ห้องรับแขกเรือนหน้าจวนแม่ทัพ
ชาร้อนสองถ้วยบนโต๊ะมีควันร้อนลอยกรุ่น ส่งกลิ่นหอมจางๆ โชยมา
“สองท่านเชิญพักผ่อนก่อนสักครู่ นายท่านกับนายน้อยเหินจะรีบมา...”สาวรับใช้ให้การต้อนรับอย่างอ่อนน้อมมีมารยาท
ลี่กู้ยิ้มน้อยๆ พยักหน้าเป็เชิงเข้าใจ
ชายชราอายุอานามประมาณห้าหกสิบปีตามมาหลังลี่กู้ด้วย เขาเป็บุคคลฝ่ายกิจการภายนอกของสำนักยุทธวายจักรพรรดิที่รับหน้าที่กำกับการทดสอบนั่นเอง
ไม่นานเท่าไร เสียงฝีเท้าหนักแน่นก็ดังมาจากนอกประตู
ลี่กู้เลิกคิ้ว เห็นเพียงสองร่างปรากฏตัวที่ปากประตูใหญ่ห้องโถง
“นายท่าน!”
“นายน้อยเหิน!”
สาวรับใช้ทั้งหลายรีบทำความเคารพ
หลงจ้านโบกมือปัด กวาดตามองไปยังพวกลี่กู้ทั้งสองคน
“เฮอะๆ เ้าตระกูลหลง ลี่ผู้ต่ำต้อยมาเยือนกะทันหัน หวังว่าจะไม่ได้รบกวนท่าน”ไม่รอให้หลงจ้านพูด ลี่กู้ก็ชิงประสานมือคารวะก่อนใบหน้าเจือรอยยิ้มอ่อนน้อมถ่อมตน
ท่าทางของลี่กู้ทำให้หลงจ้านคาดไม่ถึงไม่น้อย ทำความเคารพกลับทันใด“ไม่ทราบว่าอาจารย์ลี่กู้มาเยี่ยมเยือนถึงที่เพื่อชี้แนะการอันใดหรือ?”
“มิกล้าชี้แนะ อันว่าด้วยความองอาจห้าวหาญของเ้าตระกูลหลงเมื่อวานทำให้ลี่กู้ผู้ต่ำต้อยเลื่อมใสเป็ที่ยิ่ง”
น้ำเสียงลี่กู้ไม่มีแววเหน็บแหนมอันใด
เขามองจากแววตาอีกฝ่ายออกว่ามีความชื่นชมอยู่หลายส่วนจริง
หลงจ้านส่ายหน้า เรียกทั้งสองให้นั่งลงพลางตอบกลับ“การเมื่อวานนั้นทำท่านทั้งสองขำขันแล้วท่านยังไม่ได้ตอบคำถามเมื่อครู่ของข้าเลยกระมัง?”
ลี่กู้ยิ้ม เบนความสนใจไปที่ฉู่เหินข้างกายหลงจ้าน
“วันนี้ลี่ผู้ต่ำต้อยมาเพื่อคุณชายผู้สูงส่ง...”
“โอ๊ะ?”
หลงจ้านกับฉู่เหินต่างก็ชะงักไปเล็กน้อย จากนั้นชายชราผู้ยืนอยู่เื้ัลี่กู้ก็เดินหน้าเข้ามา ส่งตราประทับสีทองให้อีกฝ่าย
“คุณชายฉู่ เมื่อวานท่านรีบร้อนกลับไป จึงลืมนำสิ่งนี้มาด้วย”
ตราประทับสีทองวิจิตรงดงามอย่างยิ่ง อักษรคำว่า ‘วายุจักรพรรดิ’ ที่ใจกลางส่องแสงคมกล้า
นี่คือตราประทับศิษย์สำนักยุทธวายุจักรพรรดิอย่างแน่แท้
“นี่คือ?” ฉู่เหินสีหน้าประหลาดใจ
“เฮอะๆ เมื่อวานก็ตกลงกันดีแล้วนี่ ว่าอัจฉริยะแกร่งที่สุดสามคนของเมืองหลินเหยียนไม่ต้องเข้าทดสอบแต่กลายเป็ศิษย์สำนักยุทธวายุจักรพรรดิของเราได้โดยตรงนับประสาอะไรกับที่คุณชายฉู่ลั่นวาจาไว้กับหลิ่วเซียวก่อนแล้วในเมื่อท่านเอาชนะเขาได้ตราประทับนี้ก็เป็ของท่านโดยปริยาย...ยินดีที่ท่านได้เป็ส่วนหนึ่งของสำนักยุทธวายุจักรพรรดิ”
ชายชราเอื้อนเอ่ยด้วยรอยยิ้ม
เห็นทีผลงานของฉู่เหินเมื่อวานคงชนะใจลี่กู้ได้แล้วอาจารย์หลักของการรับศิษย์ใหม่เช่นเขามีภารกิจสำคัญที่สุดคือต้องรับสมัครศิษย์อัจฉริยะที่ทรงคุณค่าให้สำนักยุทธวายุจักรพรรดิให้จงได้
ฟ้าประทานเฉกเช่นฉู่เหิน ลี่กู้ย่อมพลาดไม่ได้เป็ธรรมดา
ฉู่เหินหันกลับไปมองหลงจ้านอย่างอดไม่ได้เมื่อครู่ทั้งสองยังปรึกษากันว่าจะเตรียมการให้ฉู่เหินเดินทางไปนครหลวงเพื่อเข้าร่วมการทดสอบสำนักเรียนขั้นสูงแห่งอื่นอยู่เลย
ผ่านไปไม่ทันไร สำนักยุทธวายุจักรพรรดิก็มาเยี่ยมเยือนยันหน้าประตูเสียแล้ว
หลงจ้านไม่พูดอะไร ส่งสายตาบอกฉู่เหินให้เขาตัดสินใจด้วยตัวเอง
ว่ากันตามจริงด้วยตำแหน่งของสำนักยุทธวายุจักรพรรดิในอาณาจักรดาวศักดิ์สิทธิ์นี้ไหนจะลี่กู้มาเชิญเขาด้วยตัวเองอีก ความจริงใจของพวกเขาก็แสดงมากพอแล้วฉู่เหินคิดเหตุผลที่จะปฏิเสธไม่ออกจริงๆ จึงรับตราประทับนั้นมาด้วยสองมือ ไม่ทั้งวางตนต่ำไม่ทั้งเชิดตนสูง
“ขอบพระคุณอาจารย์ทั้งสอง!”
“ไม่ต้องเกรงใจ”
ลี่กู้เผยยิ้มผ่อนคลาย ความจริงก่อนหน้านี้เขาก็ยังกังวลว่าฉู่เหินจะปฏิเสธในเมื่อพร์ระดับเขา ไม่ว่าสำนักเรียนขั้นสูงแห่งไหนก็ย่อมจะอ้าแขนยอมรับเป็แน่ฉู่เหินมีตัวเลือกมากมายอยู่ในมือ
ดีเหลือเกินที่เขาตอบตกลง
“นี่เป็ของขวัญเล็กๆ น้อยๆ ไม่ควรค่าใส่ใจ...”
ว่าพลางพลิกมือหยิบกล่องสีดำออกมาส่งให้ฉู่เหิน
ฉู่เหินประสานมือ “ความปรารถนาดีของอาจารย์ลี่กู้ทำข้าซึ้งใจยิ่งนักผู้น้อยมิอาจรับบำเหน็จโดยไร้วีรกรรม”
“เฮอะๆ ไม่เป็ไร เป็เพียงของไม่มีราคา รับไว้ก็พอแล้ว”
ฉับพลัน ลี่กู้หยัดกายลุกขึ้นส่งกล่องนั้นให้ถึงมือฉู่เหิน
“ในเมื่อเป็เช่นนี้ ก็ต้องขอบพระคุณอาจารย์ลี่กู้แล้ว”
“ไม่ต้องเกรงใจ!”
ลี่กู้สบตาหลงจ้าน ว่าพลางยิ้ม “ลี่ผู้ต้อยต่ำยังมีการอื่นต้องไปสะสางไม่ขอรบกวนแล้ว หนึ่งเดือนหลังจากนี้ เ้าตระกูลหลงโปรดจัดการให้คุณชายผู้สูงส่งเดินทางไปยังนครหลวงนำตราประทับไปรายงานตัวที่สำนักยุทธวายุจักรพรรดิโดยตรงก็เพียงพอ”
หลงจ้านพยักหน้าเคร่งขรึม “รบกวนอาจารย์ลี่กู้แล้ว”
“เฮอะๆ เกรงใจกันแล้ว!”
กำชับกำชาง่ายๆ สองสามประโยค พวกลี่กู้ก็อำลาจากไป
รอจนทั้งสองจากไป ฉู่เหินก็เปิดกล่องที่ลี่กู้ให้ตนมา พริบตานั้นแสงสว่างพราวระยับก็ฉาบไล้ม่านตา เห็นหินผลึกหยวนขั้นกลางแวววาวสุกใส มองคร่าวๆแล้วมีทั้งหมดสามสิบกว่าก้อนด้วยกัน
หินผลึกหยวนขั้นกลางสามสิบกว่าก้อน
สำหรับฉู่เหินแล้วย่อมต้องเป็ทรัพย์สมบัติอันเลอค่าอย่างหนึ่งแน่นอน
ในเมื่อเวลาปกติเขาได้แค่หินผลึกหยวนสองก้อนต่อเดือนเท่านั้นเอง
“สำนักยุทธวายุจักรพรรดิใจกว้างดีจริง!”
กระทั่งหลงจ้านข้างกันยังอดถอนใจด้วยความอึ้งไม่ได้ หินผลึกหยวนขั้นกลางสามสิบกว่าก้อนมากพอให้ฉู่เหินบุกเบิกชีพจรยุทธอีกสองสายได้ มิหนำซ้ำยังเหลือแหล่อีกด้วย...
เท่านี้ก็ชี้ชัดว่าลี่กู้ยอมรับและให้ความสำคัญแก่ฉู่เหินเพียงใด
ฉู่เหินดวงตาทอประกายสุกใสหลายส่วน เขาว่าต่อ “ลุงจ้านในเมื่อข้ามีหินผลึกหยวนเหล่านี้แล้วเช่นนั้นหินผลึกหยวนแท้ยี่สิบก้อนที่ท่านให้ข้าเมื่อครู่ก็...”
“เ้าเก็บไว้ให้หมดเถิด” หลงจ้านตัดบท“อีกเดือนหนึ่งเ้าก็ต้องเข้าเมืองหลวงแล้วถึงเวลานั้นเ้าต้องได้ใช้หินผลึกหยวนแน่นอน”
ฉู่เหินพยักหน้า เขาไม่ได้ยืนกรานอันใด
ยังมีเวลาอีกหนึ่งเดือน สำนักยุทธวายุจักรพรรดิ! ฉู่เหินกำมือ ดวงตาแวววาวด้วยความหวัง
...
เวลาผ่านไปไวราวติดปีกบิน!
ประเด็นเื่การทดสอบสำนักยุทธวายุจักรพรรดิของเมืองหลินเหยียนค่อยๆซาลงไป
เหล่าศิษย์หนุ่มสาวที่ผ่านการทดสอบ ผ่าน่เวลาแห่งความสุขสมหวังและผ่อนคลายต่างก็เตรียมตัวออกเดินทางไปรายงานตัวยังสำนักยุทธวายุจักรพรรดิที่นครหลวงแต่ผู้ที่ไม่ผ่านบททดสอบก็ออกรุดหน้าไปนครหลวงด้วยตนเองเพื่อเข้าร่วมการทดสอบรับศิษย์สำนักยุทธขั้นสูงอื่นก่อนแล้ว
เหล่าพ่อค้าวาณิชที่ลัดเลาะสัญจรไปมาระหว่างเมืองหลินเหยียนกับนครหลวงย่อมนำข่าวคราวจากเมืองหลวงมาด้วย
สำนักยุทธแต่ละแห่งปรากฏฟ้าประทานแกร่งกล้าขึ้นมากมาย ประตูใหญ่ของสำนักยุทธขั้นสูงบางแห่งแออัดไปด้วยศิษย์ที่มาเข้าร่วมการทดสอบ...่เวลานี้ของทุกปีคือ่เวลาที่คึกคักที่สุดของทั้งอาณาจักรดาวศักดิ์สิทธิ์
...
ในสวนอันโล่งกว้าง
ตลอดเวลาที่ผ่านมา ฉู่เหินไม่ได้เหยียบย่างออกจากประตูใหญ่จวนแม่ทัพเลย
เขาฝึกฝนอย่างตั้งใจล้วนๆ
ตึงตึง!
พลังงานที่เคลื่อนไหวไม่สงบเคลื่อนตัวในกายฉู่เหินไม่หยุดเขานั่งขัดสมาธิอยู่บนแท่นกลมใจกลางสนามฝึกยุทธ พลังิญญาสีทองสายแล้วสายเล่าแนบนอกกายดุจแพรบางอ่อนจาง
ข้างเท้าเบื้องหน้าของฉู่เหินคือเศษหินผลึกหยวนกองหนึ่ง
ที่น่าใที่สุดคือตำแหน่งตันเถียนที่ท้องน้อยของฉู่เหินมีวังวนปราณสีม่วงกับสีดำวังวนปราณสองสายไล่จับกันไปมาราวกับมัจฉาหยินหยางในไทเก๊ก
เทียบกันกับเมื่อครั้งเพิ่งเริ่มฉู่เหินในยามนี้คุ้นเคยกับการใช้พลังสายเืแห่งกายศักดิ์สิทธิ์เนตรปีศาจกับกายโกลาหลขั้นต้นแล้ว
มีพลังสายเืสองชนิดนี้คอยช่วยเหลือลักษณะกายทุกด้านของฉู่เหินถึงได้เพิ่มพูนความแข็งแกร่งขึ้นอีก
ผ่าง!
ฉับพลัน คลื่นพลังรุนแรงถาโถมซัดสาดหนักข้อขึ้น
พริบตาเดียว รังสีพลานุภาพแข็งแกร่งสายหนึ่งก็ตามมาวังวนปราณสองสายที่ตันเถียนตรงท้องน้อยปะทุออกมาทันใดคลื่นปราณไร้ตัวตนม้วนตลบแผ่ซ่านไปทั่วทุกสารทิศของฉู่เหินดุจสายลมสารทฤดูพัดใบไม้ร่วง ฝุ่นดินหินทรายบนพื้นถูกพัดลอยไป
ตึง...
กระแสปราณปั่นป่วนกินระยะเวลาสิบกว่านาที ฉู่เหินค่อยๆ ลืมตาขึ้นมาดวงตาใสกระจ่างทรหดวับวาวแววฮึกเหิม
“ในที่สุดก็บุกเบิกชีพจรยุทธเส้นที่แปดได้แล้ว!”
ระดับเปิดชีพจรขั้นแปด!
ด้วยความเพียรพยายามทุกทิวาราตรีไม่มีหยุดถึงได้บรรลุระดับเปิดชีพจรขั้นแปดในเวลาอันรวดเร็วดลให้ฉู่เหินใและยินดียิ่งนัก แต่สองสามวันมานี้ฉู่เหินก็ใช้หินผลึกหยวนหมดไปหกเจ็ดก้อนเพราะเหตุนี้เช่นกัน
ฟ้าว!
ชั่วพริบตา ฉู่เหินเลิกคิ้วคู่งามขึ้น ดวงตาฉายประกายสองสายพลังหยวนแท้แรงกล้าไปรวมที่มือขวาอย่างรวดเร็วยื่นมือออกไปเป็หัตถ์จู่โจมเบื้องหน้า
“ฝ่ามือน้ำตกทลายภูผา!”
สิ้นเสียงคำรามของฉู่เหิน พลังฝ่ามือซัดสาดห้อตะบึงดุจคลื่นบนผิวน้ำม้วนตลบไปเบื้องหน้าแรงฝ่ามือแกร่งกร้าวโหยหวนลงไป ดินบนพื้นถูกตัดขาดเป็ชั้นหนาทันตากิ่งไม้ใบแห้งที่ร่วงโรยแหลกเป็ผุยผง เสียงปึ้งสุดท้ายแว่วดังต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งที่ห่างไปสิบกว่าเมตระเิเป็เศษผง
ฝุ่นดินฟุ้งตลบ เศษไม้กระจัดกระจายไปทั่ว!
กระแสปราณปั่นป่วนประดุจพายุแรงกล้า
เห็นทัศนียภาพเบื้องหน้าที่ตนสร้างขึ้นมาแล้วฉู่เหินก็ยกยิ้มพึงใจหลายส่วน
“ฝ่ามือน้ำตกทลายภูผาเป็กระบวนยุทธ์ระดับขั้นเชื่อมหยวนตบะระดับเปิดชีพจรขั้นแปดเช่นข้า สามารถสำแดงพลังทำลายล้างของมันได้ห้าส่วนเต็มที่...”
ฉู่เหินพึมพำกับตนเอง
“แต่กายศักดิ์สิทธิ์เนตรปีศาจมีประสิทธภาพในการเพิ่มพลังกระบวนยุทธ์หากใช้พลังเนตรปีศาจด้วย คงสำเร็จพลังทำลายล้างได้แปดส่วน”
คิดถึงตรงนี้แล้วฉู่เหินก็อดนึกถึงคำพูดที่หลีอู๋ซางบอกแก่เขาเมื่อครั้งอยู่เขาเทพสาขาขึ้นมาไม่ได้อีกไม่นานเกินรอเขาจะบรรลุ ‘เนตรปีศาจหนึ่งดาว’ แล้ว ถึงเวลานั้นเนตรปีศาจจะมอบวิชาเนตรใหม่นาม ‘พลังวิปัสสนา’ ให้เขา
“พลังวิปัสสนา!”
ฉู่เหินกำหมัดแน่น ใบหน้าปรากฏแววคาดหวังหลายส่วนจะเป็กระบวนท่าสังหารที่แกร่งกล้าเพียงใดกันหนอ?
อีกไม่กี่วันก็ต้องเตรียมการเดินทางไปเมืองหลวงแล้ว
เมืองหลวงแห่งอาณาจักรดาวศักดิ์สิทธิ์คือแดนแห่งฟ้าประทานอย่างแท้จริงฟ้าประทานร้อยปีมีผู้เดียวจะรวมตัวกันอยู่ที่แห่งนั้น ถึงเวลานั้น เมฆลมจะโคจรัพยัคฆ์จักหักหาญ หาใช่สิ่งที่เมืองหลินเหยียนจะเทียบเคียงได้ไม่
ฉู่เหินถอนหายใจเบาๆ เงยหน้ามองท้องฟ้าแววตาสุกสกาวดั่งดวงดาวมองผ่านเมฆขาวชั้นแล้วชั้นเล่าเห็นไปถึงม่านนภาเก้าชั้นฟ้าสีน้ำเงินอันไพศาล...
………………………..