กรี๊ดดดด
นี่เป็ครั้งที่ห้าแล้วที่มีเสียงกรีดร้องดังออกมาหลังจากรุ่นพี่กริชที่ถูกนำไปทรมาน เ้าเด็กคนนั้นในห้องขังของเขาก็โดนเอาไปแล้วด้วยเช่นกัน มิรินที่ตื่นนานแล้วกอดเขาด้วยความกลัว น้ำตาไหลพรากร้องไห้ไม่หยุดมาสักพักแล้ว จนตอนนี้เสื้อของเขาเปียกปอนไปด้วยคราบน้ำตา (มิรินคืนเสื้อเขาแล้วบอกว่าเสื้อเหม็นเหงื่อมาก แต่ตอนนี้เธอก็ยังซบเขาในขณะที่สวมเสื้อตัวนี้อยู่)
ความคิดหนึ่งแล่นเข้ามา... พวกเขาอาจจะต้องตายอยู่ที่นี่ หากมัน้าตัวมิริน เขาอาจจะลองสู้กับมันดูสักครั้ง เสียงลากเท้าเดินเข้ามาหาพวกเขาอีกครั้ง เขากังวลมากจนไม่ได้ยินเสียงฝีเท้าเบาๆ ที่เดินตามหลังมาด้วย เขาเองก็อยากจะช่วยมิริน ในเมื่อต้องตายก็ขอลองดูสักตั้ง
“มิริน หลบไปด้านหลัง”
มิรินเห็นเขาตั้งท่าอยู่ที่ประตู เธอพอจะเข้าใจความคิดของเขา จึงถอยห่างออกไป เมื่อเสียงประตูเปิดขึ้น เขาก็ง้างหมัดพุ่งออกไปหาชายหลังค่อมสวมหน้ากาก พร้อมร้องเสียงดัง
"ย้ากกกกกก!”
แต่แล้วเสียงพูดของชายวัยรุ่นตอนปลายคนหนึ่งก็ดังแทรกขึ้นมา
“แหมๆ มีคนคิดจะสู้กับหุ่นพยนต์ตัวตลกของผมด้วยเหรอเนี่ย”
ชายคนนั้นยกมือที่ถือบางสิ่งชี้มาทางเขา ทำให้ภัทรใอย่างมาก เขาไม่ได้เตรียมตัวรับมือกับสิ่งนี้ ชายคนนั้นร่ายคาถาด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“เรเปลโล (Repello)”
แสงสีม่วงอ่อนพุ่งออกมาจากมือของชายคนนั้นปะทะเข้าที่หน้าอกของเขา ภัทรรู้สึกเหมือนมีแรงกระแทกมหาศาลอัดเข้าใส่ จู่ๆ เท้าของเขาก็ลื่นทรงตัวไม่อยู่ ร่างกระเด็นไปกระแทกเข้ากับผนังถ้ำอย่างจัง แผ่นหลังกระแทกกับหินแข็งจนรู้สึกเจ็บร้าวเหมือนโดนรถพุ่งชน ความเ็ปแล่นพล่านจนเขาหายใจแทบไม่ออก
ภัทรพยายามตะเกียกตะกายลุกขึ้นแต่ก็เจ็บจนลุกไม่ไหว มิรินรีบวิ่งมาหาภัทร แต่เขาห้ามเอาไว้ก่อน
“อย่าเข้ามา!” ภัทรยกมือห้าม
ชายภายใต้ผ้าคลุมเดินเข้ามาในถ้ำ พูดด้วยน้ำเสียงนุ่มทุ้มฟังสบายแต่แฝงไปด้วยความดูแคลน
“แหมๆๆ จะตายอยู่แล้วยังจะทำแอ็กโชว์สาวอยู่ได้ ทำตัวสำรอกเป็บ้า”
“สคาลเพลโล (Scalpello)”
แสงสีม่วงพุ่งออกมาจากมือของชายคนนั้นอีกครั้ง ลำแสงพุ่งตรงไปที่ขาของภัทรที่กำลังพยายามจะยืนขึ้น ฉับพลันเขาก็รู้สึกเจ็บแปลบที่ขา เืสีแดงสดค่อยๆ ไหลซึมออกมาจากจุดที่โดนแสง เขาทรุดฮวบลงกับพื้นอีกครั้ง เมื่อก้มลงดูแผลก็พบรอยกรีดลึกยาวหลายนิ้วที่ต้นขา แต่น่าแปลกที่กางเกงที่สวมอยู่กลับไม่มีรอยขาดเลยแม้แต่น้อย
“นี่มันเกิดอะไรขึ้น...” ภัทรพึมพำกับตัวเองด้วยความใ
ชายคนนั้นปลดฮู้ดที่คลุมศีรษะออก เผยให้เห็นใบหน้าของชายหนุ่มอายุราวยี่สิบสี่ยี่สิบห้าปี ผมสีทองสลวยยาวถึงกลางหลัง มีปอยผมส่วนหนึ่งเป็สีม่วงเรืองแสงอ่อนๆ ปิดดวงตาข้างหนึ่งไว้ ผิวขาวเรียบเนียน จ้องมองภัทรด้วยดวงตาสีม่วงเป็ประกาย
“หึๆ สิ่งนี้ก็คือเวทมนตร์ที่แท้จริงไงล่ะเ้าโง่ ไอ้พวกสกปรกต่ำต้อยแบบพวกแกไม่มีทางเคยเห็นมันอยู่แล้ว ผมตอบแกเพื่อที่จะได้ตายตาหลับ เกิดชาติหน้าก็ไปเกิดเป็ผู้วิเศษซะล่ะ... ไม่สิ ผมจะเอาศพแกมาทำหุ่นรับใช้ ไม่ให้ได้ผุดได้เกิดต่างหาก”
มันชี้ของในมือมาที่ภัทร ตอนนี้เขามีเวลามากพอให้มองเห็นสิ่งที่มันถือ มันคือไม้กายสิทธิ์ยาวสิบนิ้วสีเขียวมรกต มันอ้าปากเตรียมร่ายเวท
“อินเทอร์...”
ยังไม่ทันที่จะร่ายจบ มิรินก็ะโเข้ามาขวางบังร่างของภัทรที่นอนเจ็บอยู่ แล้วะโขึ้น
“อย่าทำเค้า!”
จู่ๆ ภัทรก็มีความรู้สึกประหลาดเหมือนรอบตัวมีแรงกดดันที่มองไม่เห็น ชายคนนั้นชะงักไป ส่วนหุ่นพยนต์ตัวตลกที่ภัทรเข้าใจว่าเป็คนในตอนแรกก็ล้มครืนลงกับพื้นจนร่างแตกกระจาย ชายผมทองขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนพูดขึ้น
“นังหนู... เธอคิดว่าฉันจะทำอะไรเธอไม่ได้อย่างนั้นเหรอ”
มิรินตอบด้วยน้ำเสียงกล้าๆ กลัวๆ
“มิ... มิรู้ว่ามิห้ามคุณไม่ได้ แต่มิก็รู้ว่ามิจำเป็กับแผนของคุณ มิจะยอมไปด้วยแต่ปล่อยเค้าไป คุณคงทำได้ใช่มั้ยคะ ถ้าไม่ทำตาม มิ... มิจะกัดลิ้นฆ่าตัวตายทันทีที่มีโอกาส” เธอพูดไปสะอื้นไป
ชายคนนั้นเงียบไปเหมือนใช้ความคิด ก่อนจะแสยะยิ้ม “ก็ได้ ถือว่าเธอชนะ ฆ่ามันไปตอนนี้ก็ไม่ได้อะไรขึ้นมาอยู่ดี”
มันชี้ไม้ในมือมาที่ภัทรแล้วร่ายคาถา
“คอนสตรินโก (Constringere)”
โซ่สีดำเมี่ยมไหลออกมาจากซากหุ่นพยนต์ พุ่งเข้ามารัดร่างของภัทรจนแ่า โซ่ที่ทั้งแน่น และหนักอึ้งทำให้ภัทรขยับตัวไม่ได้เลย เขาพยายามดิ้นรนด้วยความไม่ยินยอม ชายคนนั้นหันไปพูดกับมิริน
“พวกเราต้องไปได้แล้ว เหมือนจะมีหนูโสโครกกำลังมาตามกลิ่นพวกเราเจอ”
มันเดินนำไป มิรินยังคงยืนนิ่งไม่ยอมเดินตาม มันหันมาเห็นก็รู้สึกรำคาญเล็กน้อย จึงชี้ไม้กายสิทธิ์ไปที่ภัทร
“แอสเซนโด (Ascendo)”
ร่างของภัทรที่ถูกพันธนาการด้วยโซ่เหล็กลอยหวือตามมันไป มิรินเห็นดังนั้นจึงยอมเดินตามไปด้วย พวกเขาเดินผ่านห้องทรมาน ภัทรเห็นเืสีแดงฉานเจิ่งนองเต็มพื้น มีสิ่งมีชีวิตรูปร่างบิดเบี้ยว ดวงตาปูดโปน ิัสีเหลืองเหมือนขี้ผึ้งผสมน้ำหนอง กำลังใช้ไม้ม็อบสกปรกถูทำความสะอาดคราบเือยู่ บนเครื่องทรมานเขาเห็นร่างของเด็กคนหนึ่งที่เต็มไปด้วยรอยกรีดแทงพรุนไปทั้งร่าง มิรินเห็นภัทรกำลังจ้องมองภาพสยดสยองนั้นด้วยความตกตะลึง แต่เขาพยายามส่งสายตาห้ามไม่ให้เธอมอง เธอจึงพยักหน้าอย่างเชื่อฟัง
พวกเขาเดินต่อไปท่ามกลางบรรยากาศที่เงียบเชียบและอึดอัด จนกระทั่งมาถึงห้องโถงทรงกลมที่ประดับประดาไปด้วยทองและเงินอย่างหรูหรา มีคบเพลิงดวงใหญ่แขวนอยู่ตามผนัง ตรงใจกลางห้องมีแก้วไวน์ใบหนึ่งลอยอยู่เหนือแท่นบูชาสีทอง พื้นห้องเต็มไปด้วยร่องอักขระมากมายที่ถูกเติมเต็มไปด้วยเื ที่ปลายสุดของแฉกดาวหกแฉก มีร่างไร้ิญญาของคนหกคนซึ่งเป็ร่างของเพื่อนพวกเขา กลิ่นคาวเืคละคลุ้งไปทั่วห้อง
มิรินรีบเอามือปิดปากด้วยความพะอืดพะอม พยายามกลั้นอาเจียนแต่ก็ทนไม่ไหวจนต้องวิ่งไปอาเจียนตรงมุมห้อง มันโยนร่างของภัทรทิ้งไปข้างกำแพงอย่างไม่ไยดีราวกับทิ้งขยะ ทำให้ใบหน้าของเขาเปรอะเปื้อนไปด้วยเืที่นองพื้น
ชายผมทองเดินไปที่แท่นบูชา มันเคาะแก้วสามครั้ง แก้วไวน์สีทองก็ลอยเข้าไปหามิริน มันสั่งเสียงเข้ม
“ดื่มสิ่งนี้ลงไป แล้วเด็กนั้นจะรอด”มันพูดแกมบีงคับ
มิรินรับแก้วมาถือไว้ด้วยมือที่สั่นเทา เธอขมวดคิ้วเมื่อได้กลิ่นอันน่าสะอิดสะเอียนของมัน
“มิริน! ไม่! อย่ากินมันนะมิริน!” ภัทระโห้าม
ชายคนนั้นหันมาเตะเข้าที่ท้องของเขาเต็มแรง “หุบปาก!”
“พี่ภัทร... เพื่อเราทั้งคู่ มิจำเป็ต้องกินมัน” เธอน้ำตาไหลอาบแก้ม กลั้นใจยกแก้วขึ้นดื่มรวดเดียวจนหมด แก้วในมือร่วงหล่นลงพื้น ดวงตาของเธอเลื่อนลอยก่อนจะค่อยๆ ปิดลง
“ไม่นะ...” ภัทรครางเสียงแ่เบา
ชายผมสีทองประกาศก้อง “การวิงวอนแด่พระแม่แห่งความหฤหรรษ์ ครั้งที่สี่สิบเก้า เริ่มได้!”
มันใช้ไม้กายสิทธิ์กรีดแขนตัวเองให้เืหยดลงพื้น ปากพึมพำบทสวดภาษาแปลกประหลาด อักขระบนพื้นเริ่มเปล่งแสงสีแดงสกปรกหม่นหมองออกมาทั่วห้อง แต่มิรินก็ยังคงยืนนิ่งไม่ไหวติง เวลาผ่านไปสักพักเธอก็ยังไม่ฟื้น ชายคนนั้นเริ่มมองด้วยความกระวนกระวายและพึมพำกับตัวเอง
“รสสุคนธ์ก็ดื่มไปแล้ว วงเวทกับบทสวดก็ร่ายแล้ว ของสังเวยก็ครบ ถ้าพลาดมันต้องดับไปแล้วสิ หรือมันจะขาดอะไรสักอย่าง...”
มันหันขวับมามองที่ภัทร ก่อนจะชี้ไม้กายสิทธิ์มาทางเขา
“เรทราโฮ (Retraho)”
ร่างของภัทรถูกดึงกระชากเข้าไปกลางวงเวทอย่างรวดเร็ว ก่อนที่มันจะร่ายคาถาใส่เขาอีกครั้ง
“เรเปลโล”
แสงสีม่วงพุ่งแทงทะลุไหล่ของเขา เืสดๆ จากาแที่ขาและไหล่หยดลงไปบนร่องอักขระวงเวท ทันใดนั้น แสงสีแดงหม่นก็แปรเปลี่ยนเป็สีทองเจิดจรัส!
มันะโอย่างตื่นเต้น “สำเร็จ! สำเร็จแล้ว! มันสำเร็จแล้ว! ในที่สุดความพยายามครั้งที่ห้าสิบของข้าก็สัมฤทธิผล หวังว่าจะอัญเชิญเศษเสี้ยวของผู้ที่อยู่ระดับสูงกว่าเทวทูตออกมาได้!”
ภัทรมองมิรินที่ยังคงไม่ได้สติ จู่ๆ ร่างของเธอก็ลอยขึ้นไปกลางอากาศโดยไม่มีเชือกชัก เพดานห้องพลันแปรเปลี่ยนเป็ภาพท้องฟ้ายามราตรีที่เต็มไปด้วยหมู่ดาวและห้วงอวกาศอันเวิ้งว้าง มีสสารสีดำทมิฬมากมายลอยคว้างอยู่คล้ายหมู่เมฆ เสียงสวดมนต์กระหึ่มก้องดังขึ้นรอบทิศจนจับใจความไม่ได้
ชายคนนั้นพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือด้วยความปิติ “‘ดาราย้อมฟากฟ้า เมฆาทมิฬเคลื่อนผ่าน อสูรกาลร่ำร้อง เทพธิดาถือกำเนิด’ สำเร็จ... หนึ่งในเทพีทั้งหกจุติลงมาโดยข้า! ข้าจะได้เลื่อนขั้นเป็ผู้าุโเสียที!”
กลุ่มควันสีดำคล้ายหมอกที่ลอยอยู่ไหลลงมาจากภาพจำลองบนเพดาน เข้ามารุมล้อมรอบตัวมิริน พยายามแทรกซึมเข้าไปในร่างกายผ่านทวารทั้งเจ็ดบนใบหน้า จนกระทั่งซึมหายเข้าไปจนหมดสิ้น ภาพท้องฟ้าและอวกาศค่อยๆ หดเล็กลงจนหายไป กลายเป็เพดานถ้ำตามเดิม มิรินที่ลอยอยู่ค่อยๆ ลดระดับลงมายืนบนพื้น เสียงรอบข้างเงียบสงัดลง
มิริน... หรือสิ่งที่เคยเป็มิริน ลืมตาขึ้น ั์ตาของเธอเปลี่ยนเป็สีแดงฉานน่าค้นหาและน่าหวาดหวั่นจนหัวใจของภัทรเต้นผิดจังหวะ
ชายคนนั้นคุกเข่าลงต่อหน้าเธอแล้วกล่าวอย่างนอบน้อม
“ข้าพเ้า ภากร ราชสิงตรา ข้ารับใช้เทพีแห่งความหฤหรรษ์ ผู้ส่งสารสมาคมกุหลาบดำ น้อมรับการมาถึงของผู้มาจากเบื้องบน ผู้น้อยอันต่ำต้อยขอทราบเทวทินนามของท่าน...”
มิรินเอ่ยชื่อออกมา เสียงที่เปล่งออกมานั้นก้องกังวานและทรงพลัง ไม่คล้ายเสียงเดิมของเธอเลยแม้แต่น้อย แต่ในขณะที่ภัทรกำลังตั้งใจฟังชื่อนั้น คลื่นเสียงมหาศาลกลับกระแทกเข้ามาจนหูของเขาเ็ปรวดร้าว และไม่ได้ยินเสียงใดๆ อีกต่อไป
ภัทรหันไปมองภากร ที่ตอนนี้ก็มีเืไหลออกจากหูเช่นกัน แต่ใบหน้าของมันกลับเต็มไปด้วยความสุขสุดขีด หัวเราะร่าอย่างบ้าคลั่ง จากนั้นมันหันมาพูดอะไรบางอย่างกับมิริน มิรินปรายตามองมาที่เขาแล้วพูดตอบกลับไป ภากรพยักหน้ารับแล้วเดินถอยฉากออกไป
มิรินเดินเข้ามาหาเขา ใบหน้าของเธอ... ดวงตาของเธอกลับมาเป็สีดำสนิทดังเดิม เธอพยายามขยับปากพูดอะไรบางอย่าง แต่ภัทรไม่ได้ยินเสียงเธอเลย เธอสังเกตเห็นเืที่ไหลออกจากหูของเขาจึงเดาสาเหตุได้ เธอจึงใช้นิ้วเขียนลงบนฝ่ามือของเขาเป็คำสั้นๆ
‘อเม....’
เขาััได้ถึงตัวอักษรแต่ยังไม่เข้าใจความหมาย เธอถอดล็อกเกตสีเงินเรียบๆ ที่ไม่มีลวดลายซึ่งห้อยคออยู่ออกมา เปิดฝาออกเผยให้เห็นรูปของมิรินที่ฝาหน้าและรูปครอบครัวที่ฝาหลัง เธอแงะเอารูปครอบครัวออกไปเก็บไว้ในกระเป๋ากระโปรง ทำให้เหลือช่องว่างในล็อกเกต
ภัทรมองหน้าเธอด้วยความไม่เข้าใจว่าเธอจะทำอะไร พบว่าตอนนี้มีเืไหลออกมาจากดวงตาของเธอ... ไม่ใช่น้ำตา แต่เป็หยดเืสีแดงสด มันไหลหยดลงไปในช่องว่างของล็อกเกตทีละหยด... ทีละหยด จู่ๆ เืเ่าั้ก็แข็งตัวกลายเป็ผลึกแก้วสีแดงใส เธอปิดฝาล็อกเกตลงแล้วนำมันมาสวมคล้องคอให้ภัทร
คราบเืบนใบหน้าของเธอไหลย้อนกลับเข้าไปในดวงตาจนหมดสิ้น เธอยืนขึ้น ขยับปากพูดกับภัทรเป็ครั้งสุดท้าย แล้วเดินหันหลังกลับไปหาภากร ชายคนนั้นชี้มือไปที่ความว่างเปล่า ร่ายเวทเรียกกลุ่มควันสีดำออกมา ก่อตัวเป็ประตูที่มีลวดลายดอกกุหลาบสีดำ เมื่อประตูเปิดออก แรงดึงดูดมหาศาลก็เกิดขึ้น แต่มันไม่มากพอที่จะดูดร่างของเขาเข้าไป มิรินหันมามองเขาอีกครั้งด้วยแววตาอาลัยอาวรณ์ ก่อนจะเดินหายเข้าไปในประตู ภากรหันมาทางภัทร มันใช้เวทมนตร์ยกตัวเขาให้ลอยขึ้น
ภัทรคิดว่ามันคงจะฆ่าปิดปากหรือพาเขาไปด้วย
แต่จู่ๆ ถ้ำก็สั่นะเือย่างรุนแรง เศษหินร่วงกราวลงมา ลำแสงสีแดงเข้มพุ่งทะลุความมืดจากปากถ้ำเข้ามา กระแทกใส่ร่างของภากรจนกระเด็นไปกระแทกผนัง
ภากรลุกขึ้นมาด้วยสีหน้าไม่พอใจอย่างมาก มองไปยังทิศทางที่มีลำแสงสีแดงโผล่มา เพียงไม่กี่อึดใจต่อมา ลำแสงสีแดงอีกหลายสายก็พุ่งระดมยิงเข้ามาใส่มัน มันทำหน้าตารำคาญ ร่ายกำแพงเวทสีม่วงใสขึ้นมาป้องกัน ลำแสงเ่าั้พุ่งชนโล่พลังงานจนเกิดรอยร้าวไปทั่ว
เมื่อเห็นท่าไม่ดี ภากรจึงสลายโล่พลังแล้วรีบกระโจนหนีเข้าไปในประตูมิติ เมื่อประตูปิดลง มันก็เริ่มสลายไป แม้จะมีลำแสงสีแดงอีกหลายสายพุ่งตามไปก็ไม่อาจไล่ทัน เหมือนมีม่านพลังที่มองไม่เห็นกั้นขวางอยู่
ภัทรรู้สึกโล่งใจที่ภัยคุกคามหายไป คนที่มาใหม่อาจจะเป็คนมาช่วยเขา เมื่อร่างกายผ่อนคลายลง ความเ็ปและความเหนื่อยล้าก็ถาโถมเข้ามาจนตาลาย เขาเห็นรองเท้าบูทหนังสัตว์สีดำเดินทะลุความมืดเข้ามายืนตรงหน้า ก่อนที่สติจะดับวูบลง คำพูดสุดท้ายของมิรินยังคงวนเวียนอยู่ในใจ...
‘อย่าลืมข้า'