หมู่บ้านเชิงสุ่ย
หมู่บ้านเชิงสุ่ยตั้งอยู่ห่างจากเมืองหลวงไปทางทิศใต้ราวห้าร้อยลี้ ที่นี่เป็หมู่บ้านยากจนที่ชาวบ้านต้องพึ่งพาฟ้าฝนและเศษเสี้ยวของเมล็ดพันธุ์เพื่อหว่านลงบนผืนดินแตกระแหง
ฤดูเก็บเกี่ยวผ่านพ้นไปโดยแทบจะไม่ทิ้งอะไรไว้ในยุ้งฉางให้กับชาวบ้านเลยสักนิด มีเพียงเสียงลมหนาวที่พัดผ่านร่องผนังไม้ไผ่ของเรือนซอมซ่อหรือบางครั้งก็จะได้ยินเสียงร้องไห้คร่ำครวญออกมาจากที่ไกลๆ ตัดพ้อถึงโชคชะตาอันอาภัพและการทนทุกข์จากความหิวโหยของเด็กๆ และคนชรา
ภายในเรือนเก่าทรุดโทรมหลังหนึ่ง เหอซือหานเด็กชายวัยสิบสองปีนั่งยองๆ อยู่ข้างกองฟืน เขากำลังผ่าไม้ฟืนแห้งส่งให้ท่านย่าของเขาใช้ก่อไฟให้ความอบอุ่นและต้มน้ำร้อนไว้ดื่ม
หญิงชรายกมือขึ้นเช็ดน้ำตาเงียบๆ พลางชำเลืองมองดูหลานชายผู้มีใบหน้าเรียบเฉยหากแต่ดวงตาคมเต็มไปด้วยความอดทนเกินวัย
“ซือหาน..เ้าไม่ต้องผ่าฟืนมาเพิ่มแล้วก็ได้ ไปพักผ่อนก่อนเถิด...” เสียงของหญิงชราดังขึ้น
เขาไม่ตอบ ทำเพียงยิ้มบางๆ และทอดสายตาไปยังน้องชายและน้องสาวที่นอนกอดกันกลมอยู่ข้างท่านย่าด้วยสายตาอบอุ่นอ่อนโยน
ผ่านไปอีกไม่นานในคืนวันเดียวกันนี้ บิดาของเหอซือหานก็กลับมาบ้านพร้อมกับบุรุษแปลกหน้าสองคน ชายชุดคลุมสีดำผู้หนึ่งรูปร่างอ้วนกลม อีกคนผอมสูงใบหน้าคมจัดจนเหมือนสลักออกมาจากก้อนหิน
“เด็กคนนี้ใช่หรือไม่?” ชายคนผอมถาม พลางกวาดตามองเหอซือหานขึ้นลงราวกับกำลังประเมินสินค้าชิ้นหนึ่ง
“ใช่ขอรับ..เขาเป็เด็กดีมากไม่เคยสร้างความเดือดร้อนให้ข้าน้อยเลยสักครั้ง ั้แ่เล็กจนโตก็ตั้งใจทำงานขยันขันแข็ง..” เหอกวงตอบพร้อมกับกลืนก้อนสะอื้นลงท้องไปอย่างรันทด
เหอซือหานลุกขึ้นยืนช้าๆ ใช้มือปัดฝุ่นบนเสื้อผ้าก่อนจะเดินเข้าไปหาบิดาเมื่อรู้ว่าทุกคนกำลังพูดถึงเกี่ยวกับตัวเขา
“เ้าจะได้เข้าเมือง..ได้กินดีอยู่ดีมีที่นอนอุ่น..คนอย่างข้าเป็แค่ชาวนายากจนเ้าอย่าหวังว่าข้าจะยกให้เ้าได้ร่ำเรียนหรือมีวาสนาอย่างใครเขาได้..” เหอกวงกล่าวทั้งน้ำตาขณะประทับนิ้วมือลงบนกระดาษแผ่นหนึ่งแล้วส่งให้บุรุษชุดดำ
เหอซือหานไม่เอ่ยคำใด เขารู้ดีว่าท่านพ่อกำลังเสียใจแต่พยายามทำใจแข็ง เพื่อเขาให้มีความหวัง
และมันก็ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะเขาจะต้องตอบโต้เพราะทุกอย่างได้ถูกตัดสินเอาไว้แล้ว ความเงียบคือสิ่งที่เขามีมาตลอดใน่หลายวันที่ผ่านมา
ครอบครัวของเขาอาศัยอยู่ในหมู่บ้านเชิงสุ่ยมาหลายชั่วอายุคน ในอดีตคนสกุลเหอก็นับว่าเป็สกุลที่ร่ำรวยสกุลหนึ่งในหมู่บ้าน แต่หลังจากที่ทางน้ำสายเดียวของหมู่บ้านถูกปิดตายลงจากการก่อสร้างถนนระหว่างเมือง หมู่บ้านเชิงสุ่ยก็กลายเป็หมู่บ้านที่แห้งแล้ง พืชพรรณต้องรอฝนจากธรรมชาติเพียงเท่านั้น
คนสกุลเหอที่มีกันอยู่ไม่มากนักพากันอพยพไปตั้งถิ่นฐานใหม่ เหลือเพียงปู่ของปู่ของเหอซือหานที่ยังคงปักหลักอยู่ในหมู่บ้านเชิงสุ่ยเพื่อดูแลหลุมศพของบรรพบุรุษเพียงลำพัง
พอมาถึงรุ่นของเหอกวงบิดาของเหอซือหาน สกุลเหอก็กลายเป็ครอบครัวชาวนาที่ยากจนอย่างแท้จริง
เหอกวงผู้เป็บิดาเป็คนกตัญญู แม้ในครัวจะแทบไม่มีข้าวเลยสักเมล็ดเขาก็ยังรับเอาท่านย่ามาเลี้ยงดูไว้อีกคน ดังนั้นเขากับบิดาจึงเป็เรี่ยวแรงสำคัญในการทำงานหนักเพื่อเลี้ยงดูท่านย่าและน้องชายกับน้องสาววัยเยาว์อีกสองคน ส่วนมารดานั้นจากไปั้แ่คลอดน้องสาวคนสุดท้องออกมาแล้ว
ไม่ว่าสองพ่อลูกจะขยันขันแข็งมากเพียงใดก็ไม่อาจต้านทานพลังจากธรรมชาติอันโหดร้ายได้ ข้าวและพืชพรรณในนาแห้งตายทั้งหมดเพราะขาดน้ำ ฤดูหนาวที่กำลังจะมาถึงครอบครัวสกุลเหอจึงไม่มีเสบียงอาหารเหลือพอที่จะดำรงชีพไปจนสิ้นสุดฤดูกาล เช่นเดียวกันกับอีกหลายครอบครัวในหมู่บ้านเชิงสุ่ย
คนในหมู่บ้านจำเป็ต้องเลือกขายบุตรหลานในครอบครัวออกไปเป็ทาส หรือบางครอบครัวที่ไม่อาจทำใจขายลูกหลานได้ก็เลือกเอาบุตรสาวกับคนชราไปทอดทิ้งในป่าปล่อยให้์เป็ผู้ตัดสินชะตาชีวิต เพื่อให้มีอาหารเพียงพอสำหรับคนที่เหลือ
เมื่อสิบกว่าวันก่อนท่านย่าของเหอซือหานรู้ตัวว่าเป็ภาระของบุตรชายและหลานๆ นางแอบหนีออกจากเรือนมุ่งหน้าเข้าป่าไปในตอนกลางคืนเพื่อหวังจะจบชีวิตตนเอง แต่สุดท้ายบิดาและสามพี่น้องก็ออกไปตามหาและพาตัวท่านย่ากลับมาได้
เหอกวงผู้เป็บิดาคิดจะขายน้องชายคนรองไปเป็ทาสเพื่อแลกกับเงินมาซื้ออาหารประทังชีวิต แต่เหอซือหานกลับทำใจเห็นน้องชายที่ตนรักและดูแลมาั้แ่เด็กต้องจากไปโดยไม่รู้ชะตากรรมไม่ลง เขาจึงตัดสินใจเสียสละตัวเองแทน..
แต่คำขอร้องของเหอซือหานก็เกินกว่าที่เหอกวงจะจินตนาการได้ เขาขอร้องบิดาให้ส่งตัวเขาไปเป็ขันทีในวังหลวง เพราะค่าตัวในการเป็ขันทีกับการเป็ทาสนั้นแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว!
ไม่ว่าท่านย่าและบิดาจะคัดค้านเพียงใด แต่สุดท้ายพวกเขาก็ต้องจำยอมด้วยเหตุผลที่ว่าอนาคตของขันทีนั้นย่อมดีกว่าถูกขายไปเป็ทาสชั้นต่ำใช้แรงงานหนักและพวกเขาไม่มีเงินติดตัวแล้วจริงๆ!!
สถานการณ์ของครอบครัวสกุลเหอจึงจบลงด้วยการตัดสินใจอันแน่วแน่ของเหอซือหานท่ามกลางความเศร้าใจของบิดาและท่านย่า
……….
รุ่งเช้าชายชุดดำสองคนที่มาดู “สินค้า” เมื่อคืนก็กลับมาที่เรือนอีกครั้งพร้อมกับรถม้าคันเล็ก ยืนรอให้เหอซือหานร่ำลาคนในครอบครัวอยู่เงียบๆ
“น้องรองดูแลท่านย่าท่านพ่อกับน้องสาวให้ดีๆ นะ เื่เงินเ้าไม่ต้องกังวล แม้ว่าพี่จะไม่ได้ช่วยทำนาแต่พี่ก็จะส่งเงินกลับมาให้เ้าซื้อข้าวกินทุกเดือน”
“พี่ใหญ่..บ้านเราจะมีเงินแล้วใช่หรือไม่เ้าคะ? ถ้าอย่างนั้นหลิงเอ๋อร์ขอซื้อลูกอมสักชิ้นหนึ่งได้หรือไม่ ขอแค่ชิ้นเล็กๆ ก็พอ..” เด็กหญิงตัวน้อยเข้ามากอดเหอซือหานแน่นส่งยิ้มหวานให้พี่ชายอย่างไร้เดียงสา
“ได้สิน้องเล็ก ต่อไปเ้าจะมีขนมกิน ท้องก็จะอิ่มทุกมื้อ” เด็กหนุ่มข่มกลั้นความแสบร้อนในดวงตาเอาไว้ เขาไม่้าให้การจากไปในครั้งนี้ของตนทำร้ายความรู้สึกของน้องทั้งสอง
เหอกวงผู้เป็บิดาหันหลังไปปาดน้ำตาทิ้ง บุตรชายคนรองและบุตรสาวคนเล็กยังเด็กเกินกว่าจะเข้าใจว่าการเป็ขันทีนั้นหมายความว่าอะไร เมื่อเช้าพวกเขาถึงกับะโโลดเต้นดีใจกันยกใหญ่เมื่อรู้ว่าพี่ชายจะได้เข้าไปอยู่ในวังหลวง
การตัดสินใจในครั้งนี้เป็เื่ที่ยากลำบากที่สุดในชีวิตของเขา สหายในหมู่บ้านหลายคนออกความเห็นว่าหากไม่อยากเสียบุตรชายก็ให้ทำใจแข็งส่งมารดาออกไปที่ป่าเสีย
เขากลับคิดว่าต่อให้มารดาจากไปก็ไม่มีประโยชน์อะไรขึ้นมา ในเมื่อข้าวสารในถังก็ไม่เหลือให้ใครมาแย่งกินอยู่ดี!! ดังนั้นการขายบุตรชายแลกเงินจึงเป็ทางออกสุดท้ายแล้ว หากตัดเื่ที่ภายหน้าเหอซือหานจะไม่อาจสืบสกุลได้ออกไป อย่างน้อยบุตรชายก็ยังมีที่อยู่ที่กินแน่ชัด มีเงินส่งมาช่วยเหลือจุนเจือครอบครัวต่อไปได้บ้าง
เหอซือหานกลั้นน้ำตาเอาไว้สุดแรงไม่ให้ท่านย่าและบิดาต้องเสียใจไปมากกว่านี้ เขาส่งยิ้มให้น้องชายและน้องสาวเป็ครั้งสุดท้ายก่อนจะเดินตามบุรุษชุดดำขึ้นรถม้าไปอย่างว่าง่าย
“รู้หรือไม่ว่าพวกเราจะพาเ้าไปที่ใด” บุรุษคนอ้วนถามขณะที่รถม้าโยกคลอนตามทางดินสีแดงขรุขระ
“รู้ขอรับ เข้าวัง” เหอซือหานตอบ
“แล้วรู้หรือไม่ว่าเข้าไปแล้วจะไม่ได้กลับออกมาเป็คนเดิม” แววตาของบุรุษร่างผอมหม่นแสงลงเล็กน้อยเมื่อกล่าวถ้อยคำนี้ออกมา
เขาพยักหน้าแทนคำตอบ ดวงตาเฉยนิ่งคล้ายไม่ใส่ใจ
ชายอ้วนส่งเสียงหัวเราะแ่เบาเหม่อมองออกไปยังทุ่งกว้างอันแห้งแล้ง
“เ้าช่างเข้าใจอะไรได้รวดเร็วเกินวัยนัก…เป็ขันทีก็ไม่ได้ยากเย็นอันใดนักหรอก หากมันจะทำให้ปากท้องของคนข้างหลังอิ่ม หรือบางทีหากเ้าเป็คนที่มีโชควาสนาก็อาจจะได้เสวยสุขอยู่บนกองเงินกองทองไปตลอดชีวิตเลยก็เป็ได้”
เสียงคำว่า “ขันที” ดังก้องอยู่ในหัวของเด็กชายตัวจ้อยซ้ำแล้วซ้ำเล่า สิ่งที่วนเวียนอยู่ในใจเขาไม่รู้ว่าเป็ความกลัวหรือเป็ความตื่นเต้นกันแน่ หากเพราะเขากำลังก้าวขาไปสู่สถานที่แห่งใหม่ เหตุการณ์ใหม่ๆ ที่เขาไม่อาจรู้ได้เลยว่ามันจะเปลี่ยนแปลงชีวิตของเขาให้เป็เช่นไร
และนั่นก็คือจุดเริ่มต้นของภารกิจที่ไม่มีผู้ใดคาดคิดว่าจะเกี่ยวข้องกับ “เ้าตัวเล็ก” ที่ไม่มีใครอยากพูดถึง