ท่ามกลางความเงียบสงัดของรัตติกาลใน "เมืองที่ 8" หรือที่รู้จักกันในนาม "Zone F" กลิ่นเหม็นเน่าของขยะมูลฝอยและน้ำเสียที่หมักหมมมานานนับทศวรรษลอยคละคลุ้งอยู่ในอากาศ มันเป็กลิ่นที่ชวนให้สะอิดสะเอียนสำหรับคนทั่วไป เป็กลิ่นแห่งความยากจนข้นแค้นและความสิ้นหวังที่ถูกสังคมทอดทิ้ง
แต่ทว่า บนยอดเนินกองขยะที่สูงที่สุด ร่างของชายหนุ่มในชุดคนงานเก่าๆ และเด็กหญิงตัวน้อยในอ้อมแขนกลับยืนนิ่งสูดดมอากาศเ่าั้ราวกับมันคือน้ำหอมราคาแพง
กวินทร์หลับตาพริ้ม ปล่อยให้ประสาทััทั้งห้าเปิดรับกระแสพลังงานที่มองไม่เห็น รูขุมขนทุกรูบนร่างกายของเขาเปิดกว้างเพื่อดูดซับละอองแสงสีทองจางๆ ที่ลอยฟุ้งขึ้นมาจากใต้พื้นดินที่สกปรกโสโครก
มันคือ "ปราณบริสุทธิ์"
ในโลกของผู้ฝึกตน พลังปราณเปรียบเสมือนลมหายใจของโลก มันเกิดจากการไหลเวียนของกระแสธาตุตามธรรมชาติ ดิน น้ำ ลม ไฟ และจิติญญาของสรรพสิ่ง กวินทร์ััได้ว่าใต้ฝ่าเท้าของเขา ใต้กองขยะมหึมาที่ทับถมกันอยู่นี้ มีเส้นสายธารพลังงานขนาดใหญ่ั์กำลังไหลเวียนอยู่อย่างเงียบเชียบและทรงพลัง
"คุณพ่อคะ"
เสียงเล็กๆ ของอันดาดังขึ้นทำลายความเงียบ เธอซุกหน้าลงกับไหล่ของพ่อ จมูกน้อยๆ ขยับฟุดฟิด
"หนูไม่ได้กลิ่นเหม็นแล้ว แต่หนูรู้สึก จั๊กจี้จังเลยค่ะ เหมือนมีมดตัวเล็กๆ ไต่ตามตัว"
กวินทร์ลืมตาขึ้น ก้มมองลูกสาวด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน เขาเห็นไรขนอ่อนตามแขนของอันดาลุกชัน ไม่ใช่เพราะความหนาว แต่เพราะปฏิกิริยาตอบสนองของร่างกายที่มีต่อพลังปราณที่เข้มข้น
"นั่นไม่ใช่กลิ่นเหม็นหรอกลูก และไม่ใช่ตัวมดด้วย"
กวินทร์กระชับอ้อมกอด พาลูกสาวค่อยๆ เดินไต่ลงมาจากกองขยะ ฝีเท้าของเขาแ่เบาและมั่นคง ไม่ทำให้เกิดเสียงดังแม้จะเหยียบย่ำลงบนเศษแก้วหรือกระป๋องโลหะ
"สิ่งที่หนูรู้สึก คือพลังงานวิเศษที่ซ่อนอยู่ที่นี่ คนทั่วไปมองไม่เห็นมันหรอก เพราะพวกเขาใช้แต่ตามอง ไม่ได้ใช้ใจัั"
กวินทร์พึมพำอธิบายกึ่งสอน เขากวาดสายตามองไปรอบๆ สลัมที่มืดมิด บ้านเรือนสังกะสีที่ปลูกสร้างอย่างแออัดยัดเยียด ทางเดินแคบๆ ที่เต็มไปด้วยโคลนตม และสุนัขจรจัดที่นอนขดตัวอยู่ตามมุมตึก
ในสายตาของนักพัฒนาเมืองและพวกคนรวยในโซนเอ ที่นี่คือ "เนื้อร้าย" ของมหานครดารา เป็พื้นที่ไร้ค่าที่รอวันถูกไถกลบเพื่อสร้างโรงงานกำจัดขยะ แต่พวกเขาหารู้ไม่ว่า ความโลภและความโง่เขลาได้ปิดบังกายหยาบของพวกเขาจนมองข้ามสมบัติล้ำค่าที่สุดไป
"ภูมิประเทศแบบนี้ ด้านหลังพิงูเาขยะที่เป็ดั่ง 'เต่าดำ' ด้านหน้ามีแม่น้ำเน่าเสียที่ไหลคดเคี้ยวเป็รูป 'ัเขียว' ด้านซ้ายและขวาขนาบด้วยตึกสูงที่เปรียบเสมือน 'เสือขาว' และ 'หงส์แดง' ที่หมอบคลาน"
กวินทร์พึมพำกับตัวเองด้วยภาษาของศาสตร์ฮวงจุ้ยชั้นสูงที่เขาเคยร่ำเรียนมาในโลกเซียน
"กระแสลมจากทะเลพัดเข้ามาปะทะ แล้วม้วนตัวลงต่ำ กักเก็บพลังงานไว้ไม่ให้ไหลออก นี่มันคือลักษณะของ 'หลุมั' (Dragon's Lair) ชัดๆ!"
เขาหยุดเดินตรงทางแยกของตรอกซอยแคบๆ แล้วชี้มือไปที่พื้นดินที่เฉอะแฉะ
"ดูสิอันดา หนูเห็นไอดินที่ลอยขึ้นมาไหม?"
อันดาเพ่งมองตามนิ้วพ่อ ในความมืดสลัว เธอเห็นหมอกจางๆ ลอยอ้อยอิ่งอยู่เหนือพื้นดิน มันไม่ได้ดูน่ากลัวเหมือนหมอกควันพิษในเมือง แต่มันดูนวลตาและมีการเคลื่อนไหวที่นุ่มนวลเหมือนสายน้ำ
"เห็นค่ะ มันเหมือน เหมือนขนมสายไหมเลย"
"ใช่แล้วลูก นั่นคือลมหายใจของั"
กวินทร์อธิบายด้วยน้ำเสียงที่ตื่นเต้นเล็กน้อย ซึ่งหาได้ยากสำหรับจักรพรรดิผู้สุขุม
"ใต้พื้นดินตรงนี้ ลึกลงไปหลายกิโลเมตร มีเส้นชีพจรพลังงานของโลกไหลผ่าน มันเป็เหมือนเส้นเืใหญ่ที่หล่อเลี้ยงทวีปนี้ และจุดที่เรายืนอยู่ตรงนี้ คือจุดที่เส้นเืนั้นปูดโปนขึ้นมาใกล้ผิวโลกที่สุด หรือที่เรียกว่า 'ตาแห่งั' (Dragon's Eye)"
เขาเงยหน้ามองท้องฟ้าที่มืดมิด ไม่มีแสงไฟนีออนรบกวน มีเพียงดวงดาวที่ส่องสกาวชัดเจนกว่าตอนอยู่ในเมืองหลวงหลายเท่า
"เพราะความเจริญเข้าไปไม่ถึง เพราะไม่มีเสาส่งสัญญาณมานา ไม่มีเครื่องจักรเวทมนตร์ และไม่มีความวุ่นวายของจิตใจมนุษย์มาคอยรบกวน พลังธรรมชาติที่นี่จึงยังคงความบริสุทธิ์ไว้ได้เกือบสมบูรณ์แบบ แม้ภายนอกจะดูสกปรก แต่เนื้อในกลับสะอาดบริสุทธิ์ยิ่งกว่าทองคำ"
มันช่างเป็เื่ตลกร้ายของโชคชะตา
คนรวยในโซนเอ ยอมจ่ายเงินพันล้านเพื่อซื้อบ้านหรู เครื่องฟอกอากาศเวทมนตร์ และอาหารเสริมบำรุงร่างกาย แต่กลับต้องทนสูดดมมลพิษทางิญญาทุกวันจนป่วยไข้ ในขณะที่คนจนในโซนเอฟที่ถูกมองว่าเป็ขยะ กลับได้นอนทับอยู่บนกองทองคำแห่งพลังชีวิตโดยไม่รู้ตัว
ถ้าพวกตระกูลใหญ่หรือสมาคมฮันเตอร์รู้ความลับนี้เข้า พวกมันคงส่งกองทัพมายึดพื้นที่ ไล่ที่ชาวบ้าน แล้วเปลี่ยนสลัมแห่งนี้ให้กลายเป็สำนักฝึกตนระดับวีวีไอพีภายในชั่วข้ามคืนแน่ๆ
'แต่โชคดีที่พวกมันโง่ และยึดติดกับเปลือกนอกเกินไป'
กวินทร์กระชับลูกสาวในอ้อมอก แล้วออกเดินต่อลึกเข้าไปในตรอกซอย
"หายใจลึกๆ นะลูก สูบฉีดเอาอากาศที่นี่เข้าไปฟอกปอด ฟอกเื เอาความเย็นในตัวหนูออกมาทิ้งไว้ข้างนอก"
อันดาทำตามอย่างว่าง่าย เธอสูดลมหายใจเข้าลึกๆ จนเต็มปอด น่าแปลกที่อากาศที่นี่แม้จะมีกลิ่นตุๆ บ้าง แต่เมื่อเข้าไปในปอดแล้วกลับรู้สึกเย็นสดชื่นและโล่งสบายอย่างประหลาด ความรู้สึกแน่นหน้าอกและหนาวสั่นที่มักจะเกิดขึ้นตอนกลางคืนหายไปเป็ปลิดทิ้ง
"คุณพ่อขา หนูรู้สึกอุ่นจังเลย"
เด็กน้อยกระซิบ ดวงตาเริ่มปรือปรอยด้วยความสบายตัว
"หนูไม่ต้องใส่เสื้อกันหนาวหนาๆ แบบนี้ก็ได้มั้งคะ?"
"ใส่ไว้ก่อนลูก ข้างนอกน้ำค้างแรง" กวินทร์ลูบหัวลูกสาวเบาๆ "แต่หนูรู้สึกอุ่นเพราะพลังงานที่นี่มันเป็ธาตุ 'หยาง' ที่เกิดจากการหมักหมมของอินทรียสาร มันมีความร้อนชื้นที่ช่วยสมดุลกับความเย็นในตัวหนูได้ดีมาก"
ยิ่งเดินลึกเข้ามาในโซนเอฟ บรรยากาศก็ยิ่งเงียบสงบ บ้านเรือนเริ่มหนาแน่นน้อยลง เปลี่ยนเป็ตึกแถวเก่าๆ ที่ถูกทิ้งร้างและซากปรักหักพังจากยุคก่อนาโลก
กวินทร์ไม่ได้เดินสุ่มสี่สุ่มห้า เขาเดินตาม "กระแสลมปราณ" ที่เขามองเห็นด้วยเนตรมาร์ สายธารสีทองไหลวนเวียนเป็เกลียวคลื่น นำทางเขาไปสู่จุดศูนย์กลางของตาแห่งั
จุดที่พลังงานเข้มข้นที่สุด จุดที่เหมาะแก่การตั้ง "ค่ายกลรักษา" มากที่สุด
"ใกล้ถึงแล้ว"
เขาพึมพำ สายตากวาดมองไปตามอาคารร้างสองข้างทาง
ตึกแถวส่วนใหญ่ในย่านนี้มีสภาพทรุดโทรมจนน่ากลัว ผนังปูนกะเทาะจนเห็นอิฐสีแดง หลังคาถล่มลงมาบางส่วน หน้าต่างแตกกระจายเหลือแต่กรอบไม้ผุๆ มีต้นโพธิ์และต้นไทรขึ้นแทรกตามรอยแตกของผนัง รากไม้ห้อยระย้าลงมาเหมือนหนวดสัตว์ประหลาดในหนังสยองขวัญ
สำหรับคนทั่วไป นี่คือบ้านผีสิงที่แค่เดินผ่านก็ขนหัวลุก
แต่กวินทร์กลับยิ้มมุมปาก เขาเห็นสิ่งที่คนอื่นไม่เห็น
เขาเห็นว่ารากไม้เ่าั้กำลังเปล่งแสงสีเขียวอ่อนๆ จางๆ มันเติบโตได้งดงามและแข็งแรงผิดปกติ ทั้งที่ไม่มีใครมารดน้ำพรวนดิน นั่นแสดงว่าดินตรงนี้อุดมสมบูรณ์ไปด้วยพลังงานมหาศาล
"ตรงไหนนะ บ้านหลังไหนที่เป็จุดโฟกัส"
กวินทร์หยุดยืนอยู่กลางสี่แยกเล็กๆ ที่เป็จุดตัดของตรอกซอย เขาหมุนตัวช้าๆ มองไปรอบทิศทาง พยายามจับััถึง "แก่น" ของชีพจรั
ทันใดนั้น อันดาที่เกาะอยู่บนบ่าของเขาก็ยกนิ้วชี้เล็กๆ ขึ้นมา ชี้ตรงไปข้างหน้า
"คุณพ่อคะ ตรงนั้น"
กวินทร์มองตามนิ้วของลูกสาว ไปยังตึกแถวคูหาหนึ่งที่ตั้งอยู่ตรงหัวมุมถนนพอดิบพอดี
มันเป็ตึกแถวคอนกรีตสูงสามชั้น สภาพภายนอกดูเก่าแก่คร่ำครึยิ่งกว่าตึกอื่นๆ ผนังด้านนอกถูกปกคลุมด้วยเถาวัลย์สีเขียวเข้มจนเกือบมิด มองไม่เห็นสีเดิมของตัวตึก ประตูเหล็กม้วนด้านหน้าขึ้นสนิมเขรอะและปิดตายไว้ มีป้ายไม้เก่าๆ ที่สีลอกล่อนจนอ่านไม่ออกห้อยโตงเตงอยู่เหนือประตู
รอบๆ ตึกนั้นมีต้นหญ้าและวัชพืชขึ้นรกชัฏสูงท่วมหัว บดบังทางเข้าจนแทบมองไม่เห็น ดูเหมือนจะเป็ที่ที่ถูกทิ้งร้างมานานหลายสิบปี ไม่มีใครกล้าย่างกรายเข้าไปใกล้
แต่ทว่า ในสายตาของอันดา เด็กน้อยผู้มีััพิเศษที่เชื่อมโยงกับพ่อและคำสาปในตัว เธอกลับมองเห็นบางอย่างที่แตกต่างออกไป
เธอไม่ได้เห็นความน่ากลัว หรือความรกร้าง
เธอเห็นละอองแสงสีส้มอบอุ่นลอยละล่องออกมาจากตัวตึกนั้น ราวกับหิ่งห้อยนับหมื่นตัวกำลังเต้นระบำอยู่รอบๆ เถาวัลย์ที่ปกคลุมตึกดูเหมือนอ้อมกอดของธรรมชาติที่กำลังโอบอุ้มปกป้องสถานที่แห่งนี้ไว้
"หนูชอบตรงนั้นค่ะพ่อ"
อันดาพูดด้วยน้ำเสียงแ่เบาแต่เปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ แววตาของเธอเป็ประกายวิบวับสะท้อนกับแสงจันทร์
"มันดูอบอุ่นจัง เหมือนมีใครเปิดไฟรอเราอยู่เลย"
กวินทร์มองตึกแถวร้างนั้นด้วยความทึ่ง เขารีบเพ่งจิตสังหารเข้าไปตรวจสอบ และพบว่าสิ่งที่ลูกสาวพูดนั้นถูกต้องที่สุด
ตึกหลังนี้ตั้งอยู่บนจุดตัดของเส้นชีพจรพอดิบพอดี เป็จุดที่พลังงานหยางและหยินมากันจนเกิดความสมดุลสูงสุด (Yin-Yang Harmony) เถาวัลย์ที่ปกคลุมอยู่ทำหน้าที่เหมือนตัวกรองธรรมชาติ คอยดูดซับของเสียและปล่อยพลังงานบริสุทธิ์ออกมา
"สายตาแหลมคมมากลูกพ่อ สมแล้วที่เป็ลูกสาวของจักรพรรดิ"
กวินทร์หัวเราะเบาๆ ในลำคอ ด้วยความภูมิใจ
"ใช่แล้วลูก นั่นแหละคือบ้านใหม่ของเรา"
เขาพาลูกสาวเดินแหวกพงหญ้าเข้าไปหาตึกร้างหลังนั้นอย่างไม่ลังเล แม้ภายนอกจะดูเหมือนซากปรักหักพังที่ไร้ค่า แต่กวินทร์รู้ดีว่า เพียงแค่เขาปัดกวาดเช็ดถูและลงอักขระค่ายกลสักหน่อย
สถานที่แห่งนี้จะกลายเป็วิมานที่ปลอดภัยและอบอุ่นที่สุดในโลก สำหรับพวกเขา "สองพ่อลูก"