อาวุธมนุษย์เกิดใหม่เป็นเจ้าชายขยะ ในโลกที่ตัดสินว่าเวทมนต์คือทุกสิ่ง

    บทที่ 149 สอบถาม

            แต่การที่พวกคาทาริน่ายังไม่ลงมือกับพวกลูซี่ตอนนี้ก็ไม่ได้หมายความว่าเธอจะละเว้น ตอนนี้เออร์วินค่อนข้างมั่นใจว่าพวกนี้จะต้องมีไพ่ลับที่เขาไม่รู้ และไพ่ใบนี้คือสิ่งที่ทำให้พวกเธอยังไม่ถอดใจจากของชิ้นนั้น

            เออร์วินถอนหายใจสำหรับคนพวกนี้เขารู้สึกตึงมือไม่น้อย จะฆ่าทิ้งก็ไม่ได้เพราะมันอาจจะนำขุมกำลังตัวปัญหาที่น่ารำคาญมากที่สุดมาทุกวันนี้ แต่จะปล่อยไปก็ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายจะรู้ตัวตนของเขาเมื่อไหร่ แต่จะให้เขาไปคุ้ยหาของชิ้นนั้นก็คงต้องใช้เรี่ยวแรงและพลังกายเท่าไหร่ไม่รู้ และปัญหาสำคัญก็คือเขาไม่รู้ว่าเขาชิ้นนั้นมันคืออะไรมีจุดสังเกตอะไร เขาพบว่าการมาที่เมืองนี้ของพวกคนจากศาสนจักรสร้างความปวดหัวให้เขายิ่งกว่าเรื่องของบารอนคาลีฟตั้งไม่รู้เท่าไหร่

            ขณะที่เออร์วินกำลังเดินพร้อมกับมีเรื่องปวดหัวก็สังเกตเห็นอะไรบางอย่าง ในบรรดาสาวใช้ที่ตอนนี้กำลังทำความสะอาดตามจุดต่างๆ เหมือนเช่นทุกวัน ก็สะดุดกับภาพที่เห็นเป็นเดซี่ที่ตอนนี้กลับมาใส่ชุดสาวใช้ แล้วก็กำลังเช็ดกระจกร่วมกับสาวใช้คนอื่นๆ ซึ่งคนที่อยู่ข้างๆ เธอเขาไม่ใช่ใครคือเบธนั่นเอง

            ความจริงแล้วเออร์วินต้องการให้พวกเธอได้พักผ่อนซะหน่อย แต่ทั้งลูซี่และเดซี่นั้นกลับเลือกจะทำงานร่วมกับสาวใช้คนอื่นๆ หากวันไหนเธอกลับมาเร็วและยังพอมีเวลาเธอก็จะเปลี่ยนชุดเป็นชุดสาวใช้แล้วมาร่วมทำงาน สำหรับสถานะของทั้งสองคนในตอนนี้แทบจะเรียกได้ว่าเปรียบเสมือนไอดอลไปแล้วก็ว่าได้ โดยที่ลูซี่จะได้รับความนิยมในหมู่พวกทหารยาม แต่เดซี่จะได้รับความนิยมในหมู่สาวใช้และคนงาน แต่ถ้าถามว่าใครทอปฟอร์มได้รับความนิยมมากที่สุดก็คงเป็นใครไปไม่ได้นอกจากลิลลี่ที่เป็นอัศวินฝึกหัดอยู่ เออร์วินยังจำได้ดีถึงตอนที่เขาได้ไหมเห็นเธอเดินลาดตระเวน ซึ่งก็มีผู้คนไม่น้อยทักทายเธอด้วยความเอ็นดูทั้งยังมอบขนมหรือของกินให้เธออีก แล้วแต่เออร์วินยังนึกไม่ถึงเลยว่าเด็กสาวเผ่ามารหูสัตว์ที่แบกดาบใหญ่ไปมา และมักจะเรียกเขาว่าเจ้าชายโรคจิตคนนี้จะได้รับความนิยมมากขนาดนี้ ซึ่งเออร์วินยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเธอแทบจะกลายเป็นไอดอลของพวกทหารในค่ายไปแล้ว จากตอนแรกที่เมื่อเธอเข้าไปในค่ายพวกทหารมองเธอด้วยสายตาอคติหรือเกลียดชัง จนตอนนี้พวกทหารทุกคนต่างมองมาที่เธอได้รอยยิ้ม

            เดซี่ที่กำลังเช็ดกระจกก็ฮัมเพลงในลำคอไปด้วยซึ่งเพลงที่เธอฮัมนั้นก็เป็นเพลงพื้นบ้านในเผ่าของเธอ ขณะที่เธอกำลังเช็ดกระจกอยู่นั้นก็มีเสียงทักขึ้น

            “อารมณ์ดีจังเลยนะครับคุณเดซี่”

            ทันทีที่ได้ยินเสียงเธอก็หยุดฮัมเพลงทันทีก่อนจะมองมาที่เขาด้วยใบหน้างอน ทันทีที่เห็นใบหน้าของเธอพอใช้ของเออร์วินก็หล่นวูบ ไม่เข้าใจว่าเขาทำอะไรผิด

            “เอ่อคุณเดซี่ครับไม่ทราบว่าผม…”

            เดซี่ไม่สนใจหันกลับไปเช็ดกระจกต่อเพียงแต่ว่าเธอไม่ได้ฮัมเพลงแล้ว เออร์วินที่เห็นปฏิกิริยาของเธอก็พูดไม่ออก กลับได้ยินเสียงของเบธพูดว่า

            “เจ้าชายทำอะไรเดซี่หรือเพคะ”

            พอหันไปมองเข้าพบกับเบธที่มองมาที่เขาด้วยสายตาไม่พอใจแบบที่สาวใช้คนหนึ่งไม่ควรจะมองมาที่เจ้าชาย เออร์วินที่ถูกมองก็มีอาการมึนงง

            “ปะเปล่านะครับผมไม่ได้ทำอะไรคุณเดซี่เลย”

            เบธก็ยังคงพูดด้วยสีหน้าไม่พอใจว่า

            “ถ้าเจ้าชายไม่ได้ทำอะไรแล้วเดซี่ซึ่งเป็นเด็กที่เรียบร้อยและน่ารักมาโดยตลอดจะงอนเจ้าชายได้ยังไงเพคะ”

            เออร์วินถึงกับร้อง “ฮะ?” ออกมาเขาหันไปถามเดซี่ว่า

            “คุณเดซี่ครับไม่ทราบว่าผม…”

            สิ่งที่ได้กลับมาคือการตอบโดยที่ไม่หันมามองเขา

            “เจ้าชายไม่ได้ทรงทำอะไรเลยเพคะ”

            เออร์วินคิดในใจว่าไม่ใช่ไม่ใช่แน่ๆถ้าเขาไม่ได้ทำอะไรทำไมเธอถึงมีท่าทางแบบนี้ ก่อนจะได้ยินเดซี่ตอบมาอีกว่า

            “พวกเรานั้นมันก็แค่เผ่าพันธุ์ที่ไร้เหตุผลไม่ใช่หรือเพคะ”

            เออร์วินที่ได้ฟังก็นิ่งไปทันทีเขาไม่นึกเลยว่าเธอจะยังผูกใจเจ็บสิ่งที่เราได้พูดในวันนี้ ซึ่งเขาที่ถูกเหล่าสาวๆ จ้องมองเพราะการบอกว่าพวกเธอเป็นเผ่าพันธุ์ที่ไร้เหตุผล วันนั้นทั้งวันก็แทบจะไม่เป็นอันทำอะไร เขาก็อยากจะบอกว่าก็เพราะแบบนี้ไงเธอถึงได้เป็นเผ่าพันธุ์ที่ไร้เหตุผลแบบที่เขาบอก แต่เขาก็ไม่ได้พูดออกไปเพราะไม่อย่างนั้นมันจะกลายเป็นการราดน้ำมันลงกองไฟที่ทำให้ไฟ ที่ทำให้สถานการณ์มันเลวร้ายยิ่งกว่าเดิม

            เออร์วินที่รู้ว่าเดซี่ยังคงคิดมากเรื่องที่เขาพูด ซึ่งเออวินก็ไม่ได้คิดมากอะไรเพราะยังไงเขาก็เป็นคนผิด เออร์วินยิ้มเล็กน้อยให้กับท่าทางการงอนของเดซี่ ตั้งใจว่าจะทำของกินมาง้อพวกเธอภายหลัง เหมือนที่เขาเคยทำกับพี่สาวตอนที่ลิลิธงอนเขา

            “ขอโทษนะครับคุณเดซี่”

            เดซี่ยังคงไม่สนใจเขาเธอเอาแต่เช็ดกระจก เออร์วินก็ยิ้มเจื่อนๆ พูดว่า

            “ถ้าอย่างนั้นผมขอตัวก่อนนะเดี๋ยวพรุ่งนี้เจอกัน” แล้วเออร์วินก็ทำท่าจะเดินจากไปแต่แล้วบางอย่างก็แล่นเข้ามาอยู่ในหัวเขา เด็กชายชะงักเท้าก่อนจะพูดกับเธอว่า “แต่ที่ผมบอกว่าพวกคุณนั้นไร้เหตุผลนั้นเป็นเรื่องจริงนะครับ ซึ่งบางครั้งผมก็มองว่ามันวิเศษมากเพราะถึงยังไงผู้หญิงก็มักจะเป็นฝ่ายที่รักใครอย่างไร้เหตุผลอยู่เสมอ ถ้ามองตามตรรกะและเหตุผลมันอาจจะดูงี่เง่า แต่บางครั้งความรักที่และเหตุผลแบบนั้นผมว่ามันก็ดูวิเศษดีนะครับเพราะมันเป็นเรื่องที่ผมไม่มีวันเข้าใจ” เมื่อพูดจบแล้วเออร์วินก็เดินจากไป

            เบธที่เหมือนจะเข้าใจต้นสายปลายเหตุอาการงอนของเดซี่ที่อยู่ๆ ก็แสดงออกมา มองไล่หลังเจ้าชายก่อนจะบ่นยังไม่พอใจว่า

            “อะไรนะไร้เหตุผลนี่เจ้าชายมองว่าผู้หญิงอย่างพวกเราเป็นคนที่ไร้เหตุผลขนาดนั้นเลยเหรอ จะถูกเดซี่งอนก็สมควรแล้ว” แล้วเธอก็หันไปพูดกับเดซี่ว่า “นี่หนูเดซี่หนูต้องอย่าไปยอมนะกล้าดียังไงมาว่าผู้หญิงอย่างพวกเราเป็นคนไร้เหตุ… เอ๊ะ”

            เบธที่กำลังพูดอยู่ชนะทันทีเมื่อได้เห็นอาการของเดซี่ ซึ่งตอนนี้เดซี่นั้นเธอยืนนิ่งหน้าแดงแจ๋มืออีกครั้งหนึ่งกำเสื้อตรงหน้าอกแน่น เบธที่เห็นอาการของเธอก็ตกใจ

            “ปะเป็นอะไรหรือเปล่าจ๊ะเดซี่ไม่สบายอะไรหรือเปล่า ปะไปพักก่อนดีกว่าไหม”

            เบธแสดงความเป็นห่วงโดยที่ไม่รู้เลยว่าเดซี่นั้นไม่ได้ยินสิ่งที่เธอพูดเลยแม้แต่น้อย ในหัวของเดซี่ตอนนี้มีแต่คำพูดของเออร์วินที่เธอได้ยินวนเวียนไปมาไม่หยุด ใจของเธอตอนนี้เต้นโครมครามราวกับจะออกมาข้างนอกอยู่ทุกเมื่อ เดซี่พึมพำโดยมีแค่เธอคนเดียวที่ได้ยิน

            “เจ้าชายคนบ้า”

             

            ตกเย็นภายในร้านอาหารแห่งหนึ่งวันนี้ทั้งร้านมีแต่พวกลูกน้องของเจค พวกเขาต่างพากันมาฉลองที่งานใหญ่สำเร็จนั่นก็คือเครื่องชั่งน้ำหนักแบบคานเลื่อน ซึ่งก็ได้ค่าจ้างมาจากเออร์วินเป็นจำนวน 1 เหรียญทองเรียบร้อย และพวกเขาก็นัดกันมากินเลี้ยงฉลองมื้อใหญ่ในร้านอาหารแห่งนี้

            ขณะที่พวกเขาต่างนั่งรอกันตอนนี้ก็ได้ทำการสั่งอาหารมาเต็มโต๊ะ แต่กลับไม่มีใครเลยแม้แต่คนเดียวที่ลงมือแตะอาหารเหล่านั้น พวกเขาต่างรอคอยด้วยใจจดใจจ่อเพราะว่าตอนนี้ยังมีบางคนในแก๊งไม่ได้มานั่งร่วมโต๊ะและยังขาดคนสำคัญอยู่นั่นก็คือเจค

            อันนาที่นั่งร่วมโต๊ะกับเนียมองอาหารบนโต๊ะด้วยความรู้สึกอึดอัดเช่นเดียวกับเนีย แต่เป็นความรู้สึกอึดอัดที่ต่างกันเพราะเนียต้องหักห้ามใจไม่ให้ลงมากินอาหารก่อนที่เจคจะมา ส่วนอันนานั้นก็มีความขัดแย้งอยู่ในหัวระหว่างคำว่าอวบที่เธอได้ยินในวันนี้กับความอร่อยของอาหารตรงหน้า ขณะที่สองสาวกำลังนั่งรอเจคอยู่นั้นก็มีเสียงหนึ่งทักขึ้น

            “ขอโทษนะครับไม่นึกเลยว่าจะได้เจอพวกคุณที่นี่”

            อันนากับเนียหันไปมองพบเห็นว่ามีผู้ชายคนหนึ่งเข้ามาทักลูกน้องที่นั่งอยู่คนหนึ่ง ซึ่งมองเพียงแว๊บเดียวก็จำได้ทันทีว่าคนคนนี้เป็นหนึ่งในสามคนที่พักนี้เข้าไปเล่นเกมกับเออร์วินในบ้านของเจคอยู่เป็นประจำ อันนาที่กำลังหัดยาจึงรู้ชื่อของคนๆ นี้ และทราบว่าชื่อของเขาก็คือแบรด

            แม้ว่าจะไม่รู้จักกันแต่พวกเขาก็คุ้นหน้าไม่น้อยจึงไม่ได้มีท่าทีอะไร แบรดยิ้มให้พวกเขาแล้วก็บอกว่า

            “กรณีเขาออกมาซื้อของนิดหน่อยพอดีเห็นพวกคุณรู้สึกคุณก็เลยลองมาทักดูน่ะครับ ว่าแต่พวกคุณมีสุดยอดจังเลยนะครับเล่นเหมาร้านเลยแบบนี้”

            อันนาสังเกตว่าในบรรดาพวกคาทาริน่าทั้งสามคนมีอยู่สองคนที่ดูเป็นมิตร ผิดกับคนที่ชื่อเจมส์ซึ่งบ่อยครั้งมองมาที่พวกเธอด้วยสายตาดูแคลน คนที่ถูกถามก็ยิ้มแล้วพูดว่า

            “พอดีลูกพี่ทำงานใหญ่เสร็จแล้วได้เงินมาเยอะก็เลยจะเลี้ยงพวกเราซะหน่อย”

            “งานใหญ่เหรอครับ?”

            ลูกน้องของเจคอีกคนก็เป็นฝ่ายตอบ

            “ก็เครื่องชั่งน้ำหนักที่คุณเห็นนั่นไงนั่นแหละเป็นงานที่ลูกพี่ได้รับจ้างให้ทำ ได้ตั้ง 1 เหรียญทองเชียวนะกว่าจะสร้างเสร็จก็ใช้เวลาหลายวัน”

            อีกคนหนึ่งก็พูดเสริมว่า

            “เห็นลูกพี่บอกว่าถ้าสร้างเครื่องชั่งน้ำหนักนี่เสร็จก็จะสามารถช่วยชีวิตคนได้มากมาย”

            แบรดพยักหน้าเข้าใจเพราะเขารู้เรื่องยาที่เจ้าชายกำลังอยู่ ซึ่งการกระจายยาได้นั้นจำเป็นต้องใช้น้ำหนักและส่วนสูงของผู้ป่วยเป็นเกณฑ์ในการจ่าย แล้วเบรดก็ทำท่าเหมือนนึกขึ้นได้

            “จริงสิครับพอดีพวกผมเป็นนักเดินทางน่ะแล้วพอดีระหว่างทางผมเจอตัวอักษรแปลกๆ เลยอยากให้คุณดูหน่อย”

            พวกลูกน้องของเจคหลายคนพากันสงสัยเบรดก็หยิบกระดาษแผ่นนึงออกมาคลี่ให้พวกเขาดู เพราะว่าบนกระดาษนั้นมีขีดเส้นตรงแนวตั้งกับวงรีแนวตั้ง เรียงเป็นแถวสลับกันไปมา

            “คือว่าผมได้ไปเจอของสิ่งนี้มาครับแต่ผมถามใครก็ไม่มีใครเข้าใจก็เลยอยากลองถามพวกคุณดูผมว่าคุณจะรู้”

            ทันทีที่พวกลูกน้องของเจคได้เห็นสิ่งที่อยู่บนกระดาษเขาก็รู้ได้ทันทีว่ามันคือเลข 1 กับ 0  เพียงแต่พวกเขาไม่เข้าใจความหมายว่าการเรียงกันแบบนี้มันหมายถึงอะไร จะบอกเป็นตัวเลขก็ยังไม่แน่เพราะบางครั้งก็เป็นเลข 0 ที่นำหน้า ในตอนที่เออร์วินสอนวิชานี้ให้พวกเขาเออร์วินได้สอนเลขสองแบบนั่นก็คือเลขแบบพื้นฐานที่มีการใช้กันในทวีปอาร์เคนัส กับแบบที่สองคือเลขอารบิกที่มีลักษณะเป็นเลขฐานสิบ ดังนั้นพวกเขาจึงคุ้นเคยกับเลขทั้งสองแบบ ขณะที่กำลังจะมีคนตอบว่ามันคือเลข 1 กับ 0  ก็มีเสียงทักจากด้านหลังเบรดว่า

            “มีอะไรกับพวกเขาเหรอครับ”

            เบรดหันไปมองพบว่าคนที่อยู่ตรงหน้าเขาเป็นหนึ่งในลูกน้องของเจค แน่นอนว่าเขายอมต้องเคยเห็นหน้าเพียงแต่ว่าเขาไม่เคยพูดคุยด้วยกันแบบจริงๆ จังๆ เบรดจึงแนะนำตัว

            “สวัสดีครับผมชื่อเบรดเป็นนักเดินทางร่วมกับคาทาริน่า”

            รอนก็แนะนำตัวว่า

            “ยินดีที่ได้รู้จักครับผมชื่อรอน”

            ทั้งสองคนต่างยิ้มให้กันอย่างเป็นมิตรแบรดก็พูดเรื่องเดิมกับที่ถามไปเมื่อพูด

            “พอดีผมเป็นนักเดินทางอย่างที่คุณรู้นะครับแต่ว่าระหว่างทางผมได้ไปเจออักษรแปลกๆ ซึ่งถามใครก็ไม่มีใครรู้เลยอยากลองทำพวกคุณดูนะครับเผื่อจะรู้อะไรบ้าง”

            “อักษรแปลกๆ?” รอนทำหน้าแปลกใจ

            “ใช่ครับนี่ลองดูสิครับคุณพอรู้อะไรบ้างไหม” พูดจบเขาก็คลี่กระดาษให้รอนดู ทันทีที่รอนเห็นสิ่งที่อยู่บนกระดาษเขาก็ทำสีหน้าแปลกใจ

            “นี่เป็นอักษรแน่หรอครับเท่าที่เห็นก็มีแค่ขีดเส้นแล้วก็วงรีเรียงเป็นแถวสลับไปมาเท่านั้น”

            แบรดเหลือบมองรอนในแววตาของเขามีอาการแปลกๆ แว็บหนึ่งแต่ก็หายวับ ก่อนจะแสดงสีหน้าเป็นปกติ

            “ถ้าอย่างนั้นล่ะครับแสดงว่าอาจจะเป็นแค่เด็กเขียนเองก็ได้สินะครับถึงว่าถามใครก็ไม่มีใครรู้เลย”

            รอนยิ้มให้เขา

            “มันก็ไม่แน่นะครับอาจจะเป็นอักขระโบราณก็เป็นได้”

            แบรดพยักหน้าก่อนจะนึกอะไรได้อีกอย่างจึงถามไปว่า

            “แต่ไม่ทราบคุณเคยเห็นหุ่นไม้ไหมครับ”

            “หุ่นไม้?”

            “ใช่ครับเป็นหุ่นไม้ที่มีรูปร่างคล้ายคน”

            รอนทำหน้าครุ่นคิดก่อนจะถามกลับไปว่า

            “เป็นโกเลมไม้เหรอครับ?”

            แบรดยิ้มให้แล้วก็ขอตัวลา

            “ไม่ใช่ครับเป็นหุ่นไม้เลยถ้าคุณไม่เคยก็ไม่เป็นไรครับผมแค่อยากลองถามดูเฉยๆถ้าอย่างนั้นผมขอตัวก่อนนะครับพอดีผมแค่ออกมาซื้อของเฉยๆ”

            รอนก็ยิ้มตอบ

            “ครับเดินทางดีๆ นะครับ”

            แบรดหยักหน้ายิ้มแล้วก็หมุนตัวเดินจากไป รอนมองไล่หลังของเขาก่อนจะสลายรอยยิ้มบนใบหน้า แน่นอนว่าเขาต้องรู้จักสิ่งที่อยู่บนกระดาษเช่นเดียวกับที่ลูกน้องของเจครู้ดี ในตอนที่เออร์วินสอนตัวเลขเหล่านี้ หนึ่งในคนที่ลำบากมากที่สุดก็คือเขา เพราะก่อนที่จะถูกครอบครัวเขี่ยทิ้งเขาก็เป็นเด็กที่เกิดในครอบครัวที่มีฐานะจึงเป็นเรื่องธรรมดาที่จะได้รับการศึกษา ดังนั้นเมื่อมีคนสอนระบบตัวเลขใหม่เขาจึงต้องใช้เวลาปรับตัว แต่เมื่อคุ้นชินกับมันได้ขอก็พบกับความอัศจรรย์ที่แสนจะใช้งานง่ายของเลขอารบิก มันทั้งใช้งานง่ายไม่ซับซ้อนและเขาก็มั่นใจว่าระบบเลขอารบิกนี้มันมีแค่ไม่กี่คนที่รู้จัก ดังนั้นการที่มีคนถือกระดาษที่มีเลขอารบิกมาถามเขาจึงอดสงสัยไม่ได้ จะว่าไปแล้วทันทีที่ได้เห็นพวกคาทาริน่ารอนก็รู้สึกเอะใจอะไรบางอย่าง

            เขาเป็นหนึ่งในคนที่ได้รับคำสั่งให้ฝึกฝนเรื่องการรับรู้การสั่นของมานาในร่างกาย แม้ในตอนแรกเขาจะยังไม่เข้าใจว่าฝึกแล้วมันจะได้อะไร แต่ผลลัพธ์จากการฝึกทุกวันจนเขาเริ่มคุ้นชินการสั่นนั้นแล้ว เขาก็ได้ค้นพบกับความจริงที่น่าอัศจรรย์อีกอย่างนั่นก็คือการที่มนุษย์เราสามารถรับรู้ได้ถึงปริมาณมานาของแต่ละคนว่ามากหรือน้อย นั่นก็คือการรับรู้การสั่นของมานานของแต่ละคน เพียงแต่มนุษย์เราคุ้นชินกับการสั่นนี้จึงไม่ได้สังเกตถึงการสั่นของมัน แต่รับรู้ปริมาณมานาแล้วของแต่ละคนได้จากการสั่นที่คุ้นชินนั้นก็

            ในวันแรกที่พวกคาทาริน่าปรากฏตัวเขาก็รับรู้ได้ถึงการสั่นของมานาอันน่าสะพรึงของผู้หญิงที่ชื่อว่าคาทาริน่า มานาในธรรมชาตินั้นย่อมมีการสั่นและยิ่งมีมามานาในร่างกายสูงเท่าไหร่ระดับการก็ยิ่งสั่นใกล้เคียงกับมานาในธรรมชาติมากเท่านั้น และทันทีที่ผู้หญิงคนนี้ก้าวเดินมาเขาก็รับรู้ความใกล้เคียงระดับเดียวกับมานานเลยธรรมชาติที่อยู่ในตัวเธอ รอนนั้นจัดเป็นคนที่หัวไวใช้ได้แม้ทักษะด้านร่างกายจะสู้เพื่อนสองคนอย่างบาสกับเดนิสไม่ได้ แต่ความหัวไวของเขานั้นก็ทำให้เขาสังเกตในสิ่งที่ทั้งสองคนมองไม่เห็น นั่นก็คือปริมาณมานาคนพวกนี้มีปริมาณมานาเรียกได้ว่ามามหาศาล แต่ที่ทำให้น่าตกใจมากที่สุดก็คือผู้หญิงที่ชื่อว่าคาทาริน่า

            ในขณะที่คนอื่นๆ พากันตกตะลึงในความงามของเธอ เขากลับตกตะลึงในปริมาณมานาที่เธอมี เพราเขารู้สึกราวกับว่าเป็นเธอเป็นหนึ่งเดียวกับมานาที่ไหนเวียนอยู่ในอากาศ การสั่นของเธอนั้นแทบจะอยู่ในระดับเดียวกับมานาในอากาศเลย ขณะที่รอนกำลังมองแบรดที่เดินจากไปก็มีเสียงทักเขาจากทางด้านหลังว่า

            “มีอะไรเหรอ”


    คล้ายกับเรื่องอาวุธมนุษย์เกิดใหม่เป็นเจ้าชายขยะ ในโลกที่ตัดสินว่าเวทมนต์คือทุกสิ่ง ที่คุณอ่าน