บทที่ 4 ครั้งแรกที่นอนร่วมเตียง
“แค่กินโจ๊กเอง จะลาโลกได้อย่างไร?”
จ้าวผิงวางตะกร้าหวายลงเดินเข้าไปยกชามโจ๊กขึ้นมากรอกดื่มจนเกลี้ยง ตามด้วยใช้แขนเสื้อเช็ดปาก
“ส…สามี” หลิ่วเมิ่งหรูคิดจะห้าม แต่น่าเสียดายที่ไม่ทันแล้ว
“อะไรหรือ?” จ้าวผิงหันกลับมาถาม
“ค...คือว่า” หลิ่วเมิ่งหรูกลัวมาก ได้แต่พูดจาอึก ๆ อัก ๆ
ใบหน้านางขาวซีดราวกับกระดาษ สุดท้ายก็ตัดสินใจ นางยืดตัวตรงพลางกัดฟัน ยกโจ๊กชามข้าง ๆ ขึ้นมา ก่อนจะยกซดจนหมดในคราวเดียว
จ้าวเสียวเสี่ยวร้องไห้ด้วยความเศร้าโศรก แล้วเลียนแบบผู้ใหญ่ทั้งสอง ยกโจ๊กใสอีกชามขึ้นดื่มเช่นกัน
กระทั่งดื่มกันจนหมดเกลี้ยง หลิ่วเมิ่งหรูถึงค่อยอธิบาย “ข้าใส่ยาเบื่อหนูลงไปในโจ๊ก ในเมื่อท่านดื่มแล้ว ข้าก็จะขอตายไปพร้อมกันกับท่าน” นางพูดอย่างหนักแน่น
ทว่าจ้าวผิงกลับโล่งใจ หลิ่วเมิ่งหรูยอมตายเป็เพื่อนเขา พิสูจน์แล้วว่านางไม่ได้เกลียดเ้าของร่างเดิม เพียงแต่ผิดหวังมากเท่านั้น ผิดหวังที่เ้าของร่างเดิมคิดจะขายนางกับลูกสาว เมื่อโดนบีบคั้นจนไม่เหลือทางเลือก จึงคิดหนทางนี้ออกมา
“ตายอะไรกัน?” จ้าวผิงพูดอย่างไม่สบอารมณ์
“ข้าเปลี่ยนยาเบื่อหนูไปแล้ว ที่พวกเรากินเข้าไปคือปูนฉาบผนัง ไม่มีพิษ”
ก่อนออกจากบ้าน เขาเข้าไปกรอกน้ำในครัว ตอนนั้นเขาได้กลิ่นฉุนโชยแตะจมูก พอลองหาก็เจอยาเบื่อหนูอยู่ห่อหนึ่ง
เขาไม่ได้เปิดออกดู เพียงแต่เปลี่ยนเป็ห่อปูนฉาบผนังแทน ไม่คิดทำตัวกระโตกกระตาก ด้วยอยากดูว่าหลิ่วเมิ่งหรูจะทำอย่างไร
ไม่อย่างนั้น คนนอนร่วมเตียงกันกลับคิดทำการเช่นนี้ ต่อให้ผู้หญิงคนนี้จะสวยมากเพียงใด เขาย่อมไม่้า
ทว่าเมื่อเห็นหลิ่วเมิ่งหรูยกโจ๊กซดตาม
นางไม่ทำให้เขาผิดหวังจริง ๆ
“ยาถูกเปลี่ยน?” หลิ่วเมิ่งหรูไม่อยากจะเชื่อ
ทันใดนางรู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่าง พลันก็ใจนตัวสั่น หลิ่วเมิ่งหรูทิ้งตัวลงคุกเข่าเสียงดังพลางกล่าววิงวอน
“สามี เป็ข้าที่ซื้อยาเบื่อหนูนั่น แล้วก็เป็ข้าอีกที่ใส่ยาฆ่าหนูลงในโจ๊ก เป็ข้าทำทุกอย่าง ข้ายอมโดนท่านทุบตีจนตาย”
“แต่เื่นี้ไม่เกี่ยวข้องอะไรกับเสียวเสี่ยวทั้งนั้น นางไม่รู้เื่อะไรด้วยเลย ข้าขอร้องท่านล่ะ อย่าตีนางเลย...”
“ข้าก่อไฟ...” เสียวเสี่ยวพลันคุกเข่าลงข้าง ๆ ผู้เป็แม่
จ้าวเสียวเสี่ยวอยากจะช่วยหลิ่วเมิ่งหรูแบกรับความโกรธของจ้าวผิง
ทว่าจ้าวผิงเพียงยื่นมือมาดึงพวกนางให้ลุกขึ้น ฝืนยิ้มแล้วพูดว่า “รีบลุกเถอะ ก่อนหน้านี้ข้าบอกไว้แล้วว่าจะไม่ทุบตีพวกเ้าอีก ข้าย่อมทำอย่างที่พูดได้แน่นอน”
“แต่ว่า!”
จ้าวผิงพลันพูดอย่างเข้มงวด “แต่เื่ที่จะให้ทั้งครอบครัวจากโลกไปแบบนี้ ข้าไม่อยากเห็นเป็ครั้งที่สอง”
“ตอนนี้ข้ากำลังเปลี่ยนแปลงตัว แก้ไขความผิดพลาดในอดีตที่เคยทำมา ข้าจะไม่ปฏิบัติกับพวกเ้าเช่นเมื่อก่อนอีก”
“ขอให้พวกเ้าให้โอกาสข้าได้ปรับปรุงตัวป็นคนใหม่ด้วย”
“ข้าเชื่อ ขอแค่พวกเราในครอบครัวขยันขันแข็ง ชีวิตก็จะเจริญรุ่งเรืองขึ้นแน่นอน”
“ใช่แล้ว วันนี้ข้าขึ้นเขาไปล่ากระต่ายมาได้หลายตัวเชียว”
“เ้าไปช่วยข้าต้มน้ำหน่อยเถิด เย็นนี้เราจะได้กินเนื้อกระต่ายกัน”
จ้าวผิงพูดเพียงเท่านั้นก็เริ่มลงมือลอกหนังกระต่าย จากนั้นนำไปล้างน้ำ ก่อนเอามาหั่นเป็ชิ้น ๆ ทำรวดเดียวเสร็จ
เมื่อเห็นภาพนี้ ดวงตาเศร้าหมองของหลิ่วเมิ่งหรูก็เริ่มมีประกายขึ้นมา ในเมื่อเขาอยากกลับตัวเป็คนใหม่ เช่นนั้นนางก็จะลองให้โอกาสเขาสักครั้ง
เมื่อตัดสินใจได้ หลิ่วเมิ่งหรูก็เข้าครัวไปต้มน้ำ จ้าวผิงเอาเนื้อกระต่ายใส่ลงไปในน้ำเดือด ตั้งกระทะ เทน้ำมัน และรอกระทั่งน้ำมันร้อนได้ที่ จากนั้นก็ใส่เนื้อกระต่ายลงไปผัดด้วยไฟแรง กระทั่งใกล้จะสุกก็เติมน้ำร้อน ใส่โสมและเห็ดหลินจือตามลงไป จากนั้นเคี่ยวให้เข้ากัน
และตอนที่กำลังจะเอาออกจากกระทะ จ้าวผิงก็โรยเกลือหยาบ ๆ ลงไปเล็กน้อย เพียงเท่านี้เนื้อกระต่ายตุ๋นกลิ่นหอมฟุ้งก็เสร็จแล้ว
จ้าวเสียวเสี่ยวได้กลิ่นหอมฟุ้ง แต่นางก็ได้แต่ยืนพิงประตูห้องครัว น้ำลายไหลไม่หยุดเยิ้ม ทว่าไม่กล้าเข้าไปข้างใน
“เสียวเสี่ยว มาลองชิมสิว่ารสชาติเป็อย่างไร?” จ้าวผิงเรียกลูกสาวเข้ามา ตักกระต่ายตุ๋นให้นางหนึ่งชามพลางพูดเตือนว่า “ระวังร้อนนะ”
ทว่าเด็กน้อยสนใจว่าจะร้อนลวกปากเสียที่ไหนกัน นางเป่าเพียงสองครั้งก็ยัดเนื้อกระต่ายเข้าปากแล้ว
พอเนื้อกระต่ายตุ๋นเข้าไปในปาก ดวงตานางพลันเปล่งประกายขึ้น
อร่อยมาก! นางไม่เคยกินของอร่อยเช่นนี้มาก่อนเลย
แม้จะอร่อยมาก แต่จ้าวเสียวเสี่ยวก็อดกลั้นไว้ แล้วยื่นชามให้หลิ่วเมิ่งหรู “ท่านแม่ ท่านกินเถอะ”
“หึ ๆ ช่างเป็เด็กน่ารักเสียจริง ช่างเอาใจนักนะ” จ้าวผิงลูบหัวจ้าวเสียวเสี่ยว พลางแย้มยิ้ม “เ้ากินชามนี้ไปเถอะ เดี๋ยวข้าตักอีกชามให้แม่เ้า”
จ้าวผิงตักกระต่ายตุ๋นมาอีกสองชาม ยกไปวางบนโต๊ะให้ห้อง แล้วเรียกหลิ่วเมิ่งหรูมากินด้วยกัน
“ข…ข้าก็นั่งตรงนี้หรือ?” หลิ่วเมิ่งหรูถามอย่างไม่อยากจะเชื่อ
โดนถามอย่างนี้ จ้าวผิงถึงเพิ่งนึกออก เ้าของร่างนี้เป็คนสารเลวต่ำช้า เขาไม่ยอมให้ภรรยานั่งกินข้าวร่วมโต๊ะด้วยซ้ำ
จ้าวผิงฝืนยิ้มตอบ “เมิ่งหรู พวกเราเป็ครอบครัวเดียวกันย่อมต้องนั่งกินข้าวด้วยกัน แบบนี้ถึงจะได้บรรยากาศแบบครอบครัว”
หลิ่วเมิ่งหรูมองจ้าวผิงด้วยความตกตะลึง ในใจเต็มไปด้วยความสงสัย คนหนึ่งคนแม้จะปรับปรุงตัวขนาดไหน แต่ก็ไม่น่าจะเปลี่ยนไปได้เร็วเพียงนี้
กระทั่งไม่ว่าจะมองมุมไหนก็ไม่มีเค้านิสัยเดิมก่อนหน้านี้เลยสักนิด ราวกับเป็คนละคนอย่างไรอย่างนั้น
แต่จ้าวผิงที่อยู่ตรงหน้า ไม่ว่าจะเป็ส่วนสูงหรือหน้าตา ล้วนไม่มีอะไรเปลี่ยนไปเลย เขายังคงเป็จ้าวผิงคนนั้น
หลิวเมิ่งหรูคิดไม่ตก แต่นางก็หาได้สนใจมากนัก ขอเพียงจ้าวผิงไม่ทุบตีนางกับเสียวเสี่ยว สามารถใช้ชีวิตในครอบครัวได้อย่างปกติ นั่นก็ถือว่าโชคดีแล้ว
่เวลาเดียวกันนี้เอง ก็มีแขกมาหาที่บ้าน
เป็อาสะใภ้สี่เพื่อนบ้านนั่นเอง ก่อนหน้านี้นางรับกระต่ายไปจากจ้าวผิง จากนั้นก็ครวญคิดอยู่นาน ด้วยรู้สึกว่าการเอาแต่รับย่อมไม่เหมาะสม สุดท้ายเลยตัดสินใจเอาแป้งสาลีชามหนึ่งกับไข่ไก่หลายฟองมาให้ ถือว่าเป็การตอบแทนซึ่งกันและกัน
จ้าวผิงเห็นอาสะใภ้สี่ดูน้ำลายสอเมื่อเห็นกระต่ายตุ๋น เขาก็ไม่ปล่อยให้นางกลับบ้านมือเปล่า ตักเนื้อกระต่ายชามใหญ่ส่งให้
อาสะใภ้สี่ดีใจจนยิ้มไม่หุบ พูดชื่นชมจ้าวผิงเสียยกใหญ่ ก่อนจะวิ่งะโโลดเต้นกลับบ้านไป
หลังมื้ออาหาร จ้าวผิงเทผักป่าออกจากตะกร้าหวาย แล้วเอาไปตากแห้ง พร้อมเอาโสมและเห็ดหลินจือออกมาทำความสะอาดรอบหนึ่ง ก่อนจะเอาผ้าห่อไว้อย่างดี
ตอนนี้หลิ่วเมิ่งหรูเตรียมน้ำต้มสำหรับล้างเท้าสามีเสร็จแล้ว นางกำลังจะนำมาล้างเท้าให้จ้าวผิง
“เมิ่งหรู เ้าเป็ภรรยาข้า หาใช่คนรับใช้ งานเช่นนี้ข้าทำเองก็ได้” จ้าวผิงปฏิเสธ พลันคิดอะไรขึ้นมาได้อีกจึงพูดว่า “แล้วต่อไปเ้าก็มิต้องไปนอนในห้องเก็บฟืนแล้ว กลางดึกอากาศหนาวนัก จะจับไข้เสียเปล่า ๆ”
“เตียงนี้กว้างขวาง ต่อให้นอนด้วยกันสามคนก็ยังมีที่เหลือเฟือ”
หลิ่วเมิ่งหรูพยักหน้ารับเงียบ ๆ
ส่วนจ้าวเสียวเสี่ยว ตอนนี้นางกลับตื้นเต้นนัก พลันะโขึ้นไปบนเตียงทันที จ้าวผิงกลัวว่านางนอนไม่นิ่งจนตกเตียง จึงอุ้มนางมานอนข้างใน รอกระทั่งหลิ่วเมิ่งหรูทำความสะอาดเรียบร้อย นางก็นอนลงข้างจ้าวผิง ทว่ากลับนอนเสียชิดขอบเตียง
แม้จะนอนชิดขอบเตียง กระนั้นกลับทำให้ในใจหลิ่วเมิ่งหรูรู้สึกอบอุ่นมาก
ั้แ่แต่งงานกับจ้าวผิง นี่เป็ครั้งแรกที่นางได้นอนบนเตียง
พื้นเตียงปูด้วยฟางข้าวอ่อนนุ่ม ปูทับด้วยผ้าห่มที่ทำจากผ้าฝ้าย ไม่ต้องบอกเลยว่าอบอุ่นแค่ไหน หลิ่วเมิ่งหรูซาบซึ้งจนแทบจะหลั่งน้ำตาทีเดียว
นางรู้สึกราวกับไม่ใช่เื่จริง เหมือนกับกำลังฝันอยู่ และช่างเป็ฝันที่หอมหวาน หวานเสียจนหลิ่วเมิ่งหรูไม่อยากจะตื่น
หลิ่วเมิ่งหรูขยับพลิกตัว พลันกอดจ้าวผิงแน่น ราวกับ้าโอบกอดความสุขไว้ให้แน่นที่สุด
เดิมทีจ้าวผิงได้กลิ่นหอมเฉพาะตัวของหลิ่วเมิ่งหรูลอยมาจิตใจก็ไม่อยู่กับเนื้อกับตัวแล้ว ยามนี้โดนนางกอด ชายหนุ่มจะทนไหวได้อย่างไร ทันใดเขาก็พลิกตัวกดหลิ่วเมิ่งหรูไว้ใต้ร่าง
“สามี เสียวเสี่ยวก็อยู่ด้วย”
การกระทำผิดปกติของจ้าวผิง ทำหลิวเมิ่งหรูใ นางรีบผลักเขาออก แล้วกระซิบเตือนเสียงเบา
เพียะ!
จ้าวผิงตบหน้าตัวเองอย่างแรง
“สามี ท่านทำอะไรน่ะ?” หลิ่วเมิ่งหรูใเข้าไปอีก
“ข้าทำให้ตัวเองสงบลง” จ้าวผิงกล่าว “เมิ่งหรู ขอโทษเ้า เมื่อครู่ข้าคงทำเ้าใ”
“เื่นี้โทษท่านไม่ได้ เป็ข้าที่เริ่มก่อน” หลิ่วเมิ่งหรูลูบแก้มจ้าวผิง รู้สึกสงสารเขาจับใจ
“อย่ามัวแต่โทษกันเลย รีบนอนเถอะ วันพรุ่งยังมีเื่ต้องทำมากนัก”
จ้าวผิงเร่งเร้า แต่ในใจกลับรู้สึกขมขื่น เขาได้กอดสาวสวยอยู่แนบอก กระนั้นกลับทำอะไรไม่ได้ ไว้คราวหน้าเถิด เขาจะเอายึดเตียง แล้วให้ลูกสาวไปนอนห้องอื่น
บัดนี้จ้าวผิงได้ตั้งมั่นกับตนเอง ในเมื่อเขามีทั้งภรรยาแสนสวย มีคุณธรรม อ่อนโยน ใจกว้าง มีความเห็นอกเห็นใจ ทั้งยังมีลูกสาวน่ารัก เป็เด็กดีว่านอนสอนง่าย และเฉลียวฉลาด
เช่นนี้แล้ว เขาจะต้องเค้นอารยธรรมห้าพันปีที่มีอยู่ในสมองมาใช้ และหาเงินมาเลี้ยงดูครอบครัวให้ดีให้ได้ หากได้ดูแลลูกเมียอยู่ในหมู่บ้านเล็ก ๆ บนูเา ใช้ชีวิตอย่างอิสระ อะไรแบบนี้ก็ดูไม่แย่เลย
จ้าวผิงครวญคิดเื่นี้จนผล็อยหลับไป
วันรุ่งขึ้นสิ่งที่ปลุกให้จ้าวผิงตื่นไม่ใช่นาฬิกา ไม่ใช่ความฝัน แต่เป็ไก่แจ้ข้างบ้าน
ทันทีที่จ้าวผิงตื่นขึ้นมา เขาก็ตรงเข้าครัวอันดับแรก
ชายหนุ่มใช้แป้งสาลีกับไข่ไก่ที่อาสะใภ้สี่มอบให้มาทำแป้งทอด พอทำได้หลายแผ่นแล้ว เขาก็ต้มโจ๊กผักป่าและเห็ดหลินจืออีกหม้อ
จากนั้นค่อยปลุกหลิ่วเมิ่งหรู
หลิ่วเมิ่งหรูเห็นอาหารเช้าเต็มโต๊ะ ั์ตาก็รื้นไปด้วยน้ำตา …นี่นางยังไม่ตื่นจากฝันหรือไร
ช่างดีเหลือเกิน!
“เมิ่งหรู เ้ากินข้าวกับเสียวเสี่ยวนะ ข้าจะไปูเาข้างหลังสักหน่อย” จ้าวผิงกล่าว และไม่รอให้หลิ่วเมิ่งหรูมีโอกาสตอบก็เดินออกไปทันที
จ้าวผิงแบกตะกร้าหวายขึ้นหลัง มุ่งหน้าไปยังูเาข้างหลัง ระหว่างทางก็ไล่ดูกับดักกระต่ายที่เสียบไว้ไปด้วย กับดักได้ผลดีไม่น้อย กับดักสิบอันดักกระต่ายได้ถึงหกอันเชียว เพียงแต่สองตัวในนั้นกัดเปลือกไม้ขาดกระจุย ทำให้หนีรอดไปได้ กระนั้นก็ยังเหลือถึงสี่ตัว เท่านี้ถือว่าเก็บเกี่ยวได้เยอะแล้ว
ครั้นกลับมาถึงบ้าน
จ้าวผิงก็พบสามีของอาสะใภ้สี่มารออยู่แล้ว
ชายคนนี้หลี่โฉ่ว เป็พ่อค้าเร่ ขายของอยู่ในหมู่บ้านซีผิง ส่วนใหญ่เอาผ้าที่คนในหมู่บ้านทอ หรือสัตว์ที่ล่ามาได้ส่งไปขายในเมือง จากนั้นก็ซื้อของใช้ทั่วไปที่ชาวบ้าน้าจากในเมืองกลับมาให้
แลกกับค่าแรงในการทำธุระให้
ถ้าเรียงลำดับาุโ จ้าวผิงควรจะเรียกเขาว่าท่านอาหลี่
“อาหลี่ ท่านมาแล้ว” จ้าวผิงยิ้มทักทาย
“สายแล้ว” หลี่โฉ่วพูด “ถ้าสายกว่านี้ เห็นทีเราคงได้ต้องนอนค้างในเมืองกระมัง”
จ้าวผิงััได้ถึงความเร่งรีบในคำพูดเขาออก จึงไม่ได้ถ่วงเวลาแต่อย่างใด เขาเพียงกำชับหลิ่วเมิ่งหรูให้ดูแลบ้านให้ดี จากนั้นเตรียมกระต่ายสี่ตัว โสมกับเห็ดหลินจือไปหลายห่อ ก่อนขึ้นไปนั่งบนเกวียนลาของหลี่โฉ่ว