มารสยบฟ้า

    บทที่ 58 : ไม่ยอมรับ

    ภายในตลาดค้าหิน ผู้ที่กำลังเฝ้าดูการเดิมพันระหว่างทั้งสองฝ่ายต่างก็ส่งเสียงร้องฮือฮาออกมา

     

    “โอ้ววว...นั่นมันลูกแก้วสีแดง!”

     

    แม้ตอนนี้ทุกคนจะยังไม่รู้ว่าสิ่งที่ปรากฏออกมานั้น เป็นดวงจิตของสัตว์อสูรตนไหน แต่เมื่อเป็นดวงจิตสีแดง นั่นย่อมหมายถึงดวงจิตของสัตว์อสูรในขอบเขตหลอมดวงจิตเป็นแน่แท้

     

    ด้วยการเปิดเจอดวงจิตของสัตว์อสูรในขอบเขตหลอมดวงจิต มั่นยิ่งทำให้กว่านป๋อ อี้เหมย รวมถึงทุกคนจากสถาบันเขี้ยวศิลาเริ่มรู้สึกโล่งใจ โอกาสที่พวกเขาจะพ่ายแพ้ในการเดิมพันครั้งนี้แทบจะเป็นศูนย์เลยทีเดียว

     

    หลังจากเจ้าของร้านได้ตรวจสอบดูแล้ว เขาก็ได้ประกาศชื่อและขอบเขตพลังของสัตว์อสูนตนดังกล่าวออกมา

     

    “ดวงจิตของกวางเขาโค้ง สัตว์อสูรในขอบเขตหลอมดวงจิตระดับที่หก”

     

    เมื่อได้ยินเจ้าของร้านประกาศว่ามันเป็นดวงจิตของกวางเขาโค้ง รอยยิ้มชั่วร้ายปรากฏขึ้นบนใบหน้าของอี้เหมย

     

    พวกเจ้าทำให้ข้าอับอายต่อหน้าทุกคนดีนัก ถึงคราวที่พวกเจ้าต้องเป็นฝ่ายอับอายบ้างแล้ว

     

    เห็นอี้เหมยเผยรอยยิ้มออกมาได้ ภายในใจของกว่านป๋อเอ่อล้นไปด้วยความปิติสุข เท่านี้ข้าก็ได้ช่วยอี้เหมยแก้แค้น ต่อไป..อนาคตของข้าในสถาบันเขี้ยวศิลาจะถูกโรยด้วยกลีบกุหลาบ

     

    เสี่ยวฟ่านรู้สึกหงุดหงิด เนื่องจากการเดิมพันในครั้งนี้ยังไม่ทันได้สิ้นสุดลงเลย ฝ่ายของกว่านป๋อกลับดีอกดีใจกันยกใหญ่ ทำเหมือนการเดิมพันในครั้งนี้ได้จบลงไปแล้ว...?

     

    เสี่ยวฟ่านไม่ค่อยพอใจสักเท่าไหร่ เขายื่นก้อนหินของตนทั้งสามก้อนให้กับเถ้าแก่หวง “รีบเปิดก้อนหินให้ข้าเถอะ!”

     

    เห็นเสี่ยวฟ่านยังไม่ยอมถอดใจ กว่านป๋อจึงได้เอ่ยขึ้น “นี่เจ้ายังไม่ยอมถอดใจอีกรึ? แค่ข้าเปิดเจอสัตว์อสูรในขอบเขตหลอมดวงจิต ทุกอย่างก็ได้จบลงไปแล้ว ฮ่ะๆๆๆ”

     

    เสี่ยวฟ่านไม่ได้สนใจถ้อยคำดูถูกของกว่านป๋อ เขายังคงเชื่อมั่นว่าตนเองจะต้องเปิดเจอดวงจิตของสัตว์อสูรที่ทรงพลังกว่าอีกฝ่าย เขายังคงยื่นก้อนหินของตนให้กับเถ้าแก่หวงด้วยสีหน้าที่หนักแน่น “รีบเปิดให้ข้า!”

     

    เถ้าแก่หวงพยักหน้า วางก้อนหินทั้งสามก้อนของเสี่ยวฟ่านลงกับพื้น ใช้ค้อนทุบเพื่อเปิดดูข้างในไปทีละก้อน

     

    ตุ๊บ! ตุ๊บ! ตุ๊บ!

     

    แม้จะมีความเชื่อมากมายเพียงใด แต่ทุกอย่างย่อมไม่เป็นไปตามที่เสี่ยวฟ่านนั้นจินตนาการไว้ เพราะไม่ว่าจะเป็นหินก้อนแรก ก้อนสอง หรือแม้แต่ก้อนที่สาม ข้างในก็ล้วนแต่ว่างเปล่า

     

    เมื่อหินทั้งสามก้อนของเสี่ยวฟ่านว่างเปล่า กว่านป๋ออดที่จะหัวเราะออกมาไม่ได้ “ฮ่ะๆๆๆๆๆๆๆ”

     

    เสี่ยวฟ่านใบหน้าดำคลำ เขายังคงมีความเชื่อมั่นหลงเหลืออยู่ เนื่องจากฝั่งของตนนั้น ยังเหลือก้อนหินของลู่หานและจ้าวเฉินที่ยังไม่ได้ทำการเปิดดู

     

    เถ้าแก่หวงถือค้อนเดินมาที่หินก้อนแรกของลู่หาน ค่อย ๆ เริ่มเคาะอย่างประณีต เพราะหินแม่น้ำมีความเปราะบางกว่าหินชนิดอื่น ๆ ต้องเคาะอย่างระมัดระวัง

     

    ตุ๊บ! ตุ๊บๆๆๆๆๆ

     

    เจ้าของร้านใช้ค้อนเคาะเบา ๆ ไปที่ก้อนหินอยู่หลายที ในที่สุด..ทุกคนก็สามารถมองเห็นข้างในได้

     

    “สีส้ม!”

     

    ด้านในหินก้อนแรก มีหินดวงจิตสีส้มอยู่ด้านใน เถ้าแก่หวงจึงรีบทำการตรวจสอบและประกาศผลออกมา “ปลาเกล็ดเงิน สัตว์อสูรในขอบเขตหลอมกายาระดับที่สอง”

     

    “เยี่ยม!” เมื่อเปิดเจอดวงจิตของสัตว์อสูรในขอบเขตหลอมกายาตั้งแต่หินก้อนแรก เสี่ยวฟ่านแสดงท่าทางดีอกดีใจออกมา เริ่มมีความคาดหวังมากยิ่งขึ้น

     

    เห็นท่าทีของเสียวฟ่าน กว่านป๋อเค้นเสียงออกมา “หึ…ก็แค่มีดวงเล็กน้อย หินก้อนถัดไปไม่มีทางพบดวงจิตของสัตว์อสูรได้แน่”

     

    และก็เป็นไปตามที่กว่านป๋อได้คาดการไว้ เสี่ยวฟ่านและทุกคนเริ่มมีความหวังได้ไม่นาน ความสิ้นหวังก็กลับเข้ามาแทนที เพราะหินก้อนที่สองนั้นว่างเปล่า

     

    หลังจากเปิดหินก้อนที่สองเรียบร้อยแล้ว เถ้าแก่หวงเริ่มทำการเปิดหินก้อนที่สามของลู่หานต่อในทันที

     

    ตุ๊บ! ตุ๊บๆๆๆๆๆ

     

    หินก้อนที่สามถูกทุบจนผิวด้านนอกค่อย ๆ แตกออก หลายคนสามารถรับรู้ได้ถึงดวงจิตของสัตว์อสูรที่อยู่ด้านใน

     

    “มันจะเป็นดวงจิตของสัตว์อสูรขอบเขตไหนกัน..กำเนิดลมปราณ...หลอมกายา..หรือว่าหลอมดวงจิต?”

     

    กว่านป๋อจ้องมองหินก้อนที่สามของลู่หานอย่างไม่ละสายตา เพราะถึงแม้เขาจะเป็นคนพูดเองว่าหินแม่น้ำของอีกฝ่ายนั้น อย่างมากสุดก็เปิดเจอได้แค่ดวงจิตของสัตว์อสูรในขอบเขตหลอมกายา แต่ก็ยังมีโอกาสอยู่เล็กน้อย ที่จะมีดวงจิตของสัตว์อสูรในขอบเขตหลอมดวงจิตอยู่ด้านใน

     

    เถ้าแก่หวงค่อย ๆ กระทอกเปลือกหินด้านนอกออก สีของลูกแก้วดวงจิตค่อย ๆ เด่นชัดขึ้นเรื่อย ๆ แต่เมื่อเห็นสีของลูกแก้วดวงจิตที่อยู่ด้าน กว่านป๋อยิ้มออกมาอย่างสบายใจ เพราะมันเป็นลูกแก้วสีเหลือง หรือก็คือดวงจิตของสัตว์อสูรในขอบเขตกำเนิดลมปราณนั่นเอง

     

    หลังจากเปิดก้อนหินของเสี่ยวฟ่านและลู่หานไปหมดแล้ว ตอนนี้ก็เหลือเพียงแค่ก้อนหินของจ้าวเฉินเพียงคนเดียวเท่านั้น

     

    เถ้าแก่หวงเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าของจ้าวเฉิน เห็นที่ด้านหน้าของเด็กหนุ่มมีหินถูกวางเอาไว้เพียงแค่ก้อนเดียว เขาจึงถามขึ้นอย่างสงสัย “ทำไมของเจ้าถึงมีหินแค่ก้อนเดียว แล้วอีกสองก้อนไปไหน?”

     

    จ้าวเฉินตอบกลับด้วยสีหน้าที่เรียบเฉย “ข้าซื้อมาแค่ก้อนเดียว!”

     

    “ซื้อมาแค่ก้อนเดียว!” คำตอบของจ้าวเฉินทำให้เถ้าแก้หวงต้องและทุกคนต่างต้องประหลาดใจ

     

    จ้าวเฉินหันหน้าไปทางกว่านป๋อ “เห็นเจ้าต่อให้พวกข้าตั้งสามคน ข้าเลยจะต่อให้กับเจ้าบ้าง”

     

    กว่านป๋อชี้นิ้วเข้าหาตนเองอย่างงุนงง “ต่อให้ข้า..?”

     

    “ใช่แล้ว!” จ้าวเฉินพยักหน้า “แค่หินก้อนเดียวก็เอาชนะเจ้าได้”

     

    “ก้อนเดียว…เอาชนะข้า!” คำพูดที่จ้าวเฉินพูดออกมายิ่งทำให้กว่านป๋อนั้นรู้สึกขบขัน อีกฝ่ายไม่ได้มีความรู้เรื่องก้อนหินอยู่เลย ยังกล้ามาทำอวดเก่งต่อหน้าข้า รอให้ก้อนหินของเจ้าถูกเปิดออกมาก่อนเถอะ ข้าอยากจะรู้ซะจริง ๆ เชี่ยว ว่าเจ้ายังจะทำปากเก่งได้อยู่ไหม

     

    “หากเจ้ายืนยันเช่นนั้น หวังว่าเจ้าจะไม่มาเสียใจในภายหลัง” เห็นสายตาที่แน่วแน่ของจ้าวเฉิน  เถ้าแก่หวงจึงได้ปล่อยเลยตามเลย ยกค้อนขึ้นเหนือศีรษะ เหวี่ยงลงมาที่ก้อนหินของจ้าวเฉินเต็มแรง

     

    ตึ้งงงง!

     

    ด้วยความแรงของค้อนที่ทุบลงมา เปลือกก้อนหินของจ้าวเฉินเริ่มปรากฏร้อยแตกร้าว

     

    ตึ้งงงง!

     

    ค้อนที่สองทุบลงมา ร้อยร้าวที่ปรากฏขึ้นยิ่งลุกลามไปทั่วหินทั้งก้อน

     

    ตึ้งงงง!

     

    หลังจากค้อนที่สามเข้าปะทะกับกก้อนหิน เปลือกก้อนหินที่เต็มไปด้วยรอยแตกร้าวได้หลุดออก เผยให้เห็นสิ่งที่อยู่ด้านใน

     

    “นั่น..นั่น..นั่นมัน! ลูกแก้วสีแดงไม่ใช่หรือ?”

     

    สีของลูกแก้วดวงจิตที่อยู่ด้านในทำให้สีหน้าของเสี่ยวฟ่าน รวมถึงสหายของจ้าวเฉินทุกคนเต็มไปด้วยความตื่นเต้น แตกต่างจากสีหน้าทางฝั่งของกว่านป๋อที่เริ่มจะหม่นหมอง

     

    สีของลูกแก้วของจ้าวเฉิน ทำเอาอี้เหม่ยถึงกับต้องสะกิดไปที่ชายเสื้อของกว่านป๋อ “ดวงจิตของเจ้าเหนือกว่ามันแน่ ๆ ใช่ไหม?”

     

    “มันก็แค่มีโชคอยู่บ้าง! แต่ไม่มีทางที่ดวงจิตของมัน จะมีระดับพลังสูงไปกว่าดวงจิตของข้าได้”

     

    กว่านป๋อยังคงมีความมั่นใจอยู่ เพราะโอกาสที่ดวงจิตของอีกฝ่ายจะเหนือกว่าตนนั้น มีอยู่ไม่มากนัก และยิ่งเป็นดวงจิตที่มาจากหินดินแล้ว อย่างมากที่สุด..ก็น่าจะเป็นขอบเขตหลอมดวงจิตระดับที่หนึ่ง ไม่ก็ระดับที่สอง หรือถ้าโชคดีหน่อย ก็อาจจะเป็นระดับที่สี่ไม่ก็ห้า ไม่มีทางสูงไปกว่านี้ได้แน่

     

    ท่ามกลางความตื่นเต้นของใครหลายคนที่กำลังรอลุ้นอยู่ เถ้าแก่หวงรีบเดินเข้าไปตรวจสอบโดยทันที

     

    หลังจากได้มาตรวจสอบดู เถ้าแก่หวงเผยสีหน้าที่ประหลาดใจออกมา “ดวงจิตนี่มัน?”

     

    สีหน้าที่ประหลาดใจของเถ้าแก่หวง ทำเอาผู้คนที่กำลังรอลุ้นอยู่ต่างก็ยิ่งสับสน “เกิดอะไรขึ้น?”

     

    หลังจากตรวจสอบจนมั่นใจแล้ว เป่ยหวงจึงได้ประกาศออกมา “ดวงจิตที่อยู่ข้างใน คือดวงจิตของอาชาหมอกน้ำแข็ง ขอบเขตหลอมดวงจิตระดับที่สิบ”

     

    “เป็นไปได้ยังไงกัน?” กว่านป๋อนั้นไม่เชื่อในสิ่งที่เถ้าแก่หวงนั้นประกาศออกมมา เขารีบวิ่งเข้าไปตรวจสอบด้วยตัวเองในทันที

     

    “ไม่ ไม่ ไม่น่าเชื่อ! เป็นดวงจิตของอาชาหมอกน้ำแข็งระดับสิบ” ถึงแม้จะไม่อยากจะเชื่อซักแค่ไหน แต่เมื่อได้มาเห็นกับตาตัวเองเช่นนี้ กว่านป๋อจึงได้แต่ต้องยอมรับ

     

    เมื่อกว่านป๋อยอมรับว่ามันคือดวงจิตของอาชาหมอกน้ำแข็ง เสี่ยวฟ่านจึงมีสีหน้าที่เบิกบาน “พวกข้าเป็นฝ่ายชนะ! มอบของทุกชิ้นที่นำติดตัวออกมาให้ข้าซะดี ๆ”

     

    “ไม่มีทาง!” แม้ข้างในก้อนหินจะเป็นดวงจิตของอาชาหมอกน้ำแข็ง แต่กว่านป๋อยังทำใจเชื่อไม่ลง

     

    “พวกเจ้าต้องโกงข้าแน่ ๆ หินดินเช่นนั้นจะไปมีดวงจิตของอาชาหมอกน้ำแข็งอยู่ได้อย่างไร..? มันเป็นไปไม่ได้”

     

    คำพูดของกว่านป๋อทำให้พ่อค้าแม่ค้ารวมถึงทุกคนในตลาดที่กำลังมุงดูต่างก็รู้สึกไม่ค่อยพอใจ

     

    “นี่เจ้าจะหาว่าพวกข้าปล่อยให้มีการโกงเกิดขึ้นหรือยังไง.?”

     

    “ใช่ๆๆๆ จะไปมีการโกงได้ยังไง ในเมื่อทุกคนก็ช่วยกันจับตาดูอยู่?”

     

    แม้จะถูกทุกคนในตลาดค้าหินตะโกนต่อว่า แต่กว่านป๋อนั้นไม่สะทกสะท้านแต่อย่างใด เขายังคงเอ่ยต่อ “ถึงแม้ข้าจะไม่รู้ว่าพวกมันโกงข้าด้วยวิธีไหน แต่การเดิมพันครั้งนี้จะต้องถือเป็นโมฆะ”

                    --------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

    ฝากทุกคนช่วยกดติดตามนิยายเรื่องนี้ รวมถึงกดไลค์กดติดตามเพจ Facebook : Nightfall.Novel ด้วยนะครับ