ตอนที่ 15 โมโห (2)
เมิ่งต๋าเซียนพูดแทรกอย่างไม่พอใจ จากนั้นก็หันไปคารวะซ่งจื่อเฉินพลางพูดด้วยสีหน้าจริงจัง “ท่านอ๋อง ให้กระหม่อมไปสำรวจเส้นทางเถอะพ่ะย่ะค่ะ ท่านอ๋องโปรดวางพระทัย กระหม่อมจะพาทหารเศษๆ พวกนั้นไป ตราบใดที่กระหม่อมผ่านไปได้ ทัพใหญ่ก็ต้องผ่านไปได้แน่นอนพ่ะย่ะค่ะ!”
“วางใจกับผีสิ เกิดเ้าติดอยู่กลางทาง สามทัพไม่ต้องทนหิวเพราะเ้ากันหมดรึ”
เมื่อชาติก่อนซ่งจื่อเฉินใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ในค่ายทหาร เรียนรู้คำพูดหยาบคายจากคนที่เกิดในค่ายทหารพวกนี้มาก่อนแล้ว จึงต่อว่ากึ่งหยอกล้อออกไป อีกทั้งยังยิ้มหันไปมองเผิงเฟยกุย พอถูกคนโง่เขลาผู้นั้นก่อกวนขึ้นมา บรรยากาศที่เดิมทีตึงเครียดก็ดีขึ้น ถึงแม้น้ำเสียงของเขาจะไม่ได้ดูอ่อนลงสักเท่าไร แต่อย่างน้อยก็ไม่ได้เจือไปด้วยความหวาดระแวงอีกต่อไป “สถานการณ์เส้นทางในหุบเขาไม่ชัดเจน แม่ทัพเผิงคนเดียวยากจะดูแลได้ทั่วถึง มิสู้พาไปอีกคน”
เผิงเฟยกุยได้ฟังก็เงยหน้าขึ้นเล็กน้อย กวาดตามองทุกคน เงียบไปสักพักถึงเอ่ยขึ้น “หากใต้เท้ากุนซือไม่มีธุระอะไร มิสู้ตามข้าไปด้วยกัน”
ภายในกระโจมมีแม่ทัพนั่งกันอยู่สี่คน ซ่งจื่อเฉินถึงขนาดคิดว่าเผิงเฟยกุยอาจเลือกเขาไปด้วย แต่กลับนึกไม่ถึงว่าเผิงเฟยกุยจะเลือกมู่ชิว พอได้ยินแบบนั้นสีหน้าก็เ็าลง ขณะที่กำลังจะเอ่ยคัดค้าน ทันใดนั้นกลับฉุกคิดขึ้นมาได้ เอียงตัวเล็กน้อยหันไปมองคนข้างกายที่ราวกับกำลังครุ่นคิดเช่นเดียวกัน “มู่ชิว เ้าคิดเห็นอย่างไร”
“ท่านอ๋อง...”
มู่ชิวเรียกเสียงเบา แววตาเจือไปด้วยความจนปัญญา ทว่ายังคงยิ้มพลางโค้งตัวคารวะ “น้อมรับพระบัญชา ขอกระหม่อมเตรียมตัวสักครู่แล้วจะไปกับแม่ทัพเผิงพ่ะย่ะค่ะ”
“ได้ ถ้าเช่นนั้นก็เอาแบบนี้”
ซ่งจื่อเฉินแทบไม่ให้โอกาสเขาได้กลับคำ รีบพูดสรุปทันที ในที่สุดก็โล่งอก หากว่ามีคนคิดจะฉวยโอกาสลงมือตอนเดินผ่านหุบเขาจริง และมีเป้าหมายเพียงเขาคนเดียว มู่ชิวอยู่กับเขาจะเป็อันตรายที่สุดอย่างไม่ต้องสงสัย อาการของมู่ชิวยังไม่ดีนัก ทั้งยังเอาเขาเป็หลักในทุกเื่ มู่ชิวไม่ยอมให้เขาไปเสี่ยงอันตราย แต่เขาเองก็ไม่อยากดึงมู่ชิวเข้ามาเสี่ยงด้วยเช่นกัน
“ในเมื่อแม่ทัพเผิง้าไปสำรวจเส้นทาง ถ้าเช่นนั้นข้าก็จะพาทหารไปเฝ้าอยู่ตรงทางเข้า เพื่อจะได้พร้อมประสานตลอดเวลา”
ถังเหวินข่ายที่ไม่ได้ส่งเสียงเลยั้แ่ต้นอยู่ๆ ก็พูดขึ้น ยิ้มพลางตบบ่าเมิ่งต๋าเซียนที่ดวงตาเบิกโพลงด้วยความใ “พี่เมิ่ง ท่าทางแบบนี้เลิกแย่งพวกเราเถอะ เฝ้าเสบียงของท่านให้ดี ของพวกนั้นว่านอนสอนง่าย ไม่มีทางวิ่งเพ่นพ่าน ท่านเฝ้าน่ะเหมาะสมแล้ว”
“เห็นๆ อยู่ว่าพวกท่านน่ะเ้าเล่ห์ ท่านอ๋อง คงไม่คิดจะให้กระหม่อมตามอยู่ด้านหลังคนเดียวใช่หรือไม่”
มองคนอื่นแย่งงานไปต่อหน้าต่อตา เมิ่งต๋าเซียนก็ร้อนใจเสียจนแทบยืนขึ้น ตบโต๊ะหนึ่งที “จะสั่งให้กระหม่อมเอาขวานไปถางทางเดินก็ได้ ท่านอ๋องต้องสั่งงานให้กระหม่อมทำบ้าง มิฉะนั้นกระหม่อมได้อกแตกตาย!”
“ใครบอกว่าท่านคนเดียว ท่านอ๋องก็ไม่ได้สั่งงานข้าเหมือนกันมิใช่รึ”
เซวียจ้าวยิ้มพลางพูดเสริม อยากตีสนิทเลียนแบบถังเหวินข่ายบ้าง ทว่าเมิ่งต๋าเซียนกลับสะบัดมือเขาออกด้วยความรำคาญ ถลึงตาใส่อย่างไม่เกรงใจ “ท่านคิดว่าคนอื่นเขาขาอ่อนเป็กุ้งอย่างท่านรึ เจออะไรก็ถอยหมด กลัวคนอื่นเขาจะจำท่านได้...”
“ต๋าเซียน” ซ่งจื่อเฉินเรียกด้วยเสียงทุ้มต่ำ เคาะโต๊ะสองทีอย่างไม่หนักไม่เบา เมิ่งต๋าเซียนถึงฝืนใจหยุดพูด ทว่าสีหน้ายังคงไม่แยแส เหลือบมองเซวียจ้าวอย่างไม่ยอม
ใบหน้าของเซวียจ้าวราวกับมีความกระอักกระอ่วนปราดหนึ่ง แต่แล้วก็กลับมามีรอยยิ้มเฉกเช่นยามปกติอย่างรวดเร็ว ส่ายหน้าพลางพูดแฝงความหมาย “ข้าเคยเฝ้าอยู่แนวหลังมาหลายครั้ง แต่นั่นก็เพราะได้รับคำสั่ง พี่เมิ่งครั้งนี้ท่านก็ต้องเฝ้าเสบียงมิใช่หรือ ท่านอ๋องไม่ส่งท่านไป ท่านย่อมไม่กล้าไปไหนส่งเดช แต่หากคนที่ไม่รู้เื่ราวรู้เข้า อาจเอาไปพูดได้ว่าท่านขี้ขลาดเจออะไรก็เอาแต่ถอย...”
“พอได้แล้ว! พวกท่านมารบหรือมาลับฝีปากกันแน่”
ซ่งจื่อเฉินตวาดเสียงดุ สายตาที่มองเซวียจ้าวก็เจือไปด้วยความเ็า เมิ่งต๋าเซียนเป็คนใจร้อนกลัวการหยามหยันเป็ที่สุด หากข่มอารมณ์ไปได้ตลอดก็คงไม่มีอะไร แต่ถ้าถูกยั่วโมโหเมื่อใดก็จะะเิอารมณ์ออกมาได้ง่ายๆ อย่างที่ควบคุมไม่ได้ ในความทรงจำของเขา เมื่อชาติก่อนคนผู้นี้ก็ตกหลุมพรางของศัตรูเพราะแบบนี้ สุดท้ายถูกรุมโจมตีจนเสียชีวิต
เขาในตอนนั้นอยู่ช่วยซ่งจื่อเซวียนแย่งชิงราชบัลลังก์อย่างทุ่มเทในเมืองหลวงแล้ว าครั้งนั้นไม่ใช่ทหารของเขา และก็เป็การยากที่จะรู้รายละเอียด แต่กลับจำได้ชัดเจนว่าสี่คนนี้ก็ไปร่วมาในครั้งนั้นด้วยเช่นกัน หลังเสร็จากลับมาเผิงเฟยกุยถูกย้ายไปอยู่ชายแดนทางเหนือจนกระทั่งสุดท้ายถึงถูกย้ายกลับมาตอนพวกทหารทรยศเขา ส่วนเซวียจ้าวกลับได้เลื่อนขั้นจากรองแม่ทัพจนได้เป็แม่ทัพอวิ๋นฮุยขั้นสาม
นับั้แ่เขาเข้ามาอยู่ในค่ายทหารก็ทำตัวสุขุมเยือกเย็นมาตลอด น้อยครั้งที่จะะเิอารมณ์เช่นนี้ อำนาจความน่าเกรงขามที่สั่งสมมาในค่ายทหารเมื่อชาติก่อนได้แผ่ซ่านออกมาอย่างควบคุมไม่ได้ น่าหวั่นเกรงจนบรรดาคนที่อยู่ในกระโจมต่างไม่กล้าพูดอะไรไปชั่วขณะ เมิ่งต๋าเซียนหดคออย่างร้อนตัว ในที่สุดก็ยอมหยุดลง เผิงเฟยกุยเงยหน้ามองเขาด้วยความใ แววตาทอประกายครุ่นคิดปราดหนึ่ง