หลังจากส่งเหยียนจื่อเวยกลับไปอย่างอาลัยอาวรณ์แล้วซูเจี๋ยนก็รู้สึกหดหู่ห่อเหี่ยวอย่างมาก ยังดีที่เหยียนจื่อเวยได้รับปากไว้ว่าจะคอยทักมาคุยกับเขาบ่อยๆทั้งยังให้รายละเอียดสำหรับติดต่อพูดคุยเป็การส่วนตัวโดยเฉพาะไว้ด้วยซูเจี๋ยนจึงได้รู้สึกดีขึ้นมาบ้างเล็กน้อย
หลังจากนอนหลับเต็มอิ่มจนตื่นขึ้นในเช้าวันถัดมาซูเจี๋ยนก็พบว่า อันอี่เจ๋อกลับยังไม่ได้ออกไปทำงาน
มองดูวันที่แล้ว ก็ยังไม่ถึงวันหยุดสุดสัปดาห์ตามปกติอันอี่เจ๋อไปทำงานตรงเวลาเสมอ คราวนี้กลับยังนอนอุตุอยู่ในบ้านนี่ทำให้ซูเจี๋ยนรู้สึกประหลาดใจอยู่บ้าง
แต่หลังจากนั้นไม่นานก็คิดเองเออเองแล้วก็หงุดหงิดไปเองอยู่คนเดียว ด้วยความคิดทำนองว่า : เ้านี่เป็ประธานบริษัทนี่นา เดาได้เลยว่าอยากจะนอนี้เีนานแค่ไหนก็นอนนึกอยากจะไม่ไปก็ไม่ไปมันซะเฉยๆ เลยล่ะสิท่า หัวหน้าพรรค์นี้ช่างน่ารังเกียจซะจริงๆ!
ซูเจี๋ยนหาอาหารมาเติมกระเพาะให้เต็มแบบลวกๆจากนั้นก็เปิดโทรทัศน์ดูอะไรเรื่อยเปื่อยอยู่ครู่หนึ่งทว่าหางตาก็คอยแต่ชำเลืองมองไปทางประตูห้องนอนอันอี่เจ๋ออย่างอดไม่ได้
ในห้องไม่มีสัญญาณการเคลื่อนไหวใดๆ แม้แต่น้อยอันอี่เจ๋อยังไม่ตื่นจริงๆ หรือนี่?
ซูเจี๋ยนเองก็ไม่ได้อยากใส่ใจอะไรสักเท่าไหร่หรอกแต่ความสงสัยกลับก่อตัวขึ้นเต็มอกอย่างห้ามไม่ได้ คล้ายกับมีกรงเล็บน้อยๆของลูกแมวคอยสะกิดสะเกาขีดข่วนจนคันคะเยออยู่ไม่สุขไปหมด ทำให้ตัวเองนั่งนิ่งดูทีวีต่อไปไม่ไหวดังนั้นซูเจี๋ยนจึงลุกขึ้น ตัดสินใจจะแอบย่องไปส่องดูสถานการณ์สักแวบ
ประตูห้องของอันอี่เจ๋อถูกแง้มเปิดออกอย่างเชื่องช้าแ่เบาซูเจี๋ยนยืดคอเข้าไป สำรวจดูสภาพภายในห้อง
ชัดเจนว่าที่บนเตียงกว้างใหญ่ของอันอี่เจ๋อนั้นมีม้วนผ้านวมนูนๆ นอนแน่นิ่งอยู่ อันอี่เจ๋อยังซุกตัวมิดชิดอยู่ด้านใน
ซูเจี๋ยนลังเลอยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงเดินย่องเข้าไปมองดูใกล้ๆ
อันอี่เจ๋อนอนตะแคงอยู่บนเตียง คิ้วเข้มๆทั้งสองข้างขมวดเข้าหากันแน่น ใบหน้าแดงก่ำ
ซูเจี๋ยนรู้สึกได้ว่ามีบางอย่างผิดปกตินี่อันอี่เจ๋อกำลัง....ป่วยงั้นหรือ?
หลังขยับเข้าไปทรุดกายนั่งลงที่ข้างเตียงอันอี่เจ๋อแล้วซูเจี๋ยนก็ละล้าละลังอยู่ชั่วอึดใจ ค่อยๆ ยื่นมือออกไปแตะหน้าผากของอันอี่เจ๋อเป็ไปตามคาด ผิวของอันอี่เจ๋อนั้นร้อนลวกมือได้
เ้าหมอนี่เป็ไข้ซะแล้ว!
สีหน้าของซูเจี๋ยนกลายเป็เคร่งขรึมจริงจังรีบเขย่าตัวปลุกอันอี่เจ๋อ : “นี่ ตื่นเถอะ! ตื่นเร็วเข้า!”
อันอี่เจ๋อเผยอเปลือกตาขึ้นมองอย่างสับสนงุนงงด้วยพิษไข้
ซูเจี๋ยนจ้องมองเขาแน่วนิ่งกล่าวขึ้นอย่างจริงจัง : “คุณมีไข้สูงมาก!”
อันอี่เจ๋อครางเสียง ‘อืม’แ่ระโหยออกมาคำหนึ่ง ค่อยๆ ปิดเปลือกตาลงตามเดิม
“นี่!” ซูเจี๋ยนรีบจับแขนเขาแน่นพอจับลงไปก็รู้สึกได้ว่าเนื้อตัวอีกฝ่ายร้อนผ่าวจนแทบลุกไหม้อุณหภูมิร้อนลวกนั้นส่งผ่านเนื้อผ้าบางๆ ของชุดนอนออกมาอย่างชัดเจนฉับพลันนั้นก็รู้สึกกระวนกระวายทำอะไรไม่ถูกอยู่บ้าง : “ตื่นเร็วเข้าเถอะอย่าเพิ่งหลับนะ!”
อันอี่เจ๋อปรือตาขึ้นมองอีกครั้งแล้วจึงได้พบเห็นเพียงสาวน้อยเบื้องหน้าที่กำลังพยายามฉุดดึงเขาอยู่กล่าวออกมาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด : “คุณตัวร้อนโคตรๆร้อนผิดปกติสุดๆ”
อันอี่เจ๋อขมวดคิ้วอย่างอ่อนแรง ค่อยๆผงกกายขึ้นมาในท่านั่ง ทว่าทั้งร่างนั้นอ่อนเพลียไร้เรี่ยวแรงเพียงถูกซูเจี๋ยนยื่นมือมาดึงเข้า ก็กลับล้มแหมะคว่ำหน้าลงมาเหมือนเดิม
ซูเจี๋ยนไม่ทันได้ระวังเนื้อระวังตัวถูกกดทับบดบี้อยู่ใต้เรือนร่างสูงใหญ่นั้นเอง
“นี่!” ซูเจี๋ยนอึดอัดขัดข้องแทบตาย : “ลุกออกไปสิ!”
อันอี่เจ๋อยังคงนอนทับอีกฝ่ายต่อไป ไม่ไหวติงแม้แต่น้อย
ซูเจี๋ยนรู้สึกไม่ยินดีเอามากๆพยายามใช้แรงทั้งหมดที่มีผลักร่างหนาๆ ของอีกฝ่ายออกไปจากตัวทว่าก็ช่วยไม่ได้จริงๆ ถึงแม้อันอี่เจ๋อจะป่วยหนักอยู่แต่น้ำหนักตัวนั้นก็ยังเท่าเดิม จะอย่างไรก็ตัวหนักถึงหนึ่งร้อยกับอีกหลายสิบจิน (1จินคิดเป็ประมาณ 500 กรัม)น้ำหนักนี้กดทับลงมาบนร่างบอบบางของอีกฝ่ายทั้งหมด หนักอึ้งปานูเาถล่มลงมาทับอีกทั้งซูเจี๋ยนยังกลายเป็หญิงสาวบอบบางแรงน้อย ขาก็เจ็บอยู่จะผลักจะดันอย่างไรชายหนุ่มก็ไม่ขยับเขยื้อนสักนิด
ซูเจี๋ยนถูกลมหายใจร้อนผ่าวจากชายหนุ่มที่นอนทับอยู่้าพ่นลงมารดต้นคอเป็ระลอกทั้งร่างพลันไหวสะท้านวูบหนึ่ง ลมหายใจกลายเป็ถี่กระชั้นไม่มั่นคง รีบะโเรียก :“อันอี่เจ๋อ คุณลุกขึ้นเดี๋ยวนี้! ได้ยินรึเปล่า!”
ฝ่ามือใหญ่ข้างหนึ่งกลับยื่นมาปิดปากตนไว้เป็การตอบรับลมหายใจอุ่นร้อนของอันอี่เจ๋อเป่ารดใส่ข้างหู เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแหบพร่า :“เด็กดี อย่าเพิ่งงอแง ให้ฉันนอนซักพักเถอะ....”
แม่นายเหอะ! นายจะนอนก็นอนของนายไปสิอย่ามานอนทับบนตัวฉัน! ถูกูเาเนื้อหนั่นแน่นลูกใหญ่ทับไว้จนกระดิกกระเดี้ยไม่ได้แบบนี้ซูเจี๋ยนก็รู้สึกอยากร้องไห้แต่ไร้น้ำตาขึ้นมาแล้ว
อันอี่เจ๋อกระชับแขนโอบกอดร่างบางเข้าไปในอ้อมอกแน่นขึ้นพึมพำออกมา : “อย่าไปไหนนะ.....”
ต่อให้ป๊ะป๋าอยากจะไปก็ไปไม่ได้ โอเคไหม!ซูเจี๋ยนรู้สึกค่อนข้างโศกสลดหดหู่รันทดใจ
หลังจากดิ้นรนกระหืดกระหอบอยู่ครึ่งค่อนวันในที่สุดซูเจี๋ยนที่หลั่งเหงื่อท่วมตัวก็ตะเกียกตะกายออกมาจากใตู้เาลูกใหญ่ได้สำเร็จใจก็อยากจะอยู่ให้ห่างๆ เ้าคนนี้อีกสักหน่อยแต่พอเห็นอันอี่เจ๋อที่ไข้ขึ้นสูงจนไม่มีสติแล้วก็รู้สึกว่าหากทิ้งขว้างเขาเอาไว้แบบนี้ เ้าหมอนี่อาจจะได้ตัวร้อนตายไปจริงๆ
ดังนั้น จึงได้แต่กล้ำกลืนฝืนทนรับความอับโชคของตัวเองไปหาผ้าขนหนูเปียกหมาดๆ มาจำนวนหนึ่ง เลียนแบบจากภาพฉากที่เคยเห็นในทีวีวางผ้าโปะลงไปบนหน้าผากของอันอี่เจ๋อ
เฝ้าดูอยู่ข้างเตียงอยู่อีกพักใหญ่ก็ตระหนักได้ว่าไม่เห็นจะช่วยให้อาการดีขึ้นสักเท่าไหร่ ซูเจี๋ยนรู้สึกแตกตื่นกระวนกระวายขึ้นมาโดยไม่รู้ตัวคิดแล้วคิดอีก ตัดสินใจจะไปหาน้ำแข็งจากในตู้เย็นมาพันห่อไว้ในผ้าขนหนูสักหน่อย
ขณะที่กำลังจะเอาผ้าขนหนูห่อน้ำแข็งโปะลงไปที่หน้าผากของอันอี่เจ๋อนั่นเองจู่ๆ เสียงริงโทนโทรศัพท์ก็ดังลั่นขึ้นมากะทันหัน ทำเอาซูเจี๋ยนมือไม้สั่น แทบทำผ้าห่อน้ำแข็งร่วงใส่จมูกอันอี่เจ๋อ
สาละวนห่อน้ำแข็งให้ดีอยู่ครู่หนึ่งจากนั้นซูเจี๋ยนก็ตะกายข้ามร่างอันอี่เจ๋อไปอีกฟากของเตียงหยิบโทรศัพท์ที่ยังส่งเสียงต่อเนื่องบนโต๊ะข้างเตียงขึ้นมา
พอเห็นชื่อ ‘จี้ิเฟย’สามคำนี้ขึ้นโชว์อยู่บนหน้าจอ ซูเจี๋ยนก็ลังเลเล็กน้อยแต่ก็ยังคงกดรับสาย
“นี่!ทำไมนายไม่มาทำงานล่ะ” ที่ปลายสายเสียงต่อว่าต่อขานของชายหนุ่มคนหนึ่งดังออกมา
ซูเจี๋ยนจับสังเกตได้ว่าเขาพูดแบบตามสบายจึงเดาได้ว่าอีกฝ่ายสมควรจะมีความสัมพันธ์สนิทสนมใกล้ชิดกับอันอี่เจ๋อจึงเอ่ยปากบอกไปตามตรง : “เขาป่วยน่ะ”
ปลายสายอีกฝั่งเงียบงันไปชั่วอึดใจจากนั้นจี้ิเฟยก็ระล่ำละลักถามขึ้นมาเสียงก้องกังวาน : “คุณคือ....ซู เอ่อ พี่สะใภ้งั้นเหรอ”
ซูเจี๋ยนถูกคำว่า ‘พี่สะใภ้’สามพยางค์นี้ทำให้รู้สึกทนรับไม่ไหวอยู่บ้าง รีบกล่าวตอบไป :“อื้อ! ฉันคือซูเจี๋ยน!”
จี้ิเฟยกลายเป็อบอุ่นอ่อนโยนขึ้นมาทันที :“พี่สะใภ้ ผมคือจี้ิเฟย เป็เพื่อนซี้กับอี่เจ๋อ อ้อ ใช่แล้ว อี่เจ๋อล่ะทำไมวันนี้เขาไม่มาทำงาน”
“เขามีไข้น่ะ”ซูเจี๋ยนหัวมามองชายหนุ่มที่ปิดตาสนิทแน่นอยู่ข้างกาย : “ไข้สูงมากดูอาการหนักพอสมควรเลย”
“มีไข้?” จี้ิเฟยตะลึงงันไปอย่างเห็นได้ชัดน้ำเสียงกลายเป็เคร่งขรึมจริงจังในฉับพลัน : “พี่สะใภ้คุณช่วยเลื่อนหาในคอนแท็กลิสต์ของอี่เจ๋อเร็วเข้า หาชื่อ ‘จางชิงหยวน’แล้วโทรหาเขา ให้เขารีบไปที่นั่น”
“อ้อได้ๆ” ซูเจี๋ยนวางสายแล้วก็เริ่มค้นหาในรายชื่อติดต่อ มีชื่อ ‘จางชิงหยวน’ อยู่ในนั้นจริงๆ
โทรไปแล้ว จางชิงหยวนก็บอกว่าจะรีบมาทันทีซูเจี๋ยนจึงค่อยวางใจลงได้ ทรุดตัวนั่งข้างเตียงอันอี่เจ๋ออย่างผ่อนคลายพลางใช้ผ้าขนหนูห่อน้ำแข็งเช็ดไปทั่วใบหน้าร้อนผ่าวของอันอี่เจ๋อช่วยลดอุณหภูมิร่างกายให้เขา
กำลังสบายอกสบายใจ โทรศัพท์มือถือของอันอี่เจ๋อก็ดังลั่นขึ้นอีกรอบ
รับสายแล้วก็ยังคงเป็จี้ิเฟยเ้าเก่านั่นเอง
“พี่สะใภ้ คุณได้โทรหาชิงหยวนรึยัง”
“โทรแล้ว เขาบอกว่าจะรีบมา”เพื่อนสนิทของอันอี่เจ๋อคนนี้ช่างเอาใจใส่เป็ห่วงเป็ใยเขาดีจริงๆ นะนี่!
“ดีแล้วล่ะ ปกติอี่เจ๋อก็ร่างกายแข็งแรงมาก ไม่ค่อยป่วยซักเท่าไหร่หรอกแต่ตัวเขามีอาการแปลกๆ อยู่อย่างหนึ่ง คือปล่อยให้มีไข้เป็ไม่ได้ก่อนหน้านี้ตอนที่เรียนอยู่มหา’ลัยเขาก็เคยมีไข้สูงครั้งหนึ่ง อาการหนักผิดปกติการป่วยครั้งนั้นแทบจะเอาชีวิตเขาไปแล้ว เพราะงั้นเื่นี้พี่สะใภ้ควรต้องใส่ใจไว้ด้วย”
“อ้อ”
“่สองวันนี้ ก็รบกวนพี่สะใภ้ช่วยดูแลเขาดีๆหน่อยเถอะ ทำอาหารอะไรอ่อนๆ ให้เขาทานสักหน่อย”
“....เข้าใจล่ะ” อันอี่เจ๋ออันที่จริงแล้วนายคงสำคัญต่อสหายรู้ใจคนนี้มากเลยสินะ!
“อ๊ะพี่สะใภ้ ไม่รู้ว่าคุณเข้าใจนิสัยความเคยชินของอันอี่เจ๋อมากแค่ไหน เขาน่ะนะไม่ชอบผักชีกับมะเขือม่วงเอามากๆ อย่างอื่นไม่เป็ไร”
“อ้อ”แบบนี้นี่เอง ก่อนหน้านี้เวลาปรุงอาหารที่มีมะเขือม่วงทีไรเ้าหมอนี่ถึงไม่เคยยื่นตะเกียบออกไปเลยสักครั้ง
“ส่วนเื่ที่ชอบทำเวลาว่างๆเขาก็จะชอบไปปีนเขา ขี่ม้า แล้วก็เล่นเทควันโดตอนนี้ก็ได้สายดำสามดั้งเข้าไปแล้วล่ะ”
“อ๋า....” ยังคิดว่าเ้าหมอนี่เวลาว่างๆจะเอาแต่อ่านหนังสือภาษาต่างประเทศเก๊กท่าหล่อๆ ไปวันๆ ซะอีก!
“แล้วก็อันที่จริงเ้าเพื่อนคนนี้ชอบสัตว์ตัวเล็กๆ มากเลยล่ะครับจากภายนอกดูไม่ออกเลยใช่มั้ยล่ะ ก่อนหน้านี้ตอนสมัยที่ยังเป็นักเรียนเ้านี่เคยแอบไปป้อนอาหารให้ลูกแมวจรจัดหลังโรงเรียนด้วยนะครับ”
“......ดูไม่ออกจริงๆ”อันอี่เจ๋อแอบเอาอาหารไปป้อนลูกแมวจรจัด.... จินตนาการไม่ออกเลย
“ฮ่าๆเ้านี่น่ะเป็พวกชอบไม้อ่อนไม่ชอบไม้แข็ง! พี่สะใภ้เื่นี้คุณต้องจำให้ขึ้นใจไว้หน่อย! เขาน่ะต้านทานการออดอ้อนแบบเด็กๆไม่ได้เลยซักนิด ลูกอ้อนของผู้หญิงก็คงเหมือนกันถึงเขาจะรำคาญเวลาผู้หญิงร้องไห้เอามากๆแต่พอเห็นน้ำตาผู้หญิงเข้าแล้วก็อับจนหนทางไปดื้อๆ เวลาแบบนั้น ขออะไรเขาก็จะตอบรับหมดแหละ!”
“........” ถ้ามีหญิงสาวมาหลั่งน้ำตาออดอ้อนขอร้องกับเขาว่า ‘ที่รักคุณช่วยมอบเงินให้ฉันซักล้านนึงเถอะ’ แบบนี้แล้วอันอี่เจ๋อจะยอมจ่ายเงินล้านให้ได้หรือเปล่านะ?
“แน่นอนว่าพี่สะใภ้ไม่ต้องกังวลไปหรอกนะนี่ก็ไม่ใช่จะใจอ่อนไปเรื่อยเปื่อยกับหญิงสาวทุกคนเขาจะเป็แบบนี้เฉพาะกับคนที่ชอบเท่านั้นแหละ”
“อ้อ.....” ฉันก็ว่าอยู่ แต่ว่านะ ผู้ชายทั่วๆไปพออยู่ต่อหน้าผู้หญิงที่ตัวเองชอบ ก็ล้วนเป็แบบนี้กันอยู่แล้วไม่ใช่รึไง?ถึงแม้ว่าด้วยความกล้ามเนื้อใบหน้าตายด้านของอันอี่เจ๋อแล้วจะทำให้ดูออกไม่ได้ง่ายๆก็เถอะ
“แล้วก็บอกความลับอะไรให้คุณอย่างนึงนะ พี่สะใภ้ ที่ใบหูอี่เจ๋อน่ะไวต่อััเป็พิเศษแตะปุ๊บแดงปั๊บ! เวลาเขินอายก็จะแดงก่ำเลยล่ะ”
“.......”นายรู้ได้ยังไงว่าใบหูอันอี่เจ๋อไวต่อััเป็พิเศษน่ะหื้ม เบบี๋? พวกนายสองคนมันเป็คู่ขากันจริงๆ ด้วย! ไม่ต้องสงสัยอีกต่อไปแล้ว!
จี้ิเฟยที่ปลายสายอีกฝั่งก็ยังหลับหูหลับตาสาธยายเื่ความชอบของอันอี่เจ๋อที่คนอื่นไม่เคยรับรู้ออกมาให้ซูเจี๋ยนได้ฟังอย่างยาวเหยียดเป็กุรุสๆต่อไป ซูเจี๋ยนเองก็รู้สึกสนอกสนใจและก็นึกอยากรู้อยากเห็นอยู่บ้าง ในที่สุดก็อดกลั้นไว้ไม่ไหวจึงโพล่งถามออกไป : “คุณเอาเื่พวกนี้มาบอกฉันทำไม”เป็ไปได้หรือไม่ว่าทั้งสองคนนี้เคยมีความสัมพันธ์หวานชื่นต่อกันแต่จากนั้นอันอี่เจ๋อก็ผละจากไปแต่งงานอย่างไร้หัวใจส่วนคู่ขาคนนี้กลับยังคงลุ่มหลงรักใคร่อย่างลึกซึ้ง ถึงกับยอมกล้ำกลืนความเ็ปมาบอกเล่าเื่ราวให้คนมาใหม่อย่างตนเองได้รับรู้เอาไว้เพื่อที่จะได้ดูแลคนรักของเขาให้ดีที่สุด หากว่าเป็เช่นนี้จริงๆก็ข่มเหงกันเกินไป ข่มเหงรังแกกันเกินไปแล้ว!
จี้ิเฟยกล่าวตอบ : “แน่นอนว่าก็เพื่อให้พี่สะใภ้ได้เข้าใจอี่เจ๋อดีขึ้นจะได้บ่มเพาะความรู้สึกระหว่างพวกคุณทั้งคู่ให้ลึกซึ้งแแ่ขึ้นไปอีก”
ซูเจี๋ยน : “ขอบคุณนะ....”เห็นไหมล่ะ ฉันเดาผิดไปที่ไหน อันอี่เจ๋อ นายนี่มันไร้หัวใจ!
จี้ิเฟยที่อยู่ปลายสายคล้ายจะส่งเสียงหัวเราะคิกคักแ่เบาออกมา: “พี่สะใภ้ สู้ๆ นะ ผมว่าอี่เจ๋อชอบคุณมากเลยล่ะ”
ซูเจี๋ยนอึ้งงันโง่งมไปเล็กน้อยคู่ขาแสนดีคนนี้ทำไมถึงได้ฟังดูเริงร่าเปี่ยมสุขซะขนาดนั้น? หรือว่าตนจะเข้าใจอะไรผิดไป
ยามนี่ก็ได้แต่ฝืนหัวเราะแห้งแล้งออกไปสองเสียงกล่าววาจาเรื่อยเปื่อยแบบไม่คิดอะไรมาก : “แหะๆรบกวนให้อวยพรแล้ว ฉันเองก็ชอบเขามากเลย”
คราวนี้น้ำเสียงของจี้ิเฟยกลั้วหัวเราะอย่างชัดเจน: “เป็แบบนี้ก็เยี่ยมไปเลย พี่สะใภ้ ผมเชียร์คุณอยู่นะ”
ซูเจี๋ยน : “......”
-----------------------------
แฟนเพจ ‘Akanirawan’https://bit.ly/3gBu94T