ความเดิมตอนที่แล้ว
เดซี่และจียงได้รู้จักกันในดินแดนลึกลับกลางทุ่งดอกเดซี่ ทั้งสองยังไม่รู้แน่ชัดว่าที่นี่คือความฝัน โลกหลังความตาย หรือสถานที่ใดกันแน่ แต่เมื่อไม่มีใครอยู่รอบตัว นอกจากกันและกัน คำว่า “เพื่อนผี” จึงกลายเป็จุดเริ่มต้นของความผูกพันระหว่างคนสองคนที่มีชะตากรรมเดียวกัน
ในทุ่งดอกเดซี่แห่งนั้น เวลาไม่เคยเดินเหมือนโลกใบเดิม
ไม่มีเช้า ไม่มีค่ำ ไม่มีคืนมืดสนิทให้ต้องหวาดกลัว มีเพียงแสงแดดอ่อน ๆ ที่ทอดลงมาบนกลีบดอกไม้สีขาว สายลมเย็นสบายที่พัดผ่านผิวกาย และท้องฟ้าสีครามกว้างใหญ่ราวกับไม่มีวันสิ้นสุด ทุกอย่างยังคงงดงามเหมือนวันแรกที่เดซี่และจียงลืมตาขึ้นมาในสถานที่แห่งนี้ เพียงแต่ความรู้สึกของพวกเขาไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว
่แรก ทั้งสองยังเฝ้ารอ รอว่าจะมีใครสักคนมารับ รอว่าจะมีประตูสักบานเปิดออก รอว่าอาจมีเสียงของเทวดา ยมทูต หรือใครก็ตามปรากฏขึ้นมาเพื่อบอกพวกเขาว่าควรไปทางไหน แต่ไม่ว่ารอไปนานเพียงใด ทุ่งดอกเดซี่ก็ยังมีเพียงความเงียบตอบกลับมาเสมอ
พวกเขาเคยเดินไปไกลจนสุดสายตา แต่ทุ่งดอกไม้ก็ยังทอดยาวออกไปไม่รู้จบ เคยลองะโเรียกหาใครบางคน เสียงของพวกเขาก็เพียงสะท้อนกลับมาเบา ๆ ก่อนจะจางหายไปกับสายลม ที่นี่ไม่มีความหิว ไม่มีความเจ็บ ไม่มีความเหนื่อย และไม่มีสิ่งใดทำร้ายพวกเขาได้
แรก ๆ มันดูเหมือนความฝัน
แต่เมื่ออยู่ไปนานเข้า ความฝันที่สวยงามเกินจริงก็เริ่มกลายเป็ชีวิตประจำวัน
ตอนแรกเดซี่พยายามนับวันอย่างจริงจัง เธอเก็บก้อนหินเล็ก ๆ ไว้ใต้ต้นไม้ใหญ่ ทุกครั้งที่คิดว่าผ่านไปหนึ่งวัน เธอก็จะวางก้อนหินเพิ่มหนึ่งก้อน จียงเองก็ช่วยเธอนับอยู่พักหนึ่ง แต่ไม่นานทั้งสองก็เริ่มสับสน เพราะไม่ว่าจะผ่านไปนานแค่ไหน ท้องฟ้าก็ยังเป็สีเดิม แสงแดดก็ยังอ่อนโยนเท่าเดิม และร่างกายของพวกเขาก็ไม่เคยเหนื่อย ไม่เคยหิว ไม่เคยง่วงอย่างจริงจังเหมือนมนุษย์บนโลกจริง
“จียงคะ...” เดซี่นั่งยอง ๆ อยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ ดวงตากลมโตจ้องก้อนหินตรงหน้าอย่างเคร่งเครียด “คุณว่าก้อนนี้คือวันที่เท่าไรแล้วคะ”
จียงนั่งพิงลำต้นอยู่ไม่ไกล มือถือสมุดเพลงที่เพิ่งนึกขึ้นมาได้เมื่อครู่ ก่อนจะมองกองหินตรงหน้าแล้วเงียบไปพักหนึ่ง
“ผมว่า...น่าจะประมาณวันที่ยี่สิบสามครับ”
“ไม่ใช่ค่ะ” เธอหันขวับมามองเขาทันที “เมื่อกี้ฉันนับได้สามสิบสอง”
“งั้นสามสิบสองก็ได้ครับ”
“คุณไม่จริงจังเลยอะ”
จียงหัวเราะเบา ๆ เมื่อเห็นเธอทำแก้มพองใส่เขาเหมือนเด็กถูกขัดใจ
“ก็ที่นี่ไม่มีอะไรให้ใช้นับเวลาเลยนี่ครับ ถ้าคุณนับได้สามสิบสอง ผมก็เชื่อคุณ”
เดซี่ก้มมองก้อนหินอีกครั้ง สีหน้าจริงจังของเธอค่อย ๆ เปลี่ยนเป็ความสับสน ก่อนจะถอนหายใจยาวเหมือนคนยอมแพ้ให้กับโลกทั้งใบ
“แต่ฉันก็ไม่แน่ใจเหมือนกันค่ะ บางทีฉันอาจจะนับซ้ำไปแล้วก็ได้ หรือไม่ก็ลืมวางหินไปหลายครั้ง...โอ๊ย ทำไมโลกหลังความตายต้องไม่มีนาฬิกาด้วยนะ”
เธอบ่นกับตัวเองเบา ๆ แล้วทิ้งตัวนั่งลงบนพื้นหญ้า ท่าทางหมดแรงทั้งที่ร่างกายของเธอไม่มีทางหมดแรงจริง ๆ จียงมองภาพนั้นแล้วอดยิ้มไม่ได้ ไม่รู้ั้แ่เมื่อไรที่การมีเธอนั่งบ่นอยู่ใกล้ ๆ กลายเป็เื่ปกติของเขาไปแล้ว
// ถ้าไม่มีเธอ ที่นี่คงเงียบมากจริง ๆ //
หลังจากพยายามนับวันอยู่หลายครั้ง สุดท้ายพวกเขาก็เลิกนับไปเอง ไม่ใช่เพราะไม่อยากรู้ แต่เพราะไม่มีอะไรให้ยืนยันได้เลยว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน บางครั้งมันเหมือนเพิ่งผ่านไปไม่กี่วัน แต่บางครั้งกลับรู้สึกเหมือนพวกเขารู้จักกันมานานมากแล้ว นานเสียจนจำไม่ได้ว่าก่อนมีอีกฝ่าย โลกว่างเปล่าแห่งนี้เคยเงียบขนาดไหน
พวกเขาค่อย ๆ เรียนรู้กฎแปลก ๆ ของสถานที่แห่งนี้ไปทีละอย่าง อย่างแรกคือที่นี่สามารถเนรมิตสิ่งของได้ตามความคิด เพียงแค่พวกเขานึกถึงมันอย่างชัดเจน ของสิ่งนั้นก็จะปรากฏขึ้นตรงหน้า ตอนแรกเดซี่ไม่เชื่อ เธอลองนึกถึงแก้วน้ำหนึ่งใบ แล้วแก้วใสใบเล็กก็ปรากฏขึ้นบนพื้นหญ้าจริง ๆ เธอกรีดร้องด้วยความใจนจียงเกือบทำสมุดเพลงหลุดมือ
“จียง! จียงคะ! มันมาแล้วค่ะ แก้วน้ำมาแล้ว!”
เธอชี้แก้วใบนั้นด้วยดวงตาเป็ประกาย ราวกับเพิ่งค้นพบสมบัติของโลก จียงเดินเข้าไปหยิบแก้วขึ้นมาดู ก่อนจะพยักหน้าเบา ๆ
“ดูเหมือนที่นี่จะทำให้สิ่งที่เราคิดกลายเป็จริงได้ครับ”
“จริงเหรอคะ”
“น่าจะจริงครับ”
เดซี่เงียบไปครู่หนึ่ง ดวงตากลมโตค่อย ๆ เปล่งประกายแปลก ๆ จนจียงเริ่มรู้สึกไม่ค่อยไว้ใจ
“งั้นถ้าฉันนึกถึงเค้ก...”
ยังไม่ทันที่เธอจะพูดจบ เค้กก้อนเล็กสีขาวก็ปรากฏขึ้นบนพื้นหญ้าตรงหน้า เธอนิ่งค้างไปหนึ่งวินาที ก่อนจะร้องออกมาอย่างดีใจ
“เค้กกก!”
จียงหัวเราะทันที
“คุณนี่นะ”
“ก็ฉันอยากรู้นี่คะว่ามันทำได้จริงไหม”
“แล้วได้คำตอบหรือยังครับ”
เดซี่หยิบเค้กขึ้นมามองด้วยสีหน้าจริงจัง ก่อนจะพยักหน้าอย่างมั่นใจ
“ได้แล้วค่ะ โลกหลังความตายมีเค้ก แปลว่าไม่แย่เท่าไร”
คำตอบของเธอทำให้จียงหัวเราะอยู่นานกว่าที่ควรจะเป็ ั้แ่ตื่นขึ้นมาในที่แห่งนี้ เขามีความกลัวอยู่ในใจตลอดเวลา กลัวว่าตัวเองจะตายแล้วจริง ๆ กลัวว่าจะไม่มีวันได้กลับไปขึ้นเวที กลัวว่าจะไม่มีใครจำเขาได้อีก แต่เดซี่กลับทำให้ความกลัวพวกนั้นเบาลงทีละนิด ด้วยคำพูดประหลาด ๆ และรอยยิ้มที่ดูจริงใจเกินกว่าจะเป็แค่ภาพในความฝัน
หลังจากรู้ว่าที่นี่สามารถสร้างสิ่งของได้ตามใจ พวกเขาก็เริ่มมีสิ่งต่าง ๆ มากขึ้น จากสมุดเพลงของจียง กลายเป็โต๊ะไม้ตัวเล็ก จากแก้วน้ำของเดซี่ กลายเป็ชุดน้ำชา จากผ้าห่มผืนหนึ่ง กลายเป็หมอนนุ่ม ๆ หลายใบ และในที่สุด วันหนึ่งเดซี่ก็ยืนเท้าเอวกลางทุ่งดอกไม้แล้วประกาศออกมาอย่างจริงจังว่า
“จียงคะ เราควรมีบ้านค่ะ”
จียงหันไปมองเธอ
“บ้าน?”
“ใช่ค่ะ บ้าน” เธอพยักหน้าแรง ๆ “ถึงเราจะเป็เพื่อนผี แต่เพื่อนผีก็ควรมีที่อยู่เป็หลักแหล่งนะคะ จะให้นั่งใต้ต้นไม้ไปตลอดก็คงไม่ไหว”
จียงมองต้นไม้ใหญ่ที่ให้ร่มเงาพวกเขามาตลอด แล้วหันกลับมามองเธออีกครั้ง
“แล้วคุณอยากได้บ้านแบบไหนครับ”
เดซี่นิ่งคิด ดวงตากลมโตกวาดมองไปรอบ ๆ ทุ่งดอกเดซี่สีขาว ก่อนจะชี้ไปยังเนินเล็ก ๆ ใกล้ต้นไม้ใหญ่
“ตรงนั้นค่ะ อยากได้บ้านเล็ก ๆ ตรงนั้น มีหน้าต่างมองเห็นทุ่งดอกไม้ มีระเบียงไว้นั่งเล่น แล้วก็มีห้องให้คุณแต่งเพลงด้วย”
จียงชะงักไปเล็กน้อย
“ห้องให้ผมแต่งเพลง?”
“ค่ะ” เธอหันมายิ้มให้เขา “คุณชอบเขียนเพลงนี่นา ถ้ามีห้องทำงานดี ๆ คุณอาจจะรู้สึกดีขึ้นก็ได้ ถึงที่นี่จะไม่มีเวที แต่คุณก็ยังแต่งเพลงได้นะคะ”
คำพูดธรรมดาของเธอกลับทำให้หัวใจของเขาเงียบลงอย่างประหลาด เดซี่ไม่ได้พูดเพื่อปลอบแบบขอไปที เธอจำได้ว่าเขารักอะไร จำได้ว่าเขาเคยเสียใจกับอะไร และพยายามหาที่ว่างเล็ก ๆ ให้ความฝันของเขายังอยู่ต่อในโลกที่เหมือนไม่เหลืออนาคต
// ผู้หญิงคนนี้...ใจดีกว่าที่ตัวเองรู้เสียอีก //
จียงหันไปมองเนินตรงนั้นอีกครั้ง ก่อนจะพยักหน้าเบา ๆ
“งั้นมาลองสร้างบ้านกันครับ”
การสร้างบ้านด้วยความคิดไม่ใช่เื่ง่ายอย่างที่คิด ตอนแรกบ้านที่ปรากฏขึ้นมาดูเอียงจนเดซี่หัวเราะไม่หยุด หลังคาเบี้ยวไปข้างหนึ่ง หน้าต่างอยู่สูงเกินไป และประตูเล็กจนจียงต้องก้มเกือบติดพื้นถึงจะเดินเข้าได้ เดซี่ยืนหัวเราะจนน้ำตาคลอ ก่อนจะบอกว่าบ้านหลังนี้เหมาะกับผีแคระมากกว่าพวกเขา
“จียงคะ ถ้าเราอยู่บ้านหลังนี้ไปนาน ๆ คุณอาจจะหลังค่อมนะคะ”
“งั้นคุณลองสร้างเองไหมครับ”
“ได้ค่ะ ดูฝีมือฉันนะ”
ผลลัพธ์คือบ้านหลังที่สองมีประตูใหญ่โตเกินจำเป็ แต่ไม่มีบันได ไม่มีหน้าต่าง และมีปล่องไฟอยู่กลางห้องนั่งเล่น จียงมองบ้านหลังนั้นเงียบ ๆ ก่อนจะหันไปหาเธอ
“นี่บ้านหรือเตาผิงครับ”
เดซี่เม้มปาก พยายามกลั้นหัวเราะ
“ก็...อย่างน้อยประตูก็ใหญ่พอนะคะ”
สุดท้ายพวกเขาต้องช่วยกันนึกภาพทีละนิด บ้านเล็ก ๆ สีขาวค่อย ๆ ปรากฏขึ้นบนเนินใกล้ต้นไม้ใหญ่ หลังคาสีอ่อน หน้าต่างบานกว้างเปิดรับลม ระเบียงไม้เล็ก ๆ หันหน้าไปทางทุ่งดอกเดซี่ และมีห้องทำงานที่มองเห็นดอกไม้ไกลสุดสายตา เดซี่เดินวนรอบบ้านอยู่หลายรอบ ใบหน้าเต็มไปด้วยความภูมิใจเหมือนตัวเองสร้างคฤหาสน์ทั้งหลังด้วยมือเปล่า
“สวยมากเลยค่ะ”
จียงยืนอยู่ข้างเธอ มองบ้านหลังเล็กที่เกิดจากความคิดของพวกเขาสองคน
“ครับ สวยมาก”
“ต่อไปนี้เราก็ไม่ต้องนั่งตากแดดใต้ต้นไม้ตลอดแล้วนะคะ”
“แต่คุณยังต้องดุแดดอยู่ไหมครับ”
เธอหันมามองเขาทันที แก้มขึ้นสีจาง ๆ
“คุณยังจำเื่นั้นได้อีกเหรอคะ”
“จำได้สิครับ ผู้หญิงที่ดุแดดแทนผม ผมคงลืมยาก”
เดซี่เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะรีบเบือนหน้าหนีไปอีกทาง แต่จียงทันเห็นว่าใบหูของเธอแดงขึ้นอย่างน่ารัก
หลังจากมีบ้าน ชีวิตของพวกเขาก็ค่อย ๆ เปลี่ยนไปอย่างช้า ๆ พวกเขาตื่นขึ้นมาในแสงแดดเดิม ๆ เดินเล่นผ่านทุ่งดอกเดซี่เดิม ๆ กลับมานั่งที่ระเบียงเดิม ๆ และพูดคุยกันเื่เดิมบ้าง เื่ใหม่บ้าง ซ้ำไปซ้ำมาในโลกที่ไม่มีเวลาให้ยึดจับ บางวันจียงนั่งแต่งเพลงอยู่ในห้องทำงาน เดซี่นั่งอ่านหนังสือที่เธอนึกขึ้นมาได้อยู่บนโซฟา บางวันเธอชวนเขาทำอาหาร ทั้งที่พวกเขาไม่จำเป็ต้องกิน และบางวันพวกเขาก็แค่นั่งเงียบ ๆ ด้วยกัน มองทุ่งดอกไม้ไหวเอนตามสายลม
มันแปลกมาก ทั้งที่สถานที่แห่งนี้ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเลย แต่ความรู้สึกของพวกเขากลับเปลี่ยนไปทีละนิด จากคนแปลกหน้าที่เรียกกันด้วยคำสุภาพ กลายเป็เพื่อนร่วมชะตากรรม จากเพื่อนผีที่ปลอบกันในวันที่คิดว่าตัวเองตาย กลายเป็คนที่รู้ว่ากาแฟแก้วหนึ่งควรหวานแค่ไหน เพลงท่อนไหนทำให้จียงยิ้ม และมุกแปลก ๆ แบบไหนที่ทำให้เดซี่หัวเราะจนตาหยี
ไม่มีใครพูดออกมาก่อนว่าความรู้สึกนั้นเปลี่ยนไปั้แ่เมื่อไร
อาจเป็วันที่เดซี่เผลอหลับบนไหล่ของจียงระหว่างฟังเขาฮัมเพลง อาจเป็วันที่จียงยื่นมือมาจับมือเธอไว้ตอนเธอคิดถึงแม่บนโลกจริง หรืออาจเป็วันธรรมดา ๆ วันหนึ่งที่ทั้งคู่มองหน้ากันกลางทุ่งดอกไม้ แล้วต่างฝ่ายต่างรู้ว่า คำว่าเพื่อนผีไม่พอสำหรับความรู้สึกนี้อีกแล้ว
พวกเขาไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหนแล้ว อาจเป็หลายวัน หลายเดือน หรืออาจนานเป็ปี กองหินเล็ก ๆ ที่เคยใช้แทนวันเวลาถูกดอกเดซี่ขึ้นล้อมจนแทบมองไม่เห็น บางครั้งเดซี่เดินผ่านมันแล้วหยุดมองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยิ้มจาง ๆ แล้วเดินต่อเหมือนยอมรับได้แล้วว่าโลกนี้ไม่ยอมให้พวกเขารู้เวลา
แต่ถึงจะไม่รู้ว่ากี่วันผ่านไป สิ่งหนึ่งกลับชัดเจนขึ้นทุกที
พวกเขาคุ้นเคยกับการมีกันและกันอยู่ตรงนี้มากขึ้นทุกวัน
หลังจากนั้น บ้านกลางทุ่งเดซี่ก็ไม่เงียบเหงาเหมือนเดิมอีกต่อไป
ในห้องทำงานเล็ก ๆ ของจียง เสียงปากกาขีดเขียนบนหน้ากระดาษดังคลอไปกับเสียงลมที่พัดลอดหน้าต่างเข้ามา สมุดหลายเล่มวางกระจัดกระจายอยู่บนโต๊ะ บางหน้าเต็มไปด้วยเนื้อเพลง บางหน้ามีเพียงประโยคสั้น ๆ ที่ยังไม่สมบูรณ์ และบางหน้าก็มีรูปดอกเดซี่เล็ก ๆ ที่เดซี่แอบวาดไว้ตอนเขาเผลอ
จียงนั่งอยู่หน้าโต๊ะทำงาน ปลายนิ้วเคาะจังหวะเบา ๆ กับขอบสมุด ดวงตาจดจ่ออยู่กับเนื้อเพลงตรงหน้า แต่ในหัวกลับมีทำนองบางอย่างหมุนวนอยู่อย่างนุ่มนวล เขาเขียนเพลงมาหลายเพลงั้แ่มาอยู่ที่นี่ แต่เพลงนี้ต่างออกไป มันไม่ได้เกิดจากความกดดันหรือความอยากพิสูจน์ตัวเองเหมือนในโลกเดิม
เพลงนี้เกิดจากบ้านหลังเล็ก กลิ่นดอกไม้สีขาว และรอยยิ้มของผู้หญิงคนหนึ่ง
ประตูห้องเปิดออกเบา ๆ โดยไม่ต้องเคาะ
จียงไม่ต้องหันไปมองก็รู้ว่าเป็ใคร
แขนเรียวเล็กโอบรอบคอเขาจากด้านหลัง กลิ่นหอมอ่อน ๆ ที่คุ้นเคยลอยมาก่อนเสียงหวาน ๆ จะดังขึ้นใกล้ใบหู
“ยังแต่งไม่เสร็จอีกเหรอคะ”
มุมปากของจียงยกขึ้นทันที เขาวางปากกาลง แล้วเอื้อมมือไปแตะหลังมือของเธออย่างอ่อนโยน
“ใกล้แล้วครับ”
เดซี่โน้มตัวลงมองสมุดตรงหน้า ก่อนจะแอบหอมแก้มเขาเร็ว ๆ หนึ่งทีเหมือนกลัวถูกจับได้ ทั้งที่ตั้งใจทำเต็มที่
จียงหัวเราะในลำคอ
“เดี๋ยวนี้ขโมยหอมเก่งขึ้นนะ”
“ไม่ได้ขโมยสักหน่อย” เธอตอบเสียงใส “คนเป็แฟนกัน เขาเรียกว่าหอมให้กำลังใจค่ะ”
“อ้อ อย่างนั้นเหรอ”
“ใช่ค่ะ เพราะฉะนั้นที่รักต้องแต่งเพลงให้เพราะมาก ๆ นะ”
คำว่า “ที่รัก” จากปากเธอยังคงทำให้ใจเขาอ่อนลงได้ทุกครั้ง ไม่ว่าจะได้ยินมากี่ครั้งแล้วก็ตาม จียงหมุนเก้าอี้กลับมา ก่อนจะดึงเธอให้นั่งลงบนตักอย่างเป็ธรรมชาติ เดซี่ทำท่าจะบ่น แต่สุดท้ายก็ยอมเอนตัวพิงอกเขาเหมือนตรงนั้นเป็ที่ของเธอมาั้แ่แรก
“เพลงนี้ต้องเพราะอยู่แล้ว” เขาพูดพลางเกลี่ยปอยผมสีแดงเชอร์รี่ของเธอออกจากแก้ม “เพราะมีคนบางคนเป็แรงบันดาลใจ”
เดซี่เงยหน้ามองเขาทันที แก้มเริ่มขึ้นสีจาง ๆ
“ใครเหรอคะ”
จียงก้มลงมองเธอ ดวงตาเป็ประกายขี้เล่น
“ไม่รู้สิ อาจจะเป็คนที่ชอบดุแดดแทนผมั้แ่วันแรกที่เจอกัน”
“จียง!”
เธอฟาดแขนเขาเบา ๆ ด้วยความเขิน แต่จียงกลับหัวเราะอย่างพอใจ เขาชอบเวลาเดซี่เขิน เพราะไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน เธอก็ยังมีมุมสดใสเหมือนวันแรกที่เดินเข้ามาหาเขาใต้ต้นไม้ใหญ่
เดซี่ทำแก้มพองใส่เขาครู่หนึ่ง ก่อนจะหันไปมองสมุดเพลงบนโต๊ะ
“ถ้าแต่งเสร็จแล้ว ต้องร้องให้เดซี่ฟังคนแรกนะคะ”
“แน่นอนครับ”
“ก็ต้องแน่นอนอยู่แล้วนี่นา” เธอพึมพำ “ที่นี่มีแค่เราสองคน ถ้าไม่ร้องให้เดซี่ฟังก็ไม่รู้จะร้องให้ใครฟังแล้ว”
จียงยิ้ม แต่รอยยิ้มนั้นแ่ลงเล็กน้อยเมื่อสายตาตกลงบนเนื้อเพลงตรงหน้า
“ถ้าเพลงนี้ได้เปิดบนโลกจริง...” เขาพูดขึ้นเบา ๆ “มันอาจจะดังมากก็ได้”
ประโยคนั้นทำให้ห้องทั้งห้องเงียบลงชั่วขณะ
เดซี่ไม่ได้ตอบทันที เธอเพียงหันกลับไปมองเขา ใบหน้าของจียงยังคงมีรอยยิ้มบาง ๆ แต่มันไม่ใช่รอยยิ้มแบบเมื่อครู่ ดวงตาของเขาเหมือนกำลังมองผ่านหน้าต่างออกไปไกลกว่าทุ่งเดซี่ ไกลไปถึงห้องซ้อมที่เต็มไปด้วยเสียงเพลง เพื่อน ๆ ที่เคยหัวเราะและเหนื่อยไปด้วยกัน และเวทีที่เขายังไม่เคยได้ยืนในฐานะศิลปินเต็มตัว
“ถ้าที่รักยังอยู่บนโลกจริง” เดซี่พูดเบา ๆ “ป่านนี้คงได้เป็ศิลปินดังไปแล้วแน่ ๆ”
จียงหัวเราะออกมานิดหนึ่ง แต่เสียงนั้นไม่สดใสเท่าเดิม
“อาจจะได้เป็ศิลปินก็ได้ แต่จะดังหรือเปล่า ผมก็ไม่รู้หรอก”
เขาหยุดไปครู่หนึ่ง ปลายนิ้วแตะอยู่บนขอบสมุดอย่างเลื่อนลอย
“ป่านนี้พวกนั้นจะเป็ยังไงบ้างนะ”
เดซี่รู้ว่า “พวกนั้น” หมายถึงใคร
เพื่อน ๆ ของเขา คนที่ซ้อมมาด้วยกัน ฝันมาด้วยกัน และอาจยังอยู่บนโลกจริงในวันที่จียงหายไปโดยไม่มีคำลา เธอไม่เคยเห็นคนเ่าั้ แต่เธอรู้จากเื่เล่าของจียงว่าเขาผูกพันกับพวกเขามากแค่ไหน และรู้ด้วยว่าแม้เขาจะบอกว่ามีความสุขกับเธอ แต่บางส่วนในหัวใจของเขายังหันกลับไปมองโลกใบนั้นเสมอ
เธอวางมือลงบนมือของเขา
“ทุกคนคงคิดถึงที่รักมากค่ะ” เธอบอกอย่างอ่อนโยน “เหมือนที่ที่รักคิดถึงพวกเขาตอนนี้”
จียงหลุบตาลง มุมปากยังยิ้ม แต่รอยยิ้มนั้นทำให้หัวใจของเดซี่เจ็บแปลบ
“ช่างมันเถอะ” เขาพูดเหมือน้าตัดบท ทั้งที่น้ำเสียงยังแ่ “พวกเราอยู่กันคนละโลกแล้ว ตอนนี้ผมมีเดซี่อยู่ตรงนี้ก็พอแล้ว”
เขายกมือขึ้นแตะแก้มเธออย่างทะนุถนอม ปลายนิ้วลูบผิวเนียนนุ่มเบา ๆ เหมือนกำลังยืนยันกับตัวเองว่าสิ่งที่อยู่ตรงหน้านั้นเป็ความจริง
“แค่มีเดซี่ของผม ผมก็ไม่้าอะไรแล้ว”
เดซี่มองเขา ดวงตาไหววูบเพียงเล็กน้อย เธอรู้ว่าจียงพูดความจริง เขารักเธอจริง และเธอก็เป็ความสุขของเขาจริง แต่ขณะเดียวกัน เธอก็รู้ว่าเขากำลังพยายามวางความฝันเก่าลง ทั้งที่มันยังไม่เคยได้เริ่มต้นอย่างที่ควรจะเป็
เธอรักเขา
รักมากพอที่จะอยากกอดเขาไว้ตลอดไป
แต่ก็รักมากพอที่จะไม่อยากเห็นเขาซ่อนความเศร้าไว้หลังรอยยิ้มแบบนี้
เดซี่ขยับตัวกอดเขาแน่นขึ้น ใบหน้าซบลงกับไหล่ของเขา ขณะที่มือเล็กลูบแผ่นหลังเขาเบา ๆ เหมือนกำลังปลอบเด็กคนหนึ่งที่เหนื่อยมานานเหลือเกิน
“เค้าก็ไม่้าอะไรอีกแล้ว นอกจากที่รัก”
จียงหลับตาลงช้า ๆ แขนของเขาโอบรอบเอวเธอแน่นขึ้น เขารับรู้ได้ถึงความอ่อนโยนในอ้อมกอดของเธอ รับรู้ได้ว่าเธอไม่ได้เพียงพูดเพื่อให้เขาสบายใจ แต่กำลังพยายามแบ่งเบาความเศร้าที่เขาไม่เคยเอ่ยออกมาตรง ๆ
ในโลกที่ไม่มีใครเหลืออยู่ เดซี่คือบ้านของเขา
เป็เสียงหัวเราะในวันที่เงียบเกินไป เป็คนที่ดุแดดแทนเขาในวันแรก เป็เพื่อนผีที่ทำให้เขาหัวเราะทั้งน้ำตา และเป็ผู้หญิงคนเดียวที่ทำให้เขารู้สึกว่า ต่อให้ความฝันบนโลกจริงหายไป ชีวิตของเขาก็ยังมีบางอย่างงดงามพอให้กอดไว้
แต่ลึกลงไปในใจ จียงรู้ดีว่าเขายังคิดถึงเพลง คิดถึงเวที คิดถึงเพื่อน ๆ และคิดถึงตัวเองในวันที่ยังมีโอกาสวิ่งตามความฝัน
เขาเกลียดความรู้สึกนั้น
เพราะทุกครั้งที่คิดถึงโลกจริง เขาจะรู้สึกเหมือนกำลังทรยศต่อความสุขที่มีอยู่ตรงหน้า
“เดซี่” เขาเรียกเสียงเบา
“คะ”
“ผมดูโลภมากไหม”
เธอเงยหน้าขึ้นมองเขา
“ทำไมพูดแบบนั้นล่ะคะ”
จียงยิ้มจาง ๆ
“ผมมีคุณอยู่ตรงนี้แล้ว แต่บางครั้งผมก็ยังคิดถึงโลกข้างนอก คิดถึงสิ่งที่ผมยังทำไม่สำเร็จ ทั้งที่ผมควรจะพอใจแล้ว”
เดซี่มองเขานิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยกมือขึ้นแตะแก้มเขาเหมือนที่เขาเคยทำกับเธอ
“ไม่โลภหรอกค่ะ” เธอบอก “คนเรารักใครสักคนได้ แล้วก็ยังรักความฝันของตัวเองได้เหมือนกัน มันไม่ได้ผิดสักหน่อย”
คำตอบนั้นทำให้จียงพูดอะไรไม่ออก
เดซี่ยิ้มบาง ๆ แม้ในใจจะเจ็บแปลก ๆ กับคำพูดของตัวเอง เธอไม่รู้ว่าที่นี่คืออะไร ไม่รู้ว่าพวกเขาตายแล้วจริงไหม และไม่รู้ว่าจะมีวันไหนที่ใครบางคนต้องจากไปหรือเปล่า แต่ถ้ามีโอกาสแม้เพียงนิดเดียวที่จียงจะได้กลับไปใช้ชีวิต เธอก็อยากให้เขาได้กลับไป
กลับไปยืนบนเวทีที่เขารัก
กลับไปแต่งเพลงให้คนทั้งโลกได้ฟัง
กลับไปยิ้มอย่างเต็มหัวใจ โดยไม่ต้องซ่อนความคิดถึงไว้กับเธอแบบนี้
‘ถ้าคุณได้กลับไปจริง ๆ...ฉันคงคิดถึงคุณมากแน่ ๆ’
เดซี่กดความคิดนั้นไว้ลึกที่สุด แล้วซบหน้าลงกับอกของเขาอีกครั้ง
จียงกอดเธอแน่นขึ้น ราวกับกลัวว่าเธอจะหายไป
“ผมรักคุณนะ” เขากระซิบ “รักมากจริง ๆ เดซี่ของผม”
เดซี่หลับตาลง ปล่อยให้เสียงหัวใจของเขาดังอยู่ข้างหู มันเป็จังหวะที่ทำให้เธอรู้สึกปลอดภัยเสมอ แม้จะอยู่ในดินแดนที่ไม่มีคำตอบใด ๆ ก็ตาม
ภายใต้ต้นไม้ใหญ่ กลีบดอกเดซี่สีขาวปลิวผ่านไปตามแรงลม แสงแดดยังคงอบอุ่นเหมือนเดิม บ้านหลังเล็กกลางทุ่งดอกไม้ยังเงียบสงบ และในอ้อมกอดของกันและกัน ทั้งสองพยายามเชื่อว่าความรักอาจเพียงพอสำหรับการอยู่ที่นี่ตลอดไป
แต่ลึกลงไปในใจของเดซี่ เธอกลับเริ่มภาวนาเป็ครั้งแรก ไม่ใช่ให้ใครมารับเธอไปเกิดใหม่ แต่ให้ผู้ชายที่เธอรัก ได้มีโอกาสกลับไปทำตามความฝันของเขาอีกครั้ง