าเองก็ได้รับฟังเื่ราวจากท่านอาเล็ก(เหนี่ยวเหนี่ยว)และลูกๆหลานกันมาอีกครั้งเพราะเื่นี้พวกเ้ากลุ่มซาลาเปาเป็ผู้พบเจอเหตุการณ์ทั้งหมดขอรับท่านปู่”หลานชายสามหลางหลาง
“ห๊าาา…..”ท่านปู่อี้ ท่านปู่ฉือ ถึงกับใขึ้นมานี่ขนาดยังไม่ได้รู้เกี่ยวกับสัตว์อสูรแต่อย่างใด
“จริงขอรับ..เื่มันเป็แบบนี้…..บลา…บลา…”หลานชายคนโตสงสง
“สัตว์อสูร!! ปลาอสูร!!”ท่านปู่อี้ ท่านปู่ฉือ
“ใช่ขอรับ”หลานชายทั้งสามของเหนี่ยวเหนี่ยว
“มันเรียกว่า “ปลาสีใสตาฟ้า” ขอรับ”หลานชายรองหม่าหม่า
“ปลาอสูรมันเป็ไปได้อย่างไรที่มาว่ายที่แม่น้ำตรงบริเวณนี้ ไม่น่าเป็ไปได้เลยนะ”ท่านปู่อี้
“ท่านปู่ของพวกข้าก็คิดแบบนี้เช่นกันน่ะขอรับ แต่ตอนนี้พวกเราเองก็คิดกันไม่ออกว่ามันเกิดอะไรขึ้นมาทำไมสัตว์อสูรพวกนี้ถึงแหกว่ายแม่น้ำมาถึงที่นี่ได้ และไหนจู่ๆมันก็มาตายแบบเป็ปริศนาง่ายๆแบบนี้อีกด้วยนะขอรับ”หลานชายคนโตสงสง
“นั่นน่ะสิ นี่แหละปัญหาใหญ่ที่พวกเราต้องคิดหาคำตอบกันให้ได้ เพราะมันถือว่าไม่ปรกติแล้วนะหรือมันจะมีเหตุการณ์อะไรแบบครานั้นหรือไม่กัน”ท่านปู่ฉือ
“ข้าหวังว่าคงจะไม่เป็เช่นครานั้นนะ มันเกินกว่าพวกเาาวบ้านที่มีพลังธาตุอันน้อยนิดเพียงนี้จะรับมือกันไหว”ท่านปู่อี้
ทุกๆคนต่างมีสีหน้าวิตกกังวล เคร่งเครียดกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้จริงๆกับการเกิดเหตุการณ์แปลกประหลาดในครั้งนี้ ซึ่งมันยากมากจริงๆ
“ทางนั้นขอรับ พวกเราจะถึงกันแล้ว”หลานชายรองหม่าหม่า ชี้ไปในทิศทางที่คนในตระกูลหวังยืนรออยู่ในจุดเกิดเหตุตอนนี้
“ปลาอสูรจริงๆ !!”ท่านปู่ฉือ ท่านปู่อี้ ที่แม้จะยังเดินไม่ถึงดีแต่ก็เห็นแล้วจากการที่หลานชายรองชี้ให้ดู พวกท่านยืนนิ่งอ้าปากค้างตัวแข็งไปอีกรายแล้ว
“เอ่อ…ท่านปู่ฉือขอรับ…”
“ท่านปู่อี้ขอรับ…”
พวกท่านปิดการรับรู้ รับเห็นแล้วในตอนนี้พวกหลานชายเรียกอย่างไรก็ไม่ได้ยินเสียแล้ว จนกระทั่งท่านพ่อยุงของเหนี่ยวเหนี่ยวอดรนทนไม่ไหว ะโเสียงโหวกเหวกโวยวายเล่นงานเพื่อนตาย เพื่อนซี้ ต่างสายเืทั้งสองแบบดังๆขึ้นมาเลยว่า…
“เฮ้ย….เ้าผู้เฒ่าทั้งสองจะยืนนิ่ง ยืนบ้าใบ้ตรงนั้นอีกนานไหมฮะ ข้ารอพวกเ้านานแล้วนะนี่แหละพอแก่เฒ่าแก่ชราก็ชักช้าแบบนี้ แต่กลับไม่ยอมรับว่าตนเองน่ะแก่กันแล้ว เหอะ…”ท่านพ่อยุง
“..............!!!”ท่านปู่อี้ ท่านปู่ฉือ จากที่หูอื้ออึงตอนนี้สติสัมปชัญญะกลับมาครบถ้วนแล้วด้วย
“หนอย…..ไอ้เ้าเฒ่าสัตว์กินเืที่แสนจะน่ารำคาญนี่”ท่านปู่ฉือ
“คิดว่าตัวเ้าเองไม่แก่เฒ่าหรืออย่างไรกัน อายุก็ไม่ได้ต่างกันสักนิดเดียว ไอ้เ้าเฒ่าเอ๊ย…”ท่านปู่อี้
สามผู้เฒ่าที่เปรียบเสมือนพี่น้องร่วมสาบานต่างสายเืต่างปะทะคารมกันไปหนึ่งกรุบ เพื่อกระชับความสัมพันธ์ระหว่างกันและกัน
“เฮ้อ…จริงๆเลยเจอะเจอกันทีไรถ้าไม่ได้ทุ่มเถียงกันสักคำสองคำคงจะอยู่กันไม่ได้ใช่ไหมเนี่ย”ท่านแม่มดแดง อดไม่ได้ที่จะบ่นพึมพำออกมาและส่ายหัวน้อยๆ
“ถ้าไม่เห็นพวกท่านพ่อทุ่มเถียงกันนี่สิเ้าคะ ถึงจะแปลกมากเลยทีเดียว”พี่สะใภ้ใหญ่
“และจะมีปากเสียงกันหนักก็ตอนที่จะเจอลูกสาวเล็กของพวกท่านนี่แหละค่ะ พวกข้าเองก็ปวดหัวจริงๆเลย”พี่สะใภ้รอง
“เฮ้อ…ข้าผู้ที่เป็แม่ยิ่งไม่ปวดหัวหนักกว่าพวกเ้ารึที่ต้องมาคอยฟังเื่บ้าๆบอๆจากพวกท่านพ่อเ้าแบบนี้น่ะ แก่เฒ่ากันเสียขนาดนี้แล้วยังเล่นพูดจากันเป็เด็กเล็กไปได้จริงๆเลย
และพูดอะไรไม่พูดมาพูดจาเกี่ยวกับเหนี่ยวเหนี่ยวทีไร ข้าก็เขินเป็นะ ไม่ใช่ไม่มีความรู้สึก พอพูดถึงทีไรข้านี่อยากจะทุบหัวผู้เฒ่าทั้งสามนี่จริงๆเลยนะ”ท่านแม่มดแดง
“ฮ่า…ฮ่า…..”เหล่าบรรดาลูกสะใภ้ หลานสะใภ้
ก็จะอะไรเสียอีกล่ะก็เวลาเจอหน้ากันทีไร ชอบแก่งแย่งความโปรดปราน ความรักจากเหนี่ยวเหนี่ยวกันเสียเหลือเกิน เพราะนางเปรียบเสมือนลูกหลง ลูกรักของเหล่าผู้เฒ่าอย่างไรล่ะ
ท่านพ่อยุงก็เหลือเกินชอบพูดว่าข้าเก่งมาก ข้าเก่งจริงๆอายุป่านนี้แล้วสามารถทำลูกสาวอย่างนางได้ออกมาน่ารักถึงเพียงนี้ จึงยิ่งเป็เหมือนการหักหน้าและดูถูกอย่างรุนแรงระหว่างพวกผู้ชายด้วยกันเอง
แต่ก็ใช่ว่าคนรุ่นนี้จะมีลูกหลงออกมาได้เสียบ่อยๆเสียทีไหนกันเล่า กรณีแบบท่านแม่มดแดงนี้นั้นหายากมากจริงๆนั่นแหละน่า
และไม่ทันที่ท่านแม่มดแดงพูดขาดคำเสียทีไหนกัน พวกท่านถามหาเหนี่ยวเหนี่ยกันแล้วด้วย
“นั่นมันลูกสาวข้า ใช่ลูกพวกเ้าเสียที่ไหนพวกเ้าน่ะมีแต่ลูกชายนะ”ท่านพ่อยุง
“ผู้ใดว่ากันล่ะ เหนี่ยวเหนี่ยวสาวน้อยน่ารักลูกสาวของพวกข้าเช่นกัน เ้าเฒ่ายุง”ท่านปู่ฉือ
“จริง หนอย…หนอย….ยามที่เหนี่ยวเหนี่ยวจะคลอดพวกข้าก็อยู่ด้วย เลี่้ยงพวกข้าก็เลี้ยงนางมาด้วยนะ ป้อนข้าว ป้อนน้ำ พาเล่นทุกอย่างเช่นกัน เ้าฒ่ายุงเ้าเลอะเลือนไปแล้วหรืออย่างไรกัน”ท่านปู่อี้
“พวกเ้านี่ช่างหน้าหนา ไร้ยางอายเสียจริงๆ สิ่งที่พวกเ้าพูดมาข้ามิได้เต็มใจเลย มีแต่พวกเ้าสองคนนั่นแหละพอข้าเผลอทีไรขโมยเหนี่ยวเหนี่ยวไปเลี้ยงทุกที”ท่านพ่อยุง
“เชอะ…..”ท่านปู่ฉือ ท่านปู่อี้
“เฮ้อ………”บรรดาพวกผู้หญิงต่างก็เบื่อหน่ายบทสนทนาเดิมๆ ซ้ำๆทุกๆครั้งที่ผู้เฒ่าทั้งสามเจอหน้าพร้อมเพรียงกันจะต้องเถียงกันทุกครั้งไป
“.................!!”ลูกๆหลานๆ ที่ได้แต่มองท่านพ่อ ท่านปู่ของพวกเขาเถียงแต่เื่ไร้สาระของท่านอาเล็ก หรือท่านย่าเล็กเหนี่ยวเหนี่ยวอีกแล้ว
ส่วนเหนี่ยวเหนี่ยวเอง ที่เห็นว่ามีคนอื่นเข้ามารวมกลุ่มกับตระกูลหวังแล้วก็พอนึกออกมาบ้างว่าแต่ละคนนั้นคือใครกันบ้าง ประกอบกับว่าพวกเหลนๆที่อยู่ด้วยก็เล่าเื่ราวตระกูลฉือ ตระกูลอี้ ให้นางฟังเพิ่มเติมอีกมายมายหลากหลายเื่อีกด้วย
ทำให้นางได้เก็บข้อมูลต่างๆรอบตัวเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะผู้คนรอบข้างนี่สำคัญมากจริงๆ
“พวกเขาเป็คนดีจริงๆเลย โชคดีของตระกูลหวังที่ได้พบเจอเพื่อนร่วมชะตากรรมแบบนี้มาหลายสิบปี”เหนี่ยวเหนี่ยว
“ท่านอาเล็ก..”
“ท่านย่าเล็ก…”
เสียงของคนเรียกหาที่ไม่ได้มาจากสายเืของคนตระกูลหวัง แต่กลับเรียกขานนางแบบเป็กันเองและสนิทสนม
“ชะอุ้ย….นี่ได้ญาติมาแบบเหมารวมโปรเลยหรือเปล่าเนี่ย”เหนี่ยวเหนี่ยว ที่มองดูกลุ่มคนที่เข้ามากันเยอะแยะหลายสิบคนและแน่นอนพวกเขาเรียกนางว่า ท่านอาเล็ก ท่านย่าเล็กเช่นหลานๆ เหลนๆของนางทางสายเืในตอนนี้
“ท่านพ่อ ท่านแม่ข้าเป็ลูกคนเดียวและเป็เด็กกำพร้าแล้วอย่างไรล่ะ?? สุดท้ายก็หนีไม่พ้นลำดับญาติที่แสนจะวุ่นวายอีกครั้งหนึ่ง เหนี่ยวเหนี่ยวเอ๊ย…..”เหนี่ยวเหนี่ยวมองหน้าของแต่ละคนอย่างตาลายไปหมดแล้ว เด็กๆช่างมากมายจริงๆ!!
************
ท่านย่าเล็กเหนี่ยวเหนี่ยว ที่พึ่งจะรับรู้เพิ่มเติมอีกว่าได้มีญาติต่างสายเืมาเพิ่มอีกถึงสองตระกูลเลยทีเดียว คงจะวุ่นวาย สนุกสนานกันน่าดูเลยทีนี้ แต่ที่สำคัญคงจะต้องจำชื่อแต่ละคนให้หมดเสียก่อนอีกด้วย