ชื่อที่บันทึกเก่าที่สุดไม่กล้าเขียนให้ครบและความลับที่พ่อแบกไว้คนเดียวห้าสิบปี หรือ เมื่อศัตรูไม่้าพลังของเ้าแต่้าตัวเ้าทั้งหมด
ว่ากันว่า "มีบางสิ่งในโลกนี้ที่น่ากลัวกว่าความตายนั่นคือการถูกลบออกจากการมีอยู่ ไม่ใช่แค่ร่างกาย ไม่ใช่แค่ชื่อ แต่คือทุกร่องรอยที่เคยบอกว่าเ้าเคยอยู่ที่นี่
คนที่รักเ้า ความทรงจำของเ้าในใจผู้อื่นและพลังที่เ้าส่งออกไปในโลก ล้วนจะหายไปพร้อมกัน
นั่นคือสิ่งที่ศัตรูของข้า้า และข้าไม่รู้มาห้าสิบปีว่าจะบอกลูกชายอย่างไร"
จากบันทึกของ อู๋ เจิ้งหยวนที่ไม่เคยส่งให้ใคร
☽ อารัมภบทจดหมายที่ไม่ถูกส่ง ☽
ในห้องสมุดของตระกูลอู๋ที่ฉางอันมีลิ้นชักหนึ่งที่ล็อคด้วยกุญแจที่ อู๋ เจิ้งหยวน แขวนไว้ที่คอตัวเองเสมอไม่เคยวาง ไม่เคยให้ใครัั แม้แต่ตอนหลับ
ในลิ้นชักนั้นมีกระดาษม้วนหนึ่งเก่าจนขอบกรอบด้วยสีเหลือง หมึกที่เขียนไว้ซีดลงบ้างแต่ยังอ่านออกเป็บันทึกที่เขียนขึ้นเมื่อห้าสิบปีก่อน เมื่อเขาอายุยี่สิบห้า เพิ่งแต่งงานเพิ่งมีลูกชายคนแรก
บันทึกที่เริ่มต้นด้วยประโยคสั้นๆ
"ข้าพบอสูรฟ้า ชื่อนั้นไม่อาจเขียนลงได้"
มีเหตุผลที่ชื่อนั้นไม่อาจเขียนลงได้
ไม่ใช่เพราะเขากลัว
แต่เพราะในตำราโบราณที่เขาอ่านมาทุกเล่มทุกเล่มที่พูดถึงสิ่งนั้นล้วนเขียนไว้ว่า
"การเขียนชื่อของมันลงบนกระดาษที่มีพลังงานมนุษย์ถ่ายทอดไว้เท่ากับเปิดประตูให้มันเข้ามา"
ดังนั้น ห้าสิบปีที่ผ่านมา อู๋เจิ้งหยวนรู้จักชื่อนั้น เฝ้าระวังสิ่งนั้น แต่ไม่เคยเขียนออกมา ไม่เคยบอกลูกชายและใช้ชีวิตทั้งชีวิตในการสร้างโล่กำบังที่เขาหวังว่าจะพอ
แต่ตอนนี้
เขารู้ว่าโล่กำบังนั้นไม่พอ
☁ กลับถึงฉางอันและจดหมายที่รอ ☁
ฉางอัน วันที่สี่หลังจากออกจากหมู่บ้านหมอก
พวกเขากลับถึงฉางอันเมื่อบ่ายแก่
ม้าสามตัวที่เหนื่อยล้าเดินผ่านประตูเมืองในฝูงชนที่ยังคึกคักตามปกติกลิ่นเมืองหลวง อาหาร ควัน โคมน้ำมันฝุ่นลอยเข้ามาต้อนรับในแบบที่ทั้งสามรู้สึกได้ว่ากลับถึงบ้านแล้ว
แต่ก่อนที่ม้าจะเดินถึงโรงหมอ
หยูหลานที่นั่งม้าอยู่ข้างหลังสังเกตเห็นก่อน
"มีคนรออยู่หน้าโรงหมอ" เธอพูดเบาๆ
หลิงซางยกตามองไปข้างหน้า
หน้าโรงหมอมีชายสองคนในชุดที่บอกสถานะราชสำนักยืนอยู่ท่าทางสุภาพแต่มีน้ำหนักของคนที่รู้ว่าตัวเองมาในนามของอำนาจ
"ของบิดา" หลิงซางพูดเงียบๆ
เย่เซิ่นอวี๋ชะลอม้าลง "หรือของคนที่ส่งบิดาท่านมา"
"ทั้งสองอาจหมายถึงสิ่งเดียวกัน"
พวกเขาขับม้าเข้าไปช้าๆ
ชายทั้งสองก้มศีรษะเมื่อเห็นหลิงซาง
"ท่านหมออู๋" คนแรกพูด "ท่านาุโอู๋เจิ้งหยวนขอให้ท่านไปพบโดยเร็ว"
"วันนี้" คนที่สองเสริม
"มีเหตุอะไร" หลิงซางถาม
ชายทั้งสองมองหน้ากัน แลกเปลี่ยนสิ่งที่ไม่พูดออกมา
"ท่านาุโบอกให้บอกว่า—" คนแรกพูดช้าๆราวกับกำลังระวังทุกคำ "'ตำราไม่สมบูรณ์ และเวลาไม่รอ'"
ความเงียบสั้นๆ
หลิงซางลงจากม้า ส่งบังเหียนให้คนรับใช้ของโรงหมอ
"ข้าจะไป" เขาบอกแล้วหันมาที่เซิ่นอวี๋ "ไปด้วยกัน"
ไม่ใช่คำถาม
เซิ่นอวี๋ลงจากม้า พยักหน้า
????ความลับห้าสิบปีของบิดา ????
คฤหาสน์ตระกูลอู๋ บ่ายวันเดียวกัน
อู๋ เจิ้งหยวนนั่งรออยู่ในห้องสมุดส่วนตัวห้องที่ปกติล็อคและไม่รับแขก
เมื่อลูกชายเดินเข้ามาพร้อมกับเซิ่นอวี๋เขาไม่แสดงความแปลกใจ เพียงแต่มองทั้งสองอยู่ครู่หนึ่งมองในแบบที่ชายชราที่แบกความรู้สึกผิดมานานมักมอง ด้วยความโล่งใจที่เจือปนความกลัว
"นั่งลงเถิด" เขาพูดเสียงแก่ลงกว่าครั้งสุดท้ายที่พบกันอย่างเห็นได้ชัด
ชาสามถ้วยวางอยู่บนโต๊ะ เตรียมไว้แล้ว
"ห้าสิบปีก่อน" เจิ้งหยวนเริ่มเสียงที่เรียบแต่มีรอยสั่นซ่อนอยู่ "ข้าเพิ่งเริ่มรับใช้ราชสำนักได้ไม่นานได้รับมอบหมายให้ไปจัดการเื่โรคระบาดในเมืองชายแดนทางตะวันออก"
เขายกกุ้ยหยูที่แขวนอยู่ที่คอตัวเองขึ้นไม่ใช่กุ้ยหยูดอกหิมะที่หลิงซางมี แต่เป็กุ้ยหยูสีเขียวขุ่นที่มีรอยร้าวเล็กๆบนพื้นผิว
"ที่นั่นข้าพบบางสิ่งที่ไม่ใช่โรค" เขาพูดต่อ "คนในเมืองนั้นไม่ได้ป่วยพวกเขากำลังถูกดูดพลังชีวิตออก ช้าๆ อย่างเป็ระบบ และผู้กระทำนั้น—"
เขาหยุด
มือที่ถือกุ้ยหยูกำแน่น
"ผู้กระทำนั้นคือใคร" หลิงซางถาม
เจิ้งหยวนมองลูกชายมองนานพอที่จะเห็นว่าลูกชายโตแล้ว แข็งแกร่งพอแล้ว
"ข้าจะไม่เขียนชื่อ" เขาพูด "แต่ข้าจะบรรยายให้ฟัง"
สิ่งที่เจิ้งหยวนบรรยายนั้นใช้เวลานานและทุกคำที่ออกมาหนักกว่าคำก่อน
ห้าสิบปีก่อนมีนักเวทย์คนหนึ่งที่ไม่รู้อายุที่แท้จริง ไม่รู้ที่มาที่แน่นอนแต่รู้จักในหมู่คนที่รู้เื่ลึกๆ ว่าเป็ผู้ที่้าพิชิตความตาย
ไม่ใช่แค่ยืดชีวิต ไม่ใช่แค่อยู่รอดนาน
แต่คือการทำลายขอบเขตระหว่างการมีชีวิตและการตายให้สิ้นไปกลายเป็สิ่งที่ไม่อยู่ในระนาบมนุษย์อีกต่อไป
"วิธีการของเขาคืออะไร" เซิ่นอวี๋ถามน้ำเสียงที่ฟังดูเรียบแต่หลิงซางรู้ว่าเซิ่นอวี๋กำลังเก็บทุกอย่างที่ได้ยินไว้อย่างละเอียด
"เขา้าพลังงานสามประเภท" เจิ้งหยวนพูด ยกนิ้วขึ้นนับ "หนึ่ง —พลังเยียวยา พลังที่สามารถสร้างสิ่งมีชีวิตขึ้นมาใหม่ ซ่อมแซมสิ่งที่แตกสลาย สอง —พลังผนึก พลังที่สามารถกำหนดขอบเขตระหว่างโลกให้คงที่หรือเปลี่ยนแปลงได้"
หลิงซางนิ่ง รู้ว่าพลังสองอย่างนั้นคืออะไร
"สาม" เจิ้งหยวนพูดต่อมองเซิ่นอวี๋โดยตรง "พลังสื่อกลาง พลังที่เชื่อมต่อโลกมนุษย์กับโลกิญญาที่ทำให้สิ่งที่ตายแล้วยังสามารถสื่อสารได้และสิ่งที่มีชีวิตสามารถรับรู้โลกที่ซ่อนอยู่ได้"
ห้องเงียบสนิท
เซิ่นอวี๋มองข้อมือซ้ายของตัวเองรอยแผลเป็ที่เงียบอยู่ ไม่เรือง แต่เขารู้สึกถึงมันมากกว่าเดิม
"พลังสามอย่างนั้น" หลิงซางพูดช้าๆ "มีอยู่ในสองคน"
"มีอยู่ในสองคน" เจิ้งหยวนยืนยัน "และห้าสิบปีที่ผ่านมาสิ่งที่เขาทำคือรอ รอให้คนที่มีพลังเ่าั้ปรากฏตัวรอให้พวกเขาพัฒนาพลังจนเต็มที่และรอให้พวกเขาอยู่ในสถานที่ที่เขาสามารถเข้าถึงได้"
"ขุนนางเว่ย เส้าหลิน" เซิ่นอวี๋พูด "เป็แค่คนที่ทดสอบว่าเราพัฒนาพลังมาถึงไหนแล้ว"
"และหมู่บ้านหมอก" หลิงซางพูดต่อ เสียงเย็นลงอีกระดับ"คือการทดสอบว่าพลังสื่อกลางนั้นแข็งแกร่งพอหรือยัง"
เจิ้งหยวนพยักหน้าอย่างเหนื่อย
"แล้วตอนนี้เขารู้ว่าพอแล้ว"
"พ่อพบเขาห้าสิบปีก่อน" หลิงซางพูดหลังจากความเงียบ "พ่อทำอะไรกับเขา"
เจิ้งหยวนยิ้มขมขื่นรอยยิ้มของคนที่รู้ว่าตัวเองทำสิ่งที่ไม่เพียงพอและต้องอยู่กับความรู้นั้นมาตลอด
"ข้าต่อสู้กับเขา" เขาพูด "ด้วยความรู้ที่มีตอนนั้นซึ่งน้อยกว่าตอนนี้มาก ข้าไม่ชนะ แต่ก็ไม่แพ้ ข้าทำให้เขาต้องถอยออกไปชั่วคราวและข้าใช้เวลาที่เหลือในชีวิตเตรียมการเพื่อให้ลูกชายมีอาวุธที่ดีกว่า"
"อาวุธ" หลิงซางพูดซ้ำ
"ความรู้" เจิ้งหยวนพูดแล้วก็ยกกุ้ยหยูสีเขียวออกมาวางบนโต๊ะ "และสิ่งนี้"
กุ้ยหยูที่มีรอยร้าวนั้นวางอยู่บนโต๊ะในแสงบ่ายที่ลอดผ่านหน้าต่าง
"ข้าสู้กับเขาด้วยกุ้ยหยูชิ้นนี้" เจิ้งหยวนพูด "มันช่วยชีวิตข้าไว้แต่รับผลกระทบไว้บางส่วน รอยร้าวนั้นไม่ใช่ความเสียหายมันคือรอยของพลังงานที่ถูกกักไว้"
"กักอะไรไว้" เซิ่นอวี๋ถาม
"กักส่วนหนึ่งของความทรงจำที่ข้าถูกลบออกไป" เจิ้งหยวนพูดน้ำเสียงเปลี่ยนไปเล็กน้อย มีความเ็ปที่ซีดจางลงตามเวลาแต่ไม่หายไป "ห้าสิบปีก่อนเขาพยายามลบข้าออกจาก 'การมีอยู่' ไม่ใช่ฆ่าแต่ลบ ลบความทรงจำของคนอื่นที่มีต่อข้า ลบร่องรอยที่ข้าฝากไว้ในโลกและในที่สุดคือลบิญญาของข้าออกจากวัฏจักร กุ้ยหยูนี้หยุดกระบวนการนั้นไว้ได้แต่ไม่สมบูรณ์แบบ"
"ไม่สมบูรณ์แบบอย่างไร" หลิงซางถามเสียงที่ปกติเรียบราบมีบางสิ่งสั่นคลอนอยู่ข้างใน
"มีความทรงจำบางส่วนที่หายไปตลอดกาล" เจิ้งหยวนพูด แล้วก็มองลูกชาย "ข้าจำวันเกิดของแม่เ้าไม่ได้ข้าจำวันที่เ้าพูดคำแรกไม่ได้บางคืนข้าตื่นขึ้นมาและต้องใช้เวลาสักครู่จึงจะจำได้ว่าลูกชายข้าชื่ออะไร"
ห้องเงียบ
หลิงซางมองบิดามองชายชราที่เขาเคยคิดว่าเป็คนเ็าและห่างเหินเคยคิดว่าไม่แสดงความรักเพราะไม่รู้สึก
และตอนนี้เขาเข้าใจว่า
บิดาไม่แสดงความรักบางครั้งเพราะบิดาลืมไปชั่วคราวว่ามีลูกชายที่ต้องรัก
"พ่อ" หลิงซางเรียกด้วยน้ำเสียงที่ไม่ค่อยใช้
เจิ้งหยวนมองลูกชาย
"ข้าโกรธพ่อมาตลอดที่พ่อไม่บอกสิ่งเหล่านี้" หลิงซางพูด "แต่ตอนนี้ข้าเข้าใจว่าการไม่บอกก็เป็รูปแบบหนึ่งของการปกป้องเช่นกัน"
เจิ้งหยวนหลับตาลงชั่วครู่
เมื่อเปิดขึ้นมามีบางสิ่งในดวงตาของเขาที่เบาลง
???? สิ่งที่ต้องรู้และอาวุธที่ต้องสร้าง????
การสนทนาดำเนินต่อไปอีกหลายชั่วยาม
เจิ้งหยวนเล่าสิ่งที่รู้เกี่ยวกับสิ่งที่เขาเรียกว่า"อสูรผู้ลบ" ไม่ใช่ชื่อจริงแต่เป็คำที่เขาใช้แทนเพื่อไม่ต้องเขียนชื่อที่แท้จริง
สิ่งที่รู้
อสูรผู้ลบไม่มีรูปร่างถาวรมันเปลี่ยนรูปร่างได้ตาม้า ใช้ชีวิตในร่างมนุษย์เป็่ๆแล้วทิ้งร่างนั้นไปเมื่อหมดประโยชน์ ร่างที่มันทิ้งไปจะยังมีชีวิตอยู่แต่ว่างเปล่าไม่มีบุคลิก ไม่มีความทรงจำ ไม่มีความรู้สึก ราวกับถูกลบออกจากข้างใน
"ขุนนางเว่ย เส้าหลิน" เซิ่นอวี๋พูดขึ้น "เขาไม่ใช่แค่ลูกน้อง"
"ไม่ใช่" เจิ้งหยวนยืนยัน "ในบาง่เวลาเขาคือร่างที่อสูรนั้นใช้อยู่ ในบาง่เวลาเขาเป็ตัวเองแต่ตัวเองที่ถูกแทรกแซงมาจนแยกไม่ออกแล้วว่าส่วนไหนคือตัวเขาจริงๆ"
"งั้นการจับขุนนางเว่ยไว้ไม่ได้หยุดอะไร" หลิงซางพูด
"ไม่ได้หยุดอะไร" เจิ้งหยวนยืนยันอีกครั้ง "มันแค่ทำให้อสูรนั้นต้องหาร่างใหม่"
"มีวิธีหยุดมันไหม" เซิ่นอวี๋ถามตรงๆ
เจิ้งหยวนเงียบนาน
"มี" เขาพูดในที่สุด "แต่ต้องใช้พลังสามประเภทที่มัน้านั่นแหละเพียงแต่ต้องใช้ในทิศทางตรงกันข้าม แทนที่จะดูดซับ ต้องปลดปล่อย แทนที่จะรวมต้องแยก แทนที่จะผนึกเพื่อ ต้องผนึกเพื่อส่งกลับ"
"ส่งกลับที่ไหน" หลิงซางถาม
"กลับสู่ที่ที่มันมา" เจิ้งหยวนพูด "ในชาติแรกที่ตำนานบันทึกไว้มีการทำสิ่งนี้สำเร็จมาครั้งหนึ่งแต่ผู้ที่ทำสำเร็จนั้นต้องแลกด้วยสิ่งที่ไม่มีใครอยากแลก"
"อะไร" เซิ่นอวี๋ถาม เสียงนิ่งเกินไป
เจิ้งหยวนมองเซิ่นอวี๋
"ต้องใช้สายใยที่เชื่อมระหว่างผู้เยียวยาและผู้ผนึกเป็แกนกลาง" เขาพูดช้าๆ "สายใยนั้นต้องแข็งแกร่งพอแข็งแกร่งกว่าความกลัว แข็งแกร่งกว่าความสงสัยแข็งแกร่งกว่าทุกสิ่งที่อสูรนั้นจะพยายามฉีกออก"
"และถ้าสายใยนั้นขาด" หลิงซางพูด
"ทุกอย่างก็ล้มเหลว" เจิ้งหยวนตอบ "แต่ยังมีอีกสิ่งหนึ่ง"
เขาหยิบกุ้ยหยูสีเขียวขุ่นขึ้นมามองมันสักครู่ก่อนจะวางไว้ตรงหน้าหลิงซาง
"กุ้ยหยูนี้เก็บรอยของอสูรไว้บางส่วนถ้าหลิงซางถือมัน พลังของเ้าจะสามารถ 'อ่าน' สิ่งนั้นได้ รู้ว่ามันอยู่ที่ไหน รู้ว่ามันใช้ร่างใครอยู่ในขณะนั้นเป็เข็มทิศ"
หลิงซางมองกุ้ยหยูสีเขียว
"แต่ก็เป็อันตราย" เขาพูด ไม่ใช่คำถาม
"มันจะรู้ว่าเ้าถือมันอยู่ด้วย" เจิ้งหยวนยืนยัน "การรับรู้มันหมายความว่ามันรับรู้เ้าตำแหน่งของเ้าจะไม่ซ่อนเร้นอีกต่อไป"
"งั้นจงใช้มันในเวลาที่พร้อมสู้" เซิ่นอวี๋พูด เสียงนิ่งและชัดเจน
ทุกคนมองเขา
"ถ้าการถือมันหมายความว่าอสูรนั้นจะมา" เซิ่นอวี๋พูดต่อ "ก็ควรถือมันในเวลาที่เราพร้อมไม่ใช่ในเวลาที่มันเลือก"
เจิ้งหยวนมองเซิ่นอวี๋นาน
จากนั้นก็พูดสั้นๆที่ทำให้บรรยากาศในห้องเปลี่ยนไป
"ข้าเคยเห็นท่านในฝันมาห้าสิบปีแล้ว" เขาพูดเบาๆ "ยืนข้างหลังลิงซางถือดาบ ไม่มีวันจากไป"
เซิ่นอวี๋ไม่ตอบ
แต่รอยแผลเป็ที่ข้อมือซ้ายของเขาเรืองขึ้นจางๆเบาที่สุดที่เคยเห็น แต่ชัดเจนที่สุด
???? สิ่งที่หลิงซางทำในคืนนั้น????
คืนนั้น
หลังจากกลับมาที่โรงหมอและหยูหลานหลับไปแล้วหลิงซางนั่งอยู่ที่โต๊ะทำงานตามเคย แต่โต๊ะนั้นไม่มีตำรา ไม่มีสมุดบันทึก
มีแค่กุ้ยหยูสีเขียวขุ่นที่บิดาให้วางอยู่ตรงหน้า
และกุ้ยหยูดอกหิมะสีขาวของตัวเอง วางอยู่ข้างๆกัน
สองสีสองแบบ แต่ทั้งสองเรืองแสงอ่อนๆ ในความมืดราวกับรู้จักกัน
หลิงซางคิดในใจ
"สองกุ้ยหยูพบกัน ้าบอกอะไร"
เสียงเคาะประตูเบาสามครั้ง
"ข้าเอง" เสียงเซิ่นอวี๋
"เข้ามาได้"
ประตูเปิด เซิ่นอวี๋เดินเข้ามามือถือชาสองถ้วยตามนิสัย นั่งลงตรงข้ามโดยไม่ต้องได้รับเชิญมองกุ้ยหยูสองชิ้นที่วางอยู่บนโต๊ะ
"ท่านหมอคิดเื่อะไรอยู่"
"คิดเื่ที่ท่านพ่อบอก" หลิงซางตอบ รับถ้วยชา "เื่สายใยที่ต้องแข็งแกร่ง"
เซิ่นอวี๋ฟัง ไม่ขัด
"ท่านรู้ว่าสายใยนั้นคืออะไร" หลิงซางพูดต่อเสียงที่ปกติเรียบราบ คราวนี้มีบางอย่างที่ไม่เรียบอยู่ข้างในราวกับน้ำที่เริ่มเดือดจากข้างล่าง
"รู้" เซิ่นอวี๋ตอบ เสียงเงียบ
"และท่านก็รู้ว่าสิ่งที่อสูรนั้นจะพยายามทำก่อนอื่นคืออะไร"
เซิ่นอวี๋นิ่งอยู่ครู่หนึ่ง
"ฉีกสายใยนั้นออกก่อน" เขาพูด
"ใช่"
ความเงียบหนัก
"ท่านหมอ" เซิ่นอวี๋พูด
"อะไร"
"ข้าอยากถามสิ่งที่ข้าไม่เคยถามใคร" เสียงของเขาเบาแต่ชัดเจนกว่าทุกครั้ง
"ถามได้"
"ท่านหมอบอกว่ามีบางสิ่งที่เพิ่มขึ้นทุกวันั้แ่พบข้า" เซิ่นอวี๋พูด "และข้าก็เช่นกันสิ่งนั้น—" เขาหยุดครู่หนึ่ง "ถ้าพรุ่งนี้ทุกอย่างสิ้นสุดลงโดยไม่มีโอกาสพูดท่านหมอจะเสียใจไหม"
หลิงซางมองหน้าเซิ่นอวี๋มองในแสงเทียนที่ทำให้ดวงตาสีน้ำตาลเข้มนั้นดูอบอุ่นกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา
"เสียใจ" เขาพูด ตอบเรียบๆอย่างที่เขาตอบทุกอย่าง
"งั้นข้าขอพูดก่อน" เซิ่นอวี๋พูด วางถ้วยชาลงมองหลิงซางตรงๆ "เพราะถ้าท่านหมอรอ ท่านอาจรอนานกว่าที่ควร"
หลิงซางไม่ขัด
"ข้าพบคนจำนวนมากในชีวิต" เซิ่นอวี๋พูดช้าๆเสียงที่ปกติมีรอยยิ้มอยู่เสมอตอนนี้เรียบและจริงใจจนหลิงซางรู้สึกถึงความแตกต่างได้ชัดเจน "ข้าเรียนรู้ที่จะอ่านคนเรียนรู้ที่จะรู้ว่าใครเป็อย่างไรและส่วนใหญ่แล้วข้าอ่านออกก่อนที่พวกเขาจะพูดอะไร"
"แต่ท่านหมออู๋—" เขาหยุด "ท่านหมออู๋เป็คนแรกในชีวิตข้าที่ข้าอยากอ่านแต่อ่านไม่ออกทั้งหมดและข้าพบว่าข้าชอบความรู้สึกนั้น ชอบที่ยังมีสิ่งใหม่ให้เรียนรู้ชอบที่ต้องมองนานกว่าจะเห็น"
แสงเทียนระหว่างสองคนสั่นไหวเบาๆ
"ข้าไม่รู้จะพูดคำสวยงามได้เหมือนกวี" เซิ่นอวี๋พูดต่อ "ข้าแค่รู้ว่าทุกเช้าที่ตื่นขึ้นมาใน่สองเดือนที่ผ่านมา สิ่งแรกที่ข้าคิดถึงไม่ใช่คดีไม่ใช่แผน ไม่ใช่อันตราย แต่คือท่านหมออู๋และข้าไม่รู้จะอธิบายว่านั่นหมายความว่าอะไร ถ้าท่านหมอไม่บอกข้า"
หลิงซางมองหน้าเซิ่นอวี๋นาน
นานจนเซิ่นอวี๋เริ่มจะพูดอีกอย่าง
"ข้าจะบอก" หลิงซางพูดขึ้นเสียงที่เรียบแต่มีน้ำหนักที่เซิ่นอวี๋รู้ว่าหมายถึงอะไร
เซิ่นอวี๋หยุด รอ
"มันหมายความว่า—" หลิงซางพูดช้าๆแต่ละคำวางลงอย่างตั้งใจ "เซิ่นอวี๋เป็คนแรกในชีวิตข้าที่ข้ารู้สึกว่าไม่ต้องอธิบายตัวเองไม่ต้องพิสูจน์ว่าข้าคิดอย่างไร ข้ารู้สึกอย่างไร ข้าแค่อยู่ และมันก็พอ"
"และข้าพบว่า—" เขาหยุดราวกับกำลังเลือกคำสุดท้ายอย่างระมัดระวัง "'พอ' นั้นมากกว่าที่ข้าเคยคาดหวังไว้มาก"
เซิ่นอวี๋มองหน้าเขา
ในดวงตาที่ปกติยิ้มเก่งนั้นตอนนี้ไม่มีรอยยิ้มที่สร้างขึ้น มีแค่บางสิ่งที่อ่อนโยนและเปลือยเปล่า
มือของเซิ่นอวี๋ขยับข้ามโต๊ะวางลงบนมือของหลิงซางที่วางอยู่ข้างถ้วยชา
ไม่กุม ไม่กด เพียงวางทับ
เหมือนที่เคยทำหลายครั้งแต่ครั้งนี้มีความหมายที่ทั้งสองรู้โดยไม่ต้องพูด
"ใจข้าตัดสินใจแล้ว"
????รุ่งเช้าของวันถัดไปและการเตรียมการ????
รุ่งเช้า
ครั้งแรกในรอบนานหลิงซางลุกขึ้นมาแล้วพบว่าเซิ่นอวี๋นั่งอยู่ที่ลานหลังโรงหมอกำลังฝึกดาบในแสงรุ่งอรุณ
ไม่ใช่การฝึกที่เร่งรีบหรือเตรียมรับมือแต่เป็การฝึกที่สงบ เหมือนการหายใจ ดาบ หยินซา เคลื่อนไหวในจังหวะที่สม่ำเสมอแสงเงินรับรุ่งเช้า รอยแผลเป็ที่ข้อมือเรืองนิดหน่อยตามจังหวะของดาบ
หลิงซางยืนมองอยู่ที่ขอบลานสักครู่
จากนั้นก็หยิบกุ้ยหยูดอกหิมะออกมานั่งลงบนขั้นบันได วางมือบนมันปล่อยให้ความเย็นที่เขาควบคุมอยู่เสมอนั้นไหลออกมาเบาๆฝึกควบคุมในแบบที่เขาทำทุกเช้าั้แ่เด็ก
แต่เช้านี้รู้สึกต่างออกไป
ราวกับว่าพลังที่ปกติเย็นและโดดเดี่ยวนั้นรู้สึกถึงบางสิ่งที่ใกล้ๆ ที่อบอุ่นกว่า และมันตอบสนองต่อสิ่งนั้น ไม่ได้กระหายมันแต่รับรู้มันในแบบที่ทำให้ทุกอย่างรู้สึกสมดุลกว่าเดิม
เซิ่นอวี๋หยุดดาบ หันมา
ทั้งสองมองหน้ากันในแสงรุ่งอรุณ
ไม่มีใครพูดอะไร
แต่ก็ไม่มีใครต้องพูด
หยูหลานออกมาพร้อมชาและขนมปังพบทั้งสองนั่งและยืนอยู่ในลานหลัง มองเห็นสิ่งที่ต้องมองเห็นแล้วก็วางถาดลงบนขั้นบันไดอย่างเงียบๆ
"อาหารเช้า" เธอพูด จากนั้นก็เดินกลับเข้าไปในโรงหมอ
แต่เมื่อหันหลังเดินมุมปากของเธอขยับขึ้นในแบบที่เธอพยายามซ่อนแต่ไม่สำเร็จ
เมื่อกินข้าวเสร็จ พวกเขาทั้งสามนั่งพูดแผนการ
"อสูรผู้ลบจะมา" หลิงซางพูด "เราไม่รู้เวลาแต่รู้ว่ามันจะมาเมื่อเราพร้อมน้อยที่สุดนั่นคือรูปแบบการทำงานของสิ่งที่ล่าแบบนี้"
"งั้นเราต้องทำให้ตัวเองพร้อมอยู่เสมอ" หยูหลานพูด
"และต้องมีจุดที่ปลอดภัย" เซิ่นอวี๋พูด "สถานที่ที่ถ้าเราถูกแยกออกจากกันเราจะรู้ว่าต้องไปที่ไหน"
"โรงหมอนี้" หลิงซางพูด
"โรงหมอนี้" เซิ่นอวี๋พยักหน้า "และต้องมีสัญญาณถ้าใครในสามคนไม่สามารถพูดตรงๆ ได้สัญญาณที่ฝ่ายอื่นจะรู้ว่ามีบางอย่างผิดปกติ"
"สัญญาณอะไร" หยูหลานถาม
"คำถามที่มีคำตอบเดียว" เซิ่นอวี๋พูด มองหลิงซาง "ท่านหมอเลือกได้คำถามที่คนอื่นจะตอบผิดแต่ท่านหมอจะตอบถูก"
หลิงซางคิดอยู่ครู่หนึ่ง
"วันที่ฝนตกหนักในหมู่บ้านหมอกใครอยู่ที่ประตูห้องก่อน" เขาพูด
เซิ่นอวี๋มองหน้าเขา รอยยิ้มเล็กน้อยที่มุมปาก
"ข้า" เขาตอบ "เพราะท่านหมอนอนไม่หลับและออกมาหลังข้า"
"ใช่" หลิงซางพยักหน้า "ถ้าถามคำถามนั้นแล้วตอบผิดแสดงว่าคนตรงหน้าไม่ใช่ตัวเองแล้ว"
♥️เมื่อรุ่งอรุณรู้ว่าตัวเองมาถึงแล้ว ♥️
"มีรุ่งอรุณบางวันที่ดูเหมือนรุ่งอรุณอื่นทุกวันแสงสีทองเดิม ท้องฟ้าสีครามเดิม ลมเย็นเดิม แต่คนที่ยืนดูมันรู้ว่า วันนี้ไม่เหมือนเดิม
เพราะวานนี้มีบางสิ่งเสร็จสมบูรณ์ และเช้าวันนี้ทุกสิ่งที่ตามมาจะเริ่มต้นจากจุดที่ต่างออกไป
หิมะที่เ็าเมื่อมีแสงอาทิตย์ส่องถึง ไม่ได้กลายเป็สิ่งอื่น มันยังคือหิมะ แต่มันรู้ว่าตัวเองสามารถละลายได้โดยไม่สูญเสียตัวเองไป"
♥️ "แม้หิมะจะหนาวฤดูใบไม้ผลิก็กลับมาเสมอ ถ้าใจมั่นคง ความรักก็ไม่มีวันเปลี่ยน" ♥️
..สุสาส์นราคะ...