ผ่านวันชิงิ[1]มาแล้ว นี่เป็ปีแรกที่ฉวนลี่ถิงไม่ได้ทำพิธีไหว้ บรรพบุรุษร่วมกับบิดามารดา หลังจากพาหลานเข้านอนเพราะรู้สึกไม่สบายใจ จึงออกมาเดินเล่นรับลมที่หน้าเรือนถ้าหากไฟในห้องด้านในไม่ดับก็มักพบเสี่ยวหลิงกับเสี่ยวลู่ยังอยู่คอยให้นางเรียกใช้สอย
“หน้าที่ยืนเฝ้าหน้าเรือนของพวกเ้าสองคนจะไม่หนักไปหน่อยหรือหากทั้งคืนข้าไม่ดับไฟนอนจะเป็เช่นไร”
สองสาวยิ้มก่อนเสี่ยวลู่จะตอบว่า “มันเป็หน้าที่ของพวกเราน่ะเ้าค่ะ”
“ไปพักผ่อนกันเถอะข้าขอเดินเล่นรับลมสักหน่อยก็จะเข้านอนแล้ว”
“แต่...” เสี่ยวหลิงค้าน
“ข้าไม่ปล่อยอาเฉินนอนคนเดียวนานนักหรอกข้าก็ห่วงหลานข้าเหมือนกันนะ”
ได้ยินฉวนลี่ถิงยืนยันดังนั้นแล้วนางกำนัลทั้งสองก็ขอตัวจากไป
ยามรัตติกาลคลี่ม่านปกคลุมมีเพียงเยี่ยไหลเซียง[2]กลางสวนโชยกลิ่นหอมเย็นฟุ้งกำจายหญิงนางเดียวที่ยังไม่หลับนอนยื่นมือไปแตะช่อดอกสีเหลืองนวล ภายใต้แสงจันทร์อาบทารูปสลักัห้าเล็บสีเขียวหยกสะท้อนแสงจันทร์เป็ประกายอยู่บนกระเื้ัคาสีแดงชาดฉวนลี่ถิง มองซุ้มประตูหินโค้งรูปวงพระจันทร์ เกิดความรู้สึกอยากรู้ว่านอกซุ้มประตูนั้นเป็เช่นไร
เรือนหนึ่งสันติสุขมีกำแพงต้นไม้กั้นเป็แนวยาวถัดออกไปจึงเป็กำแพงหินสลักลวดลายเสมือนอยู่ในป่าเขาตัวเรือนและบริเวณโดยรอบสงบไร้ผู้คนรบกวนหรือที่จริงอาจจะเป็เพราะคำสั่งเ้าของเรือนก็ได้ที่ไม่ให้มีคนมารบกวนพวกนางตลอดยี่สิบกว่าวันที่ผ่านมา
ครั้นพอคิดถึงคนผู้นั้นความสงสัยอีกเื่ก็บังเกิด...เขาพักอาศัยอยู่ที่เรือนหลังใดหนอคนภายนอกเขตเรือนหนึ่งสันติสุขที่น้อยนักจะมาให้เห็นหน้า เป็อยู่กันอย่างไรฉวนลี่ถิงคิดพร้อมกับก้าวขาไปเบื้องหน้า แต่เพราะฉุกคิดถึงอาเฉินที่นอนอยู่ในห้องนางจึงหันหลังกลับ
จังหวะย่างก้าวไปตามเส้นทางเดินในสวนหญิงสาวพลันรู้สึกว่าตัวเองเหยียบสิ่งหนึ่งเข้า นางรีบะโโหยงปากร้องออกมาด้วยความตื่นใ ขาพลิกทำให้ทรงตัวไม่อยู่ จึงทรุดลงปลายหางตาทันได้เห็นสัตว์เลื้อยคลานที่เพิ่งผลุบหายเข้าพุ่มไม้
ด้านเซวียเสวี่ยจิ้งเพิ่งเสด็จกลับจากงานเลี้ยงระหว่างพระประยูรญาติหัวข้อสนทนาสำคัญก็คือเื่ของอาเฉิน เพราะยังไม่ได้อบรมมารยาทพื้นฐานคืนชิงิก็เลยยังไม่มีการแต่งตั้งองค์ชายและรับเข้าสู่ราชวงศ์
ทั้งที่ทรงคิดว่าแขกของตำหนักคงเข้านอนไปพร้อมหลานชายแล้วทว่าเื่ของอาเฉินทำให้ดำเนินเลยมาถึงเรือนหนึ่งสันติสุขทรงแว่วยินเสียงร้องผ่านออกมาจากซุ้มประตูครั้นปราดเข้าไปก็พบฉวนลี่ถิงนั่งอยู่บนพื้น
“เกิดอะไรขึ้น”
“งู”
นางถูกงูฉกหรือ!
เพียงแค่นางตอบว่างูนายท่านเสวี่ยก็ตรงเข้าอุ้มร่างของนางขึ้น กลิ่นหอมของเหล้าหมักดอกไม้โชยกรุ่นใบหน้าของเขาที่ใกล้แสนใกล้ส่งผลให้คนถูกอุ้มตื่นใยิ่งกว่าเหยียบถูกงูเสียอีก
“ท่านจะทำอะไรข้าไม่...”
“เงียบไปเลย” ทรงอุ้มฉวนลี่ถิงไปยังจุดที่พอมีแสงสว่างจากโคมแขวนเมื่อวางนางบนระเบียงหินแล้วก็คุกชานุลงแล้วยื่นหัตถ์จับขาของนางหวังตรวจหาร่องรอยคมเขี้ยว พลันรับรู้ได้ถึงอาการเกร็งหญิงสาวขืนกายพยายามชักขากลับ ทำให้ทรงต้องออกแรงดึง
“นิ่ง” ทรงเอ็ดแล้วถอดรองเท้ากับถุงเท้าของนางออก เผยให้เห็นเรียวเท้าขาวก่อนถลกชายกางเกงแพรด้านในขึ้นเล็กน้อย
ฉวนลี่ถิงครางโอยเพราะอาการเคล็ดตรงข้อเท้าในระหว่างที่อีกฝ่ายก็รีบตรวจตราหาร่องรอยเขี้ยวงู
“ไม่มีแม้รอยถาก”
“ก็ข้าไม่ได้ถูกงูกัดเสียหน่อยข้าเหยียบมันเข้าแล้วรีบะโหลบ ก็เลยขาพลิกล้มลง” นางบอกวาจาฉะฉาน
คนฟังถึงคราวถอนหายใจแรงๆออกมา
หญิงสาวรีบปล่อยชายกางเกงลงพลางเอ่ยคำ
“ข้าไม่ได้ตั้งใจหลอกลวงท่านนะ”
“ข้าต่อว่าเ้าแล้วรึ”พระขนงคมเข้มข้างซ้ายเลิกขึ้น
“ก็ท่านถอนหายใจ”นางจ้องเข้าไปในแววตาอีกฝ่ายที่สบมา ชั่วครู่หนึ่งจึงได้ร้องอ๋อที่แท้ก็โล่งอกเพราะเขาห่วงใยนางหรอกหรือ
เมื่อเ้าของเรือนเมินมองไปทางซ้ายและขวานางจึงรีบไขข้อข้องใจของเขา
“ข้าให้พวกนางสองคนเข้านอนเองแหละคิดว่าออกมาเดินเล่นสักพักจะเข้าห้องแล้ว”
“แล้วนี่กลับเข้าห้องเองได้หรือไม่”
ท่ามกลางแสงจันทร์นางเพิ่งมีโอกาสมองชายหนุ่มได้เต็มตา การแต่งกายของเขาช่างต่างจากทุกวันชุดสีม่วงเข้มที่สวมใส่ปักเส้นไหมทองคำล้อแสงโคม มองอย่างนี้แล้วให้รู้สึกว่าเขาไม่ใช่คนเดินดินธรรมดาเลยสักนิดราวกับเทพบุตรหรือขุนนางใหญ่โตในรั้วในวังตามแบบที่นางเคยเห็นในภาพวาดไม่ผิดเพี้ยน
เซวียเสวี่ยจิ้งทรงสบสายตาช่างสงสัยของฉวนลี่ถิงแต่เมื่อนางไม่ได้ถาม ก็ทรงไม่จำเป็ต้องตอบ
“ว่าอย่างไรจะกลับเข้าห้องเอง หรือ...” จะต้องให้ทรงอุ้ม
ฉวนลี่ถิงค่อยๆลุกขึ้นยืน ความเจ็บพอมีอยู่ เจ็บกว่านี้ก็เคยมาแล้ว จึงคุยอวดเขาไป
“ทำไมจะเดินเองไม่ได้ข้าเคยตกรถม้าขาบวมกว่านี้เสียด้วยซ้ำ”
“ตอนนี้ไม่เจ็บประเดี๋ยวพรุ่งนี้คงได้รู้สึก”
เื่อวดเก่งน่ะถนัดนัก!เซวียเสวี่ยจิ้งตำหนินางในพระทัย
“ไว้พรุ่งนี้ค่อยกังวลคืนนี้เข้าห้องแล้วข้าจะนอนเลย คงไม่กระทบกระเทือนกระมัง”
เ้าของเรือนส่ายพักตร์เล็กน้อยทอดพระเนตรนางเดินกะเผลกๆ เข้าตัวเรือน ก่อนคนขาแพลงจะปิดประตูชั้นนอก จึงตรัสว่า
“พรุ่งนี้จะให้หมอมาดูอาการเ้าคงไม่ปล่อยให้ตัวเองเท้าบวมในขณะที่ต้องคอยวิ่งตามอาเฉินหรอกนะ”
เขาสั่งสอนนางอีกแล้วรวมถึงแววตาดุๆ นั่นอีก นางโตเกินกว่าจะมีคนมาคอยเอ็ดเอากับเื่เล็กน้อยแล้วนะฉวนลี่ถิงเม้มปาก ย่อกายให้เขาเท่าที่จะทำได้
“รับทราบเ้าค่ะ”
ปากบอกเ้าค่ะแต่สายตาคู่งามกลับตวัดค้อนอยู่ในที ผู้าุโกว่าส่ายพักตร์ระอาพระทัยอีกหนแล้วหันวรกายดำเนินออกจากเขตเรือนหนึ่งสันติสุขไป
เพราะทรงเป็ห่วงอาการของฉวนลี่ถิงหลังจากรู้ว่าหมอที่ถูกตามตัวกลับไปแล้วเซวียเสวี่ยจิ้งจึงเสด็จไปที่เรือนหนึ่งสันติสุข พบอาเฉินกำลังนั่งเล่นในกระบะกั้นมีนางกำนัลสองคนคอยดูแลอยู่ใกล้ๆ
เด็กน้อยพอเห็นคนคุ้นหน้ากันแล้วก็ส่งเสียงเรียก
“เส่”
ไม่เป็คำเท่าไรนักแต่คนฟังรู้ว่าที่เขาเอ่ยคือคำว่า ‘เสวี่ย’
ยังมิทันตรัสถึงผู้เป็น้าสาวหนึ่งในนางกำนัลก็รายงาน
“แม่นางฉวนอยู่ด้านในเพคะ”ปลายเสียงเบา มั่นใจว่าคนข้างในไม่ได้ยินคำว่า ‘เ้าค่ะ’ ที่ถูกเปลี่ยนเป็ ‘เพคะ’
เสี่ยวลู่พูดเสริม“ข้อเท้าบวม ท่านหมอให้ยานวดแล้วสั่งห้ามลงจากเตียงเพคะ”
“แล้วจะทนอยู่นิ่งได้สักกี่เค่อ”วันๆ ก็เป็เพื่อนเล่นหลานชาย ทั้งเดินทั้งวิ่งไม่อยู่นิ่งยิ่งอาเฉินสุขภาพร่างกายแข็งแรงมากเท่าไร น้าสาวของเขาก็ยิ่งต้องออกแรงมากได้ฟังมาว่า ถึงจะมีนางกำนัลทั้งสองคอยเป็หูเป็ตาแต่ฉวนลี่ถิงก็ยังตามติดดูแลหลานด้วยตัวเอง
“ผ่านมาแล้วหนึ่งเค่อเพคะ”เสี่ยวหลิงกลั้นหัวเราะไว้ในลำคอ ก่อนสองสาวจะถอยห่างออกไปให้นายอยู่เป็ส่วนตัว
ท่านอ๋องแห่งแคว้นิอานประทับบนเก้าอี้ใกล้ๆจุดที่อาเฉินนั่งเล่น ทรงยื่นฝ่าพระหัตถ์ลูบศีรษะเด็กน้อย
“สนุกหรือไม่” ในกระบะมีตุ๊กตาไม้แกะเป็รูปม้าและคนอยู่หลายตัว
“หนุ” อาเฉินหมายถึง ‘สนุก’
ขณะนั้นทรงได้ยินเสียงกุกกักมาจากหลังฉากที่ใช้กั้นแบ่งเขตห้องรับรองไปยังเรือนส่วนหลังนางกำนัลทั้งสองรีบไปช่วยพยุงผู้มาใหม่ เซวียเสวี่ยจิ้งก็ทรงรู้แล้วว่าคนที่สมควรพักนิ่งๆได้ฝืนคำสั่งหมอออกมานอกห้องนอนแล้ว
[1]ประมาณต้นเดือนเมษาอยู่ใน่ฤดูใบไม้ผลิของจีน เกี่ยวกับการไหว้บรรพบุรุษเป็หลักผู้คนยังถือโอกาสออกจากบ้านเพื่อท่องเที่ยวตามชานเมืองชมต้นไม้สีเขียวที่ไม่ได้เห็นในฤดูหนาวเป็เวลาหลายเดือนบางท้องที่เรียกว่าเทศกาลวันเหยียบสีเขียว
[2]ดอกราตรี