เย่ชิงชิงโยนเสื้อผ้าเข้าไปในถังอย่างไม่แยแสแล้วเหยียบย่ำมันลงไป ทำงานให้เสร็จโดยเร็ว เพื่อที่จะได้ไปหาอะไรกินในครัวร่างกายนี้อ่อนแอเกินไปแล้ว
“ชิงชิง”
เสียงเรียกที่อ่อนโยนทำให้เย่ชิงชิงเงยหน้ามอง ผู้ที่มาคือมารดาผู้ให้กำเนิดนางนายหญิงบ้านรองนามว่านางซู
ใบหน้าของสตรีผู้นั้นซีดเหลืองเสื้อผ้าที่ทำจากผ้าเนื้อหยาบเปื้อนคราบสกปรกเล็กน้อยเห็นได้ชัดว่านางออกไปทำงานั้แ่เช้าตรู่นางจูงเด็กหนุ่มผู้หนึ่งที่ใบหน้าสกปรกแต่กลับฉีกยิ้มโง่ๆ อย่างสดใสเอาไว้
“ทำไมถึงไปทำให้พวกนางโกรธอีกแล้ว? แม่เอาหมั่นโถวมาให้พวกเ้า”
นางซูเช็ดมือตามตัวแล้วหยิบหมั่นโถวแป้งหยาบออกมาฉีกครึ่ง แบมือยื่นให้ทั้งซ้ายและขวา“กินเถิด”
ที่บอกว่าเอามาให้ที่จริงก็แค่แบ่งออกมาจากอาหารเช้าของตัวเองเท่านั้น...เย่ชิงชิงที่ข้ามภพมาหลายวันได้เห็นความร้ายกาจของคนในครอบครัวนี้เต็มตาแล้ว
ย่าเฒ่าสกุลเย่มีบุตรชายสองคนนายท่านใหญ่เย่เจียซุ่น และฮูหยินใหญ่นางตู้มีบุตรชายคนโตเย่จื้อเหอที่เป็ความหวังว่าจะได้สอบรับราชการจึงได้รับความรักเป็พิเศษ ส่วนบุตรชายคนรองเย่จื้อเกอเพิ่งอายุสามขวบ
นายท่านรองเย่เจียอวี้และฮูหยินรองนางซู มีบุตรชายคนโตนามว่าเย่จื้อเฟิง ตอนอายุสองขวบเขาเป็ไข้จนสติเลอะเลือน จึงเติบโตมากลายเป็เด็กหนุ่มที่ยิ้มโง่ๆ คนนั้นส่วนอี๋เหนียงเถาอวิ๋นที่เข้ามาทีหลังก็ให้กำเนิดบุตรสาวในเวลาไล่เลี่ยกับบุตรสาวของนางซูนามว่าเย่ชิงชิงซึ่งก็คือเย่ฝูหรงนั่นเอง
บ้านใหญ่มีทั้งเด็กและผู้ใหญ่รวมกันสิบเอ็ดคนหลังจากสกุลเย่ล้มละลาย ก็ต้องมาเบียดเสียดกันอยู่ในเมืองเล็กๆ แห่งนี้ทุกวันต้องจ่ายค่าฟืนข้าวสารน้ำมันเกลือ จึงไม่วายมีปากเสียงและคำบ่น
ในบรรดาคนเหล่านี้นางซูเป็คนที่มีนิสัยอ่อนโยนที่สุด ย่าเฒ่าไม่ชอบนางอยู่เป็ทุนเดิมเพราะบุตรชายไม่ได้รับการดูแลที่ดีพอ เมื่อเป็ไข้จนกลายเป็คนปัญญาอ่อนทุกวันนางจึงไม่วายถูกจิกกัด
หลังจากที่นายท่านรองก่อเื่ย่าเฒ่าที่รักลูกชายมากก็ทั้งใและโกรธเคืองนางไม่โทษบุตรชายคนรองที่ทำครอบครัวล้มละลายกลับโทษนางซูว่าไม่รู้จักเลี้ยงดูสามีและบุตร เป็ตัวซวย
เมื่อตกอยู่ในความยากลำบากบุตรปัญญาอ่อนก็กลายเป็ภาระ ใครๆ ก็พากันรังเกียจ แม้กระทั่งบิดาแท้ๆ
“หมั่นโถวอีกครึ่งเอาให้พี่ชายกินเถิด พวกเ้าต้องเชื่อฟังนะ รู้ไหม?”
นางซูยื่นหมั่นโถวในมือไปข้างหน้าเย่จื้อเฟิงจ้องมองอยู่พักหนึ่ง จู่ๆ เขาก็เข้ามางับหมั่นโถวพร้อมกับนิ้วมือของนาง
นางซูดึงนิ้วมือออกอย่างจนปัญญาพลางกล่าวว่า “ใช้มือจับกินเองสิลูก”
เย่จื้อเฟิงมองอย่างสงสัยแลบลิ้นเลียปลายนิ้วของนาง แล้วก็ยอมใช้มือจับหมั่นโถวอย่างว่าง่ายสุดท้ายยังเห่าเสียง “โฮ่งโฮ่ง” อีกด้วย
เย่ชิงชิงที่อยู่ข้างๆเห็นแล้วก็ถึงกับตกตะลึง เขานึกว่าตัวเองเป็ลูกหมาหรืออย่างไร...
เสียงท้องร้องประท้วงไม่หยุดแม้แต่หมั่นโถวเพียงครึ่งซีกก็ยังเย้ายวน เย่ชิงชิงยัดมันเข้าปากอย่างรวดเร็วเคี้ยวตุ้ยๆ เพื่อกระเพาะที่ร้องเรียกอาหาร
ขณะที่นางละเลียดรสชาติอยู่ด้านข้างก็มีเสียงแหลมของเถาอี๋เหนียงดังขึ้น “ไอ๊หยาแม่ลูกสามคนแอบกินอะไรกันอยู่ตรงนี้!”
ชีวิตนี้ช่างอยู่ยากเหลือเกินเย่ชิงชิงกลอกตา ไม่เคยได้กินอิ่มเลยสักมื้อยังต้องมารองรับอารมณ์ของผู้หญิงพวกนี้อีก
นางซูไม่สนใจเถาอี๋เหนียงใบหน้าเ็าไม่พูดอะไร แต่อีกฝ่ายก็ยังแสดงละครคนเดียวได้น่าดูชม
“วัชพืชในไร่นายังไม่มีใครถอนไม่รีบฉวยโอกาสตอนฟ้ายังไม่สว่างไปทำงานเอาแต่มาลักไก่รอเวลากินข้าวเที่ยงหรือไง?”
ได้ยินคำพูดเช่นนี้บ่อยๆนางซูไม่เงยหน้าขึ้น นางช่วยเย่ชิงชิงตากเสื้อผ้าที่ซักเสร็จแล้ว
เถาอี๋เหนียงยืนกอดอกปากก็บ่นไม่หยุด “เฮอะเื่เล็กแค่นี้ยังต้องทำสองคนด้วยยังคิดว่าตัวเองเป็ฮูหยินรองสกุลเย่อยู่หรือไง?”
เย่ชิงชิงทนเสียงที่น่ารำคาญไม่ไหวอีกต่อไปจึงลุกขึ้นยืนแล้วถามขึ้น “ไม่ทราบว่าเมื่อเช้าเถาอี๋เหนียงทำอะไรไปบ้างหรือยัง?ท่านคิดว่าตัวเองเป็คนคุมงานหรือเ้าคะ?”
เถาอี๋เหนียงชะงักไปเล็กน้อยจ้องตาเขม็งพลางกล่าวว่า “เ้าตัวน่ารังเกียจสมควรตายกล้าดียังไงมาจัดแจงเื่ของข้า?!”
“เถาอวิ๋น เ้าหุบปากเสีย!”
นางซูกัดฟันเตือนคำพูดเช่น ‘ตัวน่ารังเกียจ’ ‘ตัวซวย’เหล่านี้แหละที่กดดันให้นางไม่สามารถยืนหยัดขึ้นได้บุตรชายเป็ไข้จนกลายเป็คนปัญญาอ่อน บุตรสาวเป็ไข้ทรพิษเกือบไม่รอดและตอนนี้ก็เสียโฉม!
เถาอี๋เหนียงเห็นนางซูมีอารมณ์อ่อนไหวกลับยิ่งยิ้มอย่างเบิกบาน ถูกแทงใจดำเข้าแล้วใช่หรือไม่เล่า?
“ตัวซวยมักจะรอดตัวไปได้เองแต่คนที่ต้องรับกรรมอย่างน่าสงสารมักจะเป็คนรอบข้างเสมอ โถโถดูบุตรทั้งสองของเ้าสิ...
ไอ้โง่ที่เอาแต่กินไม่รู้จักทำสิ่งใดไม่เข้าใจอะไรเลย โตไปจะทำประโยชน์อะไรได้? หาภรรยาไม่ได้ก็ต้องเลี้ยงดูเสียเปล่า!
แล้วชิงชิงนั่นอีกเด็กผู้หญิงผู้หนึ่งกลับน่ากลัวยิ่งกว่าปีศาจเสียอีก พวกเ้าต้องระวังให้ดีนะอย่าทำให้ฝูหรงของข้าฝันร้ายในตอนกลางคืน...”
“เพี๊ยะ!”
กระบวยน้ำถูกยกขึ้นเป็เส้นโค้งที่งดงามพลิกคว่ำพลิกหงาย แล้วตรงเข้าปะทะใบหน้าอันน่าเกลียดของเถาอี๋เหนียงเมื่อเห็นบางคนไม่รู้จักยับยั้งคำพูด และนางซูถูกรังแกจนน้ำตาคลอเย่ชิงชิงจึงยกกระบวยน้ำฟาดไปในทันที!
“กรี๊ด!” เถาอี๋เหนียงกรีดร้องและตกตะลึงนางถอยหลังไปหลายก้าวพลางกุมใบหน้าเอาไว้ “นังสารเลว!กล้าดียังไงถึงลงมือตีคนอื่นเช่นนี้?!”
“ก็ตีแค่เ้านั่นแหละ!”
เถาอี๋เหนียงโกรธจัดกระโจนเข้าใส่พร้อมกางเล็บ เย่ชิงชิงอาศัยรูปร่างที่เล็กหลบพ้นไปได้นางหยิบกระบวยน้ำกลับมาเพื่อเตรียมไว้ใช้เป็อาวุธ เมื่อหันกลับไปมองก็เห็นเถาอี๋เหนียงเข้าตะครุบนางซูทันที ทั้งยังทึ้งผมไม่ยอมปล่อย