ความตายของพ่อแม่ มันหมายถึงการสิ้นสุดยุติของอะไรอีกมากมายหลายอย่าง สิ่งที่สูญเสียประการแรกคือความมั่นคงปลอดภัยของครอบครัว ขาดผู้ชี้นำทาง โลกอันสดใสได้มืดมนลง ทิ้งไว้แต่เพียงความทรงจำและความโหยหาอาวรณ์สิ่งที่มลายหายไปโดยพลันคือความฝันของตัวเองและเอ็มม่า ความฝันที่จะได้เดินทางไปสู่ยุโรปเพื่อศึกษาหาความรู้ให้กว้างขวางกว่านี้ และเป็นแผนการที่ทั้งพ่อและแม่ให้การสนับสนุนมาโดยตลอด แต่เมื่อเงินที่เก็บไว้ในทรัสต์จำเป็นจะต้องใช้จ่ายเกี่ยวกับการครองชีพ มันย่อมไม่เพียงพอที่จะเอาไปใช้เพื่อการเดินทางดังกล่าว แม้ว่าจะเป็นการเดินทางที่แสนประหยัดสักเพียงไรก็ตามนับแต่นี้เป็นต้นไปทั้งเธอและน้องสาวจะต้องมีชีวิตความเป็นอยู่ในวงจำกัด อย่างดีก็คงจะไปเยี่ยมเพื่อนในรัศมีที่ไปกลับได้เพียงแค่วันเดียวไม่ไกลกว่านั้น ไม่มีทางที่จะเดินไปลอนดอนซึ่งอยู่ห่างออกไปกว่าสี่สิบไมล์หรือข้ามช่องแคบไปฝรั่งเศสได้ซึ่งนั่นก็หมายความว่าโลกของเธอกับน้องได้ถูกจำกัดให้แคบลง และอนาคตเล่า... จะเป็นอย่างไรต่อไป...? มันเป็นสิ่งที่เธอเฝ้าครุ่นคิดด้วยความกังวล อะไรจะเกิดขึ้นกับเอ็มม่าหรือกับตัวเธอเอง? แล้วยังเรื่องการแต่งงานอีกเล่า? ในละแวกที่อยู่อาศัยไม่มีชายหนุ่มที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกันที่เธอจะชอบเขามากจนปลงใจแต่งงานด้วยได้ ไม่มีพ่อหม้ายที่มาพึงใจในตัวเธอ ไอเรนี่คิดว่าชีวิตนี้เธอคงจะต้องอยู่เป็นสาวแก่แน่เพราะจะมีผู้ชายคนไหนเล่าจะมาสนใจลูกกำพร้าที่ไม่มีทรัพย์สมบัติติดตัวเช่นนี้อย่างไรก็ตาม ไอเรนี่บอกตัวเองว่าเธอจะไม่ยอมให้ตัวเองกับน้องต้องแก่เกินวัยอันสมควรแน่ เอ็มม่ายังมีอนาคตอันสดใส รออยู่และยังมีโอกาสที่จะหาสามีที่ดีได้ แต่กระนั้นมันก็คล้ายกับมีเสียงถามอยู่ในใจว่า เธอกำลังหวังในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้อยู่หรือเปล่า?ทุกสิ่งทุกอย่างราวจะกลายเป็นเพียงธุลีในสายลมจริงๆ ...เธอกล้ำกลืนหยาดน้ำตาลงไว้ อยากจะให้วันแห่งความเศร้านี้ได้จบสิ้นลงเสียที และเมื่อยามกลางคืนมาถึง ขอให้เธอสามารถหลับตาพักผ่อนและลืมเรื่องราวในอนาคตที่ไร้ความมั่นใจ ลืมความอาลัยอาวรณ์และความทุกข์อันรุมเร้าเสียให้หมดสิ้นประตูห้องเปิดออก เสียงแพรส่ายเสียดสีเบาๆ เมื่อเอ็มม่าเดินเข้ามา ทรุดตัวลงนั่งข้างไอเรนี่และจับมือพี่สาวไว้“หนูทนอยู่ข้างบนคนเดียวไม่ไหวค่ะ” น้ำเสียงของเด็กสาวที่ปกติก็เบาอยู่แล้วดูแผ่วกว่าเดิมไอเรนี่ได้แต่พยักหน้าอย่างเข้าใจ ก่อนจะส่งจดหมายให้อ่าน ขณะที่แอ๊บบี้สาวใช้ประจำชั้นล่างเดินเข้ามาเพื่อจุดเตาผิง หล่อนรออยู่จนไฟติดดีแล้วจึงได้กลับออกไปหญิงสาวเหลือบตาพิจารณาใบหน้าของน้องสาวอีกครั้งเอ็มม่าเป็นสาวน้อยแสนสวย กิริยามารยาทนุ่มนวลอ่อนหวานเรือนผมสีทองเป็นขอดสลวยล้อมกรอบใบหน้ารูปไข่ ดวงตาคู่สีม่วงอ่อนโยน ประกอบด้วยแผงขนตาสีเข้มงอนงาม จมูกเล็กๆ เชิดรั้นเล็กน้อย ริมฝีปากเอิบอิ่มสีชมพูเข้ม เรือนร่างเพรียวระหง มือเท้าแบบบางแต่สำหรับไอเรนี่นั้น พวงผมสีแดงแกมทองของเธอเป็นคลื่นสลวยยาวถึงเอว จมูกโด่งเป็นสัน ริมฝีปากอิ่มเต็มนั้นพร้อมที่จะยิ้มหรือเปล่งเสียงหัวเราะได้โดยง่าย ดวงตาคู่สีฟ้าเข้มบ่งบอกความฉลาดเฉลียวพรั่งพร้อมด้วยสติปัญญา ต้องนับว่าเป็นคนงามพร้อมคนหนึ่งทีเดียว แม้ว่าช่วงเอวของเธอจะไม่คอดกิ่วเช่นที่หญิงสาวทั้งหลายเฝ้าปรารถนา แต่เธอก็รู้ว่าพวกผู้ชายไม่ได้อยากแต่งงานกับผู้หญิงเพียงเพราะหล่อนมีช่วงเอวที่คอดกิ่วเพียงอย่างเดียว และแม้ว่ารูปร่างท่าทางของเธอจะคล้ายเด็กหนุ่มมากกว่าหญิงสาว แต่ไอเรนี่ก็พอใจในรูปร่างของตัวเองไม่น้อยเมื่อครั้งที่พ่อยังมีชีวิตอยู่ชอบล้อเล่นกับเธอเสมอว่าถ้าไอเรนี่เป็นลูกชายคงจะหล่อมาก แต่เมื่อเห็นแม่ทำท่าไม่พอใจที่พ่อล้อเล่นกับลูกสาวอย่างนั้น พ่อก็หัวเราะและกอดไหล่เธอไว้อย่างรักใคร่แม้ว่าลูกสาวของพ่อ คนหนึ่งจะสวย อีกคนหนึ่งจะงามแต่ทว่าอนาคตอยู่ที่ไหนเล่า?เสียงถอนหายใจของน้องสาวทำให้ไอเรนี่ถอยกลับมาสู่ความเป็นปัจจุบันอีกครั้ง เธอก้มลงมองดูปึกจดหมายตรงหน้าเลือกหยิบจดหมายของเลดี้เฮสเตอร์ ด๊านซ์ฮอลแลนด์ ขึ้นมาเปิดออกและเริ่มลงมืออ่านอย่างกระตือรือร้น
ไอเรนี่และเอ็มม่าที่รักฉันยังรู้สึกใจหายกับข่าวร้ายที่เธอบอกมาจนถึงทุกวันนี้ยังไม่อาจทำใจได้เลย แม้วิลเลียมจะปลอบโยนและบอกให้ฉันพยายามทำใจเสีย ถึงอย่างไรฉันก็ยังจะต้องกล่าวซ้ำอีกครั้งว่าฉันรู้สึกเสียใจและเห็นใจเธอทั้งสองเหลือเกิน ฉันรู้ว่ามันเป็นความทุกข์อันเหลือล้นสำหรับเธอทั้งสอง จนเหลือจะหาคำมากล่าว โดยเฉพาะเมื่อต้องตกมาอยู่ในสภาพลูกกำพร้าโดยไม่คาดฝันเช่นนี้ ฉันยังจำได้ดีว่าเมื่อเธอเกิดกันนั้น ทั้งคุณพ่อคุณแม่ตื่นเต้นดีใจมากเพียงไร เหมือนกับที่เขาตื่นเต้นกับการเดินทางเที่ยวสุดท้ายนี้อย่างที่สุดวิลเลียมเตือนให้ฉันถาม...ไม่ได้...ฉันหมายถึงการขอร้องมากกว่า คือฉันอยากจะให้เธอทั้งสองได้เดินทางมาลอนดอนแล้วก็มาอยู่เสียกับเราที่นี่ในทันที และฉันจะไม่ยอมฟังคำคัดค้านจากเธอแต่อย่างใดทั้งสิ้นด้วย ฉันรู้ว่าเราไม่อาจแทนที่คุณพ่อคุณแม่ที่รักของเธอได้ แต่ก็หวังว่าเธอทั้งสองจะทำใจให้รักเราได้บ้าง เราจะรอฟังคำตอบจากเธอทั้งสองทุกนาทีด้วยความรักจากใจเลดี้เฮสเตอร์
ความตื่นเต้นกำลังบังเกิดขึ้นในใจของไอเรนี่ เธอถามตัวเองว่านี่เธอจะต้องเดินทางไปลอนดอน ไปอยู่กับญาติข้างแม่ที่ไม่เคยเห็นหน้าค่าตามาก่อนจริงละหรือ?มันไม่เคยมีความคิดนี้เข้ามาอยู่ในสมองเลย มันช่างเป็นข้อเสนอที่น่าสนใจอะไรเช่นนั้น เธอจะได้เดินทาง จะได้ไปอยู่ลอนดอน ว่าแต่เธอกับน้องจะต้องเดินทางหรือไม่? เธอกวาดสายตามองไปรอบๆ ห้องที่เคยคุ้นซึ่งแฝงฝังความทรงจำไว้อย่างมากมาย โดยเฉพาะความทรงจำเกี่ยวกับพ่อแม่...และแน่นอน ทั้งพ่อและแม่จะต้องเห็นด้วยสำหรับการเดินทางครั้งนี้ ท่านคงไม่ประสงค์ที่จะให้เธอต้องหมกตัวอยู่แต่ที่นี่แน่ ปัญหามันอยู่ตรงที่ว่าเอ็มม่าจะเห็นด้วยหรือไม่เท่านั้น ไอเรนี่ส่งจดหมายฉบับนั้นให้น้องสาวโดยไม่พูดอะไรเมื่อเอ็มม่าอ่านจบก็เงยหน้าขึ้นมอง“เธอคิดว่ายังไง? ” ไอเรนี่เอ่ยถามขึ้น พิจารณาความรู้สึกในสีหน้าเอ็มม่าอยู่ ขณะเดียวกันก็คิดอยู่ในใจว่า ถ้ายังอยู่ที่บ้านหลังนี้มันย่อมไม่มีโอกาสอีกแล้วสำหรับอนาคต ไม่มีการเดินทาง ไม่มีวันได้พบเห็นสิ่งที่นำมาซึ่งความตื่นตาตื่นใจ ไม่มีการผจญภัย ไม่มีโอกาสได้พบกับความรัก แต่ทว่าในเมืองหลวงแห่งนั้น...ในเมืองใหญ่เช่นนั้นมันย่อมมีทุกสิ่งทุกอย่างพร้อมพรั่ง และอาจจะมากกว่าที่คิดไว้ด้วยซ้ำ เธอออกจะมั่นใจอย่างที่สุด“เป็นความกรุณาอย่างหาที่เปรียบไม่ได้เลยนะคะ ที่เลดี้เฮสเตอร์อุตส่าห์ชวนเราไปอยู่ด้วย” เอ็มม่าพูดเสียงเบา“ใช่ และเขาก็เป็นคนเดียวด้วยนะที่เห็นใจในความเป็นลูกกำพร้าของเรา”“แต่ลอนดอนมันอยู่ไกลเหลือเกิน” เอ็มม่าพูดอย่างประหวั่น เกิดมาในชีวิตสาวน้อยไม่เคยไปไหนไกลจากบ้านเกินกว่าสิบไมล์เลย “และที่นั่นมันก็อึกทึก หนูได้ยินมาว่า มันเป็นเมืองที่สกปรกแล้วก็...”“แต่มันคือลอนดอนนะ” ไอเรนี่ร้อง “คิดดูสิ ที่นั่นมีร้านรวงเยอะแยะ มีถนนสายใหญ่ๆ ที่เราสามารถจะเดินหรือไม่ก็ขี่ม้าเข้าไปจนถึงสวนสาธารณะได้ แล้วก็ยังมีงานปาร์ตี้ต่างๆ อีกมากมาย คิดดูสิ...เอ็มม่า คิดดูสิว่าเราจะได้พบกับผู้คนที่...ใหญ่ๆ โตๆ ทั้งนั้นเลย” น้ำเสียงของเธอเต็มไปด้วยความตื่นเต้น มองเห็นภาพความหรูหรารื่นเริงที่ตนใฝ่ฝัน“ไอเรนี่ หนูคิดว่าพี่ไม่ควรจะตื่นเต้นดีใจให้มากเกินไปนักหรอกนะ เพราะพ่อแม่เราเพิ่งจะ...ตาย” เด็กสาวยกมือขึ้นปาดหยาดน้ำตา แต่ไอเรนี่ไม่หวั่นไหว... เธอยิ้มอย่างปลอบโยน“เอาเถอะ... เอาเถอะ เราจะรอจนกว่าการไว้ทุกข์หนึ่งปีจะผ่านพ้นไปเสียก่อน จากนั้นเราค่อยไปก็ได้”“หนูยังไม่รู้เลยนะ มีความรู้สึกว่าถ้าเราไปอยู่ที่นั่นแล้วละก้อ ชีวิตเราคงจะต้องเปลี่ยนแปลงไปอย่างแน่นอนชีวิตในลอนดอนมันคงไม่เหมือนที่นี่หรอก... คิดดูสิไอเรนี่เมื่อเราอยู่ที่นี่เรารู้จักเพื่อนบ้านทุกคน แต่ว่าในลอนดอนเราไม่รู้จักใครเลยสักคน”“ที่เธอพูดมามันก็จริงอยู่หรอกนะ แต่ถ้าเราไม่ชอบเราก็สามารถกลับมาอยู่ที่นี่ได้นี่นา เอ็มม่า เราไม่จำเป็นต้องอยู่ในลอนดอนชั่วชีวิตก็ได้”“ค่ะ ...แต่...”“เราจะต้องหาหมวก”“เอ้อ...”“แล้วก็เสื้อผ้าชุดใหม่ ต้องเป็นแบบล่าสุดจากโว๊คด้วย”“ไอเรนี่..”“เราจะต้องแต่งตัวสวยๆ ...เอาละ เป็นอันว่าตกลงนะ”“ไอเรนี่ อย่านะ...พี่ไม่ควรจะ...”แต่ไอเรนี่ผุดลุกขึ้นยืน เดินไปหยุดอยู่ตรงโต๊ะทำงานและหันมาบอกกับน้องสาวว่า“ไม่ล่ะ เอ็มม่า พี่เห็นจะไม่ยอมฟังคำคัดค้านของเธอแน่ พี่น่ะเป็นพี่สาวของเธอนะ เพราะฉะนั้นไม่ว่าพี่จะพูดหรือทำอะไรเธอจะต้องเชื่อฟังทุกอย่าง พี่เชื่อว่าทุกคนจะต้องเห็นด้วยกับพี่อย่างแน่นอน”“แต่หนูไม่คิดว่าทุกคนเขาจะเห็นดีเห็นงามตามพี่ไปเสียทั้งหมดหรอก”“ใครจะรู้ คนบางคนเมื่อเกิดมายังไม่เคยรู้จักความสุขหรือความพอใจด้วยซ้ำ” เธอทรุดตัวลงนั่งตรงโต๊ะตัวนั้น หยิบปากกาขนนกขึ้นมาจรดกับกระดาษ ใช้ความคิดอยู่นานพอสมควร ในที่สุดก็เริ่มลงมือเขียนจดหมาย เมื่อเขียนเสร็จก็หยิบทรายขึ้นมาโปรยเพื่อซับน้ำหมึกให้แห้ง จากนั้นก็ผนึกซองเรียบร้อย“พี่จะส่งจดหมายฉบับนี้ในเมล์เที่ยวต่อไป เอ็มม่าจากนั้นเราจะรอฟังว่าญาติเฮสเตอร์ของเรามีความจริงใจในการเชื้อเชิญให้เราไปอยู่ด้วยในครั้งนี้หรือเปล่า” และหลังจากนั้น เราก็จะได้รู้ว่าอนาคตวันข้างหน้าของเราจะเป็นอย่างไรต่อไป เธอคิดอยู่ในใจ“โอ ไอเรนี่ เราไม่ควรไปที่นั่นเลยนะ”“เราควรไปอย่างที่สุด น้องรัก พี่ต้องการพบญาติของเราคนนั้น จะได้รู้ไงล่ะว่าเขาจริงใจแค่ไหน” เธอกล่าวย้ำก่อนจะลุกขึ้นจากเก้าอี้ สั่นกระดิ่งเรียกบัทเตอร์ฟิลด์ให้มารับจดหมายไป