กลางดึกดื่นวายุปล่อยให้จิ้งจอกสาวพักผ่อน รู้ตัวเองว่าหากเกิดอะไรขึ้นเขาก็เป็แค่ตัวไร้ประโยชน์ ตอนนี้จึงต้องให้คิวบิพักเอาแรงให้ได้มากที่สุด แม้รู้สึกเจ็บใจ เขาเป็ผู้ชายแต่กลับต้องให้คิวบิมาปกป้อง สิ่งที่ทำได้คือช่วยสนับสนุนเธออย่างเต็มความสามารถด้วยความรู้ไหวพริบทั้งหมดที่มี จึงใช้เวลานี้จัดเรียงเด็คใหม่ทั้งหมดยี่สิบห้าใบ
การ์ดเปลี่ยนพื้นที่ อเวจีสีคราม
การ์ดเปลี่ยนพื้นที่ ทุ้งเหมันต์นิรันดร
ลูกไฟจิ้งจอก
ดาราเหมันต์
จิ้งจอกเก้าดาราทะยาน์
กงเล็บอัสนี
หุ่นไล่กาผู้อดทน : สามารถอัญเชิญหุ่นไล่กาออกมารับการโจมตีแทนคิวบิได้หนึ่งครั้ง (4ใบ)
ดอกไห่ถางเก้าสารัตถะ : ฟื้นฟูพลังชีวิต 80% จากพลังชีวิตสูงสุด และยังฟื้นฟูพลังิญญา 80% จากพลังิญญาสูงสุด
ผู้พิทักษ์สุสาน : ทิ้งการ์ดผู้พิทักษ์สุสานลงสุสานสามารถเรียกการ์ดจากเด็คได้หนึ่งใบ (2ใบ)[หากผู้พิทักษ์สุสานอยู่ในสุสานครบ 4 ใบ สามารถเรียกการ์ดในสุสานทั้งหมดขึ้นมือได้ 1 ครั้ง]
ผู้ละโมบ : ทิ้งการ์ดผู้ละโมบลงสุสานสามารถนำการ์ดที่ไม่้ากลับเข้าเด็คและเรียกการ์ดจากสุสานขึ้นมือได้ 2 ใบ(2ใบ)
ตุลาการย้อนแย้ง : จะทำงานก็ต่อเมื่อสปิริตส์ตนเองได้รับความเสียหาย โดยค่าความเสียหายที่ได้รับ 50% จะสะท้อนกลับไปยังผู้โจมตี
คำพิพากษาตุลาการ : ทิ้งการ์ดใบนี้ลงสุสานสามารถเลือกดูการ์ดใบมือของอีกฝ่ายได้ 2 ใบ และสามารถบังคับให้ส่งการ์ดกลับเข้าเด็คได้ หากเป็สัตว์อสูรสามารถใช้มองทักษะค่าสถานะได้ 2 ทักษะ (2ใบ)
ผีเถา : สร้างเถาวัลย์ขึ้นมารัดพันตึงร่างศัตรู (2ใบ)
แอเรียรีเจค : ทิ้งการ์ดใบนี้ลงสานการ์ดเอฟเฟคพื้นที่อีกฝ่ายไร้ผล
ดึงดูดสรรพสิ่ง : สร้างสนามแรงโน้มถ่วงขึ้นมารอบตัว
ซิสเตอร์ผู้อ่อนโยน : หากซิสเตอร์ผู้อ่อนโยนยืนอยู่บนฟิลด์(field) สปิริตส์ของตนเองและพรรคพวกพื้นฟูพลังชีวิต 200 จุด/1วินาที ฟื้นฟูพลังิญญา 250 จุด/1 วินาที หากซิสเตอร์ผู้อ่อนโยนถูกทำลายสามารถเรียกการ์ดในเด็คได้ 1ใบ หากบูชายัญเรียกการ์ดในสุดสานขึ้นมือได้ 1ใบ (3ใบ)
สกิลด์รีเจค : ทิ้งการ์ดใบนี้ลงจากมือทำให้ทักษะของอีกฝ่ายไร้ผลโดยสิ้นเชิง 1 ครั้ง
วายุตรวจทานเด็คของตนเองอีกรอบจนแน่ใจ ตอนนี้การ์ดทั้งหมดของเขามีเพียง 30 ใบ ทั้งหมดยังเป็การ์ดระดับร้อยปีเสียส่วนใหญ่ โชคยังดีที่สตอเบอร์รี่มีน้ำใจให้การ์ดสกิลที่เธอไม่ใช้จำนวนหนึ่งให้เขา แม้ส่วนใหญ่จะเป็การ์ดเอฟเฟคปฏิเสธผลของฝ่ายตรงข้ามก็ตาม หากใช้ให้ดีถือว่ามีประโยชน์อย่างมาก
คิวบิเป็สายพิเศษจึงได้เปรียบเื่การจัดเด็ค แต่คิดว่าผู้เล่นคงไม่คำนึงถึงเื่นี้ บางคนคงเอาแต่อัดการ์ดที่เอาไว้ใช้สร้างคอมโบหรือโจมตีอย่างเดียวแบบสุดโต่ง แต่ทว่าเด็คของวายุเป็เด็คสมดุลทั้งการโจมตีและตั้งรับในขณะเดียวกันก็ปั่นป่วนเด็คของฝ่ายตรงข้ามด้วยเอฟเฟครวมถึงการควบคุมเด็คของตนเอง การที่วายุใส่เข้าไปในเด็คส่วนใหญ่จะเน้นไปทางการ์ดที่ทำให้เขาสามารถควบคุมการ์ดในเด็คของตนเองได้ การ์ดจั่วการ์ดก็เหมือนการเสี่ยงโชค ในการต่อสู้จริงหากเขาจะแต่ภาวะขอให้การ์ดดีๆขึ้นมือการ์ดเทพๆจั่วออกมารัวๆแบบนั้นเท่ากับว่าเขาให้ฝากชีวิตไว้กับดวงโชคชะตากำหนดผลการต่อสู้ ดังนั้นวิธีที่ดีที่สุดคือเขาต้องสามารถควบคุมการ์ดในเด็คของตนเองได้ สามารถเรียกการ์ดขึ้นมือได้ตามสถานการณ์ ผู้เล่นคนไหนจะจัดเด็คยังไงเขาไม่สน แต่วายุคิดว่าวิธีนี้สามารถทำให้เขาเป็ฝ่ายควบคุมเกมการต่อสู้ได้ดีกว่าอีกศัตรู
ชายหนุ่มขยับเข้ามาหาจิ้งจอกสาวที่จมอยู่ในนิทรา แอบเอามือลูบหัวเธออย่างผ่วเบาเนียนนุ้มอ่อนโยน เขาดีใจจริงๆที่เผ่าเทพมายาสูงส่งอย่างเธอเลือกมาจุติเป็สปิริตส์คนที่ไม่มีอะไรเลย วายุยื่นหน้าไปกระซิบข้างหูเสียงละมุมแ่เบาดุจสายลมพัดเอื้อนเอ่ย
“ขอบคุณนะคิวบิที่มาเป็คู่หูกัน แต่ช่วยอดทนอีกหน่อย สักวันฉันจะลงไปยืนกับเธอในสนามรบให้ได้ จะไม่ให้ต้องภาระของเธอ สักวันฉันจะมีพลังมากพอจนใครไม่สามารถว่าเธอว่านางจิ้งจอกได้ ขอบคุณ”
เขาไม่เคยทำร้ายหรือด่าผู้หญิงมาก่อนในชีวิต แน่นอนว่าการที่ต้องให้คิวบิปกป้องเขารู้สึกเ็ป หากเลือกได้เขาอยากเป็ฝ่ายปกป้องเธอเสียมากกว่า
วายุขยับออกมานอนหลับพักผ่อน
ท่ามกลางความเงียบสงบได้ยินเสียงฟืนแตกจากการเผาไหม้ และเสียงลมหายใจของคนสอง จรอยยิ้มละมุนจุดขึ้นริมฝีปากของจิ้งจอกสาวอย่างอ่อนโยน
นายนี่ทึ่มจริง.... ขอบคุณ
เช้าวันใหม่มาเยือนทั้งสองไม่รอช้าทานอาหารเช้าเสร็จรีบเข้าสำรวจถ้ำทันที ตลอดเส้นทางเงียบสงัด ผนังถ้ำเป็หินแกรนิตบนเพด้านมีอัญมณีเรืองแสงให้ความสว่าง ทางเดินกว้างสามเมตรสูงหกเมตร เส้นทางขรุขระคตเคี้ยว
“แปลก หรือว่าไม่ใช่ถ้ำคาราสึโมริ” คิวบิสงสัยจำผิด แต่เธอคุ้นถ้ำนี้อย่างมาก
ควรทราบ ก่อนเกมเปิดให้บริการเหล่าพนักงานของเกมที่รับบทเป็เทพจ้าว และสปิริตส์เผ่าที่ใช้คนรับบทพวกเขาได้เข้าเล่นเกมก่อนเป็เวลา 1 ปี เพื่อกำหนดทิศทางการเป็ไปของเนื้อเื่ภายในเกม คิวบิเองก็เป็หนึ่งในนั้น
“สงสัยเธอจำผิดมั้ง” วายุกล่าวสายตายังคงสอดส่องระวังตลอดเวลา
“อาจจะเป็ไปได้ เพราะมันต้องแต่ยุคเทพปกรณัม หลังจบาเทพสปิริตส์จิติญญาคิวบิแตกสลายกลายเป็ดิจิสปิริตส์ นี่ก็ผ่านมาจะสองแสนล้านปี คงจำผิด”
ยายแก่....
“เวลาในเกมย๊ะ เขาใช้ระบบเร่งเวลาหรอก” คิวบิแหว
วายุหยุดฝีเท้า เบื้องหน้าเป็กำแพง “คิวบิสร้างไฟได้ไหม”
จิ้งจอกสาวพยักหน้า เกิดไฟสีฟ้ารุกพรึบขึ้นที่หางทั้งสอง แสงสีฟ้าสว่างไสวไปทั่วถ้ำเผยให้เห็นกำแพงหินใหญ่ตระหง่าแกะสลักลวดลายถ่ายทอดเื่ราวในอดีตที่เคยเกิดขึ้น
“รูปบนกำแพงนี่มัน! ยุคเทพปกรณัมาเทพมารสปิริตส์” คิวบิอุทานด้วยความรู้สึกใ
“าเทพสปิริตส์คืออะไร”
“วายุจำได้ใช่ไหวว่าเกมนี้เป็แนวการ์ดเกมผสมMMORPG”
อืม
“พวกพนักงานรับบทบาทต่างๆเป็เทพ สปิริตส์เทพ ได้เข้าเล่นเกมก่อนเนื้อเื่ทั้งหมดถูกสร้างจากพวกเรา และาสปิริตส์เทพคือาสองเผ่าพันธุ์ ระหว่างสปิริตส์เชื้อสายเทพและสปิริตส์เชื้อสายปีศาจหรือมาร อสูร ในาครั้งนั้นมหาเทพ์อาเทมได้พ่ายแพ้ต่อคิวบิ จนร่างกายและจิติญญาแตกเป็เจ็ดส่วน ส่วน คิวบิได้รับผลกระทบจากการต่อสู้กลับอาเทมเลยกลับไปเป็ดิจิสปิริตส์ ทางผู้พัฒนาไม่ได้กำกับอะไรทั้งนั้น พวกเราในตอนนั้นเล่นกันปกติเหมือนผู้เล่นทั่วไป และเป็ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นจริงระหว่างพวกเรามนตอนนั้น ฝ่ายเทพไม่้าให้มีสปิริตส์มารหรือปีศาจ ทว่าหากมีแต่สปิริตส์เทพโลกจะเสียสมดุลเผ่าปีศาจจึงไม่ยอม คิวบิที่มีสายเืเทพและปีศาจเป็ตัวตนระหว่างสองเชื้อสาย ถูกอาเทมชักชวนให้เข้าฝ่ายเทพ แต่ทว่าคิวบิเห็นด้วยกับพวกปีศาจ หากมีแต่สปิริตส์เผ่าเทพโลกจะไร้ซึ่งสมดุล โลกนี้จะมีแต่คนดีไม่ได้จำต้องมีความชั่วและคนเลวประสมกันอย่างกลมกลืนอีกอย่างใครตัดสินว่าปีศาจจำต้องเลวเพทต้องดี อีกอย่างฝ่ายปีศาจหรือมารไม่มีใครเลยที่สามารถต่อกรกับอาเทมได้ เพราะงั้นคิวบิจึงกลายเป็ผู้บัญชาการทัพปีศาจทำากับเทพ”
วายุอ้าปากเหวอ โอ้ววววสปิริตส์ฉันโหดแท้ล่ะ ตบอาเทมมาแล้วด้วย
“ผลของา?” ฟังแล้วการต่อสู้ของคิวบิและอาเทมดูเหมือนจะเสมอกันเสียมากกว่า
“ฝ่ายสปิริตส์เชื้อสายปีศาจชนะ แต่พวกเขาก็ไม่ได้ล้างบางสปิริตส์เทพ อย่างที่บอก เป้าหมายของพวกเราคือคงไว้ซึ่งความสมดุล”
วายุพยักหน้าร้องอ๋อ... “แสดงว่าสปิริตส์ของผู้เล่นก็คือพวกที่ตายในาแล้วกลายเป็ดิจิสปิริตส์”
“ถูกต้อง พวกที่เหลือรอดในาปัจจุบันหลบซ่อนตัวทั้งมารและเทพ นั่นล่ะที่เรียกว่าสปิริตส์ป่า”
วายุหันมาสนใจกำแพงตรงหน้า เขามองสำรวจลูบคลำหาว่ามีที่เปิดตรงไหนจนกระทั่งพบตัวหนังสือโบราณสลักเอาไว้ แต่น่าประหลาดที่เขาอ่านออก
“ทำไมถึงอ่านอักษรโบราณนี้ออก”
“บอกแล้วไงว่าิญญาคิวบิเชื่อมเป็หนึ่งกับวายุ”
อ๋อ.... เพราะคิวบิอ่านอักษรโบราณออกนี่เอง
วายุอ่านอักษรโบราณเสียงกังวาล “ร้อยทิศพันทางหมื่นประตูแสนกำแพง จักเบิกสู่เบื้องหน้าหนทางทลายจมสู่อเวจี พันวิบัติหมื่นหายนะกร้ำกรายมา เส้นทางแห่งชะตากรรมทอดยาวอยู่เบื้องหน้า หมื่นประตูแสนกำแพงจักเปิดออกนะบัดนี้”
ครื่นนนนนน.... กำแพงหินหนักเลื่อนขึ้น้าจนแผ่นดินะเืถ้ำสั่นไหวดุจัร้องคำรามด้วยความเกรี้ยวกราด วายุเบิกตาค้างด้านหลังกำแพงเป็วิหารตระหง่าสร้างจากไพลินวาววับระยับตา
“ไม่ดีแน่” คิวบิรู้ว่าเบื้องหน้าคือวิหารอะไร จิ้งจอกสาวหน้าซีด
“อะไร?” วายุหันมาถาม “เราไม่ควรเข้าไปงั้นเหรอ?”
“หากตอบตามตรงคือไม่ควร หากจะเข้าไปแบบปลอดภัยควรรอให้คิวบิมีอย่างน้อยห้าหาง นี่มันวิหารมหาเทพ์ อาเทม! แต่หากเข้าไปแล้วออกมาได้วายุจะได้สมบัติระดับสุดยอดอย่างไม่ต้องสงสัย”
วิหารของอาเทม!!...
ชายหนุ่มตาเป็ประกาย “คิวบิอนุญาตหรือป่าว”
จิ้งจอกสาวมองตาเห็นชัดว่าเขาอยากเข้าไปใจจะขาด “งั้นไปกัน รอดๆด้วยกัน ตายๆด้วยกัน”
วายุยิ้มชื่นสมใจ เขาไม่เคยกลัวที่จะตาย กลัวที่สุดคือมีชีวิตอยู่โดยไม่ได้ใช้ชีวิตอย่างที่ใจ้า มีชีวิตแต่ไม่ได้ทำตามใจปราถนาเขาขอตายเสียยังดีกว่า มีชีวิตโดยไร้ซึ่งความท้าทายสิ่งนั้นจะเรียกว่าชีวิตได้ยังไง ชีวิตคนเรามันต้องเสี่ยง ท้าทาย พุ่งชน นั่นแหละถึงจะเรียกว่าชีวิต เพราะชีวิตมีไว้ให้ใช้ ไม่ได้มีไว้ถนอมรักษา
“คิวบิ คิดว่าอะไรจะรอเราอยู่ด้านใน” วายุถามขณะเดินไปยังวิหารเบื้องหน้า
“ไม่รู้ซิ ทางที่ดีขออย่าให้เจอสองเทพแฝดสูงสุดอายนัวกับอายเอล สมุนมือซ้ายขวาของอาเทมก็พอ”
“เทพสูงสุด?”
“อื่ม...ใช่ ทั้งสองเป็เทพแฝด มีตำแหน่งเป็รองแค่มหาเทพ์อาเทม”
เด็กข้างไข่ว่างั้น
ว๊าวววว...ว่าววว วายุอุทาน ตาเปล่งประกาย เดินผ่านประตูหินเข้ามาภายในเป็ถ้ำกว้างโล่งกว้างขวาง เบื้องหน้าเป็สะพานหินขนาดใหญ่ทอดยาวถึงวิหารมหาเทพ์อาเทม สองข้างทางสะพานมีรูปปั้นแกะสลักนักรบแบบกรีกโบราณสวมชุดเกราะอย่างดีตั้งเรียงรายแบ่งเป็ข้างละหกตน
“รูปปั้นพวกนี้ สิบสองนักษัตร คิวบิมองดูเปรยออกมา
สิบสองนักษัตร? “คล้ายพวกเซ็นต์เซย่าของอาเธน่าน่ะหรอ?”
“อา ไม่ใช่คล้าย แต่พวกเขานี่แหละเซ็นต์แห่งอาเธน่าตามตำนานตำนาน แต่ในที่นี้พวกเขาคือเซ็นต์ของอาเทม”
วายุพยักหน้าชื่นชมการเชื่อมโยงเื่ราวของผู้ออกแบบ เอาเื่ของอาเธน่ามาเชื่อมโยงดัดแปลง
“หวังว่าพวกมันจะไม่ขยับตื่นมาไล่ฆ่าเรา?” วายุหวาดระแวง ตบปากตัวเอง “ไอ้ยุนะไอ้ยุ ปากหมาสะแล้ว อยู่ดีไม่ว่าดี” เขาสังเกตรอบตัว “เหมือนถ้ำนี่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อคลุมปกปิดวิหารมหาเทพ์อาเทม”
“คิวบิว่าน่าจะใช่ เพราะแต่ก่อนไม่มีถ้ำแห่งนี้”
“ถ้างั้นใครเป็คนสร้าง อายนัวกับอายเอล?”
“มีความเป็ไปได้สูง” คิวบิเห็นด้วยกับวายุ
เดินมาถึงหน้าวิหาร เบื้องหน้าคือประตูสีทองแกะสลักขนาดใหญ่โต วายุสำรวจหาวิธีเปิดประตูอยู่นานทว่าก็ไม่พบ ไม่มีตัวหนังสือโบราณหรือคำใบจนต้องครุ่นคิดอยู่นาน เดินกลับมาสำรวจรูปปั้นเซ็นต์ทีละตนอย่างใจเย็น สมองของเขาแล่นปราดกำลังทำงานถึงขีดสุด สังเกตแยกแยะวิเคราะห์คาดเดาสันนิษฐานทั้งหมดกำลังประมวลผลอยู่ภายในสมอง รูปปั้นพวกนี้มีอะไรที่เหมือนกัน หรืออาจจะมีกลไกอะไรบางอย่างซ่อนอยู่
!... รู บริเวณฐานรูปปั้นมีรูแปดเหลี่ยมขนาดเล็กทุกตน
หรือว่า?!.... “คิวบิรอวายุอยู่ที่นี่แป๊บนะ” ไม่รอฟังคำตอบวายุวิ่งออกมาด้วยความรวดเร็ว พลังิญญาผนึกไว้ที่เท้าสองข้างทำให้วิ่งได้ราวกับรถยนต์ ไม่นานก็กลับมาถึงจุดที่ใช้พักค้างแรมเมื่อคืน เขารีบะโเก็บหินผลึกเรืองแสงที่ติดตามเพดานถ้ำเข้าพ็อกเก็ต เก็บได้ตามที่คิดไว้จึงวิ่งกลับมาวิหารมหาเทพ์อีกครั้ง ทั้งหมดใช้เวลาเพียงสามนาที
กลับมาถึงวายุหอบลิ้นห้อยแฮก..แฮก..
“ไปไหนมา” คิวบิสงสัย
“เก็บผลึกเรืองแสงพวกนี้มา” วายุเรียกผลึกเรืองแสงรูปแปดเหลี่ยมสีรุ้งออกมาจากพ็อกเก็ตจำกัดให้คิวบิดู “คิวบิไปใส่รูปปั้นด้านขวา เดี๋ยววายุใส่ด้านซ้าย ตรงฐานรูปปั้นมันจะมีรูอยู่ ตรงนั้นแหละ”
จิ้งจอกสาวพยักหน้ารับคำ ทั้งสองแยกย้ายนำผลึกไปใส่ยังรูปปั้นทั้งสิบสองตนก่อนจะกลับมายืนหลังชนกันมองดูด้วยความคาดหวัง
“เหลว?” คิวบิร้อง ไม่เห็นมีอะไรเปลี่ยนแปลง
วายุยกนิ้วโป้งขึ้นมากัดเล็บ
ไม่... นี่แหละถูกแล้ว แต่มันยังขาดบางอย่าง ขาดอะไรที่เป็ตัวกระตุ้น เหมือนกับรถยนต์ที่ไม่ได้ใช้งานมานานแสนนานการจะเดินเครื่องไหมจำเป็ต้องมีอะไรกระตุ้นหรือเข้าจูล
วายุยืนสงบทำสมาธิ คิวบิปรายหางตามองอมยิ้มมุมปากรู้เลยว่าวายุคิดอะไรออกแล้วแน่นอน
คลื่นพลังิญญาสีน้ำเงินแผ่ออกมาปกคลุ่มร่างกายวายุดุจสายน้ำและเปลวไฟที่รุกโชติชวงชัชวาล ดูเบาบางเลือนลางคล้อยเคลื่อนแต่กับแฝงด้วยความหนักหน่วงและการคงอยู่อย่างน่าประหลาด เม็ดเหงื่อนับไม่ถ้วนผุดขึ้นอาบเต็มใบหน้า วายุโคจรพลังิญญาอัดรวมไว้ที่มือซ้ายขวา
“ย๊ากกกกก!!....” กางแขนสองข้างซัดคลื่นพลังิญญาออกจากฝ่ามือ คลื่นพลังิญญาสีน้ำเงินพุ่งเป็สายธารดุจมวลน้ำพุ่งเข้าเชื่อมต่ออัญมณีทุกเม็ดเรืองแสงก่อนจะซึมหายเข้าไป วายุทรุดล้มทั้งยืน หน้ามืดเวียนหัวหายใจหอบหืด คิวบิรีบหันมาประครอง
แฮก...แฮก...
“วายุหายใจช้าๆ ตอนนี้พลังิญญาของวายุหมด”
ครื่นนนนนนน....
!!.. งามไส้ ดันได้ผลตอนพลังิญญาหมด ขยับร่างกายไม่ได้
รูปปั้นทั้งหมดสั่นไหวส่งเสียงดุจัคำราม เรืองแสงสีรุ้งวูบวาบกระพริบถี่ยิบอย่างสับสน เกิดรอยปริแตกร้าวขึ้นบนรูปปั้นพร้อมกับสะพานหินขนาดใหญ่ยาวแ่าหนักแน่นสั่นไหวแตกร้าวเตรียมจะถล่มลงก้นเหว
“วายุไปเร็วสะพานจะถล่ม” คิวบิร้องบอกด้วยความร้อนรน
วายุพยายามฝืนลุกขึ้นยืน ทว่าแม้แต่นิ้วตอนนี้เขาก็ไม่สามารถขยับได้ พลังิญญาจำนวนหมื่นกว่าจุดหมดเกลี้ยงจากการใช้ออกเพียงครั้งเดียว
“โทษนะ คิวบิไปก่อนเลย” วายุกล่าวเสียงหอบ เหงื่อไหลนองเต็มพื้นราวกับแอ่งน้ำขัง
“ไม่ มานี่ คิวบิแบกไปเอง” จิ้งจอกสาวช้อนวายุขึ้นหลังก่อนจะพุ่งทยานข้ามมายืนหน้าประตูวิหารมหาเทพ์เป็จังหวะเดียวกันกับรูปปั้นทั้งหมดแตกกระจุยเป็ผุยผงสะพานถล่มลงสู่ก้นเหว
ครื่นนนนน... แอ๊ดดดดดด... เสียงประตูวิหารเปิดออกคล้ายเสียงผีเปรตร้องขอส่วนบุญ จนผู้ฟังรู้สึกโหยหวนโหยหาโศกศัลย์สะท้านไปทั่วจิต
คิวบิยิ้มดีใจ “วายุ สำเร็จล่ะ สำเร็จ มันเปิดออกจริงด้วย สมองวายุนี่เก่งจังเลย” จิ้งจอกสาวะโโลดเต้นลืมไปแบกเขาอยู่บนหลัง วายุล่วงตุบกระทบพื้นดังแอ๊ก
“คะ.. ขอวายุพักฟื้นฟูพลังิญญาแป๊บนะ”
แฮะ..แฮะ คิวบิยิ้มแห้งปนเขิน “โอเค เดี๋ยวคิวบิระวังให้”
วายุนั่งสมาธิ ใช้พลังิญญาอันน้อยนิดที่พึ่งฟื้นฟูกลับมาโคจรไปตามส่วนต่างๆภายในร่างกาย วิธีนี้เรียกว่าโคจริญญาภายใน เป็วิธีการฟื้นฟูพลังิญญาแบบรวดเร็วที่สุด
เ้าหล่อนนั่งยิงยองตรงหน้าชายหนุ่มห่างออกไปไม่ถึงห้าคืบ สองมือเท้าคางใบหน้ายิ้มชื่นอารมณ์ดีจ้องมองวายุตอนทำสมาธิ
นายนี่มันสุดยอดจริงๆ ไหวพริบอะไรจะดีขนาดนี้ การที่จะกลับไปเทพจ้าวสปิริตส์อีกครั้งของคิวบิก็ไม่ใช่เื่เพ้อฝัน