ศาลเทพสวรรค์ข้าต้องการแต้มบุญ

    ศาลเทพสวรรค์ ตอนที่ 59 : บัลลังก์จักรพรรดิมังกร

    ...


    'เอาไงดีวะเนี่ย' ฉินเทียนพูดบ่นกับตัวเองในใจ ไม่ช้ามันก็สังเกตเห็นที่บานประตูใหญ่ยักษ์นั้นมีแท่นบัลลังก์แห่งหนึ่งตั้งอยู่ มันตั้งอยู่เหนือประตูยักษ์ร้อยจั้งนั้น เมื่อตัวฉินเทียนมันเห็นเช่นนั้น มันก็คิดในใจว่า 'อย่างน้อยๆ ก็มาถึงที่นี่แล้ว ข้าก็ควรจะสำรวจมันเสียหน่อย'


    ฉินเทียนมันจึงโบยบินไปที่เหนือบานประตูยักษ์ร้อยจั้งอย่างแช่มช้า ก่อนถึงแท่นบัลลังก์แห่งนั้น และทันทีที่เท้าของมันก้าวย่างลงเหยียบบนแท่นหินที่ยื่นออกมาหน้าบัลลังก์อันตระการ


    !!!ครือออออออออออออ


    เสียงสั่นไหวของแผ่นดินดังสนั่นจากนั้นในไม่ช้า


    !!!คราาาาาาาาาาาาาาาาาาาาา คราาาาาาาาาา คราาาา


    ไม่รู้เสียงมังกรจากที่ไหนร้องดังลั่น มันดังกังวานราวโลกหล้าจะดับสูญ หากแต่เส้นเสียงนี้กลับมิได้ทำลายซึ่งโสตประสาทของผู้คน มีเพียงจิตตานุภาพอันยิ่งใหญ่ให้รับรู้


    รอบบึงโลหิตไม่ช้าก็มีเหล่ามังกรวิญญาณมากมายแผ่พุ่งออกมาอย่างรวดเร็ว เหล่าวัยเยาว์อสูรที่เห็นภาพเช่นนี้ถึงสั่นสะท้าน มังกรวิญญาณแต่ละตัวช่างมีอำนาจจิตวิญญาณเกินต้านทาน


    พวกมันพุ่งขึ้นสู่ท้องนภาก่อนจะบินวนไปทั่ว ร่างขนาดใหญ่ยักษ์ยาวราวหมื่นจั้งของพวกมันช่างเต็มไปด้วยความน่าอัศจรรย์เกินจะกล่าว หากแต่ในไม่ช้า นอกดาราไปที่จักรวาลกว้าง รอบดวงดาราแห่งนี้ อยู่ๆ ก็ปรากฏร่างมหามังกรยักษ์ที่ยิ่งใหญ่เกินจะกล่าว ขนาดของมันใหญ่มากพอที่จะเป็นดาวเคราะห์เล็กๆ ดวงหนึ่งยามมันขดม้วนตัว ขนาดแนวยาวของมันมากกว่า 1 ล้านล้านจั้ง ปรากฏบินวนไปทั่วนับร้อยตัว


    นัยน์ตาของมันทอดสายตามาเพียงที่แห่งเดียว


    เมฆาทั้งหลายถูกแหวกออก เมฆหมอกใดๆ มิอาจจะปิดกั้น ท้องนภาก็เปิดโล่ง ทั่วแดนดินอสูรตอนนี้ มิมีผู้ใดไม่เห็นเหล่ามังกรยักษ์ร่างวิญญาณเหนือท้องนภา


    ไม่ช้าเสียงกรีดร้องของเหล่ามังกรวิญญาณนับหมื่น ก็ราวกับเป็นเสียงบัญชาต่อทุกสรรพชีวิตในจักรวาลนี้ให้นั่งคุกเข่าต่ำลง จิตตานุภาพแห่งมหามังกรยักษ์มากเกินจะกล่าว


    หากแต่แม้เหล่ามังกรยักษ์หลายหมื่นตัว และมหามังกรยักษ์ทั้งร้อยจะยิ่งใหญ่นัก หากแต่ฉินเทียนยามนี้ก็หาได้สั่นไหวหรือหวาดกลัวใดๆ ไม่


    มันยังยืนนิ่งสงบราวราวกับราชันย์ที่ยืนอยู่ในท้องสวนพระราชวังแห่งตน ส่วนในใจมันนั้นตอนนี้ก็มีแต่เพียงงงงันว่า 'นิมันเรื่องห่าอะไรกันวะเนี่ย หากข้าต้องสู้กับไอ้พวกมังกรยักษ์เหล่านี้ร่างจำแลงเซียนขั้นจ้าวสวรรค์จะรับมือมันไหวหรือเปล่า หรือข้าจำเป็นต้องเสี่ยงใช้เซียมซีทองเพิ่มเติม...'


    และในขณะที่ฉินเทียนนิ่งคิดเรื่องเหล่านี้


    เหล่าวัยเยาว์อสูรที่เห็นภาพเหล่านี้ ต่างมองไปที่เหล่ามังกรยักษ์เช่นกัน และเมื่อทุกคนหันมามองทางท่านอาจารย์มหาบุรุษอสูรของพวกมัน แต่ละคนก็ต่างคิดในใจ


    '...นิคือ ...ปรากฏการณ์ที่เกิดจากตัวของท่านอาจารย์งั้นรึ'


    ไม่ช้ามังกรยักษ์นับหมื่นก็บินกลับมา หยุดอยู่ครู่หนึ่งรอบบึงโลหิตแห่งเทือกเขาทมิฬซากอสูร ณ ตอนนี้มันอัดแน่นไปด้วยมังกรยักษ์นับหมื่นตัว ส่วนมหามังกรยักษ์ที่อยู่ในจักรวาลแต่ละตัวก็เช่นเดียวกัน ต่างขดตัวหันศีรษะและใบหน้าจดจ้องมายังที่บึงโลหิตเทือกเข้าทมิฬซากอสูรเช่นกัน ก่อนที่แต่ละตัวราวกับทำหน้าคำนับ และจดจ้องมาที่ฉินเทียนเป็นตาเดียวกัน


    เหล่าวัยเยาว์ทั้งหลายต่างเห็นภาพเหล่านี้ที่เกิดขึ้น


    มหามังกรยักษ์ 1 ล้านล้านจั้ง ไม่ช้านัยน์ตามันก็ส่องประกายสว่างจ้า ราวอาทิตย์สุริยัน แสงแห่งฤทธานี้อาบไปทั่วครึ่งหนึ่งของแดนดาราอสูรทันที


    ไม่ช้าภูเขาทมิฬซากอสูร ก็คล้ายแตกออก อย่างช้าๆ


    !!!เปรี๊ยะ!!!เปรี๊ยะ!!!เปรี๊ยะ


    ศิลาสีทมิฬราวกับถูกกะเทาะแตกออก จากนั้นในไม่ช้ามันก็พังทลายออกอย่างรวดเร็ว เผยให้เห็นแผ่นดินอันอุดม ที่มีมหาราชวังสวรรค์ที่ทำด้วยทองคำอันตระการปรากฏ บึงโลหิตที่แดงฉานราวกับน้ำในบึงนี้เกิดจากโลหิตของสรรพชีวิตจริงๆ


    หากแต่เมื่อมันอาบแสงแห่งมหามังกรยักษ์ บึงสีโลหิตก็พลันกระจ่างใสน้ำในบึงทอประกายสีมรกตระยิบระยับ แผ่นดินรอบบริเวณเทือกเขาทมิฬซากอสูร จากที่เป็นเศษหินแดนทะเลทราย สลับด้วยภูเขาน้อยใหญ่


    ไม่ช้าเมื่อมันต้องแสงประกายแห่งฤทธาของมหามังกรยักษ์ ผืนดินก็ปรากฏแมกไม้นานาพันธุ์ ต้นไม้น้อยใหญ่ปรากฏอย่างรวดเร็ว นอกจากนั้นบางจุดบางช่วงก็ปรากฏสายน้ำผุดขึ้นออกมาจากผิวดิน


    กลายเป็นแดนป่าธรรมชาติอันน่าอภิรมย์แลดูตระการตาด้วยดอกไม้พฤกษานานาพันธุ์อีกแห่งหนึ่งไปในชั่วพริบตา


    ฉินเทียนที่เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นตัวมันเองก็ตกตะลึงไม่น้อย อำนาจอิทธิฤทธิ์ของเหล่ามหามังกรยักษ์ช่างเหนือกว่าที่มันคิดและจินตนาการนัก


    ไม่ช้าเหล่าวิญญาณมังกรยักษ์นับหมื่นก็กลับกลายเป็นร่างกึ่งมนุษย์สวมใส่ชุดเกราะรบทุกผู้ตน


    ด้านหน้าสุดหนึ่งร้อย เป็นเหล่านักรบมังกรชราสวมใส่เกราะทอง ด้านหลังคือเกราะเงินนับหมื่น กลางหน้าผากของเหล่านักรบมังกรเกราะทองทั้งหลายปรากฏตราสัญลักษณ์วิญญาณสีเพชรส่องสว่างรัศมีสีรุ่งทุกตน


    ฉินเทียนเห็นเช่นนี้มันก็รู้ได้ทันทีว่าสิ่งนี่มีความหมายเช่นไร


    เหล่ามังกรเกราะทองทั้งหลายหนึ่งร้อยตน คือเหล่ามหาเทวะปรมัตถ์ผู้ยิ่งใหญ่


    พวกมันแย้มยิ้มให้ฉินเทียน ก่อนจะทรุดกายคุกเข่าตรงหน้า


    ไม่ช้านักรบมังกรนับหมื่นด้านหลังก็เช่นกัน


    ต่างคุกเข่าพร้อมเกิดเป็นภาพอันตระการ ส่งเสริมความสูงส่งของหนึ่งมหาบุรุษอสูรที่อยู่ในชุดขาวมีเส้นผมสีทอง ผู้ยื่นอยู่ด้านหน้าบัลลังก์มังกรที่บัดนี้กลายเป็นบัลลังก์ทองคำอันตระการ


    เหล่าเด็กน้อยอสูรทั้งหลายเห็นภาพเช่นนี้ก็ตกใจ


    รัศมีแห่งเทวะมากมายพร่างพราวเกินจะกล่าว


    เด็กน้อยบุรุษหนุ่มและสตรีสาวในที่นี้อย่างมากที่สุดก็เคยสัมผัสเพียงแค่ผู้เข้าถึงเศษเสี้ยวเทวะ หากแต่ตรงหน้าพวกมันทั้งหลาย กับมีแต่จิตวิญญาณเทวะอัศจรรย์นับหมื่น และมีมหาเทวะปรมัตถ์ผู้ยิ่งใหญ่อีกหนึ่งร้อย


    สิ่งเหล่านี้คืออะไร... ดูท่าจะไม่มีผู้ใดเข้าใจแม้แต่น้อย


    ไม่ช้าเหล่าดวงวิญญาณแห่งมังกรบรรพกาลทั้งหลายก็จางหายไป ทิ้งภาพและเหตุการณ์อันตระการนี้ เป็นแค่เรื่องราวส่วนหนึ่งที่ยากจะลืมเลื่อนในใจเหล่าวัยเยาว์ชาวอสูร


    .


    .


    .


    ไม่ช้า ณ ที่แห่งนี้ก็เกิดช่วงเวลาแห่งความเงียบงัน ไม่มีใครรู้ว่าจะพูดกล่าวอะไรดี สิ่งที่เกิดขึ้นเหนือจินตนาการมากจนเกินไป


    ฉินเทียนที่ยังงงงันอยู่ก็เช่นเดียวกัน มันหันหลังมองสำรวจบัลลังก์ที่มีรูปสลักมังกร จากที่เคยเป็นเพียงก้อนหินดินดำ ตอนนี้เป็นบัลลังก์ทองคำอันตระการเสียแล้ว


    ฉินเทียนก้าวเดินแช่มช้าก่อนจะสัมผัสมัน


    ไม่ช้าระบบศาลเทพสวรรค์ก็ร้องเตือน


    !!!ติง ติง ติง


    [ค้นพบสมบัติสวรรค์ บัลลังก์จักรพรรดิมังกร]


    [บัลลังก์จักรพรรดิมังกร คือสมบัติสวรรค์จำเพราะมีแต่ผู้มีสายโลหิตมังกรสวรรค์เท่านั้นจึงจะสามารถใช้อำนาจแท้จริงของมันได้ บัลลังก์มังกรสวรรค์มีอำนาจแห่งขอบเขตมิติและกาลเวลา สามารถสร้างแดนอัศจรรย์และมิติเวลาไร้ขีดจำกัดได้ ขึ้นอยู่กับอำนาจของผู้ครอบครอง]


    [ศาลเทพสวรรค์ ตรวจพบอำนาจตกค้างของเจ้าของบัลลังก์จักรพรรดิมังกรองค์ก่อน ที่ทิ้งแดนอัศจรรย์ที่ภายในมีสมบัติวิเศษและโอสถสวรรค์มากมาย พร้อมด้วยคัมภีร์ขอบเขตราชันย์สวรรค์ของอสูรนับหมื่นเผ่าพันธุ์ เวลาในนั้น 100,000 ปี เท่ากับโลกมนุษย์ 10 ปี]


    [ลองรับผู้ที่จะเข้าไปภายในได้ 12,000 คน หมายเหตุ ในปัจจุบันศาลเทพสวรรค์ไม่อนุญาตให้เจ้าของศาลเทพสวรรค์เข้าไปภายใน เพราะท่านมีหน้าที่ต้องเป็นผู้นำแห่งมวลสรรพชีวิต จนกว่าเวลาจะล่วงไป 10 ปี ท่านถึงจะเข้าไปภายในได้]


    ฉินเทียนนิ่งเงียบสับสนและขบคิด ว่านี่มันคือเรื่องอะไรกัน


    ไม่ช้ามันก็ย่างก้าวไปนั่งที่บัลลังก์ทองเพื่อขบคิด


    ทีท่านิ่งสงบของมัน และความสง่างามของร่างมังกร ทำให้ตัวฉินเทียนยามนี้ราวกับตัวมันคือจักรพรรดิของแดนอสูรอย่างแท้จริง เหล่าวัยเยาว์ชาวอสูรต่างเห็นภาพเหล่านี้


    เวลาไม่ช้าก็ผ่านไปครู่ใหญ่


    ฉินเทียนทอดสายตาไปที่เหล่าอสูรวัยเยาว์ทั้งหลายพร้อมพูดกล่าว "พวกเจ้าพร้อมที่จะเสาะแสวงหาพลังอันยิ่งใหญ่กันแล้วหรือไม่"


    เหล่าอสูรวัยเยาว์ทั้งหลายสบสายตากันครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าให้กัน และกล่าวคำตอบต่อฉินเทียน "ท่านอาจารย์ข้าพร้อมขอรับ"


    "ดี" ฉินเทียนพูดกล่าวเสียงดังพร้อมแฝงไว้ด้วยอำนาจแห่งฤทธาและจิตตานุภาพแห่งตัวมัน พร้อมเร่งรีบปิดงานจากการเดินทางอันยาวนานนี้เสียที แม้มันจะยังรู้สึกงงงวยและสับสนในใจเหลือเกิน


    "ข้าจะเปิดแดนอัศจรรย์ให้พวกเจ้าเข้าไปฝึกฝน ภายในนั้น 100,000 ปี เท่ากับเวลาในโลกนี้ 10 ปี พวกเจ้าจะได้เข้าไปในนั้นและสืบทอดยอดวิชาของเหล่าบรรพกาลชนชาวอสูรในอดีต ในตอนนี้ข้าเทียนหลงขอประกาศ พวกเจ้าทุกคนตอนนี้ได้เป็นศิษย์แห่งข้าโดยสมบูรณ์ เป็นศิษย์ในแห่งสำนักเทียมฟ้า เป็นตัวแทนของชนชาวอสูรกลุ่มแรกที่จะได้ก้าวย่างสู่ขอบเขตอันอัศจรรย์ "


    กล่าวจบฉินเทียนก็เอามือกดไปที่วางแขนด้านข้างของบัลลังก์ ก่อนในไม่ช้าอานุภาพแห่งมันจะปรากฏ


    ประตูหินหมื่นจั้ง ตอนนี้กลายเป็นประตูทองมังกรไม่ช้ามันก็ค่อยๆ เปิดออก ภายในราวกับเป็นอีกโลกหนึ่ง มีแมกไม้ที่ไม่เคยเห็น มีไอหมอกเซียนหรือหมอกเมฆาสวรรค์สีทองขาว ลอยจางๆ สวยงามปรากฏอยู่ที่ในนั้น กลิ่นอายแห่งหมอกนี้ช่างบริสุทธิ์เหลือเกิน เพียงแค่สูดไอหมอกเข้าไปก็ราวกับว่าได้ฝึกฝนบำเพ็ญมานับเดือน ความโปร่งโล่งสบายเกินจะกล่าว นอกจากนั้นทอดสายตาไปภายในดีๆ จะเห็นแท่นเสาสีทองปรากฏอยู่ภายในมากมายนัก หากมองดูดีๆ จะเห็นอักษรของชนชาวอสูร และทวยเทวะปรากฏอยู่โดยรอบ มันคือเหล่าคัมภีร์และเคล็ดวิชาบำเพ็ญ


    เหล่าอสูรวัยเยาว์ทุกตนที่ได้เห็นล้วนตกตะลึงอีกครั้ง


    ฉินเทียนก็เช่นกัน


    ฉินเทียนตอนนี้ก้าวเดินมายื่นนิ่งอยู่หน้าบัลลังก์ทอง ราวกับเป็นการยื่นส่งเหล่าศิษย์ตัวน้อย


    ไม่ช้าแต่ละคนก็ค่อยๆ ย่างก้าวเดินเข้าไป


    หากแต่ก่อนที่แต่ละคนจะเข้าไปที่ภายในนั้น


    กัวเจ๋อรุ่ยองค์ชายกิเลนคล้ายมีความรู้สึกในใจมากมาย หนึ่งแสนปีกับท่านอาจารย์ผู้หนึ่งที่มันยื่นมองแผ่นหลังตลอดมา มันย้อนนึกถึงวันแรกที่พบเจอท่านอาจารย์ผู้นี้ วันเวลาราวก้าวผ่านไปอย่างรวดเร็ว แม้มันจะนานถึงหนึ่งแสนปีก็ตาม


    ก่อนที่ตัวกัวเจ๋อรุ่ยจะก้าวขาเข้าไป มันเงยหน้ามองฉินเทียน ท่านอาจารย์ของตัวมัน


    กัวเจ๋อรุ่ยคุกเข่าโขกศีรษะเสียงดัง "ท่านอาจารย์โปรดรักษาตัว แสนปีภายในนั้น สิบปีของโลกปัจจุบัน กัวเจ๋อรุ่ยศิษย์โง่เขลาจะพากเพียรขยันพร้อมมีท่านอาจารย์เทียนหลงมหาอสูรผู้ยิ่งใหญ่เป็นแบบอย่างตลอดไป หนึ่งแสนปีศิษย์จะมิลืมเลื่อนท่านอาจารย์และคำสั่งสอนแม้วันเดียว กัวเจ๋อรุ่ยผู้นี้จะคุกเข่าก้มกราบท่านทุกคืนวัน"


    และเมื่อกัวเจ๋อรุ่ยพูดกล่าวจบไม่ช้าอสูรหนุ่มสาวตนอื่นๆ ก็ทำตาม ด้วยใบหน้าอันมุ่งมั่นตั้งใจ


    หากแต่มีเพียงสตรีนางหนึ่งที่จดจ้องฉินเทียนอย่างไม่วางตา ไม่พูดกล่าวใบหน้าคล้ายแดงก่ำอยู่หลายส่วน


    นางมิใช่เม่ยเม่ย หากแต่เป็นเปาเปา


    ฉินเทียนไม่รู้ทำไม สั่นหลังของมันพลันเย็นวาบ อยากจะกล่าวห้ามนางมิให้เข้าไปภายในเหลือเกิน นางอสูรตนนี้เป็นตัวอันตรายจนเกินจะกล่าว ไม่รู้ว่าเข้าไปแล้วออกมาจะเป็นตัวตนแบบไหน หากแต่สุดท้ายมันก็มิได้พูดกล่าว


    มีแต่บ่นเสียดายกับตนเอง หินอ่านใจใช้กับนางไม่ได้เสียแล้ว ระดับการบำเพ็ญของนางอยู่ในระดับท่องนภา


    .


    .


    .


    หากแต่สายตาของเปาเปาที่มองฉินเทียนคืออะไร ใบหน้าแดงก่ำมีสาเหตุจากเรื่องอะไร


    ตอนนี้ไม่มีใครรู้


    ไม่ช้านางก็ส่งรอยยิ้มอันแปลกประหลาดมาที่ฉินเทียน ก่อนที่นางจะโค้งกายเล็กน้อย


    และย่างก้าวสู่มิติอัศจรรย์ในประตูทอง


    เมื่อฉินเทียนส่งเหล่าวัยเยาว์ทั้งหลายเข้าไป พร้อมเปิดระบบภารกิจแห่งศาลเทพสวรรค์ ตัวมันก็พลันมีรอยยิ้ม ผ่านเวลาไปเนิ่นนานภารกิจนี้ก็จบเสียทีคิดถึงลูกสาวตัวน้อยฉินผิงเหลือเกิน


    ไม่ช้ามันก็ใช้สิบย่างก้าวกลับสู่โลกแดนกำเนิดของตัวมัน


    .


    .


    .


    —– ณ สำนักฟ้าอนันตร์ สำนักอันดับหนึ่งแห่งทวีปเล็ก —–


    ผ่านไปหนึ่งปี ยามนี้หลงหลินทอประกายงดงามกว่าวันวาน เป็นหนึ่งนางสตรีงดงามสมวัยมากกว่าที่เคย หากแต่หนึ่งปีที่ผ่านมา ปัญหาเดิมๆ ก็ยังปรากฏกับนาง ศิษย์พี่ในสำนักรังเกียจในตัวนาง เพราะนางนั้นมักไม่ทำตามสั่ง ยึดมั่นในวิถีของตัวเอง จะเป็นสตรีกล้านางบำเพ็ญ


    นอกจากนั้นตัวนางยังรับรู้ถึงจิตคิดร้ายของเหล่าศิษย์พี่สตรี ที่จะให้นางใช้เรือนกายเข้าแลกเพื่อรับยอดวิชาและโอสถวิเศษจากเหล่าศิษย์พี่บุรุษเพศ หากแต่นางไม่สนใจ เลือกจะทำเพียงการสะสมคะแนนบุญอย่างใสสะอาด ตามวิถีสามัญของตัวนาง


    วันนี้จึงเป็นอีกวันที่นางต้องยืนหนาวสั่นที่ด้านนอกหอพักของสตรีในสำนักฟ้าอนันตร์


    ถูกไล่มาอยู่เขตตีนเขาที่ไร้ผู้คนและเงียบงัน ตอนนี้นางชินชาแล้ว นางหยิบหยกแดงอบอุ่นออกมากำไว้ แล้วนั่งบำเพ็ญเงียบๆ เหมือนเช่นเคย ตอนนี้ระดับบำเพ็ญของนางอยู่ที่ตราสัญลักษณ์วิญญาณขาวเข้ม 3 จุดแต้มแล้ว แม้มันจะรวดเร็วและเหนือล้ำกว่านางสตรีในรุ่นเดียวกันหากแต่...


    ไม่ช้าเสียงพุ่งไม้ก็สั่นไหว


    มีเหล่าบุรุษสวมชุดผู้บำเพ็ญสำนักฟ้าอนันตร์ สวมผ้าปิดปากปิดคลุมใบหน้า โผล่ตัวออกมาจากพุ่มไม้อย่างรวดเร็ว


    หลงหลินที่เห็นเช่นนั้นนางก็ตกใจ หากแต่แม้นางจะรีบขัดขืนและพยายามจะร้องขอความช่วยเหลือ หากแต่ก็สายเกินไป เพราะผู้มามีระดับบำเพ็ญที่สูงกว่านางมาก มันคือระดับตราสัญลักษณ์วิญญาณสีเหลืองอ่อน 1 จุดแต้มบ้าง ไร้จุดแต้มบ้าง มันเข้ามาผัวพันนางอย่างรวดเร็ว คนหนึ่งจับตัวนางปิดปากล็อกแขน


    อีกคนจับแขนอีกข้าง และกอดรัดร่างของนางแน่น


    ไม่ช้าบุรุษอีกผู้ก็เดินมาอย่างแช่มช้า


    มันพูดกล่าวพลางดัดซุ่มเสียง


    "ช่างเล่นตัวนัก ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง วันนี้คืนเดือนมืดไร้เดือนไร้ดาวข้าจะเสพสังวาสกับเจ้าจนหนำใจ หว่างขาของเจ้าจะถูกข้าตีตราเป็นเจ้าของ ให้เจ้ารู้ว่าการปฏิเสธข้าจะต้องพบเจออะไร" ไม่ช้าเสียงหัวเราะเบาๆ น้ำเสียงช่างแฝงไปด้วยความต่ำทรามนัก


    ไม่ช้าตัวมันก็ส่งสัญญาณให้เหล่าสหายติดตามต่ำทรามของตัวมันร่วมกันปลดดึงเสื้อผ้าของนางสตรีหลงหลินออก


    หลงหลินกรีดร้อง


    หากแต่มือหนาใหญ่ของบุรุษเพศก็ทำให้นางไร้เสียง มันเกาะปากนางพร้อมปิดเสียงนางแน่นหนาเหลือเกิน


    มิมีใครได้ยินนาง


    นัยน์ตาของหลงหลินแดงก่ำ น้ำตาก็รินไหล นางแทบไม่กล้าเชื่อว่าตัวนางจะต้องพบเจอเรื่องเช่นนี้ในสำนักอันดับหนึ่งของแผ่นดิน เสื้อผ้าของนางไม่ช้าก็ค่อยๆ ถูกปลดเปลื้องอย่างรวดเร็ว และในเวลานั้น...


    ฟิว...!!!เปี๊ยง


    เสียงก้อนหินก็ดังออกมาจากมุมหนึ่งของชายป่า ดีดเข้าใส่กะโหลกหนาของหนึ่งบุรุษต่ำทราม เสียงดังฟังชัด บุรุษผู้นั้นแทบจะสิ้นสติในทันที


    สองบุรุษต่ำทรามที่เห็นเช่นนั้นก็ร่ายฤทธิ์คุมกายทันที


    พร้อมร้องตะโกน "มันผู้ใดกล้าขัดความสุขข้าจงออกมา"


    และในไม่ช้าก็ปรากฏร่างของบุรุษผู้หนึ่ง ที่น่าจะเป็นผู้รู้จักของใครหลายๆ คน


    จางหมิงบุรุษใบหน้าสะอาดสะอ้าน หนึ่งในสิบ ศิษย์สายนอกที่เก่งกาจที่สุด


    มันย่างกายมาด้วยแววตาจริงจัง


    พร้อมกล่าวถาม "พวกเจ้าเป็นใครถึงกล้าทำเรื่องต่ำช้าเช่นนี้ในสำนัก"


    สองบุรุษดูเหมือนรู้จักจางหมิงดี พวกมันจึงพูดกล่าว "จางหมิงเจ้าหยุดมือเสียเถอะ ข้ากับเจ้ามิได้มีความแค้นต่อกัน เจ้าไม่ควรยุ่งเกี่ยวเรื่องของข้า"


    เมื่อบุรุษผู้นี้พูดกล่าวจางหมิงก็คล้ายจะจำน้ำเสียงนี้ได้ "เจ้าคือคนแซ่ซุนข้าจำน้ำเสียงเจ้าได้"


    บุรุษผู้นั้นหัวเราะเหอๆ สองสามที ก่อนจะพูดกล่าว "ฮะฮาฮา ก็ดี ในเมื่อเจ้าจำได้ข้าก็ยอมรับ แต่เจ้าก็ต้องรู้ดีว่าข้าผู้แซ่ซุนนี้มิใช่ธรรมดา หากเจ้ากล้ายุ่งเรื่องของข้า เจ้าก็เตรียมตัวตายไม่ดีได้เลย เป็นที่รู้กันดีในเมืองฟ้าอนันตร์ นอกจากองค์ราชันย์และสายเลือดของราชวงศ์และคนตระกูลใหญ่เช่นกัน ตระกูลซุนของข้าก็มิเกรงกลัวใครในแดนบำเพ็ญนี้..."


    ยังไม่ทันพูดจบฝ่าเท้าของจางหมิงก็ฟาดเข้าปากของบุรุษผู้นั้น ก่อนที่มืออีกข้างจะร่ายฤทธาเกิดเป็นคลื่นฤทธากระแทกไปที่บุรุษต่ำช้าอีกผู้หนึ่ง


    จางหมิงไม่ช้าก็หมุนกายหันหลัง


    เสื้อนอกคลุมตัวของมันก็ล่องลอยไปปกปิดเรือนกายสตรีของหลงหลิน


    ที่แม้เสื้อผ้าจะยังมิได้หลุดร่วงจนเปิดเผยเรือนกายสตรีผิวละเอียดของนางจนหมดสิ้น หากแต่เนินไหล่ขาว ช่วงอกอวบ ก็รอดออกมาให้เห็นอยู่บ้างในสภาพไม่เรียบร้อย และเพราะแบบนั้นจางหมิงจึงรีบเร่งไม่มากความ


    จัดการเหล่าผู้ต่ำทรามอย่างรวดเร็ว


    .


    .


    .


    จางหมิงไอสองสามที ใบหน้าก็แดงก่ำไม่น้อย เกิดมาก็พึงเคยเห็นเต้าอกเนินสตรีขาวอวบอิ่มเช่นนี้เป็นครั้งแรก มันเขินอาย หากแต่มันก็พูดกล่าว พร้อมรักษาท่าทีของบุรุษเมธีอันสมควร


    "หลงหลิน... เจ้าไม่เป็นไรใช่หรือไม่"


    หลิงหลงที่ใบหน้ายังมีคราบน้ำตาอยู่ นางร้องไห้ หากแต่เมื่อนางเห็นศิษย์พี่จางหมิง นางก็คล้ายสบายใจ


    ใบหน้าของนางเขินอายคล้ายแดงก่ำอยู่ไม่น้อย ไม่ช้านางก็พูดกล่าว น้ำเสียงเอียงอายพร้อมรีบจัดแจงชุดเสื้อผ้าที่ไม่เรียบร้อยให้เข้าที


    "ขอบคุณศิษย์พี่จางหมิง เพราะศิษย์พี่หลิงหลงจึงยังรักษาเกียรติของสตรีไว้ได้"


    .


    .


    .


    ในท่าทีของหนึ่งบุรุษ หนึ่งสตรี


    ในการกระทำที่สมควรจะถูกต้องและเหมาะสม


    หากแต่ผลลัพธ์ของการกระทำนี้ของจางหมิงจะชักนำโชคชะตาเช่นใดมาปรากฏแก่ตัวมันกันนะ


    ในโลกที่เต็มไปด้วยผู้ต่ำทราม บางครั้งการยึดมั่นในคุณธรรมความดี


    ลงมือและมีเมตตา ปล่อยคนทรามให้มีชีวิต


    ผลตอบกลับที่ได้ในยุคสมัยเช่นนี้ ก็อาจจะเป็น...


    .


    .


    .


    ชักนำเภทภัย สร้างเรื่องร้ายเข้าตัว

    คล้ายกับเรื่องศาลเทพสวรรค์ข้าต้องการแต้มบุญ ที่คุณอ่าน