กังหลงหลับตากำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในฝ่ามือมีเืไหลซิบออกมาให้เห็น ใบหน้าซีดเซียวจนไร้สีเื เหงื่อกาฬเปียกชุ่มไปทั้งตัวดุจเพิ่งอาบน้ำ แต่สติยังไม่ดับวูบลง เมื่อตำแหน่งชีพจรโดนจี้ทำลายครบทั้งห้าสิบสี่จุด กังหลงรู้สึกร่างอ่อนระทวยสูญสิ้นเรี่ยวแรง พลังปราณที่เคยมีค่อยๆสูญสลายไปจนสิ้น คล้ายลูกโป่งที่โดนปล่อยลมจนแฟบ
เฒ่าเทียนคงเฝ้าดูกังหลงั้แ่ต้นจนจบ ไม่มีเสียงใด ๆ เล็ดลอดออกมาจากปากกังหลงให้ได้ยินจึงผงกหัวหงึก ๆ ด้วยจิตใจอันเข้มแข็งเด็ดเดี่ยวเช่นนี้ย่อมสร้างความชื่นชมให้เฒ่าเทียนคงยิ่งนัก เด็กหนุ่มวัยเพียงสิบห้าปีกลับมีความอดทนอดกลั้นเด็ดเดี่ยวปานนี้ต้องนับถือในหัวใจจริง ๆ
หลังจากจี้ทำลายจุดชีพจรจนแตกสลายไปทั้งหมด เฒ่าเทียนคงคงส่งพลังปราณเข้าไปตรวจจับชีพจรของกังหลงอีกครั้งพบว่าจุดชีพจรทั้งห้าสิบสี่จุดได้สลายไปหมดสิ้นและไม่พบสายฟ้าสีทองวิ่งออกมาต่อต้านปราณยุทธอีกแสดงว่าชีพจรซ่อนดาราได้ถูกทำลายไปพร้อมกับจุดชีพจรแล้ว
การทำลายจุดชีพจรนั้นหาใช่การทำลายเส้นชีพจรด้วยไม่ร่างกายมีเส้นชีพจรเสมือนท่อส่งพลังปราณมีจุดชีพจรเป็บ่อเกิดหรือจุดรวมพลังปราณทำหน้าที่ดูดซับหรือปลดปล่อยพลังปราณตามตำแหน่งต่าง ๆ ในร่างกายจุดชีพจรถูกทำลายจึงไม่สามารถรวบรวมพลังปราณได้ เมื่อไม่สามารถรวบรวมพลังได้ก็ไร้พลังฝีมือ
ขั้นตอนที่สองคือการชำระล้างเส้นชีพจรขั้นตอนเป็การใช้พลังปราณถ่ายเทเข้าทางขม่อมกรุยไปตามเส้นชีพจรทั่วร่างกายเพื่อให้เส้นชีพจรโปร่งโล่งไม่ติดขัดเมื่อเส้นชีพจรโปร่งโล่งทั่งร่างกายการไหวเวียนของลมปราณจะรวดเร็วไม่ติดขัด
เฒ่าเทียนคงใช้พลังปราณกรุยผ่านเส้นชีพจรรวมทั้งสิ้นหนึ่งร้อยแปดรอบเส้นชีพจรของกังหลงจึงโล่งโปร่งสำรวจไม่มีตำแหน่งใดที่ติดขัดเป็อันเสร็จสิ้นขั้นตอนที่สองขณะนี้กังหลงได้หลับไปแล้วด้วยความอ่อนเพลีย เฒ่าเทียนคงจึงใช้พลังจัดให้กังหลงนอนลงเพื่อเตรียมดำเนินการขั้นตอนที่สามต่อไป
ขั้นตอนที่สามคือการสร้างจุดชีพจรขึ้นมาใหม่ตามตำแหน่งเดิมทั้งห้าสิบสี่จุดหรือเรียกว่าการปลูกจุดชีพจร โดยใช้เม็ดพลังฝังตามตำแหน่งที่้าสร้างจุดชีพจรและสร้างจุดตันเถียนซึ่งเป็จุดศูนย์กลางของพลัง มาถึงขั้นตอนนี้ก่อนลงมือตามขั้นตอนเฒ่าเทียนคงครุ่นคิดและมองไปยังร่างที่หลับสนิทเบื้องหน้า ลังเลครู่หนึ่งก่อนจะพึมพำว่า
"หวังว่าข้าคงจะไม่มองเ้าผิดไปนะเ้าหนุ่ม คำฝากฝังนั้นสำคัญยิ่งยามใดที่เ้ามีพลังฝีมือกล้าแกร่งพอหวังว่าเ้าคงไม่ตระบัดสัตย์และทุ่มเททำมันอย่างเต็มที่ชั่วชีวิตที่ผ่านมาของข้านี้ไม่เคยรับศิษย์ "
"ในเมื่อครานี้ตัดสินใจรับเ้าเป็ศิษย์และยังฝากฝังภารกิจที่สำคัญให้ข้าก็จะส่งเสริมเ้าอย่างสุดความสามารถให้เ้ามีคุณสมบัติที่ใต้หล้าต้องอิจฉาช่างบังเอิญนักที่ข้าได้ศาสตร์เร้นลับโบราณจากขุมทรัพย์สุสานโบราณของดินแดนระดับสูงมาเมื่อสองร้อยปีก่อนแต่ยังไม่มีโอกาสได้ทดลองใช้และเพราะเพื่อการแย่งชิงสิ่งนี้ผู้เยี่ยมยุทธมากมายจากทุกสารทิศกลับต้องฝังสังขารทิ้งไว้ที่นั่นแม้แต่ข้าเองก็เกือบรักษาชีวิตเอาไว้ไม่ได้ถือโอกาสนี้ใช้ศาสตร์ลับที่ได้มาทำการเปิดจักระทั้งเจ็ดให้เ้าไปด้วยก็แล้วกันนับเป็วาสนาของเ้านัก"
"ศาสตร์ลับโบราณนี้มีคุณสมบัติอันเลิศล้ำหากทำได้สำเร็จแต่ข้อจำกัดคือใช้ได้ครั้งเดียวและต้องทำในผู้ที่เพิ่งได้รับการปลูกจุดชีพจรขึ้นใหม่เท่านั้นข้าชักอิจฉาเ้าแล้วซิเ้าหนุ่ม เหอ ๆ ๆคนทั่วไปเกิดมาจุดจักระเปิดได้แค่หนึ่งจุดเท่านั้นตามธาตุของตัวเอง น้อยคนนักที่จุดจักระเปิดออกสองจุดั้แ่ถือกำเนิดนั่นแสดงว่าคนผู้นั้นต้องมีพร์อันเลิศล้ำยิ่งแล้ว แต่หากข้าทำสำเร็จ "
"เ้าหนุ่ม เ้าจะเป็เพียงบุคคลเดียวเท่านั้นที่จุดจักระทั้งหมดได้ถูกเปิดออกในห้วงจักรภพนี้ จักระเปิดหนึ่งจุด สามารถเรียนและผสานธาตุนั้นเข้ากับตัวได้หนึ่งธาตุและผู้ที่สามารถเปิดจักระฝึกฝนได้ก็จะมีพลังสูงส่งกว่าผู้ที่ไม่สามารถเปิดจักรกระได้ถึงสามเท่าตัว ดังนั้นที่แล้วมาหากมีผู้ใดมีวาสนาสามารถเปิดจุดจักระได้ผู้นั่นก็จะได้เป็จอมยุทธที่แข็งแร่งจนผู้อื่นยากจะต่อกรเลย แม้ตัวข้าก็มีวาสนาสามารถเปิดจักระได้เพียงจุดเดียวเท่านั้น ดังนั้นหากจักระเปิดได้ทั้งเจ็ดจุดเล่า คงสนุกน่าดู ฮ่า ๆ ๆ "
ตัดสินใจได้เช่นนั้น เฒ่าเทียนคงจึงเริ่มลงมือกลั่นเม็ดพลังจนมีขนาดเท่าไข่นกขึ้นมาจากพลังปราณของตนเองกลั่นเม็ดแล้วเม็ดเล่า แต่ขณะที่กลั่นเม็ดพลังสำเร็จแต่ละเม็ด ร่างพลังงานของเฒ่าเทียนคงก็จะดูเลือนลางอับแสงลงทีละน้อย เช่นกัน จวบกลั่นครบเม็ดที่ห้าสิบสี่ ร่างเฒ่าเทียนคงเริ่มดูเลือนลางมากยิ่งขึ้นเมื่อกลั่นเม็ดพลังเสร็จสิ้นจึงใช้พลังปราณส่งเม็ดพลังไปตามตำแหน่งชีพจรจนครบห้าสิบสี่ตำแหน่งเป็อันเสร็จสิ้นการปลูกจุดชีพจร
หลังจากนั้นเฒ่าเทียนคงได้ดึงม้วนคัมภีร์สีทองออกมาม้วนหนึ่งออกมาจากแหวนสีดำนิลที่สวมไว้ที่นิ้วก้อยข้างขวาใช้พลังปราณคลายผนึกที่ปิดม้วนคัมภีร์ออกเมื่อผนึกหายไปคัมภีรืได้คลี่ออกและสลายกลายเป็อักษรโบราณสีทองเจ็ดแถวลอยอยู่ด้านหน้าเฒ่าเทียนคง
"ฟุบ ฟุบ ฟุบ ฟุบ...ฟุบ"
ได้ยินเสียงดังขึ้นเจ็ดครั้งเมื่อเฒ่าเทียนคงได้ใช้พลังปราณชักนำอักษรสีทองแต่ละแถวที่ลอยอยู่เบื้องหน้าพุ่งหายเข้าไปในร่างของกังหลงตรงตำแหน่งจักระทั้งเจ็ดตำแหน่งทั้งเจ็ดที่อักษรแต่ละแถวพุ่งเข้าไปนั้นได้เกิดแสงสีทองเจิดจ้ากระจายออกมาจนคลุมไปทั่วร่างที่นอนไร้สติของกังหลง
หากเพ่งมองจะเห็นว่าทั่งร่างของกังหลงขณะนี้ได้กลายเป็สีทองที่เจิดจ้าโปร่งใสดุจผลึกมนุษย์ทองคำร่างสีทองนั้นโปร่งใสจนมองเห็นจุดจักระทั้งเจ็ดตำแหน่งเหล่านี้มีขนาดเท่าไข่ไก่มีแสงสีทองวิ่งจากกลางกระหม่อมเชื่อมต่อไปยังตำแหน่งจักระอื่นจนครบทั้งเจ็ดตำแหน่ง
เมื่อเชื่อมตำแหน่งจักระครบแสงสีทองก็เริ่มวิ่งต่อเชื่อมไปยังจุดตันเถียนและวิ่งเชื่อมต่อไปยังจุดชีพจรทีละจุดจนครบทั้งห้าสิบสี่จุดและวิ่งไปต่อกลับไปเชื่อมที่ตำแหน่งจักระอีกครั้งวนแบบนี้รอบแล้วรอบเล่า
ขณะที่แสงสีทองนี้วิ่งวนครบแต่ละรอบจุดตันเถียนและจุดชีพจรที่กำลังก่อตัวเกิดใหม่ก็คล้ายจะเติบโตขยายขนาดขึ้นเรื่อย ๆเช่นกัน เหมือนเมล้ดพันธ์ุได้รับสารอาหาร แสงสีทองยิ่งวิ่งวนเร็วขึ้นจนมองแทบไม่ทันจนครบหนึ่งร้อยแปดรอบก็ได้หยุดนิ่งสนิท ความโปร่งใส่เริ่มหายไปทีละน้อยเฒ่าเทียนคงได้สังเกตุความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นถึงกับนิ่งงันไป
"......"
เพราะจากจุดชีพจรสีทองที่มีขนาดเท่าเม็ดถั่วเขียวก็คล้ายจะเติบโตขยายขนาดขึ้นเรื่อย ๆ จนมีขนาดเท่าไข่นกจุดตันเถียนก็ขยายขนาดเพิ่มจากเดิมเรื่อย ๆ เช่นกัน จนมีขนาดใหญ่กว่าเดิมถึงเจ็ดเท่าแต่สิ่งที่ทำให้เฒ่าเทียนคงยิ่งตกตะลึงก็คือ..เส้นชีพจร..!!
เพราะก่อนหน้าจะเริ่มกระบวนการทำลายชีพจรนั้นเฒ่าเทียนคงยังไม่สามารถััเส้นชีพจรของกังหลงได้ ว่าเป็อย่างไรชนิดไหนแต่ขณะนี้!...เส้นชีพจรที่มองผ่านร่างโปร่งใสสีทองนี้มีความหนาและมีขนาดใหญ่กว่าเส้นชีพจรของตนเป็สิบเท่า!!