กลางป่าเงียบสงบที่บัดนี้แปรเปลี่ยนเป็สนามรบ เสียงฟาดปะทะและเสียงร้องคำรามแทรกซึมไปทั่วทุกอณูอากาศ ดั่งเสียงของสายฟ้าที่ฟาดลงกลางพงหญ้า เสียงแห่งการต่อสู้บังเกิดขึ้นพร้อมกับแสงจันทร์ที่ส่องลงมาอย่างเวทนา
หัวหน้าโจรซึ่งบัดนี้ลุกขึ้นจากพื้นได้แล้ว ดวงตาเปี่ยมด้วยเพลิงโทสะ ร่างพุ่งเข้าใส่ชายชราผู้สงบเยือกเย็น แต่กลับแฝงด้วยความน่าเกรงขาม
“แก...เ้าเฒ่า! กล้าดีอย่างไรถึงกล้าซัดข้าก่อน!”
“หึ บังอาจ! ข้าผู้นี้มีอายุรุ่นราวคราวปู่ของเ้ายิ่งมิไม่อาจปล่อยให้หยาบคายได้ตามอำเภอใจ” ชายชรากล่าวเสียงเรียบ ดวงตาทอประกายสงบนิ่ง แต่ฝ่ามือทั้งสองกลับกางออกอย่างมั่นคง ยืนตรึงพื้นดินประหนึ่งเสาเข็มแห่งขุนเขา
พริบตานั้น สองร่างพุ่งเข้าหากัน เสียงหมัดกระทบหมัดดัง “ปัง!” ลั่นสนั่น
แรงกระแทกแผ่ะเืไปทั่ว รถม้าไหววูบเล็กน้อย เศษใบไม้ปลิวว่อนในอากาศ
ในอีกฟากหนึ่ง อวี้เหวินซัดหมัดอัคนีสังหารซ้ำแล้วซ้ำเล่า ร่างของศัตรูแต่ละคนปลิวกระเด็นราวใบไม้หลุดจากกิ่ง ใบหน้าของเด็กหนุ่มเปื้อนเืของศัตรู แต่แววตานั้นยังคงแน่วแน่ไม่คลอนแคลน
ขณะนั้นเอง พ่อของเขากำลังจะวิ่งเข้ามาช่วยเหลือด้วยมือเปล่า
“ท่านพ่อ! ท่านอยู่ตรงนั้น! ช่วยดูแลคุณหนูกับสาวใช้แทนข้า!”
เสียงะโของอวี้เหวินหนักแน่นราวระฆังทอง บิดาของเขาชะงักฝีเท้า ดวงตาเต็มไปด้วยความลังเลแต่สุดท้ายก็พยักหน้าช้า ๆ พลางรีบกลับไปคุ้มกันรถม้าอย่างระมัดระวัง
อวี้เหวินรู้ดี...บิดาตนแม้มีใจกล้า แต่กลับไร้วรยุทธ์ หากปล่อยให้เข้าสมรภูมิ คงมีแต่ความตายเท่านั้นที่รออยู่
การต่อสู้อยู่ใน่เข้มข้น สมุนโจรอีกสองคนเข้าล้อมเขาทางซ้ายและขวา หนึ่งใช้ดาบยาว อีกหนึ่งใช้กระบองเหล็ก พวกมันสบตากันก่อนพุ่งเข้ามาพร้อมกันโดยไม่พูดคำใด
อวี้เหวินตวัดหมัดซ้ายปัดดาบ ทว่าในจังหวะที่เขาจะฟาดกลับ กระบองเหล็กจากอีกด้านก็พุ่งเข้ามาใส่ชายโครง
“หึ!”
จังหวะนั้นเอง...เสียงหนึ่งดังขึ้นในโสตประสาท
“ระวังข้างหลัง!”
เสียงนั้นคือเสียงของซ่งเหยียนเฟย สุภาพบุรุษผู้เร้นกายในสร้อยคอ
ดวงตาของอวี้เหวินเปล่งประกายแสง เขาเบี่ยงตัวทันเวลา กระบองเหล็กเฉียดผ่านชายเสื้อ สะบัดชายผ้าแหวกอากาศเป็เส้นโค้ง
“เ้า...คิดเล่นเล่ห์ใส่ข้าเรอะ?” เขายิ้มเย็น ก่อนหมุนตัวตีเข่ากระแทกหน้าท้องของอีกฝ่ายเสียงดัง “ตุ้บ!”
ฝ่ายนั้นทรุดฮวบลงกับพื้นทันที ก่อนอวี้เหวินจะเหวี่ยงหมัดขวาเสยปลายคางขึ้นสุดแรง
“เปรี้ยง!”
เสียงกระดูกแตกร้าวดังขึ้น โจรคนนั้นปลิวลอยกลางอากาศราวหุ่นเชิดขาดสายชีวิต
อีกคนที่เหลือยืนตัวแข็ง มือสั่นเทิ้ม ไม่ทันจะได้ตัดสินใจ ร่างของอวี้เหวินก็มาปรากฏเบื้องหน้าเสียแล้ว
“ไม่!!”
เสียงสุดท้ายก่อนหมัดอัคนีสังหารจะซัดกลางอก มวลพลังอัดแน่นแทรกซึมกระดูกและเนื้อ กลายเป็เสียง “ปึก!” ที่กลืนหายไปในป่าลึก
ขณะนั้นเอง หัวหน้าโจรที่ประมือกับชายชราอยู่ เริ่มเผยอาการอ่อนแรง อ้าปากหอบหายใจหนัก ฝ่ามือของเขาสั่นไหวจนแทบควบคุมไม่อยู่
“ตาแก่คนนี่...อายุปูนนี้เเล้วเเต่ยังเคลื่อนไหวได้ประหนึ่งวัยหนุ่ม เผลอ ๆ อาจจะร้ายกาจยิ่งกว่า! เคล็ดวิชาที่ใช้นี่มัน เหนือกว่าข้าอย่างมาก!”
เขาถอยหลังก้าวหนึ่ง มองไปยังทิศที่พรรคพวกของตนพากันล้มตายราวใบไม้ร่วง น้ำเสียงก่นด่าดังลอดไรฟัน
“พวกสวะ! ทำอะไรไม่ได้สักอย่าง!”
ก่อนที่เขาจะตัดสินใจใด ๆ ชายชราก็พุ่งเข้าอีกครั้ง ฝ่ามือกระแทกกับกระบี่ของอีกฝ่ายจนเกิดประกายไฟเฉียดลมหายใจ
“บัดซบ! ขืนปล่อยไว้อีก ข้าได้จบสิ้นแน่!”
ด้วยความเด็ดเดี่ยว หัวหน้าโจรสูดลมหายใจเข้าลึก ส่งพลังทั้งหมดไปรวมไว้ที่ฝ่ามือ
“ดูนี่เสีย! กระบวนท่าสุดท้ายของข้า!!”
เสียงคำรามดังขึ้นก่อนที่เขาจะซัดฝ่ามืออันเต็มไปด้วยพลังเข้าใส่ชายชราอย่างไม่ออมแรง
“โครม!”
ดินทรายแตกกระจาย ร่างของชายชราถูกผลักถอยหลังสองสามก้าว แม้เขาจะต้านไว้ได้ แต่ก็อดมิได้ที่จะกระอักเืออกมาเล็กน้อย
หัวหน้าโจรอาศัยจังหวะนั้นหันหลังกลับ พุ่งตัวหลบหนีโดยไม่คิดจะหันกลับมาอีกเลย
“ท่านหัวหน้าหนีแล้ว! ถอยกัน!”
เสียงะโของโจรตนหนึ่งนำไปก่อน เหล่าสมุนที่เหลือก็พากันแตกกระเจิง วิ่งหนีไปอย่างไม่คิดชีวิต
อวี้เหวินพยายามไล่ตาม แต่เมื่อเห็นร่างชายชราทรุดนั่งลงบนพื้น เขาก็รีบหันกลับมา
“ท่านผู้าุโ!”
เขารีบเข้าประคองอีกฝ่ายไว้ ใบหน้าเต็มไปด้วยความเป็ห่วง
ชายชราผู้นั้นโบกมือเบา ๆ ดั่งไม่ให้เป็กังวล ใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มอ่อนโยน
“ไม่เป็ไร...แค่รับแรงกระแทกมากไปนิด เพียงทานโอสถแล้วพักสักคืนก็หาย...”
เสียงของเขายังมั่นคง แต่แววตาเต็มไปด้วยความอ่อนล้า
อวี้เหวินช่วยพยุงเขากลับไปยังรถม้า ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครา แต่ครั้งนี้มิใช่ความเงียบแห่งภัย หากคือความเงียบที่อวี้เหวินรู้สึกได้ถึงบางสิ่ง
ไม่ใช่เพียงกลิ่นเื หรือกลิ่นดินชื้นจากผืนป่าหลังฝน หากแต่คือกลิ่นของโชคชะตา...ที่เริ่มหมุนวนเปลี่ยนไปจากเดิม
เสียงฝีเท้าเบา ๆ เหยียบลงบนพื้นหญ้าเปียกชื้น เมื่ออวี้เหวินประคองร่างชายชรากลับมายังรถม้า กลิ่นเืคละคลุ้งในลมหายใจจางลงทีละน้อย ร่างของผู้เฒ่าแม้จะหนักแน่นดุจขุนเขา แต่ในยามนี้กลับดูบางเบาราวใบไผ่ต้องลม หากปล่อยมือเพียงนิด ก็อาจปลิวไปกับสายลมหยอกเย้า
ประตูรถม้าเปิดออกเงียบงัน คุณหนูในชุดผ้าแพรสีอ่อนก้าวออกมาอย่างสง่างาม ผิวพรรณเปล่งปลั่งในยามต้องแสงจันทร์ราวหยกสลักนวลนิ่ม ในั์ตาคู่งามที่ซ่อนอยู่ใต้แพขนตางอนยาว แฝงไว้ซึ่งความเป็ห่วงไม่ปิดบัง
นางยื่นมือขาวผ่องออกมา เผยให้เห็นเม็ดยาสีเขียวหม่นส่งกลิ่นหอมอ่อนจาง “ยาเม็ดนี้มีสรรพคุณฟื้นฟูกระดูก บรรเทาอาการภายใน เพียงท่านผู้าุโกลืนมันลงไป แล้วใช้ลมหายใจขับเคลื่อนปราณเพียงเล็กน้อย อาการาเ็ย่อมบรรเทาลง”
ชายชรารับเม็ดยาด้วยมือสั่นระริก ดวงตาที่เปื้อนรอยล้าเหลือบมองหญิงสาว พลันคล้ายเห็นเงาอดีตอันไกลโพ้น
“คุณหนู...น้ำใจของท่าน ยากนักจะทดแทน” เขากล่าวเสียงแหบพร่า ก่อนกลืนเม็ดยาลงไป และหลับตานั่งขัดสมาธิในทันที
ไม่นานนัก กลิ่นหอมของยาปะทะกับกลิ่นเืค้างในลำคอ ลมหายใจของชายชราเริ่มนิ่งสนิท ใบหน้าอันเคยหมองคล้ำมีสีเืเรื่อกลับคืนเล็กน้อย ประหนึ่งยอดไม้ไผ่ได้รับหยาดฝนแรกหลังฤดูแล้ง
อวี้หลานที่เฝ้ามองอยู่เอ่ยขึ้นอย่างเคร่งขรึม “คุณหนู โปรดให้ข้าทำหน้าที่กุมบังเหียนแทนชั่วคราว ข้ารู้เส้นทางและพอมีฝีมืออยู่บ้าง เพียงให้ผู้าุโท่านนี้ได้พักผ่อนเสียหน่อย ก็คงไม่เป็อันตราย”
คุณหนูหันมามองเขาแววตานิ่งสงบ ก่อนกล่าวอย่างอ่อนโยน “ท่านมีความคิดรอบคอบดีแล้ว แต่อย่าลืมให้คุณชายอวี้ร่วมคุ้มกันด้านนอกรถม้าด้วย” นางเว้น่เล็กน้อยก่อนเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงจริงจังขึ้นเล็กน้อย “อย่างไรก็มิอาจเดินทางในยามนี้ได้อีก ทั้งเพราะผู้าุโยังต้องพัก ทั้งเพราะระยะทางจากเมืองที่ผ่านมาห่างไกล และอันตรายยังมิแน่ใจว่าจะสิ้นสุดหรือไม่...หากฝืนเดินทางต่อ เกรงว่าเราจะเร่งร้อนตนเองจนเสียหายเปล่าๆ”
อวี้เหวินพยักหน้าอย่างเข้าใจ ขณะอวี้หลานโค้งคำนับรับคำ ก่อนปีนขึ้นนั่งกุมบังเหียนรถม้า
ภายใต้ท้องฟ้ายามราตรี ดวงดาวพร่างพราวรายล้อมพระจันทร์เสี้ยว รถม้าเริ่มเคลื่อนตัวอีกครั้งอย่างเนิบช้า ล้อบดผ่านใบไม้ที่หล่นเกลื่อนทาง สะท้อนเสียงแ่เบาราวกระซิบ
ไม่นาน อวี้หลานก็สังเกตเห็นบริเวณหนึ่งริมทาง เป็ที่ราบเตี้ยล้อมรอบด้วยไม้ใหญ่ ทิวไผ่ขึ้นเรียงรายคล้ายม่านธรรมชาติ สายน้ำสายเล็กไหลผ่านใกล้เคียง ดินบริเวณนี้แห้งพอควร เหมาะแก่การหยุดพักและก่อไฟ
“ตรงนี้ล่ะ ข้าคิดว่าเหมาะสมดีนัก” อวี้หลานกล่าว ก่อนหยุดรถม้า แล้วะโลงจากที่นั่ง
สองพ่อลูกไม่รอช้า เริ่มขนเสาไม้ผ้าคลุม และอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่เก็บไว้ท้ายรถม้า อาศัยประสบการณ์การเดินทางกลางป่าที่สั่งสม สร้างเพิงพักพิงสองหลังอย่างชำนาญ หลังหนึ่งสำหรับคุณหนูและสาวใช้ ส่วนอีกหลังเล็ก ๆ ปูฟูกหญ้าไว้สำหรับพวกเขาสามคน รวมทั้งชายชราผู้อ่อนแรง
แสงไฟเริ่มลุกโชนกลางลานโล่ง กิ่งไม้แห้งให้ประกายเพลิงอ่อน ๆ ล้อกับเปลวลมในค่ำคืน พ่อของอวี้เหวินเติมไม้เข้าไปอย่างอดทน ส่วนอวี้เหวินเองก็ค่อย ๆ พยุงชายชราผู้เงียบสงบเข้าสู่เพิงพักภายในอย่างอ่อนโยน
“ท่านพักให้เต็มที่เถิด ข้าจะเฝ้าอยู่ด้านนอก...ไม่มีผู้ใดจักทำอันตรายท่านได้อีก” เสียงของเขานุ่มทว่าแน่วแน่
ชายชราพยักหน้าอย่างขอบคุณ หลับตาลงอีกครั้งอย่างสงบ
อวี้เหวินเดินออกมาสู่แสงไฟ แหงนหน้ามองฟากฟ้าเบื้องบน แสงดาวกระพริบพราวเหนือปลายยอดไผ่ ราวจะเล่าเื่ราวที่ล่วงผ่าน
ในดวงตาของเขาฉายแววครุ่นคิด
เหตุใดการเดินทางครั้งนี้จึงเต็มไปด้วยสิ่งที่ไม่อาจคาดเดา...โจรที่ซุ่มดัก คล้ายรู้ว่าพวกเราจะผ่านทางนี้? แล้วชายชราท่านนี้...แท้จริงเป็เพียงนายสารถีธรรมดาได้อย่างไร? ฝีมือที่แสดงออกมา เกรงว่าไม่แพ้ยอดฝีมือของสำนักใดสำนักหนึ่งเลยด้วยซ้ำ
เสียงฟืนแตกเพียะหนึ่งครั้ง ทำให้เขาหลุดจากภวังค์
บิดาของเขานั่งอยู่ข้างกองไฟ มือสั่นเล็กน้อยจากความหนาวเย็น แต่อวี้เหวินรู้ดี ว่าในอกของท่านยามนี้มีเพลิงความห่วงใยลูกชายลุกไหม้อยู่
เขายื่นเสื้อคลุมผืนหนึ่งให้บิดา นั่งลงข้างกองไฟพร้อมถอนลมหายใจยาว
ในยามค่ำคืนที่ทั้งเหนื่อยล้าและระทึกขวัญ เสียงฟืนที่แตกเป็ประกายยามลุกไหม้ กลับให้ความอบอุ่นแก่หัวใจราวมือของมารดาที่ลูบศีรษะยามหลับใหล
คืนนี้คงไม่มีบทเพลง ไม่มีเสียงขลุ่ย ไม่มีเสียงหัวเราะ...
มีเพียงไฟ กองฟืน และความเงียบที่โอบล้อมพวกเขาไว้
ทว่าสิ่งเหล่านี้เอง...ก็เพียงพอแล้วสำหรับใจที่เพิ่งรอดตายมาได้อีกวัน
แสงไฟลุกโชนกลางลานยังคงไหวระริก เสียงไม้แห้งแตกเพียะเบา ๆ คล้ายดั่งดนตรีแห่งรัตติกาล ลมเย็นจากภูผาพัดผ่านพอให้ขนลุกวาบ อวี้เหวินนั่งกอดอกเงียบงัน พลางทอดสายตามองเปลวไฟเต้นระบำ เขาไม่พูดอะไร ั์ตาสะท้อนเพลิงอย่างครุ่นคิด ส่วนบิดาของเขานั่งเคียงข้าง สีหน้าแม้จะดูเหน็ดเหนื่อย ทว่าอบอุ่นอย่างเงียบงาม
แล้วเสียงฝีเท้าเบาราวสายลมก็แว่วมาจากเื้ั ทั้งสองหันไปในคราวเดียวกัน เห็นเงาร่างสองสายเคลื่อนมายามต้องแสงจันทร์ ใบไผ่พลิ้วไหวเหมือนก้มคำนับให้ผู้มาเยือน
คุณหนูในอาภรณ์บางเบาสีอ่อน สะท้อนแสงจันทร์ราวบุปผาน้ำค้าง ย่างก้าวช้า ๆ ออกมาจากเพิงพัก เื้ันางคือสาวใช้ผู้หนึ่งที่เดินเคียงตามเงียบ ๆ ท่วงท่าของทั้งสองสง่างามดั่งบทกวีที่เขียนด้วยพู่กันจากมือเซียน
เมื่อสองพ่อลูกเห็นดังนั้น อวี้หลานรีบลุกขึ้นจากพื้น พุ้ยฟางแห้งข้างกองไฟรวบให้เป็รูป เก้าอี้ไม้ตัวเล็กที่ติดมากับรถม้าถูกนำมาตั้งอย่างเร่งรีบ “เชิญคุณหนูนั่งตรงนี้เถิดขอรับ” เขากล่าว พลางก้มศีรษะด้วยความเคารพ
คุณหนูยิ้มบาง ๆ ขณะนั่งลงอย่างเงียบงัน สาวใช้ยืนอยู่เื้ันางในท่วงท่าก้มหน้าสุภาพ แสงไฟทอดเงาเผ้าผมของนางลงบนพื้นดินดั่งม่านราตรี
“ข้าต้องขออภัยต่อท่านทั้งสอง...” เสียงของคุณหนูนุ่มนวลดั่งสายธารที่ไหลผ่านหุบเขา “...ที่ต้องให้ลำบากเพราะข้า หากมิใช่เพราะข้า ท่านทั้งสองคงไม่ต้องพัวพันกับอันตรายเช่นนี้”
อวี้หลานยิ้มอย่างสุภาพ น้อมศีรษะต่ำก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงถ่อมตน “คุณหนูอย่าได้กล่าวเช่นนั้นเลยขอรับ ความลำบากเพียงเล็กน้อยนี้ ย่อมไม่อาจเทียบได้กับน้ำใจอันใหญ่หลวงของคุณหนูที่เมตตาให้เราติดรถม้ามาด้วย...ไม่เพียงมิได้ขับไล่ หากยังเลี้ยงอาหารเเก่พวกเราอย่างครบถ้วน”
เขาหยุดเล็กน้อย เหลือบมองบุตรของตนซึ่งพยักหน้ารับด้วยความเห็นคล้องกัน ก่อนเอ่ยต่อด้วยถ้อยคำจากใจ “บุญคุณเช่นนี้ พวกเราย่อมจดจำมิลืม การคุ้มครองท่านย่อมเป็สิ่งที่สมควรอย่างยิ่ง หาใช่ภาระไม่”
ั์ตาของคุณหนูดูอ่อนโยนยิ่งนัก นางนิ่งไปครู่หนึ่งราวตรึกตรองคำพูดของอวี้หลาน แล้วจึงเอ่ยเสียงเบา “ข้ามีนามว่า ซูเหยาเหยา มาจาก ตระกูลซู แห่งเมืองซูไห่”
นางกล่าวเพียงเท่านั้น มิได้โอ้อวด มิได้แสดงศักดิ์ศรีใด สีหน้าเรียบสงบประหนึ่งบอกเล่าเื่ราวธรรมดา
“ตระกูลของข้า เป็เพียงตระกูลที่ทำกิจการโอสถมาแต่ช้านานเท่านั้น ในดินแดนทางใต้ ผู้คนอาจจะรู้จักอยู่บ้าง แต่ข้าเอง...หาใช่ผู้ยิ่งใหญ่ในตระกูลนั้นไม่ เพียงแค่ออกมาทำภารกิจอย่างหนึ่ง และบัดนี้ก็กำลังเดินทางกลับเท่านั้นเอง”
แม้น้ำเสียงของนางถ่อมตน ทว่าเมื่อเอ่ยนาม “ตระกูลซู” แววตาของอวี้หลานกับอวี้เหวินก็แปรเปลี่ยนทันที ทั้งสองต่างได้ยินชื่อเสียงของตระกูลนี้มาก่อนในฐานะต้นกำเนิดของปรมาจารย์นักปรุงโอสถระดับสูง ซึ่งมีโอสถวิเศษมากมายจารึกอยู่ในตำราหายาก
“ข้ากับบิดา...เป็เกียรติอย่างยิ่งที่ได้ช่วยเหลือคุณหนูตระกูลซู” อวี้เหวินกล่าวอย่างนอบน้อม
ซูเหยาเหยาเงียบไปชั่วครู่ ก่อนยื่นมือเข้าไปในแขนเสื้อ หยิบป้ายไม้ชิ้นหนึ่งออกมา ป้ายเรียบง่ายทำจากไม้หอมแกะสลักอย่างประณีต มีตราประจำตระกูลซูอยู่กลางแผ่น กลิ่นโอสถจาง ๆ ลอยออกมาราวกับแฝงพลังบางอย่างอยู่ในนั้น
“นี่คือป้ายตระกูลซู” นางเอ่ยเบา ๆ ยื่นออกไป “หากพวกท่านมีเหตุให้เดินทางไปถึงเมืองซูไห่ ไม่ว่าจะ้าความช่วยเหลือเื่โอสถหรือเื่ใดก็ตาม นำป้ายนี้ไปแสดงที่ประตูตระกูล ข้ารับรองว่า...จะได้รับความช่วยเหลืออย่างเต็มที่”
ทันใดนั้นสาวใช้เื้ัตาเบิกโพลง ก่อนเผลออุทานออกมา “คุณหนู...!” น้ำเสียงเต็มไปด้วยความตกตะลึง ั์ตาแทบไม่เชื่อในสิ่งที่เห็น
ซูเหยาเหยาหันไปหาสาวใช้ ยกมือขึ้นเล็กน้อยเป็เชิงห้ามปราม “พอเถอะ เสี่ยวจิ้ง ข้าตัดสินใจแล้ว”
จากนั้นนางจึงหันกลับมา มองสองพ่อลูกด้วยแววตาจริงใจ นุ่มลึก “พวกท่านมีบุญคุณกับข้า การมอบเพียงป้ายไม้เล็ก ๆ นี้ ย่อมไม่อาจชดใช้ได้หมดด้วยซ้ำ”
อวี้หลานลังเลเพียงครู่หนึ่งก่อนยื่นมือรับอย่างเกรงใจ “ขอรับไว้ด้วยความเคารพอย่างยิ่ง”
เขาหันไปส่งให้แก่บุตรชาย “เหวินเออร์ เ้าช่วยเก็บไว้ให้ดี”
อวี้เหวินพยักหน้ารับ ก่อนดีดนิ้วเบา ๆ เรียกแสงเรืองจากแหวนมิติ แล้วจัดเก็บป้ายลงไปอย่างระมัดระวัง
“ขอบคุณคุณหนูมากๆขอรับ” สองพ่อลูกร่ำกล่าวพร้อมกัน
ซูเหยาเหยายิ้มบาง ๆ แล้วลุกขึ้นจากเก้าอี้ “พักผ่อนเถิด พรุ่งนี้ยังมีหนทางอีกยาวไกลรออยู่”
นางเดินกลับไปยังเพิงพักช้า ๆ เงาร่างของนางจางลงในม่านรัตติกาล เหลือไว้เพียงความรู้สึกอบอุ่นซาบซึ้ง และเปลวไฟที่ยังลุกโชนไหวอยู่กลางลาน
อวี้หลานและอวี้เหวินสบตากันครู่หนึ่ง ก่อนจะนั่งลงเงียบ ๆ ข้างกองไฟ ต่างคนต่างมีความคิดคละเคล้ากันในใจเเละความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นในค่ำคืนนี้ ก็ดูจะเริ่มต้นอย่างงดงามดั่งประกายเพลิงท่ามกลางม่านหมอกแห่งชะตา
รุ่งอรุณปกคลุมด้วยหมอกจางยามเช้า แสงแดดอ่อน ๆ สาดลอดผ่านยอดไม้เบื้องบน กลิ่นหอมของดินเปียกและหญ้าสดถูกพัดพาโดยสายลมบางเบา บรรยากาศรอบลานพักคืนก่อนเงียบสงบ มีเพียงเสียงนกป่าร้องทักวันใหม่เป็ระยะ
อวี้เหวินลุกขึ้นยืดกาย เบิกบานด้วยพลังใหม่ที่ไหลเวียนทั่วร่าง เขาหันมาช่วยบิดาจัดเก็บฟากฟางที่ใช้ปูนอน จัดแจงผ้าคลุม กาน้ำ และสิ่งของเบ็ดเตล็ดที่กระจัดกระจายรอบกองไฟลงในรถม้าอย่างคล่องแคล่ว สายตาเขาเหลือบมองไปยังเพิงของคุณหนู พบว่าอีกฝ่ายกับสาวใช้กำลังช่วยกันเก็บสัมภาระของพวกตนเช่นกัน
ทางด้านชายชรา แม้เพิ่งผ่านคืนแห่งการพักฟื้น ทว่าท่วงท่าการลุกเดินของเขากลับมั่นคงยิ่งกว่าผู้มีวัยครึ่งหนึ่งของเขาเสียอีก สีหน้าสดใส แววตาฉายความกระปรี้กระเปร่า สะท้อนให้เห็นถึงอานุภาพของโอสถจากตระกูลซูได้อย่างเด่นชัด
“ผู้าุโหลี่ ดูท่านวันนี้อาจยกถังน้ำขึ้นได้โดยไม่ต้องพักหายใจกระมัง!” อวี้หลานกล่าวพลางหัวเราะเบา ๆ ขณะยกถุงสัมภาระไปขึ้นรถม้า
ชายชราหัวเราะตอบ “ฮ่า ๆ! มิใช่แค่ยกถังน้ำ ข้ายังอาจวิ่งตามม้าได้สิบลี้โดยไม่หอบอีกด้วย! โอสถจากคุณหนู...มิใช่ธรรมดาเลยจริง ๆ!”
เมื่อทุกอย่างจัดเก็บเรียบร้อยแล้ว ชายชราจึงก้าวขึ้นไปประจำที่กุมบังเหียนรถม้าอีกครั้ง แม้พวกเขาจะตั้งใจให้อวี้หลานรับหน้าที่แทน ทว่าเขายืนกรานอย่างหนักแน่นว่าร่างกายตนดีขึ้นเป็ปกติแล้ว
รถม้าเริ่มเคลื่อนไปตามทางเกวียน ล้อไม้บดบดลงกับพื้นดินอย่างเป็จังหวะ เสียงกระดึงม้าที่แขวนไว้ใต้คอพลิ้วไหวดั่งเสียงเพลงแห่งการเดินทาง
ภายในรถม้า อวี้เหวินนั่งตรงข้ามกับคุณหนูซูเหยาเหยาและสาวใช้เสี่ยวจิ้ง บรรยากาศภายในดูประดักประเดิดนิดหน่อย เด็กหนุ่มมิอาจละสายตาจากหญิงงามเบื้องหน้าได้นานนัก ทว่าก็เกรงจะถูกจับได้จนหน้าแดงเรื่อ มือทั้งสองกุมเข้าหากันแน่น วางไว้บนเข่าราวนักเรียนผู้ตั้งใจฟังคำอบรม
ข้างนอกรถ อวี้หลานนั่งอยู่ข้างชายชรา สนทนาเื่สัพเพเหระอย่างราบรื่น บ้างกล่าวถึงเส้นทาง บ้างพูดถึงฤดูเก็บเกี่ยว หรือแม้แต่ราคาของรากสมุนไพรในแต่ละภูมิภาค เสียงหัวเราะของทั้งสองลอยมาตามลมเป็ระยะ บางครั้งแม้แต่ชายชราก็หันไปกล่าวชมความสามารถของบุตรชายของเขาให้ฟังอย่างพอใจ
และแล้ว เมื่อเงาแดดเอียงลงบอกเวลาใกล้เที่ยง รถม้าก็ค่อย ๆ ชะลอช้าลง เสียงกีบเท้าของม้าดังแ่เบาเรื่อย ๆ
“ถึงแล้วหรือ?” อวี้เหวินแหวกม่านออกไปมองเบื้องหน้า แววตากลับเปล่งประกายฉับพลัน
ภาพตรงหน้าคือประตูเมืองใหญ่ที่ตั้งตระหง่าน สูงสง่าด้วยซุ้มหลังคาห้าชั้น ตกแต่งด้วยกระเบื้องสีเขียวมรกต ฝังลายัเมฆาแกะสลักลึกลงไปในหิน เสาไม้ทั้งสองข้างเขียนคำว่า “ซูไห่ เมืองแห่งโอสถ วิถีั” ด้วยพู่กันอักษรวิจิตร
กำแพงเมืองทอดยาวเป็ระลอกไกลสุดสายตา ทำจากหินเขียวสลับขาว แข็งแกร่งราวหลอมด้วยปราณ ภายในประตูมีทหารยามในชุดเกราะสีเงินปักลายอสรพิษทะเล ยืนถือทวนอย่างองอาจ
ชายชราเบื้องหน้าชูป้ายไม้เล็ก ๆ ออกมาอย่างชำนาญ ทหารหนุ่มผู้หนึ่งเพียงเห็นตราสัญลักษณ์ ก็รีบโค้งคำนับทันที พร้อมเปล่งเสียง “อนุญาตให้ผ่าน!”
เมื่อรถม้าแล่นเข้าสู่เขตเมืองซูไห่ ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าช่างราวกับหลุดออกจากคัมภีร์บันทึกตำนาน
บ้านเรือนสองฟากทางเรียงรายอย่างประณีต เสาไม้สลักลายวิหคและพฤกษา ประดับโคมกระดาษสีขาวทองส่องแสงนวล ผู้คนสวมชุดผ้าฝ้ายอย่างเรียบง่ายแต่สะอาดสะอ้าน เดินสัญจรไปมา บ้างกำลังยืนต่อคิวซื้อโอสถหน้าร้านโอสถ บ้างกำลังหอบสมุนไพรเข้าโรงต้มยา
มีแม้กระทั่งเด็กนักเรียนยืนอ่านคำประกาศที่แปะอยู่หน้าตำหนักโอสถกลางเมือง เสียงเตาไฟและหม้อยาเดือดดังเป็ระยะ กลิ่นหอมสมุนไพรอบอวลไปทั่วเมือง
เหนือปลายฟ้า เบื้องบนูเาสูงที่โอบล้อมด้านตะวันออก มีเรือนชั้นหลายชั้นตั้งตระหง่านแทรกเมฆขาว ที่นั่นคือ ตำหนักัเมฆา หนึ่งในสี่สำนักผู้ทรงอิทธิพล แสงสะท้อนจากกระเบื้องเงินที่มุงหลังคาดุจจะส่องประกายลงสู่ทุกผู้คนด้านล่าง
“นี่หรือ...โลกภายนอก” อวี้เหวินพึมพำเบา ๆ ดวงตาเต็มไปด้วยความพิศวงและตื่นตะลึง “งดงามนัก...”
เขาเงียบไปครู่หนึ่ง ััถึงบางอย่างในใจ… เหมือนเข็มทิศแห่งชะตากรรมกำลังหมุนเปลี่ยน เขาหลุดจากบ้านป่าเข้าสู่เส้นทางอันไร้ขอบเขต นี่อาจเป็จุดเริ่มต้นของบางสิ่ง บางสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าคำว่าการเดินทาง