โถงหลักของสำนักหัตถ์ทองที่ใหญ่โตจุคนได้นับพัน แต่เวลานี้กลับมีผู้คนอยู่เพียงสิบกว่าคน บนเวทีใหญ่ด้านในตั้งไว้ด้วยเก้าอี้5 ตัว ตรงกลางเก้าอี้ใหญ่โตราวกับบัลลังก์าา มีชายวัยกลางคนผู้หนึ่งอายุราว 50ปี นั่งอยู่คนผู้นี้ย่อมเป็เ้าสำนักหัตถ์ทอง “จางปู้อิง” ลดลงมาอีกระดับหนึ่งตั้งไว้ด้วยเก้าอี้ 4 ตัวแยกเป็สองด้านซ้ายขวา เป็ที่นั่งของประมุขยอดเขาอีก 4 ท่าน
ที่เ้าสำนักเชิญประมุขยอดเขาทั้ง 4มาประชุมเป็กรณีฉุกเฉิน เพราะวันนี้มีการรับศิษย์เป็กรณีพิเศษจำนวน 4 คนเป็เด็กกำพร้าจากหมู่บ้านเชิงเขานิ้วทอง ที่ถูกปีศาจบุกทำลายและทางสำนักได้ช่วยไว้ทัน
หลี่เฟย นั่งเหม่อมองไกลออกไป เหมือนคนใจลอยจริงๆ แล้วเขาแทบไม่มีบทบาทหรือความสำคัญใดๆ ในวันนี้เลยเพียงแต่เ้าสำนัก้าให้มาครบองค์ประชุมแค่นั้นเอง
เขากำลังนึกถึงตัวเอง...
ก่อนหน้านั้นเขาเป็ชายหนุ่มโสดเ้าสำราญอายุ 30 ต้นๆ ทำงานกลางวันหาความสุขยามค่ำคืนชอบเที่ยวกินดื่ม แล้วก็พาสาวสวยกลับมานอนที่ห้องพักแทบทุกคืน พามาคนเดียวบ้างสองคนบ้าง และมีสามคนเป็บางครั้ง
วันนั้นหลังจากหลีสาวสวยมาได้คนหนึ่ง ก็เตรียมพาเธอกลับไปห้องพัก ตามปกติ แต่ใครจะนึกฝันที่หน้าผับมีนักเลงกำลังยกพวกตีกัน สาดะุเข้าใส่กันราวกับไม่กลัวตายแล้วเขาก็ถูกลูกหลง
รู้สึกตัวอีกครั้ง ตัวเขาก็มานอนบนเตียงไม้เก่าที่ทั้งแข็งและเหม็นสาบ ในกระท่อมไม้เก่าๆหลังหนึ่ง เขามองไปรอบอย่างมึนงง ก่อนจะลุกขึ้นนั่งเหม่อลอยอยู่เงียบๆ
“อื้อ ที่ไหนเนี่ยเรามาอยู่ที่นี่ได้ยังไง...แผลที่ถูกยิง...เอ๊ะไปไหนแล้ว”
“เฮ้ย นี่มันชุดอะไร วะเนี่ย...”
ฉับพลัน ความรู้สึกต่างๆและประสบการณ์ที่แปลกใหม่ก็พรั่งพรูเข้ามาในหัวของเขา อย่างไม่ทันตั้งตัว “ชั้นชั้นตายแล้ว ข้ามมิติมาเหรอ...หา สำนักหัตถ์ทอง ยอดเขาเสี่ยวหมู่จื่อ...”
เขาลุกขึ้นเปิดประตูไม้เก่าผุๆออกไป มองท้องฟ้าภายนอกที่เป็ประกายสีทองเรืองรอง และรู้สึกว่าเขาอยู่สูงมากแต่ก็ยังมียอดเขาที่สูงขึ้นไปอีก
ไกลออกไปบนท้องฟ้าเขาเห็นเหมือนผู้คนที่แต่งกายแปลกๆอย่างที่เคยเห็นในหนังแนวเทพเซียนโบราณลอยผ่านไปมาเป็ระยะ ไม่ต่างจากในหนังซีรี่ย์ที่เขาชอบดูเลย
ใช่แล้วเขามาอยู่ในร่างชายหนุ่มคนหนึ่งที่ชื่อหลี่เฟยซึ่งมีอายุเพียง 25 ปี เขายืนมึนงงอยู่ราวครึ่งวัน จึงยอมรับความจริงนี้ได้
เขาไม่ได้ข้ามมิติมาเป็คนธรรมทั่วไปแต่เป็ประมุขยอดเขาเสี่ยวหมู่จื่อ อือ มันดูภูมิฐานน่าดีใจแต่ความจริงไม่ได้เป็เช่นนั้น ทั้งยอดเขานี้มีเพียงตัวเขาซึ่งเป็ประมุขอยู่คนเดียวและยังเป็ผู้มีวรยุทธที่แสนจะธรรมดาอีกด้วย
หลี่เฟยก้มลงมองตัวเองอย่างเศร้าหมอง พลางส่ายหน้าไปมาไม่หยุด โอ้พระเ้าให้ชั้นมาเกิดใหม่ทั้งที ทำไม่ถึงได้ลำบากยากจนขนาดนี้หนอแล้วแบบนี้จะไปหาสาวสวยที่ไหนมากอดคลายอารมณ์งี่ล่ะ
อาจารย์ของร่างเดิมเป็ผู้ฝักใฝ่ในการบำเพ็ญเพียร มุ่งมั่นในทางเซียน จึงไม่สะสมสมบัติใดๆ แม้แต่ตำแหน่งฐานะก็ขอเป็เพียงประมุขยอดเขาที่ด้อยที่สุด
แม้ทุ่มเททั้งชีวิตก็ได้บรรลุเพียงวรยุทธขั้น หลอมพลังระดับสูงครึ่งก้าวจิตเซียนซึ่งสูงกว่าเ้าสำนักหัตถ์ทองคนปัจจุบันไม่มาก ก่อนสิ้นอายุไขได้รับเด็กกำพร้าชื่อหลี่เฟย เป็ศิษย์เพียงคนเดียวของเขา
แต่หลีเฟยเป็เพียงผู้มีพร์ที่แสนธรรมดาฝึกฝนทั้งชีวิตก็คง ไปไม่พ้นขั้นสร้างรากฐาน ก่อนที่อาจารย์จะละสังขารได้ฝากให้จางปู้อิงเ้าสำนักคนปัจจุบันช่วยดูแลเขาด้วยซึ่งเ้าสำนักจางก็รับปากอย่างดี
ในหลายปีมานี้เขาจึงมีชีวิตอยู่ในฐานะประมุขเขาเสี่ยวหมู่จื่อ โดยไม่เดือดร้อนอะไรนักอย่ามองว่ายอดเขานี้ต่ำต้อยที่สุด แต่ประมุขยอดเขาก็ยังเป็ระดับาุโหนึ่งในห้าของสำนัก มีผู้คนมากมายหวังแย่งชิงถ้าไม่ติดที่เ้าสำนักคอยปรามไว้ ประมุขยอดเขานี้คงถูกเปลี่ยนตัวไปนานแล้ว
สุดท้ายอาจารย์ก็ละสังขารไปก่อนจะละสังขารท่านได้ถ่ายทอดพลังบำเพ็ญที่เหลืออยู่ทั้งหมดให้เขาซึ่งตอนนั้นมีวรยุทธเพียงขั้นฝึกลมปราณ ชั้นแปด เมื่อได้รับพลังจากอาจารย์ระดับของเขาจึงเลื่อนขึ้นมาถึง ขั้นสร้างรากฐาน ระดับต้น
แต่เพราะมีร่างกายที่แสนธรรมดาเมื่อได้รับพลังบำเพ็ญที่สูงส่งจึงยากที่จะต้านทานไหว แม้ระดับขั้นจะเลื่อนขึ้นแต่ก็เหมือนจะเลื่อนขึ้นแค่เปลือกนอกแต่ร่างกายของเขากลับอ่อนแอ ธาตุไฟเข้าแทรกเป็ระยะ ในที่สุดหลี่เฟยคนเดิมก็จบชีวิตอย่างเดียวดายในกระท่อมเก่าๆ หลังนั้น
และหลี่เฟยคนนี้ก็ได้เดินทางมายังสถานที่แห่งนี้
ตอนนี้แทบจะไม่มีใครให้ความเคารพเขาเลยถ้าไม่มีตำแหน่งประมุขยอดเขา หลี่เฟยคงถูกผู้คนลืมเลือนไปแล้วว่าเขายังมีตัวตนอยู่
“เฮ้อพลังของตัวเรานี่ช่างต่ำต้อยเหลือเกิน แทบจะเทียบได้กับศิษย์รุ่นหลาน เลยที่เดียว...จะทำไงดีล่ะนี่...กลุ้มจริงๆ”
เมื่อคิดได้ดังนั้นเขาก็เริ่มกลุ้มใจแล้วชีวิตแบบนี้ช่างเสี่ยงเกินไป
(ติ๊ง...)
“เฮ้ยเกิดอะไรขึ้น ใช่แล้วข้ามมิติมาก็ต้องมีระบบช่วยสิ”หลี่เฟยมองเห็นจอสีฟ้าอ่อนโปร่งใสในความคิด
(ระบบให้ผลตอบแทนกำลังเชื่อมต่อ)
“ระบบนี้ทำอะไรได้บ้างเนี่ย ชื่อเหมือนจะธรรมดามากเลย”
ตัวหนังสือสีเข้มปรากฏบนจอ( เมื่อผู้ใช้ถ่ายทอดหรือมอบตำราลับ หรือสิ่งใดที่เป็ประโยชน์ต่อศิษย์หรือผู้ที่จงรักภักดีอย่างจริงใจ จะได้รับผลประโยชน์ตอบแทนในอัตราสูง)
พออ่านคำแนะนำจบเขาก็ยิ้มออกมา“ผลตอบแทนในอัตราสูง นี่หมายความว่าอะไรสูงขนาดไหนกัน”
(สูงมากสูงเป็ ร้อยเท่าพันเท่า)
“แล้วแล้วต้องทำยังไง หรือว่าต้องหาลูกศิษย์ สักคน” เงียบไม่มีข้อความใดๆ ขึ้นมาอีกนอกจาก...
(กำลังตรวจสอบระบบ)
(ผู้ใช้ระบบ:หลี่เฟย...)
(พลังยุทธ:ขั้นสร้างรากฐาน ระดับต้น เทียบเท่าลูกศิษย์ระดับกลางค่อนข้างต่ำ)
(พร์:ธรรมดาค่อนข้างต่ำ)
(เสน่ห์และรูปร่างหน้าตา: 95 ถือว่าหล่อใช้ได้)
“อื้อ...แล้วยังไงต่อล่ะนี่”
(เปิดระบบครั้งแรกได้รับโบนัสพิเศษหนึ่งรายการ้ารับหรือไม่) จอภาพหายไปแต่มีเสียงหวานของหญิงสาวเข้ามาในสมองแทน
“รับสิ รับเลย”
(รับของขวัญสำเร็จยาชำระไขกระดูกชั้นกลางหนึ่งเม็ด และได้รับพลังบำเพ็ญเลื่อนหนึ่งระดับขั้น)
สิ้นเสียง กังวานใส พลังที่ไร้รูปร่างก็พุ่งเข้าสู่กึ่งกลางหน้าผากของหลี่เฟยก่อนไหลวนไปทั่วร่าง
เกิดความร้อนทั่วร่างกายราวกับกำลังถอดเสื้อยืนอยู่กลางแสงแดดจัดยามเที่ยง ในแอฟริกา ชั่วครู่ก็เปลี่ยนเป็หนาวสั่นสะท้านได้ยินเสียงกระดูกลั่นกรอบแกรบทั่วตัว ให้ความรู้สึกว่าร่างกายกำลังขยายหนาขึ้นยาชำระไขกระดูกทำงานแล้ว
เสียงแจ้งเตือนดังมาอีกครั้ง...
(ผู้ใช้ระบบ:หลี่เฟย...)
(พลังยุทธ:ขั้นสร้างรากฐาน ระดับกลาง)
(พร์:เริ่มต้น)
(เสน่ห์และรูปร่างหน้าตา: ระดับ 99)
“อืมไม่เลว เลื่อนขึ้นมาอีกหนึ่งขั้น แต่ความหล่อ ว้าว 99 เลยเหรอ...อันนี้ถูกใจ...ฮ่าฮ่า”
ฉับพลันเสียงกังวานใสก็ดังมา...
(ต้องรับศิษย์และถ่ายทอดพลังจะได้พลังบำเพ็ญกลับคืน 100 เท่า)
“หือรับลูกศิษย์ แล้วถ่ายทอดพลัง...แค่ขั้นสร้างรากฐาน ระดับกลาง ก็ถ่ายทอดได้เหรอแล้วต้องทำไงล่ะ...”
(ไม่ต้องกังวลเมื่อรับศิษย์มาแล้วระบบจะแนะนำรายละเอียดอีกครั้ง)
ทันใดนั้น...
“ปังปัง ปัง”
“อาจารย์อาหลี่ท่านอยู่หรือไม่”
เสียงเคาะประตูอย่างแรงจนกระท่อมไม้ผุๆ ะเื หลี่เฟยถึงกับสะดุ้ง กายสั่นเล็กน้อยพอตั้งสติได้ก็ส่งเสียงออกไป “อยู่ อยู่ ผม เอ้ย ข้าอยู่”
ระหว่างนั้นเขาก็ลุกไปเปิดประตูด้านนอกมีชายหนุ่มรูปงามคนหนึ่ง อายุน่าจะมากกว่าเขาเล็กน้อย ท่าทางทระนงแต่ไม่หยิ่งยะโส
หลี่เฟยคุ้นเคยกับเขาดีเพราะจะเป็เขาที่มาแจ้งทุกครั้ง เมื่อเ้าสำนัก้าพบหลี่เฟย ศิษย์พี่ใหญ่ของยอดเขาต้าจงจื่อ“เสิ่นจง” ลูกศิษย์สายตรงของเ้าสำนักหัตถ์ทอง
คนผู้นี้มีวรยุทธขั้นสร้างรากฐานระดับสูง เข้าใกล้ขั้นหลอมพลังแล้ว สูงกว่าหลี่เฟยมากนับเป็ผู้โดดเด่นที่สุดของศิษย์รุ่นนี้
นิสัยค่อนข้างดีเข้ากับคนอื่นง่าย
อาจเป็เพราะเขาได้ถูกวางตัวให้เป็เ้าสำนักรุ่นต่อไปจึงสร้างความสัมพันธ์อันดีกับประมุขยอดเขาทั้ง 4 และผู้าุโทุกท่านรวมทั้งศิษย์รุ่นต่างๆ
“เ้าสำนักให้ ข้ามาเชิญอาจารย์อาไปร่วมประชุมที่ยอดเขาต้าจงจื่อ เวลานี้ขอรับ”
แม้ว่าหลี่เฟยจะอายุน้อยกว่าเสิ่นจงและวรยุทธก็ต่ำกว่าแต่เป็ประมุขยอดเขามีาุโระดับเดียวกับเ้าสำนักและประมุขยอดเขาอื่นๆ เสิ่นจงจึงต้องเรียกเขาว่าอาจารย์อา
“ศิษย์พี่ใหญ่ เ้าสำนักได้บอกหรือไม่ว่าเื่อะไร”หลี่เฟยอดที่จะถามไม่ได้
ปกติ นานๆครั้งจึงให้เขาไปร่วมประชุม เพื่อให้ครบองค์ แต่วันนี้เกิดอะไรขึ้นจึงให้เขาไปประชุมด่วนขนาดนี้
“เอ่อ เป็เื่ช่วยเหลือเด็กกำพร้า จากหมู่บ้านเชิงเขาขอรับ”
“อาจารย์จัดประชุมประมุขยอดเขาเพื่อหารือเื่การรับเด็กกำพร้าเป็ศิษย์กรณีพิเศษและการช่วยเหลือชาวบ้านเชิงเขาน่ะขอรับ”
‘อืม คงต้องไปดูซะหน่อย ไม่แน่อาจจะมีโอกาสรับเด็กที่มีพร์เป็ลูกศิษย์สักคนอยากรู้ว่าระบบจะมีรายละเอียดอะไรอีก’ หลีเฟยคิดถึงผลตอบแทนที่จะได้กลับคืนเป็ 100 เท่าก็แทบอดใจไม่ไหว
“อ้อ ได้สิ งั้นเ้ากลับก่อน ข้าจะตามไปเดี๋ยวนี้แหละ”
“อาจารย์อา ศิษย์ ขอลา”
เสิ่นจง ประสานมือคำนับแล้วพุ่งทะยานสู่ท้องฟ้าพลางหันไปมองกระท่อมไม้เก่าๆ นั่น แล้วส่ายหน้าก่อนจากไป
หลี่เฟยยืดตัวขึ้นอย่างองอาจ โบกพัดในมือด้วยท่าทางสบายๆเรียกกระบี่ที่อาจารย์มอบไว้ให้ พลางส่งพลังให้ลอยขึ้นแล้วตัวเองก็พุ่งขึ้นไปใช้ปลายเท้าทั้งสองแตะบนตัวกระบี่เบาๆก่อนจะพุ่งออกไปดุจลมพัด
ไม่นานเขาก็มาถึงโถงประชุมหลักของยอดเขาต้าจงจื่อพลางเดินตรงเข้าไปที่เวทีอย่างองอาจ เขากวาดตามองด้านล่างนอกจากเด็กชายที่ดูผอมแห้งและสกปรกมอมแมม 3 คนและหญิงสาวหนึ่งคนแล้วก็มีศิษย์สำนักอีก 4-5 คนยืนอยู่ด้านหลังเด็กเ่าั้
หลี่เฟยประสานมือโค้งคำนับเ้าสำนัก และประมุขยอดเขาอื่นๆพลางเดินตรงไปประจำที่ของตน แต่ยังไม่ทันได้นั่ง จ้าวเหลียง ประมุขเขาหมู่จื่อซึ่งเป็ผู้คุมกฎสำนักหัตถ์ทอง ก็พูดเสียงเหน็บแนมมาจากอีกฝั่ง
“ศิษย์น้องหลี่ ช่างยิ่งใหญ่นัก ให้พวกเรารอเ้าอย่างไม่เกรงใจเลยนะ”
หลี่เฟยเงยหน้ามอง ประมุขเฒ่าคุมกฎผู้นี้ ดูไม่เหมือนคนดีเลยเขารู้ดีว่าในหมู่ประมุขเหล่านี้ไม่มีใครนับถือเขาเลย ถ้าไม่มีเ้าสำนักคนนี้เขาคงลำบากแน่ วันนี้ที่ทุกคนรอให้เขามาถึง เพราะไม่อยากทำผิดกฎเท่านั้น
ในบรรดาประมุขทั้งหมดนอกจากตาเฒ่าจ้าวที่ชอบจิกกัดเขาและเ้าสำนักแล้ว คนอื่นไม่มีใครเหลือบตามองเขาสักคนหลี่เฟยก็ทำเป็ไม่สนใจเช่นกัน ได้แต่หันไปพูดกับจางปู้อิง เ้าสำนัก
“ศิษย์พี่ใหญ่ เ้าสำนักข้าต้องขออภัยจริง ยอดเขาเสี่ยวหมู่จื่อ ค่อนข้างกันดารทำให้ล่าช้า โปรดยกโทษให้...”
“ไม่เป็ไร”
จางปู้อิงโบกมือในฐานะเ้าสำนักหัตถ์ทอง แม้เขาจะไม่นับถือหลี่เฟย แต่ได้รับปากอาจารย์เขาไว้แล้วจึงไม่ได้ทำให้เขาลำบากใจ
แต่ จ้าวเหลียง ที่ถูกหลี่เฟยเมินใส่ ก็ยิ่งโกรธด้วยความอับอาย
...
อ่านแล้วรบกวนทุกท่าน ติชม วิจารณ์ด้วยจ้าเพื่อจะได้นำไปปรับปรุงให้ดีขึ้น คำแนะนำติชมเป็สิ่งที่ไรต์้าสุดๆอ่านแล้วชอบอย่าลืมเก็บเข้าชั้นไว้อ่านตอนต่อไปด้วยนะ ขอบคุณนักอ่านทุกๆ ท่านจ้า