ปักกิ่งในเดือนพฤศจิกายนเปียกปอน ฝนเม็ดเล็กละเอียดตกลงมาอย่างเงียบเชียบแสงไฟสีส้มจากหลอดไส้ของแกลเลอรีเล็กๆ ส่องกระทบพื้นถนนที่ชื้นแฉะแอ่งน้ำขังบนทางเท้าสะท้อนภาพเมืองที่พร่ามัว ลมพัดผ่านตรอกอิฐเก่าหอบเอากลิ่นใบไม้เน่าเปื่อยและควันจางๆ มาด้วย รถยนต์บนถนนเคลื่อนตัวช้าไฟท้ายสีแดงลากเป็เส้นสายผ่านม่านน้ำ
หลังกำแพงของเรือนสี่ประสานที่ถูกดัดแปลงเป็พื้นที่จัดแสดงงานศิลปะความเงียบทอดตัวอยู่อย่างสงบ กลิ่นสีน้ำมัน กระดาษข้าว และชาจางๆลอยอวลอยู่ในอากาศ เสียงกู่เจิ้งบรรเลงแ่เบามาจากลำโพงซ่อนหลืบท่วงทำนองเชื่องช้า ทิ้งจังหวะว่างเปล่าไว้ระหว่างตัวโน้ต ราวกับคนเล่นกำลังรอคอยให้ใครสักคนตอบกลับแต่ก็มีเพียงความเงียบที่สะท้อนกลับมา
เคทยืนกอดอกอยู่หน้าผืนผ้าใบขนาดใหญ่แสงสปอตไลต์ตกกระทบพื้นผิวที่เต็มไปด้วยร่องรอยการปาดสี นามแฝง 'เถาอิ่ง' หรืองานศิลปะของเงาดอกท้อถูกเขียนไว้ที่มุมล่างขวาภาพตรงหน้าคือผู้ชายคนหนึ่งกำลังปักปิ่นดอกท้อลงบนเรือนผมของหญิงสาวใต้ต้นไม้ใหญ่หิมะในภาพถูกแต้มด้วยสีขาวหนาหนัก มันกำลังโหมกระหน่ำ ใบหน้าของคนทั้งสองเลือนรางคล้ายถูกกลืนหายไปในพายุ
หญิงสาวกระชับแขนเสื้อโค้ตของตัวเอง อุณหภูมิในห้องไม่ได้เย็นจัดแต่ความหนาวเหน็บกลับเกาะกินอยู่ที่ปลายนิ้ว เธอเกลียดสีขาวโพลนของมันทุกครั้งที่เกล็ดน้ำแข็งกระทบกระจก อาการปวดร้าวลึกๆ จะแล่นริ้วขึ้นมาที่ฐานลำคอ
เสียงกระดิ่งหน้าประตูดังขึ้น สั้นและเบา
ชายคนหนึ่งก้าวเข้ามาในแกลเลอรี เสื้อโค้ตสีดำของเขาชื้นฝนไหล่กว้างตั้งตรง ใบหน้าเรียบเฉยั์ตาสีเข้มกวาดมองไปรอบห้องก่อนจะหยุดลงที่กลางพื้นที่
เสิ่นเยี่ยนฉือไม่ได้ตั้งใจมาที่นี่เขาเพียงแค่สั่งให้คนขับรถจอดพักริมถนนเพื่อหลบเลี่ยงความวุ่นวายของการจราจรแต่แสงไฟจากหน้าต่างบานนี้ดึงดูดเขาเข้ามารองเท้าหนังกระทบพื้นไม้กระดานเป็จังหวะสม่ำเสมอเขาหยุดยืนห่างจากเคทไปไม่กี่ก้าว สายตาของเขาปะทะเข้ากับภาพวาดบนผนัง
จู่ๆ ลมหายใจของเขาก็สะดุด
มือที่ทิ้งอยู่ข้างลำตัวกำเข้าหากันแน่นโดยสัญชาตญาณเสียงกู่เจิ้งที่คลออยู่เื้ัคล้ายจะดังก้องขึ้นในหัว เสิ่นเยี่ยนฉือขบกรามเขาปวดร้าวที่ขมับ มันเป็ความเ็ปที่คุ้นเคยและน่าหงุดหงิดเขาไม่เคยเข้าใจว่าทำไมร่างกายถึงต่อต้านหิมะและฤดูหนาวรุนแรงขนาดนี้
เคทหันไปมอง เธอเห็นชายแปลกหน้ายืนนิ่งงันแววตาที่เคยเยือกเย็นของเขาสั่นไหวเพียงเสี้ยววินาทีก่อนจะถูกกดทับลงไปอย่างรวดเร็ว
เขาหันมาสบตาเธอ
"รูปนี้..." เสียงของเขาต่ำและแหบพร่า สายตาไม่ได้ละไปจากใบหน้าของเธอ"...คุณวาดหรือ"
เคทนิ่งงันไปชั่วขณะ ลำคอของเธอตีบตันอย่างประหลาดความคุ้นเคยบางอย่างแล่นปราดขึ้นมาตามแนวไขสันหลัง เธอพยายามสูดลมหายใจ
"ค่ะ..." เธอตอบ เสียงเบากว่าปกติ "ฉันเป็คนวาด"
เสิ่นเยี่ยนฉือมองลึกเข้าไปในดวงตาของเธอ ริมฝีปากของชายหนุ่มขยับเสียงบางอย่างที่หลุดลอดออกมาแหบพร่าและเบาหวิว ราวกับไม่ได้ส่งผ่านมาจากลำคอแต่มาจากซอกหลืบของความทรงจำที่ถูกกักขัง
‘น้องหญิง’
เคทชะงัก ลมหายใจสะดุด ร่างกายชาวาบ เสิ่นเยี่ยนฉือหยุดหายใจไปชั่วขณะเมื่อตระหนักได้ว่าตนเองเพิ่งทำสิ่งใดลงไปั์ตาของเขากลับมาว่างเปล่าและเ็าในเสี้ยววินาทีราวกับประตูกรงเหล็กถูกปิดตายอีกครั้ง ไม่มีการอธิบาย ไม่มีคำขอโทษ ชายหนุ่มหันหลังก้าวเดินออกจากแกลเลอรีไปทิ้งให้เสียงกระดิ่งประตูดังแ่เบา และทิ้งเคทไว้กับความเงียบงันที่หนักอึ้ง
...
ห่างออกไปห้ากิโลเมตรไฟฟลูออเรสเซนต์ในโรงพยาบาลสาดแสงเ็าลงบนพื้นกระเบื้องกลิ่นแอลกอฮอล์และไอโอดีนลอยคละคลุ้ง
กู้เหยียนโจวยืนอยู่หน้าอ่างล้างมือในห้องพักแพทย์ เขากดสบู่เหลวถูมือที่สั่นเทาเล็กน้อย สายน้ำจากก๊อกชะล้างคราบสีแดงจางๆ ลงสู่ท่อระบายน้ำเขาเพิ่งผ่านพ้นการยื้อชีวิตผู้ป่วยอุบัติเหตุมาหกชั่วโมงเต็มความเหนื่อยล้าเกาะกินไปถึงกระดูก
เขามองดูสีแดงที่เจือจางลงในน้ำใส
จู่ๆ ภาพตรงหน้าก็บิดเบี้ยว กู้เหยียนโจวหลับตาแน่นมือทั้งสองข้างยึดขอบอ่างล้างหน้าไว้จนข้อขาวภาพหญิงสาวที่ไร้ลมหายใจใต้ต้นท้อกลับมาหลอกหลอนเขาอีกครั้งเขาไม่เคยเห็นใบหน้าของเธอ แต่ความปวดร้าวที่แล่นริ้วในอกนั้นเป็ของจริง
ชายหนุ่มวักน้ำเย็นจัดขึ้นลูบหน้า เขาหอบหายใจ หยดน้ำเกาะพราวบนปลายขนตากู้เหยียนโจวมองเงาตัวเองในกระจก
...
เที่ยงคืน แกลเลอรีปิดไฟลงแล้ว
เคทยืนอยู่ใต้ชายคาของเรือนสี่ประสานอากาศภายนอกลดต่ำลงจนลมหายใจกลายเป็ไอสีขาว ฝนยังคงตกลงมาอย่างหนักไร้ทีท่าว่าจะหยุด หน้าจอโทรศัพท์ในมือเธอมืดสนิทแบตเตอรี่หมดไปั้แ่ครึ่งชั่วโมงก่อน เธอซุกมือลงในกระเป๋าเสื้อโค้ตพยายามหดตัวเพื่อรักษาไออุ่น
แสงไฟหน้ารถยนต์สาดฝ่าความมืดเข้ามา
รถซีดานสีดำคันใหญ่ค่อยๆ ชะลอความเร็วและจอดเทียบทางเท้าตรงหน้าเธอกระจกหลังเลื่อนลงช้าๆ เผยให้เห็นใบหน้าด้านข้างของเสิ่นเยี่ยนฉือเขาไม่ได้มองมาที่เธอ สายตายังคงทอดมองไปข้างหน้าท่ามกลางสายฝน
ประตูด้านหลังเปิดออก เสิ่นเยี่ยนฉือก้าวลงมา เขากางร่มสีดำคันใหญ่ในมือ
เขาเดินตรงเข้ามาหาเธอ รองเท้าหนังเหยียบลงบนแอ่งน้ำโดยไม่สนใจว่าจะเปื้อนชายหนุ่มหยุดยืนในระยะที่ห่างพอสมควร ไม่ใกล้จนอึดอัด แต่ก็ไม่ไกลจนสายฝนสาดถึงเขาไม่ได้พูดอะไร ไม่มีคำทักทาย ไม่มีคำอธิบายถึงการกลับมา
เขายื่นร่มคันนั้นมาตรงหน้าเธอ
เคทมองด้ามร่มไฟเบอร์กลาส สลับกับใบหน้าที่ถูกซ่อนไว้ใต้เงามืดหญิงสาวลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ ยื่นมือออกไปรับ ทันทีที่ปลายนิ้วัักันไออุ่นจางๆที่หลงเหลืออยู่บนด้ามร่มไฟเบอร์กลาสก็แทรกซึมผ่านิัที่เย็นเฉียบของเธอมันเป็อุณหภูมิแปลกปลอมที่ทำให้ลมหายใจของเคทสะดุดและก้อนเนื้อในลำคอตีบตันขึ้นมาอย่างกะทันหัน
ชายหนุ่มปล่อยมือ เขาถอยหลังกลับไปท่ามกลางสายฝน เปิดประตูรถและก้าวขึ้นไป
รถสีดำเคลื่อนตัวออกไปอย่างเงียบเชียบกลืนหายไปกับความมืดและสายน้ำที่ร่วงหล่น เคทยังคงยืนอยู่ตรงนั้นร่มคันใหญ่กางกั้นความหนาวเหน็บและหยาดฝนออกจากตัวเธออย่างสมบูรณ์
เคทยืนมองความมืดตรงหน้าอยู่เงียบๆ