สุริยะเทพิหวั่งพุ่งตัวมาถึงดงไม้ที่จูเฟยหลงและจอมโจรสำราญชงเมิ่งอยู่พอเท้าหยุดนิ่งก็ต้องกระอักเืออกมาสองคราการประลองในครั้งนี้น่าหวาดเสียวถึงที่สุด วายุเทพเซียวเหลิ่งเหวินเป็ยอดฝีมือระดับเดียวกับตัวเขาแล้วไม่น่าเชื่อว่าเด็กน้อยที่ร่วมต่อสู้ด้วยกันเมื่อนานมาแล้วผู้นี้จะก้าวหน้าถึงรวดเร็วเพียงนี้
“ท่านได้รับาเ็?”
จูเฟยหลงพูดด้วยน้ำเสียงตื่นตระหนกมันย่อมไม่อาจทำใจยอมรับได้หากสุริยะเทพิหวั่งที่ตนเองเคารพยกย่องจะแพ้พ่าย
“ข้าไม่ได้รับาเ็ แค่ใช้พลังลมปราณสิ้นเปลืองเกินไปเท่านั้นแต่เซียวเหลิ่งเหวินต้องกระอักเืออกมาเช่นกัน”
สุริยะเทพิหวั่งเช็ดคราบโลหิตที่มุมปากพร้อมกับหันมายิ้มให้กับจอมยุทธ์ทั้งสองน้อยครั้งนักที่คนผู้นี้จะยิ้มให้กับผู้คนแต่การประลองในวันนี้ทำให้เขาได้ค้นพบบางอย่างบัดนี้เขาสามารถปล่อยวางความทระนงถือตนที่ติดตัวมาตลอดได้บ้างแล้ว
“หากสู้กันต่อเซียวเหลิ่งเหวินจะเป็ฝ่ายรุกอย่างต่อเนื่องและข้าจะต้องต้านรับอย่างอดทน หากถึงสามพันกระบวนท่าแล้วข้ายังคงยืนหยัดอยู่ได้สถานการณ์จะพลิกกลับมาเป็ข้าที่จะเป็ฝ่ายบุกจู่โจมบ้าง ซึ่งท้ายที่สุดแล้วข้าจะเป็ฝ่ายกุมชัยชนะ”
“ท่านมั่นใจว่าสามารถยืนหยัดเกิดสามพันกระบวนท่า?”
เป็คำถามของจอมโจรสำราญชงเมิ่ง สุริยะเทพหมิ่งหวั่งนิ่งคิดอยู่นานแล้วจึงตอบกลับไปว่า
“เคล็ดวาตะไร้การควบคุมเน้นความเร็ว ความพิสดาร และจู่โจมในแง่มุมที่ฝ่ายตรงข้ามนึกไม่ถึงซึ่งนั่นจะสิ้นเปลืองพลังลมปราณอย่างมากด้วยพลังฝึกปรือของมันข้าจึงกำหนดไว้ที่สามพันกระบวนท่า ส่วนข้ามีพลังการฝึกปรือที่เหนือกว่าพลังลมปราณไหลเวียนไม่ขาดสายหากสามารถยืนหยัดได้ถึงสามพันกระบวนท่าก็สามารถกลายเป็ฝ่ายคุมเกมได้แต่จะให้ตอบว่าข้าสามารถยืนหยัดถึงสามพันกระบวนท่าได้หรือไม่นั้น ข้าเองก็ไม่แน่ใจเซียวเหลิ่งเหวินเองก็คงไม่มั่นใจเช่นกันว่าสามารถได้ชัยก่อนสามพันกระบวนท่า”
จอมโจรสำราญชงเมิ่งผงกศีรษะเป็เชิงเข้าใจวันนี้เป็ครั้งแรกที่มันรู้สึกกลืนไม่เข้าคายไม่ออกในฐานะคนที่อยู่ในทำเนียบเจ็ดยอดยุทธ์แดนมนุษย์ที่มีศักดิ์ศรีใกล้เคียงกับเจ็ดยอดยุทธ์แดนเทพแต่เมื่อได้มาเห็นการประลองของสองยอดยุทธ์แดนเทพ มันจึงรู้ซึ้งว่ายอดฝีมือแดนมนุษย์ยังห่างไกลจากยอดฝีมือเหล่าเทพลิบลับหากให้มันลงไปประลองกับคนใดคนหนึ่งในสองคนนี้แค่กระบวนท่าแรกก็คงแพ้พ่ายอย่างหมดรูปแน่นอนแต่โชคดีกลับเป็ของมันเพราะสิ่งที่ได้เรียนรู้ในวันนี้จะเป็แนวทางให้มันก้าวหน้าในวิทยายุทธ์ราวติดปีก
“จูเฟยหลงเ้าเรียนรู้อะไรบ้าง?”
สุริยะเทพิหวั่งหันไปสอบถามจูเฟยหลงที่ติดตามอยู่ข้างกายจอมโจรสำราญชงเมิ่งรู้ว่าถึงเวลาจากไปแล้วการรับฟังคำชี้แนะเกี่ยวกับวิทยายุทธ์ของผู้อื่นมิใช่มารยาทอันดีงาม จึงเอ่ยปากกล่าวคำลาพร้อมกับก้าวเท้าเดินจากไปด้วยหัวใจพองโตมันสมควรเป็คนที่สำราญที่สุดในบรรดาผู้รับชมการประลองในครั้งนี้ เพราะมีแต่มันที่สามารถเกาะกุมหัวใจสำคัญของการก้าวหน้าทางวิทยายุทธ์ได้
จูเฟยหลงมองดูร่างที่หายลับไปในดงไม้ของจอมโจรสำราญชงเมิ่งแม้จะได้ร่วมทางแค่ไม่กี่วันแต่มันก็ประทับใจและชื่นชอบนิสัยของคนผู้นี้บางครั้งคำจอมโจรไม่สมควรใช้กับจอมยุทธ์มากน้ำใจเช่นนี้ด้วยซ้ำแต่เื่ราวในโลกยากจะควบคุมและทำความเข้าใจให้ถ่องแท้ได้
สุริยะเทพิหวั่งกำลังรอคอยคำตอบอยู่เขาดูออกว่าคนที่ได้ผลรับมากที่สุดเป็จอมโจรสำราญชงเมิ่งแต่จูเฟยหลงเป็ถึงทายาทสำนักอัคคีที่เคยยิ่งใหญ่คับฟ้าย่อมต้องมีผลรับอยู่บ้าง ที่ผ่านมาเขาไม่ค่อยติดหนี้บุญคุณผู้ใดมาก่อนแต่สมัยออกท่องยุทธภพครั้งแรกกลับได้รับคำชี้แนะจากเทพอัคคีคราหนึ่ง ส่งผลให้เขาเข้าใจแนวทางวรยุทธ์ของตนเองสามารถฝึกฝนจนกลายเป็ยอดฝีมือที่มีชื่อเสียงโด่งดังเฉกเช่นวันนี้ดังนั้นการชี้แนะแนวทางให้แก่ทายาทสำนักอัคคีในครั้งนี้นั้นนับว่าสมเหตุสมผล
“พลังลมปราณของเราเป็แนวทางอัคคีอาศัยความร้อนจากภายในและภายนอกในการขับเคลื่อน ดังนั้นเราต้องควบคุมพลังงานความร้อนจากภายนอกให้ได้จึงจะเพิ่มพูนพลังการโจมตี..”
“ผิดแล้วเ้าต้องควบคุมจากภายในให้ได้ก่อน พึงทราบว่าร่างกายเราควบคุมการระบายความร้อนโดยต่อมเหงื่อการถ่ายเทความร้อนของร่างกายมีทั้งการนำ การพา และการแผ่รังสีความร้อนการถ่ายเทความร้อนของร่างกายจะดีมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับความเข้าใจในเส้นชีพจรของตนเองแต่ถ้าไม่สามารถรักษาสมดุลของลมปราณได้ จะเกิดความผิดปกติขึ้นในร่างกายและมีอาการเจ็บป่วยซึ่งเาาวยุทธ์เรียกกันว่าธาตุไฟเข้าแทรก ส่วนพลังความร้อนจากภายนอกนั้นเราแค่กระตุ้นให้เกิดการตอบสนองก็สามารถใช้ลมปราณควบคุมได้ แต่นั่นก็อยู่ที่ความสามารถของแต่ละคนด้วย”
จูเฟยหลงตั้งอกตั้งใจรับฟังอย่างเงียบงันแววตาของมันกำลังลุกโชนด้วยความลิงโลดคำอธิบายของสุริยะเทพิหวั่งทุบทำลายกำแพงแห่งความมืดมนที่มันเผชิญมาหลายปีที่ผ่านมาตนเองล้วนเดินผิดทางมาตลอดทำให้พลังฝีมือยังสู้ยอดฝีมือลำดับท้ายในเจ็ดยอดยุทธ์ฝ่ายมนุษย์ไม่ได้
“เ้าเข้าใจหรือยัง?”
จูเฟยหลงรับคำคราหนึ่งพร้อมกับคุกเข่าข้างหนึ่งก้มหัวคำนับขอบคุณตามปกติทั่วไปเหล่ายอดยุทธ์มักจะไม่สั่งสอนและถ่ายทอดวิทยายุทธ์ให้กับคนนอกตระกูลการแอบร่ำเรียนวิทยายุทธ์ของผู้อื่นนับเป็ความอัปยศต่อวงศ์ตระกูลแต่สุริยะเทพหมิ่งหวั่งและสำนักอัคคีมีส่วนเกี่ยวข้องกันมาบ้างมันจึงไม่รู้สึกละอายใจที่ได้รับการชี้แนะจากคนผู้นี้
“ดีมากข้าต้องใช้เวลาฟื้นฟูลมปราณหลายชั่วยาม เ้าใช้เวลานี้ในการฝึกฝนตนเองย่อยสลายสิ่งที่เรียนรู้มาในวันนี้”
พูดจบสุริยะเทพิหวั่งก็เดินไปนั่งลงใต้ต้นไม้ที่ให้ร่มเงาเย็นสบายต้นหนึ่งหลับตาลงฟื้นฟูลมปราณโดยไม่สนใจผู้อื่นอีกจูเฟยหลงถอยออกจากดงไม้ไปยืนอยู่บนทุ่งหญ้าเขียวขจี
ได้เวลาฝึกฝนตนเองแล้ว
วายุเทพเซียวเหลิ่งเหวินลืมตาขึ้นมาด้วยความสดชื่นแจ่มใสเป็เวลาสามชั่วยามที่เขานั่งฟื้นฟูลมปราณ หากเป็ชาวยุทธ์ทั่วไปอาจะต้องใช้เวลาหลายเดือนแต่สำหรับยอดฝีมือที่สามารถดูดกลืนหยิบยืมพลังจากฟ้าดินได้เช่นเขาเพียง้าเวลาเงียบสงบสองสามชั่วยามเท่านั้น
เขาได้กลิ่นเนื้อย่างที่มาพร้อมกับกลิ่นเหม็นไหม้ลอยมาตามสายลมหลังการฟื้นฟูลมปราณทุกครั้งเขาจะหิวโหยมากกว่าปกติหลายเท่าจึงพุ่งตัวไปยังทิศทางที่แว่วเสียงเอะอะโวยวายของเหล่าสตรี เมื่อมาถึงเขาก็พบเห็นหญิงสาวสามคนกำลังวุ่นวายอยู่กับการย่างเนื้อเมื่อทั้งสามเห็นเขากลับมาก็พากันหัวเราะอย่างร่าเริง จึงนั่งลงแล้ว กล่าวว่า
“พวกเ้าย่างเนื้อได้หอมมากหอมจนข้าอดใจรอที่จะกินไม่ไหวแล้ว”
ยมทูตน้อยหานหนี่ว์หยีบมีดมาเฉือนเนื้อย่างมาส่งให้กับทุกคนแม้ว่าเนื้อบางส่วนจะไหม้เกรียมไปบ้างก็ตามแต่ทุกคนก็กินกันอย่างเอร็ดอร่อย โดยเฉพาะยมทูตน้อยหานหนี่ว์ดูจะภูมิใจกับผลงานของตนเองยิ่งกว่าใครนางกินมากกว่าคนอื่นหลายชิ้นส่งเสียงหัวเราะสดใสผิดปกติไปบ้างคล้ายคนที่กำลังทำผิดแต่ไม่กล้าเปิดเผยให้คนอื่นรับรู้
“เนื้อของสรรพสัตว์บนโลกใบนี้ล้วนมีความต่างของรสชาติและกลิ่นข้าเป็คนหนึ่งที่ชอบย่างเนื้อสัตว์แกล้มสุราที่สุด เนื้อสัตว์ทุกชนิดบนโลกใบนี้ข้าล้วนเคยลิ้มลองมาทั้งสิ้นและจำรสชาติมันได้ทุกชนิด”
ยมทูตน้อยหานหนี่ว์ทำตาโตอ้าปากค้างอยู่เช่นนั้นหล่อนไม่นึกไม่ฝันว่าในที่นี้จะมีคนที่เชี่ยวชาญเกี่ยวกับเนื้อสัตว์อยู่ด้วยกับหน้าที่ออกล่าสัตว์ที่ตนเองได้รับมอบหมาย จำเป็ต้องได้เนื้อสัตว์มาทำเป็อาหารและนางก็ทำสำเร็จ
หงลู่เสียนและหูเทียนฉินก็หันหน้ามาจ้องมองยมทูตน้อยหานหนี่ว์ที่พยายามทำหน้าให้เป็ปรกติที่สุดแต่อาการพิรุธที่เปิดเผยออกมาทำให้สองสตรีเริ่มวิตกกังวล โดยเฉพาะหงลู่เสียนที่พิถีพิถันในการกินตลอดมาถึงกับเอ่ยปากถาม
“เ้าเอาเนื้อกวางมาใช่ไหม?”
“ใช่แล้วต้องเป็เนื้อกวางอยู่แล้ว มันต้องเป็เช่นนั้นอยู่แล้วสิ...”
“ไม่ใช่ว่าเป็เนื้อหมาไนหรอกหรือ?ข้าว่ารสชาติและกลิ่นมันฟ้องนะ”
ยมทูตน้อยหานหนี่ว์ส่งสายตาตัดพ้อใส่ชายหนุ่มที่เปิดเผยความจริงออกไปการออกล่าไม่ได้ผลเพราะเหล่าสัตว์ต่างวิ่งหนีไปหมดจากการต่อสู้ที่ะเืฟ้าดินทำให้การออกล่าสูญเปล่าแต่โชคดีที่หมาไนตัวหนึ่งได้รับาเ็ นอนซมอยู่ใต้ต้นไม้นางจึงจัดการตัดหัว ถลกหนัง เอาเครื่องในออกจนหมด แล้วนำกลับมาหลอกอีกสองคนว่าเป็เนื้อกวางที่ล่ามาได้
“เ้ากล้าเอาหมาไนมาให้พวกเรากินเ้าอยากตายใช่หรือไม่”
หงลู่เสียนเดือดดาลสุดขีดหล่อนลุกขึ้นยืนชี้หน้านักล่าเนื้อผู้อาภัพด้วยความไม่พอใจหมาไนถือเป็สัตว์ชั้นต่ำจอมขโมยที่ผู้คนเกลียดชังมีความเชื่อว่าหากผู้ใดกินเนื้อของพวกมันจะติดนิสัยลักขโมยจากมันไปด้วยผู้คนจึงไม่นิยมกินกัน
“อย่าโกรธนางเลยการล่าหลังจากที่ข้าทำให้ป่าแตกแล้ว เป็เื่ยากที่จะล่าสัตว์ชนิดอื่นได้โชคดีแค่ไหนแล้วที่ได้มันมาเป็อาหารมื้อนี้ ที่จริงแล้วเนื้อหมาไนก็รสชาติไม่เลวข้าเองก็เคยรับประทานมาหลายครั้ง แม้แต่าายุทธจักรผู้ล่วงลับก็เคยนั่งย่างเนื้อหมาไนแกล้มเหล้าร่วมกับข้ามาแล้วหลายหน”
หงลู่เสียนยังคงอยู่ในอารมณ์เดือดดาลเดินออกไปหยิบน้ำในถุงหนังมาล้างปากอย่างรีบเร่งสามคนที่เหลือทำได้เพียงมองหน้ากันแล้วหัวเราะออกมาเบา ๆ สำหรับยมทูตน้อยหานหนี่ว์และหูเทียนฉินแล้วเนื้อหมาไนก็ไม่ได้น่ารังเกียจเท่าใดชีวิตที่ยากจนข้นแค้นในวัยเด็กทำให้พวกนางกินได้ทุกอย่างเพื่อประทังชีวิตจนกระทั่งเ้าสำนักดอกท้อในตอนนั้นมาพบเข้าและรับเป็ศิษย์พาเข้าสู่สำนักจึงมีชีวิตที่ดีขึ้น
ยมทูตน้อยหานหนี่ว์ขยับตัวเข้าไปใกล้วายุเทพเซียวเหลิ่งเหวินมองหน้าเขาแล้วกล่าววาจาด้วยน้ำเสียงผิดหวังว่า
“ข้าไม่ได้ไปท่องตำหนักสุรางคนางค์กับท่านแล้วอาจารย์เพิ่งส่งข้อความด่วนถึงศิษย์พี่ผ่านทางหน่วยอาชายุทธภพ สำนักของเรากำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบากอยู่บ้างโอ ข้าจำเป็ต้องไปกับศิษย์พี่เพราะเรามาจากสำนักอาจารย์เดียวกัน แต่ท่านยังติดค้างข้าอยู่หนึ่งอย่าง”
“ข้าติดค้างเ้า?”
“ใช่ท่านจำไม่ได้เหรอ? ว่าข้าเป็คนนำดาบไปให้ท่านตอนประลองยุทธ์ ซึ่งเป็เื่ที่อันตรายยิ่งนักเพราะฝั่งตรงข้ามเป็ถึงสุริยะเทพิหวั่งข้ายังเสี่ยงชีวิตเอาดาบไปให้ท่าน ไม่คิดจะตอบแทนบุญคุณกันกันบ้างเลยหรืออย่างไร ท่านเป็ถึงจอมเทพวายุผู้ยิ่งใหญ่เชียวนะ”
ยมทูตน้อยหานหนี่ว์ทำเป็ก้มหน้าก้มตาเอาสองมือกุมหน้าเอาไว้คล้ายกำลังเศร้าโศกเสียใจมากมาย พร้อมกับมีเสียงสะอื้นออกมาเบาๆ จนวายุเทพเซียวเหลิ่งเหวินต้องหัวร่อออกมา พร้อมกับกล่าวว่า
“ข้ารู้ว่านี่เป็เล่ห์เหลี่ยมของเ้าแต่ก็ไม่มีเหตุผลที่จะโต้แย้งเอาชนะได้ ลองอ้าปากพูดมาว่าเ้า้าสิ่งใดกันแน่?”
ยมทูตน้อยหานหนี่ว์เงยหน้าขึ้นในทันใดปรากฏรอยยิ้มอยู่เต็มใบหน้าที่เรียบเนียนสวยงามนั้น หล่อนทำท่าครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงว่า
“หลังจากที่ท่านส่งพี่หงกลับถึงตำหนักสุรางคนางค์ท่านต้องมาเยี่ยมเยือนข้าที่เขาดอกท้อคราหนึ่ง ข้าจะไปรอท่านที่สำนัก ท่านรับปากได้หรือไม่?”
“นั่นไม่ใช่เื่ยากเย็นอันใดข้าตั้งใจที่จะไปยังเมืองซีอานอยู่แล้วเพื่อเสาะหาทายาทสำนักเกริกฟ้าที่คู่ควรกับดาบเล่มนี้”
ยมทูตน้อยหานหนี่ว์ะโโลดเต้นไปมาด้วยความดีใจหล่อนหาได้สนใจสายตาของผู้อื่น หากทำเพื่อหัวใจตนเองแล้ว ไม่ว่าเื่ใดนางสามารถกระทำได้สตรีในโลกหล้าทุกคนย่อมเป็เช่นนี้
“อย่าลืมที่รับปากด้วยล่ะท่านเทพวายุ....ตอนนี้ถึงเวลาที่ข้าต้องไปแล้วศิษย์พี่ประลองวิชาตัวเบากันหน่อย ตามมา...”
พูดจบยมทูตน้อยหานหนี่ว์ก็พุ่งตัวไปข้างหน้าอย่างว่องไว หูเทียนฉินหันมาโค้งคำนับวายุเทพเซียวเหลิ่งเหวินคราหนึ่งก็ใช้วิชาตัวเบาติดตามศิษย์ผู้น้องไป
หงลู่เสียนเดินเข้านั่งด้านตรงข้ามกับวายุเทพเซียวเหลิ่งเหวินด้วยใบหน้าคร่ำเครียดสายตาของนางฉายแววแห่งความโกรธแค้นออกมาชัดเจน หากเป็ผู้อื่นก็คงจะมีอาการไม่แตกต่างจากนางการถูกหลอกครั้งแล้วครั้งเล่าจากศัตรูหัวใจนั้นยากเกินกว่าผู้คนจะรับได้
“นางใช้เล่ห์เหลี่ยมใดล่อลวงเ้าเื่ส่งดาบ”
หงลู่เสียนหน้าแดงซ่านนี่ไม่ใช่อาการเขินขวยแต่เป็เพราะรู้สึกละอายในสิ่งที่ตนเองได้กระทำลงไป แท้จริงแล้วการส่งดาบให้กับเทพวายุเป็หน้าที่ของตนเองเพราะวายุเทพเซียวเหลิ่งเหวินฝากดาบไว้กับนาง แต่นางกลับหลงเหลี่ยมศัตรูหัวใจจนพลาดทำหน้าที่ตรงนี้ไป
หงลู่เสียนเห็นสายตาคาดคั้นจากบุรุษหนุ่มที่ตนเองแอบรักจึงได้แต่ตอบตามความเป็จริงไป
“ยัยจิ้งจอกนั่นบอกว่าจะขอทำหน้าที่ส่งดาบให้กับท่านแล้วจะถอนตัวไม่เดินทางไปตำหนักสุรางคนางค์กับพวกเรา นึกไม่ถึงว่ามันจำต้องกลับไปเขาดอกท้ออยู่แล้วเจ็บใจนักที่เสียท่าให้กับมัน”
วายุเทพเซียวเหลิ่งเหวินส่งเสียงหัวเราะออกมาดังลั่นเขายอมรับในเล่ห์เหลี่ยมและความกลอกกลิ้งของยมทูตน้อยหานหนี่ว์ แต่ก็จำต้องพูดปลอบใจสตรีข้างกายที่กำลังอยู่ในอารมณ์ขุ่นมัวแม้แต่เขาที่อยู่มาหนึ่งร้อยสิบแปดปียังพลาดท่า นับประสาอะไรกับเด็กรุ่นหลังอย่างนางที่เพิ่งออกท่องยุทธภพไม่กี่ครั้งความกลอกกลิ้งเ้าเล่ห์ต้องยกให้กับพวกมนุษย์ มีแต่พวกมันจึงรู้จักใช้เล่ห์เหลี่ยมโดยไม่คำนึงถึงศักดิ์ศรีแต่อย่างใด